0 Views

สำหรับการเฉลิมฉลองวันเกิดของไป๋ฉิงซง ผู้คนที่มาจากนครหลวง บ้านตรูกลไป๋ยังเป็นสถานที่ชุมนุมสำหรับตัวแทนจาก4สำนักใหญ่และในท้ายที่สุด คนที่ส่องประกายที่สุดไม่ใช่ตระกูลไป๋ ไม่ใช่ชิวเซวีย แต่เป็นฉินเหวินเทียน!

 

 

 

ฉินเหวินเทียนได้รับคำเชิญเข้าสำนักจักรพรรดิดาราที่มีชื่อเสียงในขณะที่ขณะที่ชิวเซวียเข้าสำนักหลวงได้  ตอนจบนี้ไม่ใช่เรื่องสนุกสนานสำหรับหลาย ๆ คน เนื่องจากการที่จบเช่นนี้ มีเพียงเย่หม่าและเหล่าผู้คนที่มาจากตระกูลฉินเท่านั้นที่รู้สึกมีความสุข ถึงกระนั้นผู้ชมส่วนที่เหลือบนอัฒจันทร์ไม่ว่าจะเป็น ตระกูลเย่ กองทหารขนนกสีเงินรวมถึงเหล่าตระกูลจากนครหลวงความหวังของพวกเขาในตอนแรกและความปราถนาต่างพังทลาย

 

 

 

ผู้อาวุโสเย่เช่นเดียวกับคนที่นครหลวงต่างโห่ร้องรู้สึกผิดหวังอย่างมากและไม่มีความสุขกับตอนจบเช่นนี้ เหตุผลที่ทำให้พวกเขามาที่นี้คือการมาแสดงความยินดีกับตระกูลไป๋ เพราะวันนี้ควรจะเป็นวันที่ชิวเซวียแสดงพรสวรรค์ของนางและการยกเลิกงานแต่งกับตระกูลฉินต่อสาธารณชนขณะที่พวกเขาตัดสัมพันธ์ทั้งหมดทิ้งไป ที่สำคัญกว่านั้นคือ วันนี้ก็ควรจะเป็นวันที่ตระกูลไป๋และตระกูลเจ้าได้พูดคุยถึงเรื่องการหมั้นของพวกเขา

 

 

 

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ไปตรงกับแผนการที่พวกเขาต้องการ

 

 

 

 

ผู้อาวุโสแห่งตระกูลเย่ มองไปที่ผู้คนที่ตื่นเต้นของตระกูลฉินก่อนที่จะมองไป ก่อนที่จะมองไปที่ไป๋ฉิงซงอย่างไม่แยแส”อะไรกัน? ทำเจ้าจึงตัวสั่นง่ายเช่นนั้นหล่ะ?”

 

 

 

ท่าทีของไป๋ฉิงซงพลันสั่นไหวขณะที่มองไปยังผู้อาวุโสเย่ หลังจากที่ได้เห็นความสามารถของฉินเหวินเทียนในวันนี้ แม้ว่าๆไป๋ฉิงซงจะเกลียดเขาเขาไม่อาจปฏิเสธได้ว่าเขาก็รู้สึกหวั่นๆ หากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมานี้มันไม่ได้เกิดขึ้นบางทีมันอาจจะเป็นเหมือนที่ดั่งที่ฉินเหวินเทียนกล่าว

 

 

 

วันนี้ เมื่อฉินเหวินเทียนได้ปลดปล่อยพลังจิตดาราออกมา หากงานแต่งระหว่างฉินเหวินเทียนและชิวเซวียเกิดขึ้น ตระกูลไป๋จะส่องประกายเจิดจ้ายิ่งกว่านี้และแน่นอนว่าเรื่องในจินตนาการนี้จะได้กระจายไปทั่วล้า

 

 

 

“ท่านพ่อ”ขณะนี้ ชิวเซวียได้เดินไปข้างๆไป๋ฉิงซง เหลือมองที่บิดาของนางด้วยความรู้สึกอ้างว้างอยู่ในสายตา

 

 

 

“ตระกูลเย่จะเลื่อนการประกาศเกี่ยวกับการหมั้นของพวกเราชั่วคราว”ผู้อาวุโสเย่ ลดสายตาลงมาจ้องมองทั้งสองในขณะที่เปล่งเสียงต่ำทำให้ทั้งไป๋ฉิงซงและชิวเซวียร่างกายแข็งทื่อ

 

 

 

วันนี้ คำที่กล่าวออกมาโดยฉินชวน ทำให้ชื่อของชิวเซวียและโฉมหน้าของนางราวกับถูกลากผ่านโคลนตม หากตระกูลเย่ยังยืนยันเรื่องที่หมั้นไม่ใช่ว่าคนอื่นจะกล่าวว่าตระกูลเย่ยอมรับของที่ผู้อื่นทิ้งหรอกหรือ?

