0 Views

ฉินเหวินเทียน ยังไม่เปิดเผยความจริงกับฉินชวนว่าเขาได้กลั่นจิตดาราได้แล้วเรียบร้อย เขาเชื่อว่าเวลาที่เหมาะสมที่จะเปิดเผยคืออีกสองวันต่อจากนี้ ในตอนนี้ฉินเหวินเทียนเขากำลังหาทางชดใช้ความอัปยศอดสูที่ได้รับก่อนหน้าให้ฉินชวนได้ เขาคงจะมีความสุขมากขึ้น

 

 

 

“พี่ฉิน ข้าต้องการตรวตสอบลูกชายของท่านอย่างละเอียด จะเป็นไรหรือไม่พี่ฉิน” ในช่วงเวลานี้ เย่หม่าเดินไปข้างหน้า พร้อมกับประกายแสงแปลกๆในดวงตา

 

 

“ถ้าพี่เย่หม่าสะดวกเช่นนั้นข้าก้ไม่มีอะไรขัดข้อง”ฉินชวนตอบกลับอย่างรวดเร็ว เราต้องรู้ว่าพลังที่สำนักจักรพรรดิดารามีขนาดไหน ที่พวกเขาไม่แม้แต่จะแยแสอำนาจของสำนักหลวงอันยิ่งใหญ่

 

 

 

 

เมื่อหลายปีก่อน  อำนาจการปกครองในรัฐชู่ ต่างอิจฉาและกังวลในอำนาจอันใหญ่โตของสำนักจักรพรรดิดารา และด้วยเหตุนี้สำนักหลวงจึงถูกก่อตั้งขึ้นโดยมีเจตนาที่จะกำราบสำนักจักรพรรดิดารา

 

 

 

“ฉินเหวินเทียน ตามข้ามา”เย่หม่ากวักมือเรียกฉินเหวินเทียนให้เดินตามเขาไปด้านข้าง ฉินชวนก็กวักมือเรียกฉินเหยาให้มาไปยื่นอยู่ข้างๆเขา “เหยาเอ๋อร์เจ้าก็ด้วย”

 

 

 

ฉินเหยาตกลงอย่างเฉยเมย ขณะที่นางหันไปเดินตามหลังทั้งสองคน

 

 

 

ฉินเหวินเทียน สังเกตเห็นท่าทางที่เย่หม่ามองเขา เขาแทบจะไม่สามารถระงับการตื่นตะลึงได้”คนคนนี้ จิตดาราของเขาบางทีอาจจะเป็นดาวทรรศนะสวรรค์”แสงดวงดารากระพริบไปมาในดวงตาของเย่หม่า ขณะที่ดวงตาของเขาก็แปรเปลี่ยนไปเป็นรูปร่างของกลุ่มดาราโคจรไปมา

 

 

 

 

“มีเส้นลมปราณที่แตกสลายแต่ยังสามารถฝึกยุทธ์ได้”เย่หม่ากล่าวเบาๆ

 

 

 

 

หลี่ฉิงชานรู้สึกงงงวยขึ้นมาทันที เป็นตามที่เขาคาดไว้กลุ่มดาวทรรศนะสวรรค์สามารถสามารถมองเห็นแรงกดดันและความผันผวนของพลังงานดวงดาราในร่างกายของเขาได้

 

 

 

 

“ข้าไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่าวันนี้ข้าจะได้พบกับคนสามารถกลั่นจิตดาราได้โดยที่มีเส้นลมปราณแตกสลาย”เย่หม่ารู้สึกปราบปลื้มอย่างคาดไม่ถึงภายในใจ หลังจากที่เขาตรวจสอบฉินเหวินเทียน เขาสามารถยืนยันได้ว่าก่อนหน้านี้เส้นลมปราณของฉินเหวินเทียนพิการจริงๆ แต่ในเวลาเดียวกันด้วยความสามารถของดาวทรรศนะสวรรค์ เขาสามารถบอกได้ทันทีเลยว่าฉินเหวินเทียนเป็นผู้ฝึกยุทธ์ดวงดาราแล้วอย่างไม่ต้องสงสัย

 

 

 

เหลือเพียงสิ่งเดียวที่น่าจะเป็นไปได้คือ ทำลายของเก่าก่อนที่จะสร้างใหม่ เพิ่อสร้างเส้นลมปราณและช่องพลังที่สมบูรณ์แบบขึ้นมาใหม่ ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากการทำลายรากฐานอันไม่สมบูรณ์ก่อนหน้าและพยายามสร้างเส้นลมปราณที่พิเศษในตำนานขื้นมา  เส้นลมปราณดวงดารา! แม้ว่านี่จะเป็นเพียงเส้นลมปราณในตำนานที่พึ่งสร้าง แต่ความสามารถที่ปรับปรุงแก้ไขช่องพลังดวงดาราภายในร่างกายนั้นเหนือกว่าคนที่มีเส้นลมปราณปกติทั่วไปมากนัก

 

 

 

เจ้านี้ ไม่ได้คิดถึงผลกระทบที่ตัวเองจะได้รับ…..เขาต้องไปเข้าสำนักจักรพรรดิดารา!

