0 Views

โชคดีที่กักเกอร์ไม่ได้ปล่อยให้ซาลีนรอนาน แม้ว่าเขาจะเป็นคนเมืองซีลอน ซาลีนก็ไม่เคยเห็นเขามาก่อน

 

กักเกอร์ดูเหมือนคนอายุประมาณ 35 ปีที่มีหน้าคล้ายกับขุนนางทางตอนเหนือ เขามีหน้าฝากกว้าง ตาสีน้ำตาลนั้นโตและลึก ไม่เหมือนกับพวกที่มาจากทางใต้ ผมสีทองของเขามัดไว้ให้หยักคล้ายกับเปลวไฟ ทำให้เขาดูเด็กลง

 

เขาสูงประมาณ 1.9 เมตร ไหล่ที่หนาของเขาไม่ได้เป็นเพราะไขมัน และร่างกายของเขาก็ไม่ได้แสดงถึงความอ่อนช้อย มันทำให้รู้ว่าลอร์ดกักเกอร์นั้นมีการเรียนรู้ศิลปะป้องกันตัวและฝึกมันจนชำนาญ

 

“จอมเวทย์ซาลีน!”

กักเกอร์เข้ามาสวมกอดซาลีนอย่างอบอุ่น ซาลีนขมวดคิ้ว เขารู้แล้วว่ากลิ่นแปลกๆ บนรถม้านั้นมาจากกลิ่นโคโลญจ์ของเขา

 

“ลอร์ดกักเกอร์ กรุณาบอกสิ่งที่ท่านต้องการจากข้า สิ่งที่ท่านเสนอนั้นมากเกินไป ข้าไม่เข้าใจ”

ซาลีนไม่ต้องการการพูดพร่ำทำเพลง เขาต้องการเงินสองสามพันเหรียญทองที่เขาจะได้ ไม่ว่าจะยังไงก็ตาม

 

หลักจากประเมินคร่าวๆ แล้ว ลอร์ดกักเกอร์ตัดสินใจที่จะไม่ยืดเยื้อกับซาลีน

 

“งั้นขอข้าพูดตรงๆ ข้าวางแผนจะจัดการกับโจรสลัดในฤดูหนาวนี้ อาจารย์ของท่านไม่มา ดังนั้นข้าจึงอยากได้ความช่วยเหลือจากท่านแทน”

 

ซาลีนหัวเราะ

 

“ท่านลอร์ด ท่านต้องล้อข้าเล่นแน่ๆ ”

 

กักเกอร์พูดอย่างเคร่งขรึม

 

“ข้ารู้ว่าท่านยังเป็นจอมเวทย์ฝึกหัด แต่ข้าไม่ได้ให้ท่านต้องฆ่าใคร ข้าเพียงหวังว่าท่านจะทำยาเสริมพลังกับลูกเรือ ท่านอาจจะยังไม่ได้เรียนรู้เวทย์ระดับ 1 และข้าไม่ควรขอท่านเรื่องนี้ แต่ทหารที่อยู่กลางทะเลนั้นอาจจะป่วยหรือตายได้ในสองถึงสามเดือน ข้าเพียงแต่คิดว่าท่านจะช่วยได้”

 

ซาลีนรักษาความสงบนิ่ง เขาเป็นจอมเวทย์ฝึกหัดระดับ 3 และเพราะว่าเขามีพลังจิตที่แข็งแกร่ง เขาเพิ่งจะเรียนรู้เวทย์ระดับ 1 ได้ไม่นาน เขานั้นตั้งใจจะเรียนเวทย์ลูกไฟ และเวทย์ระดับ 1 ส่วนใหญ่ที่ใช้ในการโจมตี

 

ยาเสริมพลังนั้นเป็นเวทย์สนับสนุนและผลิตน้ำยาได้ประมาณร้อยยี่สิบกรัม ไม่ว่าจะดื่มหรือเอามาประยุกต์มันก็ใช้ได้ดี แต่ไม่ได้ดีเป็นพิเศษเพราะมันไม่มีผลข้างเคียงและอันตราย

