0 Views

บทที่ 2 – ตอบแทนบุญคุณกับการทรยศ

เช้าอันแจ่มใส ฉิน เว่นเตียน เพิ่งเสร็จจากการนั่งสมาธิมาตลอดทั้งคืน ทำให้สมองของรู้สึกสดชื่นมาก แต่ด้วยเพราะต้องพลังดูดซับฟ้าและดิน ทำให้ร่างกายอ่อนหล้า ฉิน เว่นเตียนจึงออกไปวิ่งอย่างที่เขาทำเป็นประจำ เป็นการฟื้นฟูร่างกาย ผู้คนในหมู่บ้านจะเห็นการฝึกของเขาเป็นเรื่องที่ประหลาด แต่ก็โชคดีที่ทุกคนต่างเคยชินกับมันไปแล้ว

ด้วยเส้นลมปราณที่พิการ จึงเป็นไปไม่ได้ที่ว่าที่ลูกเขย (ฉิน เว่นเตียน) อย่างเขาจะสามารถฝึกแม้แต่ศิลปะการต่อสู้ขั้นพื้นฐาน ดูเหมือนว่าการที่ไปวิ่งทุกวันเป็นประจำ เพื่อหวังจะเตรียมร่างกายสำหรับการฝึก แต่มันก็เป็นได้เพียงความฝันที่ไม่มีวันเป็นจริง ทุกคนในหมู่บ้านรังเกลียดเขา แต่โชคดีที่เป็นนายน้อยของตระกูลฉิน  จึงถูกเลือกให้แต่งงานกับแม่นางหิมะขาว ถ้าไม่อย่างนั้นเศษสวะอย่างเขาไม่มีวันโชคดีอย่างนี้แน่!!

“ข้าได้ยินว่า เมื่อคืนนี้คุณหนูฝึกสำเร็จจนได้เป็นผู้ฝึกยุทธ์ดารา ข้าสงสัยว่าการแต่งงานจะยังคงมีอยู่ไหม?” บางคนพูดว่าไม่อยากจะรับใช้ตระกูลไป่ย เพราะไม่อยากเห็น ฉิน เว่นเตียน ฝึกวิทยายุทธ์

“เห็นว่าเมื่อนี้นายท่านได้เรียกประชุมเหล่าผู้อาวุโสเป็นการด่วน เกี่ยวกับข่าวที่แพร่กระจายไปทั่วเมือง ข่าวบอกว่าคุณหนูหิมะขาวสามารถสื่อสัมผัสกับกลุ่มดาวในสวรรค์ชั้นที่ 3 แล้ว แม้แต่ผู้ฝึกยุทธ์ดาราก็อาจจะพิจารณาให้นางเป็นระดับสุดยอดอัจฉริยะ!!”

“ใช่!! ข้าก็คิดเช่นนั้น มนุษย์ธรรมดาจะต้องเปิดประตูแห่งดวงดาวเพื่อจะได้สามารถเก็บรวบรวมพลังจิตวิญญาณดวงดาว ถ้าไม่มีพรสวรรค์  ไม่มีทางจะสื่อสัมผัสกับจิตวิญญาณดวงดาวได้ และแน่นอนว่า คุณหนูก็ทำสำเร็จแล้วในสวรรค์ชั้นที่ 3 อีกไม่นานก็สามารถฝึกขั้น 9 สำเร็จ ขั้นสูงสุดของการเสริมสร้างร่างกาย และก้าวเข้าสู่ดินแดนการไหลเวียนของลมปราณ แล้วนางก็จะเปิดประตูแห่งดวงดาวได้อีกบาน ต่อจากนั้นก็สื่อสัมผัสกับพลังจิตวิญญาณได้เพิ่มอีกดวง ถึงตอนนี้ข้าก็…ไม่กล้าคิดว่านางจะมีพลังแบบไหน เมื่อนางสามารถเปิดประตูดวงดาวได้อีกดวง…….”