 

 

 

“ผู้อาวุโส ท่านมีคำแนะนำอะไรสำหรับข้าไหม?”ฉินเหวินเทียนถาม

 

 

 

 

“ดูจากความแข็งแกร่งที่ผันผวนไปมาของพลังดวงดาราเจ้า พลังฝึกตนของเจ้าน่าจะทะลวงถึงระดับขั้นฝึกกายขั้นที่ห้าแล้วใช่ไหม?”

 

 

 

 

“ช่างเป็นพลังการมองที่น่ากลัวอะไรเช่นนี้ แม้ว่าระดับจริงๆของข้าอยู่เพียงขั้นฝึกกายขั้นที่สี่ เพราะจิตดาราที่กลั่นจากสวรรค์ชั้นที่ห้านั้น ภายในร่างกายข้ามีพลังดวงดาราที่เกรี้ยวกราดอยู่เกินจะเปรียบเทียบได้และดังนั้นจึงทำให้เขาคาดเดาข้าเลยไปหนึ่งขั้น”ฉินเหวินเทียนคิดในใจเงียบๆ ทั้งไม่เห็นด้วยและเห็นด้วย

 

 

 

 

“อีกสองวัน เมื่อตัวแทนที่มีอำนาจทั้งหมดมารวมตัวที่ตระกูลไป๋จะมีสำนักมากมายต่างหาลูกศิษย์และแน่นอนว่าจะต้องมีการทดสอบมากมาย ถึงแม้ว่าเจ้าจะมีพรสวรรค์อยู่ในระดับสูงแต่ยังไม่มีพลังมากพอ ข้ามีบ้างอย่างจะให้เจ้า ในอีกสองวันข้าหวังว่าจะเห็นเจ้าที่บ้านตระกูลไป๋”หลังจากสิ้นสุดการพูดคุย เย่หม่าได้หยิบตำราคู่มือและหินอุกกาบาตหยวนให้ฉินเหวินเทียน หลังจากนั้น เขาก็ทะยานขึ้นท้องนภาจากไป

 

 

 

สายของฉินเหวินเทียนที่จ้องมองเย่หม่าเต็มไปด้วยความหวาดกลัว กระบวนท่าการเคลื่อนไหวของเขาได้บรรลุถึงขั้น ที่ร่างกายเบาราวกับนกนางแอ่นทะยานผ่านท้องนภา นี้เป็นตัวบ่งชี้ว่าเย่หม่าเป็นผู้ฝึกยุทธ์ขั้นหยวนฝู่ผู้น่าสะพรึงกลัวแล้วอย่างชัดเจน “วันหนึ่ง ข้าขอสาบานว่า ข้าก็จะทะยานทะลุผ่านสวรรค์เช่นกัน”

 

 

 

ตาของเขาหดลงเมื่อมองไปที่ของในมือขณะที่หัวใจของเขาสั่นสะท้านด้วยความตื่นเต้น หินก้อนนี้ที่อยู่ในมือเขามีพลังงานของดวงดาราเก็บสะสมอยู่ภายในมากมาย มันเป็นทรัพยากรการฝึกฝนที่มีค่าอย่างยิ่งหินอุกกาบาตหยวนและสำหรับตำรา ตรงหน้าปกมีเพียงคำสามคำใหญ่เขียนไว้ “หมัดปราบมังกร”

 

 

 

“สำนักจักรพรรดิดารา”ฉินเหวินเทียนพึมพำเบาๆ ในขณะนี้มีเสียงฝีเท้าพร้อมกับมีเงาร่างกายปรากฏถัดจากเขาและกลิ่นหอมที่ลอยโชยมาตามลม

 

 

 