 

 

 

“แต่”ท่าทีของไป๋ฉิงซงพลันขุ่นเคือง วันนี้ความเกลียดชังระหว่างตระกูลไป๋และตระกูลฉินได้เลวร้ายลงถึงขั้นมิอาจกลับมาได้อีกแล้ว ถ้าพวกเขาสูญเสียปกป้องจาก”ต้นไม้ใหญ่”ตระกูลเย่ (สำนวนประมาณว่าผู้ที่แข็งแกร่งครับ)  มันคงจะยากสำหรับตระกูลไป๋ที่จะอยู่รอดในนครประสานนภาในอนาคต

 

 

 

 

ยิ่งไปกว่านั้นความอัปยศที่ฉินเหวินเทียนให้ชิวเซวียก่อนหน้านี้รวมกับการกระทำของตระกูลเย่ นอกจากนี้ยังมีการกระทำของสี่สำนักใหญ่ก่อนหน้านี้ มันส่งผลกระทบทางจิตใจต่อชิวเซวียอย่างมาก มันราวกับการนำน้ำแข็งไปวางเพิ่มบนหิมะหรือเทน้ำมันลงไปในกองไฟ

 

 

 

“ไม่จำเป็นต้องสงสัยเกี่ยวกับเรื่องนั้น ข้าจะจัดทุกสิ่ง ข้าจะทำให้ตระกูลฉินกลายเป็นประวัติศาสตร์”ผู้อาวุโสเย่กล่าวอย่างบางเบาขณะที่ปรากฏประกายหนาวเย็นในดวงตาเขา  ทำให้ทั้งไป๋ฉิงซงและชิวเซวีย หัวใจสั่นไหว ตระกูลเย่ เป็นตระกูลที่ยากจะจัดการด้วยอย่างแท้จริงแตกต่างจากตระกูลฉิน

 

 

 

“ชิวเซวียเจ้าต้องฝึกฝนให้หนักขึ้น”ไปฉิงซงอุทานออกมาอย่างเงียบ ๆ ในใจ ชิวเซวียก็เข้าในสิ่งที่สื่ออยู่ในดวงตาของไป๋ฉิงซง นางกำหมัดแน่น

 

 

 

ในวันนี้ตระกูลเย่ได้เลื่อนการประกาศงานหมั้น ในอนาคต นางจะทำให้ตระกูลเย่เสียใจกับการกระทำของพวกเขาในวันนี้ตระกูลฉินด้วยรวมไปถึงฉินเหวินเทียน!

 

 

 

 

เมื่อจ้องกวาดผ่านตระกูลฉิน ผู้อาวุโสเย่และคนที่เหลือต่างจ้องมองไปยังความตื่นเต้นของตระกูลฉิน ก่อนที่ผู้อาวุโสเย่จะกล่าว”เพียงแค่แสดงพรสวรรค์แค่นี้ทำให้พวกเขาตื่นเต้นถึงเพียงนี้เชียวรึ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าหลังจากบรรพบุรุษฉินหวู่ของพวกเขาหายตัวไปตระกูลฉินก็เริ่มทรุดโทรมลงแต่ละรุ่นถัดมาแย่ลงยิ่งกว่าคนอื่นจนกระทั้งมาถึงนี้ยังไม่มีสัญญาณถึงความเสียใจ ช่างน่าสงสาร”

 

 

 

การแสดงออกของฉินชวนเปลี่ยนไปอย่างไม่น่าดูในขณะที่เขาหันไปมองอัฒจรรย์ ความเสื่อมโทรมของตระกูลฉินเป็นที่รู้จักกันดีทั้งหมด หากจักรพรรดิต้องการให้ตระกูลฉินเสื่อมโทรม พวกเขาจะปฏิเสธได้อย่างไร? สถานะและอำนาจที่ตระกูลเย่มีก็เพิ่มขึ้นในเวลานั้น จักรพรรดิต้องการใช้ตระกูลเย่ปราบตระกูลฉินใช้ตระกูลฉินเป็นหินให้พวกเขาข้าม เพื่อให้จักรพรรดิไม่ต้องมาลงมือด้วยตนเอง

 

 

 