 

ถ้าซาลีนเป็นจอมเวทย์ระดับ 1 เรื่องแบบนี้คงจะไม่ยาก แต่เขาเป็นเพียงจอมเวทย์ฝึกหัดที่เรียนรู้เวทย์ระดับ 1 เพียงแค่แบบเดียวเพื่อที่จะขึ้นเป็นจอมเวทย์เต็มตัว เขาคงไม่มีโอกาสเรียนรู้เวทย์ระดับ 1 เวทย์อื่นหลังจากนี้

 

หากจอมเวทย์เรียนรู้เวทย์ข้ามระดับ มันจะส่งผลกับการเรียนรู้ของเวทย์และการเติบโตต่อไปในอนาคต หากเรียนรู้เวทย์อะไรมาก่อนแล้วนั่นหมายความว่าเวทย์ต่อไปที่ต้องเรียนนั้นจะต้องคล้ายกับเวทย์ก่อนหน้ามากที่สุด เพื่อที่การพัฒนาและความเร็วในการปล่อยเวทย์จะได้เพิ่มขึ้น

 

“ซาลีน ข้ารู้ว่าข้าขอมากเกินไปจากจอมเวทย์ฝึกหัด ท่านจึงต้องรับเงินตอบแทนจากข้า”

 

กักเกอร์หยิบกล่องเล็กขึ้นมาเพื่อล่อใจซาลีนอีกครั้ง

 

“ทำไมไม่จ้างนักบวชชั้นสูงล่ะ ?”

 

ซาลีนถามต่อ

 

“นักบวชชั้นสูงนั้นแพงเกินไป อีกทั้งเวทย์ศึกดิ์สิทธิ์นั้นต้องใช้ให้ถูกที่ หากมีปัญหาขึ้นมาจะเป็นการทำให้สันตะสำนักนั้นโกรธแค้น ซึ่งมันต่างออกไปกับท่าน ท่านสามารถอยู่กับข้าบนเรือรบที่ใหญ่ที่สุดโดยไม่มีอันตรายใดๆ ”

 

“เราจะเริ่มเมื่อไหร่ ?”

 

ซาลีนเก็บกล่องเข้าไปในกระเป๋าหนังโดยไม่เปิดดู

 

กักเกอร์แสดงอาการโล่งใจด้วยรอยยิ้ม

 

“ปลายปีนี้ ตอนนี้ยังเร็วเกินไป วันนี้เรามีแขกมาจากต่างแดน กรุณาอยู่ทานอาหารกับพวกเราด้วยเถิด”

 

ซาลีนโล่งใจเช่นกัน เงินนั้นถึงมือเขาสักที มันทำให้เขาร้อนใจจนถึงตอนนี้

 

“ซาลีน…”

“ลอร์ด ?…”

“ข้าสั่งชุดที่ทำเพื่อท่านเอาไว้ ท่านต้องการจะเปลี่ยนชุดหรือไม่ ?”

 

ซาลีนมองไปที่ผ้าคลุมที่เขาสวม และเข้าใจว่าถ้าไม่ใช่ชุดที่สั่งทำเพื่อเขาโดยเฉพาะ มันจะใหญ่เกินไปจนไม่พอดีกับเขา เจสันไม่ได้ให้ความสนใจกับเรื่องแบบนี้ สำหรับเขาผู้คนนั้นยำเกรงต่อเขาไม่ว่าเขาจะใส่อะไร  ถ้าซาลีนจะต้องอยู่ทานอาหารเย็น เขาต้องแต่งกายให้เหมาะสม

 

“ท่านจอมเวทย์ซาลีน ตามเรามาค่ะ”

 

สาวใช้สองคนพาซาลีนออกมาจากห้องโถงเล็ก

 