“ไม่แค่นั้น พลังจิตวิญญาณที่สื่อสัมผัสได้ในชั้นที่ 3 มีพลังมหาศาลมากกว่าพลังในชั้นที่ 1 อีก ไม่นานนัก ตำแหน่งของไอ้เศษสวะ(ฉิน เว่นเตียน)ก็จะหายสาบสูญไป………”

สิ่งที่พวกคนรับใช้ไม่รู้คือเสียงนินทาที่คิดว่าไม่มีใครได้ยิน แต่ ฉิน เว่นเตียนกลับได้ยิน เขาฝึกฝนเป็นประจำหลายปีจนได้รับพลังที่พิเศษมากขึ้นมี ซึ่งห่างไกลจากคำว่า มนุษย์ธรรมดา! พลังที่สามารถได้ยินแม้จะเป็นเสียงที่เบาที่สุดและสามารถแยกความแตกต่างของเสียงเหล่านั้นได้ ถึงอย่างคำนินทาพวกนั้นก็ไม่ได้ทำให้ ฉิน เว่นเตียน รู้สึกแคลงใจ ในตัวคนตระกูลไป่ย เพราะระยะเวลา 3 ปี ที่พวกเขารู้จักกันจนสนิทสนม,เชื่อใจ และให้ความเคารพนับถือ แม้ว่านางหิมะขาวจะไม่รักเขา แต่นั้นไม่ใช่สิ่งสำคัญ ความสำคัญอยู่ที่สายสัมพันธ์อันดีที่จะเกิดขึ้นระหว่าง 2 ตระกูล ถ้างานแต่งงานล้มเหลวเขาก็ยังรักนับถือนางหิมะขาวเหมือนน้องสาว

“เจ็ดเพียง 7 วันก็จะถึงงานวันเกิดครบครอบ 50 ปีของท่านลุงแล้ว ข้าจะสื่อสัมผัสเข้ากับพลังจิตวิญญาณดวงดาวเพื่อเป็นของขวัญแก่ท่าน”

ฉิน เว่นเตียน ยิ้มขณะที่กำลังนึกคิดวันเกิดของท่านลุง ทุกคนคิดว่าเขาไม่สามารถฝึกยุทธ์ได้  แต่พวกเขาไม่หรอกว่าผู้อาวุโสแบล็ค คือผู้ที่ชี้แนะการฝึกเส้นลมปราณที่พิการของเขาจากการชี้แนะของท่านลุง เขาจึงสามารถที่จะช่วยนางหิมะขาวในการสื่อสัมผัสเข้ากับจิตวิญญาณดวงดาวได้ แม้อย่างนั้นผู้อาวุโสแบล็คก็กำชับไม่ให้เรื่องนี้ไปบอกใคร

ฉิน เว่นเตียน เดินไปเรื่อยๆ จนไม่รู้เลยว่ามายืนอยู่ที่หน้าบ้านของ ไป่ย ฉิงซอง

“เว่นเตียน”เสียงเรียกเขาอยู่ใกล้ๆ เป็นเงาของไป่ย ฉิงซองที่ปรากฏขึ้น มองมาที่เขา ถามว่า

“เจ้ามาวิ่งอีกแล้วหรอ?”

“ค. . .ร้าบ” ฉิน เว่นเตียนพยักหน้า “แม่นางหิมะขาวเป็นอย่างไงบ้าง ข้าอยากจะขอไปเยี่ยมนางหน่อย”

“เว่นเตียน ถ้าเจ้าไม่สามารถฝึกยุทธ์ได้ก็ไม่เป็นไร อย่าฝืนตัวเองอีกเลย” ไป่ย ฉิงซอง ไม่ตอบคำถามของเขา ทำให้เขาแปลกใจก่อนที่เขาจะตอบไป “ข้าจะพยายามให้มากขึ้น”

“เจ้าไม่จำเป็นต้องฝืนตัวเอง ความจริงย้อมเป็นความจริง เจ้าควรเริ่มสร้างครอบครัวและใช้ชีวิตอย่างสงบสุข มันเป็นทางเลือกที่ดีนะ”ไป่ย ฉิงซอง ยังพูดต่อไป ทำให้เขายิ่งแปลกใจ และรู้สึกเหมือนคุยอยู่กับคนแปลกหน้า