“มีความผูกพัน 9 ดาวสำหรับปราณดาราและจิตดาราดวงแรกเขากลั่นมาจากชั้นที่สามของสวรรค์ เย่หวู่เชวยจากตระกูลเย่ทำได้รึปล่าว ไม่คิดว่าเจ้าจะพูดอะไรแบบนี้ในตอนนี้ ฮ่าฮ่าฮ่า”ฉินชวนมองไปที่ชายชราบนอัฒจรรย์ขณะที่กล่าวด้วยเสียงที่เย็นชา

 

 

 

“ช่างน่าขัน”ผู้อาวุโสเย่ตอบกลับอย่างสงบนิ่งและกล่าวต่อ”เย่หวู่เชวยเปิดประตูดาราบานที่สองและกลั่นจิตดาราจากสวรรค์ชั้นที่3ตอนอายุ15ข้าเกรงว่าฉินเหวินเทียนในตอนนี้ที่อายุ15ปี ยังคงกล้ำกลืนฝึกสมาธิเพื่อเพิ่มความสัมพันธ์ของเขา เขาจะเทียบกับเย่หวู่เชวยได้อย่างไร?”

 

 

 

เสียงแหบแห้งที่ซ่อนอยู่ภายในเสียงของ ผู้อาวุโสเย่ราวกับเปรียบเปรยเป็นความเชื่อมั่นที่ไม่สั่นคลอนขณะที่กลุ่มผู้ชมขมวดคิ้วเล็กน้อย

 

 

 

การทำสมาธิได้เพิ่มความผูกพันกับหมู่ดาว มากขึ้นและมีผู้คนจำนวนมากที่กลั่นจิตดาราได้ล่าช้าเนื่องจากเหตุผลนี้ดูเหมือนว่าชิวเซวียและฉินเหวินเทียน จะอยู่ในกลุ่มนี้และทำให้พวกเขาอ่อนแอลงเมื่อเทียบกับเย่หวู่เชวย

 

 

 

“เย่หวู่เชวยจากตระกูลเย่ ส่องประกายมากไปจนไกลเกินเอื้อม”ผู้ชมต่างกำลังคิดว่าเย่หวู่เชวยเป็นสัตว์ประหลาดที่มีโอกาสสูงที่จะเข้าสู่ขั้นอาณาจักรหยวนฝู่ก่อนอายุ20ปี

 

 

 

ฉินชวนไม่มีทางที่จะลบล้างข้อนี้หลังจากได้ยินคำพูดของเขา หลังจากที่ฉินเหวินเทียนเพิ่งเข้าสู่เส้นทางการฝึกตน

 

 

 

ไม่มีใครรู้ว่าจิตดาราดวงแรกของฉินเหวินเทียนที่เขากลั่นมานั้นมาจากหมู่ดาวในสวรรค์ชั้นที่5และเขาใช้เวลาเพียงกี่วันในการบรรลุสิ่งที่เขามีในวันนี้?

 

 

 

“แต่” ในขณะนี้ ได้ยินเพียงคำพูดของผู้อาวุโสเย่ที่กำลังจะกล่าวต่อในขณะที่มองไปยังฉินเหวินเทียน”ฉินเหวินเทียนมีพรสวรรค์พิเศษและกลั่นจิตดาราที่คู่ควรต่อการเลี้ยงดู ถึงกระนั้นสถานที่ที่ดีที่สุดในการเลี้ยงดูเขาไม่ใช่สำนักจักรพรรดิดาราแต่เป็นตำหนักทหารแม่ทัพศักดิ์สิทธิ์ของรัฐชู่!”

 

 

 

“เป็นไปไม่ได้เลย” ฉินชวนปฏิเสธทันทีว่า”ทางเลือกของเขาเป็นฉินเหวินเทียนที่เลือกตระกูลเย่ไม่มีสิทธิ์ที่จะแทรกแซง”

 

 

 

ผู้ที่อยู่ในฝูงชนที่มีประสบการณ์ม่านตาของพวกเขาต่างกิ่วแคบลง ตำหนักทหารแม่ทัพศักดิ์สิทธิ์เป็นสถานที่ที่พิเศษหล่อเลี้ยงชนชั้นสูงสำหรับกองทัพของรัฐชู่ สถานที่แห่งนี้เปิดรับเฉพาะผู้ที่มีพรสวรรค์ระดับสูงสุดในกองทัพและไม่เคยยอมรับบุคคลภายนอก

 

 

 