เมื่อตามสาวใช้มาซาลีนก็เห็นชุดที่เตรียมไว้ให้เขาวางอยู่บนโต๊ะ เขาให้สาวใช้ทั้งสองออกไป โดยไม่ให้รอเขา แม้ว่าเขาจะอายุสิบห้าปีและถูกกระตุ้นหลังจากมองไปที่หน้าอกของพวกสาวใช้ แต่เขาก็มีอย่างอื่นที่สำคัญกว่าต้องทำ

 

หลังจากใส่สลักประตูแล้วซาลีนก็นำกล่องออกมาจากกระเป๋าหนังของเขาและเปิดมัน

 

แสงสว่างประกายออกมา ทำให้ซาลีนมองไม่เห็นไปชั่วขณะเพราะปรับสายตาไม่ทัน หลักจากเอาแกนเวทย์ข้างในใส่ในถุงเงินที่เขาผูกไว้ที่เอวแล้วซาลีนก็นำตั๋วเงินแคว้นฉินออกมาจากกล่อง

 

ตั๋วแต่ละอันนั้นมีมูลค่าพันเหรียญทอง และมันมีทั้งหมดห้าใบ

 

ซาลีนกำตั๋วเงินในมือ เขาอยากจะหัวเราะแต่กลัวสาวใช้จะได้ยิน ซาลีนนับจำนวนตั๋วเงินในมืออีกสองครั้งและนำมันเก็บไว้ในด้านในเข็มขัด

 

สาวใช้สองคนกลั้นหายใจและเอาหูแนบประตูไว้ แต่ก็ไม่ได้ยินอะไร จอมเวทย์น้อยนั่นทำอะไรกัน ? เขาเพียงแค่ต้องถอดผ้าคลุมของเขากับสวมผ้าคลุมที่ลอร์ดกักเกอร์เตรียมไว้ให้

 

มันเป็นผ้าคลุมสีขาว ออกแบบเป็นผ้าคลุมของจอมเวทย์ มีเข็มขัดอยู่บริเวณเอวดด้านในของผ้าคลุม ผ้าคลุมนี้ทำด้วยความประณีตโดยใช้ผ้าไหมคุณภาพจากแคว้นฉิน

 

แต่ช่างน่าเสียดายที่มันไม่ใช่ผ้าคลุมของจอมเวทย์จริงๆ และไม่สามารถรักษาระดับของพลังเวทย์ได้ ผ้าไหมหนานุ่มนี้ช่างสวยงาม สีพื้นของมันเป็นสีเงินขาว และปักด้วยรูปแบบเวทมนตร์

 

มันมีคทาเวทย์วางอยู่บนโต๊ะ มันเป็นของแท้ ซาลีนหยิบมันขึ้นมาและสัมผัสถึงพลังงานเวทย์แต่เขาผิดหวังกับมันเล็กน้อย ลอร์ดกักเกอร์เพียงซื้อคทาเวทย์ที่ถูกที่สุด มันมีค่าเพียงไม่กี่ร้อยเหรียญทองเท่านั้น

 

ซาลีนมีความคิดอะไรบางอย่าง จึงนำแหวนโลหะสีดำออกมาจากกระเป๋าหนัง มันไม่ใช่ชิ้นส่วนของอุปกรณ์เวทมนตร์ แต่มันมีน้ำหนักมากเมื่อเขาฝึกท่ามือในการร่ายเวทย์ เพื่อเป็นการหลอกลวงผู้ที่ไม่รู้ ยิ่งมันเรียบง่ายเท่าไหร่ มันยิ่งยากที่จะบอกได้ว่าแหวนนั้นมันทำอะไรได้บ้าง

 

เขามองภาพสะท้อนตัวเองในกระจก เด็กหนุ่มร่างผอมนั้นได้หายไปแล้ว เด็กหนุ่มที่เขาเห็นนั้นมีดวงตาสีน้ำตาลเป็นประกายและสูงกว่าที่เคยและถือคทา ซาลีนลองโพสท่าตอนร่ายเวทย์

 