“ครับ” ฉิน เว่นเตียน พยายามยิ้ม ก่อนจะพูดว่า “ท่านลุง งั้นข้าขอตัวก่อน”

“ได้ เจ้าอย่าเพิ่งมาวิ่งบริเวณนี้สัก 2-3 วันแล้วกัน” ไป่ย ฉิงซอง พูดด้วยน้ำเสียงเฉยชา หลังจากที่ ฉิน เว่นเตียนกลับไป เขาจึงไม่ให้ใครพบหน้าเป็นเวลา 2 วัน ขณะที่ข่าวของนางหิมะขาวเกี่ยวกับการสื่อสัมผัสกับพลังจิตวิญญาณดวงดาวยังคงแพร่ออกไปทั่วทั้ง เมืองประสานนภา

เมื่อถึงวันที่ 3 ในเวลาเช้า ฉิน เว่นเตียนได้นั่งสมาธิเสร็จสิ้น เขาจะออกไปเดินนอกข้าง ขณะที่ถูกยาม 2 คน ขวางเขาเอาไว้ เขาแสดงอาการตื่นตกใจ “ นี้มันหมายความว่าอย่างไงกัน?”

“ข้างนอกยังวุ่ยวายอยู่ ทางที่ดีที่สุดคือนายน้อยควรอยู่ในนี้สัก 2-3 วัน” หนึ่งในยามที่มาเฝ้าพูด ในขณะที่เขายังตกใจอยู่ แต่ก่อน ทุกคนในตระกูลไป่ย ตอนรับและให้เกียรติเขาเป็นอย่างดี แต่ตอนนี้ยามคนนี้กลับพูดจาไม่ให้เกียรติเขา

สิ่งที่ ฉิน เว่นเตียนกังวลไม่ใช่ ตำแหน่งของว่าที่ลูกเขย แต่เป็นอคติที่ทุกคนมีต่อเขา

“เกิดอะไรขึ้น?” ฉิน เว่นเตียน รู้สึกหนาวเข้าไปถึงกระดูก ตั้งแต่เขามาช่วยฝึกนางหิมะขาวสื่อสัมผัสกับพลังจิตวิญญาณดวงดาว ทุกอย่างก็เริ่มเปลี่ยนไป

“มันจะดีกว่าถ้านายน้อยจะไม่ยุ่งเรื่องนี้ และรออยู่ในนี้อย่างเชื่อฟัง”

“เจ้ากล้าดีอย่างไงมาพูดกับข้าแบบนี้” ฉิน เว่นเตียน ตะครอกใส่ “ข้าต้องการเจอท่านลุงไป่ย”

พวกยามหัวเราะเขาอย่างดูถูกเหยียดหยาม ก่อนที่จะพูดกับ ฉิน เว่นเตียนว่า “เจ้าเศษสวะ ข้าจะบอกให้เอาบุญ รออยู่ในนี้จะดีกว่า เจ้าคิดจริงๆหรือว่าเจ้าเป็นนายน้อยของพวกเรา”

หัวใจของฉิน เว่นเตียน ตกลงไปที่ตาตุ่ม เขาไม่ใช่คนโง่ ทำไมถึงจะคิดไม่ออกว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้น? ตอนนี้เขากลายเป็นนักโทษ และเมื่อเขานึกถึงคำพูดของท่านลุงไป่ย 2-3 วันก่อน เขาจึงรู้ว่าตระกูลไป่ยต้องการที่จะล้มเลิกการแต่งงาน

“ท่าลุงไป่ย ถ้าท่านต้องการจะล้มเลิกการแต่งงาน ท่านก็ควรมาพูดกับข้า” ฉิน เว่นเตียน บ่นอยู่ในใจ หัวใจก็เต้นเร็วขึ้น นั้นหมายความว่าสายสัมผัสระหว่างเขากับตระกูลไป่ย ตลอด 3 ปีที่ผ่านมาไม่มีความหมาย

สาเหตุที่ตระกูลไป่ย ยื่นข้อเสนอการแต่งงานกับตระกูลฉิน ก็เพื่อต้องการที่จะฝึกวิทยายุทธ์ของตระกูลเรา แต่ตระกูลไป่ย ช่างกล้านักที่จะมาต่อกรกับตระกูลเรา