ย้อนกลับไปเมื่อฉินหวู่ ไม่มีใครกล้าท้าทายในขณะที่เขาข้ามผ่านรัฐชู่ นอกเหนือจากพลังอันล้ำเลิศแล้วนอกจากนี้ยังมีอีกเหตุผลสำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือฉินหวู่เป็นผู้ควบคุมตำหนักแม่ทัพศักดิ์สิทธิ์ ถึงกระนั้นเมื่อจักรพรรดิบังคับทำให้ตระกูลฉินทรุดโทรมและหนึ่งในการเคลื่อนไหวครั้งแรกที่เขาทำคือการได้รับการควบคุมตำหนักทหาร  ปัจจุบันอำนาจของจักรพรรดิได้ยึดมั่นอย่างมั่นคงภายในตำหนักแม่ทัพศักดิ์สิทธิ์เรียบร้อยแล้ว ฉินเหวินเทียนจะสามารถเข้าไปที่นั่นได้อย่างไร?

 

 

 

“ฮึ่มม…..ฉินหวู่เป็นคนที่จงรักภักดีต่อรัฐของตนที่ได้สร้างตำหนักแม่ทัพศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมา ไม่คิดว่าลูกหลานของเขาได้ลืมทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับตัวเขา พวกเขาไม่เต็มใจที่จะเข้าไปในตำหนักแม่ทัพศักดิ์สิทธิ์ไม่ใช่ว่านี่ป็นความอัปยศอดสูของบรรพบุรุษของเจ้าเองหรือ?”ผู้อาวุโสเย่แค้นเสียง ตอนนี้แม้แต่เย่หม่าก็เริ่มขุ่นเคือง ไม่คิดว่าตระกูลเย่จะมีการเคลื่อนไหวที่ร้ายกาจเช่นนี้

 

 

 

 

“ฉินเหวินเทียนได้ตกลงที่จะเข้าร่วมสำนักจักรพรรดิดาราของข้าแล้ว ทว่าตอนนี้ เจ้า เย่โมกำลังพยายามที่จะให้เขาเข้าร่วมตำหนักแม่ทัพศักดิ์สิทธิ์ นี้มันหมายความว่าอย่างไร”เย่หม่าถามขณะที่เสียงของเขาๆค่อยๆเย็นชาขึ้นเรื่อยๆ

 

 

 

“ฉินเหวินเทียนยังไม่ได้เข้าร่วมสำนักจักรพรรดิดาราอย่างเป็นทางการซึ่งหมายความว่าเขายังคงมีอิสระดังนั้นจึงไม่อาจถือได้ว่าเขาเป็นศิษย์ของจักรพรรดิดารา”เย่โมจ้องมองไปที่เย่หม่าขณะที่กล่าวอย่างตรงไปตรงมา“และดังนั้นไม่ว่าเขาจะลังเลหรืออะไรก็ตามก็เป็นเขาที่ต้องตัดสินใจ นอกจากนี้การขอให้ฉินเหวินเทียนเข้าร่วมตำหนักแม่ทัพศักดิ์สิทธิ์ ไม่ใช่การตัดสินใจของข้า”

 

 

 

ขณะที่เขากำลังอธิบายเรื่องนี้ริบฝีปากของเย่โม่ก็เริ่มปรากฏรอยยิ้มที่เย็นชาขณะที่เขามองไปที่ปินยิงที่ยืนอยู่เคียงข้างเขา ปินยิงเข้าใจความหมายของเขาด้วยสัญชาตญาณ เขายืนขึ้นและเดินไปข้างหน้าหยิบคำประกาศออกมาก่อนที่จะยิ้มเยาะที่ฉินชวน”นี่คือคำสั่งของจักรพรรดิ เจ้าต้องการให้ข้าอ่านออกมาไหมหรือต้องการที่จะนำไปอ่านด้วยตนเอง?”

 

 

 

ฉินชวนพลันแข็งทื่อ จักรพรรดิในที่สุดก็เริ่มเคลื่อนไหว จัดการโจมตีจุดที่สำคัญแก่ตระกูลฉิน

 

 

 

เหตุผลที่แท้จริงที่อยู่เบื้องหลังเย่โม่และปินยิงที่มาที่นี้ไม่ใช่เพื่อชิวเซวีย แต่มาเพื่อตระกูลฉิน

 

 

 

“อ่านมันออกมา”หัวใจของฉินชวนพลันแช่แข็ง

 

 

 