สาวใช้สองคนที่แอบฟังอยู่อีกฝั่งของประตูนั้นยังคงไม่ได้ยินอะไร หลังจากสิบนาที ซาลีนเปิดประตูทันที สาวใช้ถูกจับได้อย่างคาดไม่ถึงเพราะล้มลงเข้ามาในห้องตอนที่เขาเปิดประตู

 

ซาลีนหัวเราะและดึงทั้งคู่ขึ้นมาด้วยมือทั้งสองข้าง

 

“ไปหาลอร์ดกักเกอร์กันเถอะ”

 

สาวใช้ทั้งสองหน้าแดงด้วยความเขินอาย และรีบเดินออกไปอย่างรวดเร็ว เขาไม่เข้าใจว่าซาลีนเข้าไปทำอะไรในห้องโดยไม่มีเสียงใดๆ ยิ่งกว่านั้นมือของจอมเวทย์น้อยยังอบอุ่นอีกด้วย

 

ไม่ว่าวิธีชีวิตของชนชั้นสูงในตอนเหนือจะเป็นอย่างไร พวกเขาก็ยังทำอาหารแบบดั้งเดิม ซาลีนเข้าไปในห้องอาหารและเห็นโต๊ะใหญ่อยู่ตรงกลาง บนโต๊ะมีทัพพีทองแดงด้ามจับเป็นตาข่ายโลหะ และรายล้อมด้วยเตาถ่านทองแดงจากแคว้นฉิน มันมีเนื้อดิบอยู่บนจานหินอ่อนยาวเกือบสองฟุต มีชุดช้อนส้อมเงินวางอยู่ข้างๆ จานทุกจาน

 

มันไม่มีเหตุผลกับการจัดเรียงแบบดังกล่าว แม้แต่ในแคว้นฉินก็ไม่ว่าอะไร คนซิกคินย่านั้นเพียงจะร่ำรวย อาจจะต้องใช้เวลาสักสองพันปีในการพัฒนารสนิยม

 

มีดหั่นเนื้อนั้นมีความคมมาก ในอาณาจักรตังกุลาสีนั้นมีดแบบนี้ไม่สามารถพบเห็นได้ในห้องอาหารของขุนนาง

 

ซาลีนมองไปที่แขกที่นั่งอยู่ก่อนหน้าอย่างไม่ใส่ใจ ผู้หญิงที่ยั่วยวนสวยงามนั้นจะต้องเป็นภรรยาของกักเกอร์แม้ว่าเขาจะไม่เคยพบนางมาก่อน  แขกที่ไม่เคยเห็นอีกสองคนนั้นต้องเป็นชาวต่างชาติ ซาลีนจมูกกระตุก มันไม่มีกลิ่นปลาจากพวกเขา

 

“จอมเวทย์ซาลีน ให้ข้าแนะนำท่านเถิด…”

 

ภรรยากักเกอร์อาสาที่จะแนะนำแขกต่างชาติ กักเกอร์นั้นนั่งอยู่ที่หัวโต๊ะ น้ำเสียงของนางทำให้เข้าใจว่าแขกทั้งสองนั้นมีความคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี

 

“นี่คือบารอน ริค จากครุดย่า และบารอน หมิงฮุ่ยจากนครหลวง”

 

ภรรยาของกักเกอร์นั้นอายุน้อยและสวยงาม ใส่เดรสทางการแนบเนื้อทำให้ดูหน้าอกใหญ่ขึ้นไปอีก กับบารอนหนุ่มทั้งสองนั้น นางห่างไกลจากคำว่าขี้อายและสดใสไปมาก

 

ริคทำเป็นมองไปอย่างสงบนิ่ง รักษาท่าทีอันสง่างามเอาไว้ เขาจะหยุดมองสักสองหรือสามวิเมื่อเห็นหน้าอกของภรรยากักเกอร์ กักเกอร์นั้นแสร้งทำเป็นไม่เห็น เขามั่นใจในตัวภรรยาของเขาว่าจะไปติดกับกับพวกบารอนชั้นต่ำ

 

บารอนหมิงฮุ่ยไม่สนใจการแนะนำตัวของภรรยากักเกอร์และเม้มปากมองไปที่ซาลีนอย่างดูถูก

 

“จอมเวทย์ซาลีน ? ดูเด็กจังเลยนะ ข้าสงสัยจังว่าเจ้าจะรู้วิธีเรียกลูกไฟออกมาไหม ?”