“หุบปาก!!” ฉิน เว่นเตียน พูดด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราด พอดีกับหันไปเห็น ไป่ย ฉิง วิ่งมาหาเขา ก่อนจะดึงเขาเข้าไปข้างใน

“พี่เว่นเตียน” ไป่ย ฉิง ตาแดงเพราะร้องไห้มา “พี่เว่นเตียน ตระกูลของข้าทำให้พี่ผิดหวังเสียแล้ว”

“ข้าไม่เข้าใจ” ฉิน เว่นเตียน ถาม “น้องฉิง ข้าอยากพบพ่อของเจ้า ถ้าเขาต้องการยกเลิกงานแต่งงาน ข้าจะได้ไปคุยกับพ่อบุญธรรมของถึงเรื่องนี้” “ข้า!! ฉิน เว่นเตียน จะไม่บังคับให้ใครมาแต่งงานกับข้าเด็ดขาด”

“พี่เว่นเตียน,พ่อข้า…กับตระกูลไป่ย…..ต้องการจะฆ่าพี่” น้ำตาของไป่ย ฉิง ก็ไหลออกมา เสียงของนางสั่นเทา ยิ่งทำให้ ฉิน เว่นเตียนรู้สึกสับสน “ฆ่าข้า!!?”

“ทำไม!!” ฉิน เว่นเตียน ไม่เข้าใจกับสิ่งที่ได้ยินมา

“อย่าถามถึงสาเหตุเลย พี่ควรจะรีบไปจากที่นี้ซะ” ไป่ย ฉิง ร้องไห้หนักขึ้นไปอีก  ฉิน เว่นเตียน ยิ่งอยากรู้มากขึ้น ก่อนถามว่า “ตอนนี้ข้าเป็นนักโทษ จะหนีไปได้อย่างไร?”

“ข้าได้เตรียมการไว้ให้พี่ออกทางประตูหลัง พี่แค่ต้องจับข้าไว้เป็นตัวประกันและหนีไป”ไป่ย ฉิง ออกมีดด้ามเล็กออกมาส่งให้ฉิน เว่นเตียน

“นายท่าน” มีเสียงดังขึ้นจากด้านนอกพร้อมกับฝีเท้าของคนอีกหลายคน ทำให้ไป่ย ฉิง ยิ่งร้อนร้น “พี่เว่นเตียน เร็วเข้า!”

“น้องฉิง บอกเหตุผลข้าหน่อย”ฉิน เว่นเตียน จ้องมองไปที่ ไป่ย ฉิง  ส่วนไป่ย ฉิงก็ยังคงร้อนร้น “หลังจากที่พี่สาวกลายเป็นอัจฉริยะในข้ามคืน ข่าวนี้ก็ได้แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็วไปถึงประเทศชู (เมืองหลวง) และตอนนี้ตระกูลหยี่จากเมืองหลวงแสดงความสนใจที่จะแต่งงานกับนาง

“ตระกูลหยี่จากเมืองหลวง!!” ความหนาวเหน็บเริ่มก่อขึ้นในใจของ ฉิน เว่นเตียน

“พวกเขาเป็นศัตรูคู่อาฆาตของตระกูลฉิน, ฉะนั้นตระกูลไป่ยจึงจะเอาชีวิตของข้า ไปเป็นของกำนัน เพื่อแสดงความจริงใจให้กับตระกูลหยี่”

“พี่เว่นเตียน อย่าพูดแล้วรีบไปเถอะ” ไป่ย ฉิง ยัดมีดใส่มือเขา แต่เขาส่ายหัวปฏิเสธ สัมผัสใบหน้าของนางอย่างเอ็ดดู “ ข้า! ฉิน เว่นเตียน ถึงจนตรอกแค่ไหน ข้าก็จะไม่ทำสิ่งที่ชั่วช้าเยี่ยงนี้กับเจ้า”