ปินยิงยิ้มเยาะ”ในอดีตชื่อเสียงของฉินวูได้โด่งดังไปทั่วทั้งรัฐ ในด้านการทหารเขามีชื่อเสียงโด่งดัง แม้ว่าในก่อนหน้านี้จักรพรรดิไปประทานสมญาให้ฉินหวู่ว่าราชันหวู่มันก็ยังไม่เพียงพอที่จะสนองความดีของเขาและตอนนี้ตระกูลฉินๆค่อยๆเสื่อมโทรมลงมันทำให้เกิดความอับอายต่อบรรพบุรุษของพวกเขา จักรพรรดิได้มีคำสั่งว่าหากมีผู้ที่มีพรสวรรค์อันโดดเด่นในตระกูลฉิน ให้ข้าปินยิงส่งคนที่มีพรรสวรรค์นั้นไปยังตำหนักแม่ทัพศักดิ์สิทธิ์ได้โดยตรงเพื่อการฝึกฝนและสำหรับทหารหัวกะทิส่วนตัวของตระกูลฉิน ปินยิงได้รับมอบอำนาจให้นำพวกเขาเข้าร่วมกับกองทหารขนนกสีเงินได้ สำหรับผู้ที่ต่อต้าน ปินยิงและเย่โมสามารถดำเนินการประหารได้ทันที”

 

 

 

 

หลังจากฝูงชนได้ยินคำสั่งของจักรพรรดิต่างสั่นสะท้านโดยไม่รู้ตัว ช่างเป็นแผนที่เจ้าเลห์อะไรเช่นนี้ เพื่อสรรเสริญความดีที่ผ่านมาของบรรพบุรุษตระกูลฉิน ในขณะที่ถอนรากถอนโคนความหวังในอนาคตของตระกูลฉิน โดยการนำผู้เยาว์ที่มีพรสวรรค์ทุกคนไป คิดว่าพวกเขาต้องการที่จะทำลายกองทัพส่วนตัวของตระกูลฉิน ด้วยวิธีนี้ตระกูลฉินก็ไม่มีความหวังอีกต่อไป

 

 

 

“หากว่าบรรพบุรุษของข้ารู้เรื่องนี้ เขาก็จะกล่าวขอบคุณจักรพรรดิด้วยความรัก”ฉินชวนยอมแพ้ในขณะที่เขาสงบลงก่อนที่จะกล่าวถากถาง

 

 

 

ในรัญชู่มีคนนับพันล้านที่ที่มีระดับอำนาจและพลังที่แตกต่างกัน ตระกูลราชวงศ์แข็งแกร่งที่สุดในรัฐชู่แต่พวกเขามักจะไม่รบกวนเรื่องของตระกูลอื่น ๆ ในรัฐ ถึงกระนั้น กับตระกูลฉินนั้นแตกต่างออกไป ตระกูลฉินเป็นตระกูลทหารของรัฐชู่ ดังนั้นตระกูลราชวงศ์จึงสามารถออกคำสั่งและนำคำสั่งของจักรพรรดิมาให้แก่ตระกูลฉินซึ่งมีหน้าที่ต้องเชื่อฟัง

 

 

 

 

ฉินเหวินเทียนผู้อยู่ข้างๆฉินชวนรู้สึกถึงคลื่นแห่งความสิ้นหวัง ครานี้ทั้งตระกูลเย่และปินยิงมาพร้อมกับการเตรียมการและเป็นโชคดีที่เขามีที่พวกเขาได้เห็นการแสดงพรสวรรค์ในลานฝึกก่อนหน้านี้ ตระกูลเย่จะยอมสละโอกาสเช่นนี้ได้อย่างไร?
 

 

 

“ในอดีต จักรพรรดิ ใช้ชื่อของราชันหวู่ เนรเทศตระกูลฉินไปที่นครประสานนภาและตอนนี้ พวกเขากำลังเตรียมที่จะขโมยความหวังของตระกูลฉินภายใต้ข้ออ้างของคำสั่งจักรพรรดิ”ฉินเหวินเทียนคาดการณ์อย่างเงียบ ๆ ในใจ หากตระกูลฉินไม่เชื่อฟัง นั่นหมายความว่าพวกเขาต้องการที่จะต่อต้านคำสั่งของจักรพรรดิและหากเป็นเช่นนั้น ในเวลานั้นทหารที่ปินยิงนำมาด้วยจะต้องเริ่มจัดการอย่างแน่นอน

 

 

 


 

 

 

ติดตามข่าวสารตอนใหม่ๆได้ที่เพจก่อนใคร!! คลิกเลย กดติดตามถึงสามพัน เราจะลงสามตอนรวดเลยนะXD