 

ท่าทีของหมิงฮุ่ยทำใหซาลีนอย่างจะเดินไปตบปากเขา วิธีนี้เขาจะระงับความโกรธและรักษาพลังเวทย์เอาไว้ได้ ยังไงก็ตามมันมีนักดาบหน้านิ่งอยู่ข้างหมิงฮุ่ย ซาลีนนั้นเสียเปรียบถ้าคิดจะมีเรื่อง

 

ลอร์ดกักเกอร์ให้สะกิดภรรยาของเขาจากใต้โต๊ะเพื่อเป็นส่งสัญญาณ

 

“จอมเวทย์ซาลีน โปรดให้อภัยกับความเสียมารยาทของบารอนหมิงฮุ่ย พวกเราเป็นคนธรรมดาและประสีประสาต่อเวทมนตร์นัก”

“เวทมนตร์นั้นไม่ได้มีไว้เพื่ออวดอ้าง”

 

ซาลีนกล่าวอย่างไม่ใยดีโดยไม่สนใจหมิงฮุ่ย

 

“ชิ…”

 

หมิงฮุ่ยเยาะเย้ย หัวรูปสามเหลี่ยมของเขานั้นทำให้เขาดูเหมือนกับตุ๊กแก เขาพยายามล่อลวงอีก

 

“อวดอ้างอะไรกัน ? หรือจอมเวทย์ซาลีนไม่มีความกล้าพอทีจะแสดงความสามารถหรอกหรือ ?”

 

นครหลวงนั้นเจริญรุ่งเรืองขึ้นมานับแต่สองปีที่แล้ว เขามาที่เมืองซีลอนเพื่ออวดความร่ำรวยของเขา แต่ไม่คิดว่ากักเกอร์จะพาจอมเวทย์มาทำให้เขาเสียหน้า นักดาบข้างหลังเขาถึงกับหน้าซีด

 

“บารอนหมิงฮุ่ยมีแหวนวงใหญ่ดีนี่…”

 

ซาลีนถอนหายใจเบาๆ โดยไม่พูดต่อแต่ลูบไปที่แหวนโลหะสีดำของเขา

 

หน้าของหมิงฮุ่ยแดงก่ำ แหวนบนนิ้วของเขานั้นมีเพชรเม็ดใหญ่สามสิบสองเม็ดประดับอยู่ แต่ไม่อาจเปรียบเทียบกับแหวนของจอมเวทย์ได้เลย

 

ขุนนางที่แท้จริงๆ นั้นไม่คิดที่จะทำให้จอมเวทย์โกรธ แม้จอมเวทย์นั้นจะระดับต่ำก็ตาม เพราะจอมเวทย์สามารถสร้างปัญหาใหญ่ให้กับพวกเขาได้

 

หมิงฮุ่ยนั้นมาจากพื้นที่เล็กๆ และไม่เคยพบจอมเวทย์มาก่อน เขากังวลและหลังจากนิ่งเงียบไปนาน เขาก็พูด

 

“หากสวมผ้าคลุมสีขาว นั่นก็คือจอมเวทย์”

 

ซาลีนหัวเราะเบาๆ

 

“บารอนหมิงฮุ่ยคงจะคิดว่าคนที่ปล่อยลูกไฟออกมาได้เป็นจอมเวทย์ แม้ข้าจะเข้าใจความด้อยการศึกษาของท่าน ข้าก็ยังทำใจรับมันไม่ได้อยู่ดี”

______________________________________

 

ตอนนี้ย้ายบ้านไปที่ my-novel.com/badge-in-azure น้าไปติดตามตอนล่าสุดกันได้ในนั้นเยย