ประตูถูกผลักออก ทันใดนั้น ใบหน้าของไป่ย ฉิง ก็ซีดลง

“ไป่ย ฉิง!! เจ้ามาหาเดี๋ยวนี้!!” ไป่ย ฉิงซอง น้ำเสียงเฉียบขาด

“ไม่!! ท่านพ่อพี่สาวสามารถสื่อสัมผัสกับพลังจิตวิญญาณดวงดาวในสวรรค์ชั้นที่ 3ได้ก็เพราะความช่วยเหลือของพี่เว่นเตียน ทำไมพวกเราถึงตอบแทนบุญคุณต่อเขาเยี่ยงนี้?!!” ไป่ย ฉิง เสียงแข็งใส่พ่อ

“เจ้าจะรู้อะไร? พี่สาวของเจ้ามีพรสวรรค์มากมายเกินกว่ามี่เจ้ารู้  นางสือ่สัมผัสกับพลังจิตวิญญาณดวงดาวในสวรรค์ชั้นที่ 3 ได้ด้วยตัวของนางเอง พี่สาวเจ้าเคยต้องการความช่วยเหลือของเว่นเตียนเมื่อไหร่?”ไป่ย ฉิงซอง พยายามเก็บอาการโกรธขณะมองที่ลูกสาว พูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ลูกฉิง เจ้ายังเด็ก ไม่รู้ประสา ฟังคำพ่อ แล้วมาหาพ่อเถอะ”

“น้องฉิง ไปหาพ่อเจ้าเถอะ” ฉิน เว่นเตียน ยิ้มอย่างอ่อนโยนให้นาง ขณะที่นางพยายามจะพูด “พี่เว่นเตียน….”

“จำสิ่งที่ข้าได้สอนเจ้าไว้” ฉิน เว่นเตียน แล้วค่อยๆ ผลักนางไปทางไป่ย ฉิงซอง  แล้วจึงพูดกับไป่ย ฉิงซอง “ ท่านลุงไป่ย อะไรที่ทำให้ท่านกระทำกับข้าเยี่ยงนี้”

“ฉิน เว่นเตียน ไม่เพียงเจ้าเกิดมาเป็นเศษสวะจากสวรรค์ เจ้ายังเป็นตัวปัญหาอีกด้วย พอคิดว่าเจ้ามีใจปรารถนาในตัวลูกสาวคนเล็กของข้า เจ้าบอกข้าสิ ว่าข้าควรจะทำอย่างไงกับเจ้าดี”

ณ.ตอนนี้ ไป่ย ฉิงซองได้กลายเป็นคนแปลกหน้าสำหรับ ฉิน เว่นเตียน ไปโดยสิ้นเชิง ฉิน เว่นเตียนหัวเราะแล้วถาม “ข้าต้องการจะรู้ว่า นางหิมะขาวเห็นด้วยกับเรื่องนี้หรือไม่?”

“เจ้าไม่จำเป็นต้องรู้” ไป่ย ฉิงซอง ตอบอย่างเย็นชา มุ่งหมายที่จะฆ่าเขา

“วันนี้ ถ้าข้าฆ่าตายที่นี้ไม่ว่าด้วยสาเหตุใด พ่อบุญธรรมของข้าจะต้องมาถล่มตระกูลของเจ้าให้ราบเป็นหน้ากองอย่างแน่นอน” ฉิน เว่นเตียน แสดงแววตาและสีหน้าที่ไร้ซึ่งความกลัวใดๆ ออกอย่างชัดเจน

“ท่านลุงไป่ย ตระกูลของท่านยังไม่สามารถต่อกรกับตระกูลของข้าได้ ข้าว่าท่านไม่ควรคิดทำอะไรโง่ๆ กับข้า”

ไป่ย ฉิงซอง ถึงกับชะงักเมื่อเห็นแววตาและคำพูดของเขา หลังจากนั้นไม่นาน ไป่ย ฉิงซอง ก็ถอยกลับพร้อมกับพวกเขาของเขาที่ตามมา แล้วสั่งให้คนรับใช้ว่า “พาคุณหนูกลับไปที่ห้องแล้วอย่าปล่อยให้นางออกมาได้อย่างเด็ดขาด” แล้วก็เดินจากไป