“ข้าเคยบอกเจ้าเมื่อนานมาแล้ว ไป๋ฉิงซงเป็นจิ้งจอกเฒ่าเจ้าเลห์ นั่นเป็นเหตุผลที่ข้าไม่เห็นด้วยในงานแต่งงานก่อนหน้านี้ แต่เจ้าก็ยังคงกระทำต่อไป หลงไหลในเสน่ห์ของผู้หญิง หลงหน้าตาอันสวยงาม มิอาจยับยั้งความต้องการของตนเองได้จนต้องสูญเสียความเป็นตัวเองเพียงแค่ชื่นชอบความงามของชิวเซวีย”เสียงอ่อนโยนดังก้องออกมาเย้าหยอก

 

 

 

 

รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าของฉินเหวินเทียน ขณะที่เขาหันไปอีกข้าง ก็พบกับใบหน้าที่สวยงามเหลือเกินปรากฏต่อหน้าเขา คิ้วของนางเปรียบได้ดั่งความงดงามของจันทร์เสี้ยว หน้าของนางราวกับหยกที่งดงาม ผิวที่ดูนุ่มนวลและอ่อนโยนเสียจนดูเหมือนว่ามันจะได้รับบาดเจ็บเพียงแค่สัมผัสเล็กน้อยและเพียงแค่มองก็สามารถเร่งเร้าราคะของชายหนุ่มมากมาย

 

 

 

 

ฉินเหยาก็เป็นหนึ่งในสี่สาวงามในนครประสานนภาเช่นเดียวกับชิวเซวีย

 

 

 

“หากข้าเป็นอย่างที่เจ้าพูด ไม่สามารถยับยั้งราคะตนเองได้ ข้าคงจะเกาะติดพี่ฉินเหยาทุกวัน”ฉินเหวินเทียนตอบไปขำไป

 

 

 

“หยุดพูดเรื่องไร้สาระของเจ้า”ฉินเหยาตำหนิ่เล็กน้อยและกล่าวต่อ”เจ้าทำให้พ่อและอาจารย์ที่นับถือของข้าขัดแย้งกัน ข้าจะทำยังไงเมื่อข้ากลับไปที่สำนักหลวง เจ้าจะชดใช้ข้าเรื่องนี้ยังไง”

 

 

 

 

ฉินเหวินเทียนหยิบหินอุกกาบาตหยวนที่เขาเก็บเอาไว้ในเสื้อเมื่อสักครู่ขึ้นมาให้ฉินเหยา หัวเราะและกล่าว”พลังงานดวงดาราที่อยู่ข้างในหินนี้มีความแข็งแกร่งมาก ดูจากความผันผวนของมันมันน่าจะมากจากสวรรค์ชั้นที่สอง ข้าให้เจ้า”

 

 

 

ฉินเหยาจ้องไปที่ฉินเหวินเทียนแล้วถอนหายใจ“ทุกครั้งที่ท่านพ่อให้หินอุกกาบาตหยวน เจ้าก็จะแอบเอามันมาให้ข้าตลอด ตอนนี้ข้าบรรลุถึงขั้นไหลเวียนโลหิตแล้ว ข้าจะยังทนรับหินจากเจ้าต่อได้อย่างไร”

 

 

 

ขณะที่นางนึกถึงอดีตที่ผ่านมา สายตาของฉินเหยาก็อ่อนโยนลงอย่างเห็นได้ชัด แม้ว่าฉินเหวินเทียนจะทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างอาจารย์ที่นับถือและฉินชวน แต่ก็ไม่มีทางที่นางจะตำหนิเขาได้  นับตั้งแต่เด็ก น้องชายของนางได้ช่วยเหลือเกี่ยวกับการฝึกตนมาตลอด เมื่อใดก็ตามที่พ่อให้หินหยวนแก่เขา ฉินเหวินเทียนจะเอาหินนั้นมาให้โดยไม่มีเงื่อนไขใดๆเลยแม้แต่น้อย ถ้าหากไม่ได้น้องชายคนนี้ช่วย ในวันนี้ระดับของนางคงไม่มาไกลถึงขนาดนี้

 

 

 

“ขั้นไหลเวียนโลหิต!”ฉินเหวินเทียนตะโกนออกมาอย่างมีความสุข”เอาล่ะคราวนี้ข้าจะเก็บหินหยวนนี้ไว้แทน” มีเวลาเพียงแค่สองวันมันเป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้ที่เขาต้องรีบยกระดับความแข็งแกร่งของเขาให้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วโดยใช้หินหยวน

 

 

 

“เหวินเทียน ไม่ต้องห่วงเกี่ยวกับเรื่องตระกูลไป๋มากนัก ข้าคุ้นเคยกับสาวสวยมากมายในเมืองหลวง ในอนาคต เมื่อมีโอกาสข้าจะแนะนำให้เจ้า”ฉินเหยาปลอบโยนเขา

 

 

 

ตอนนี้เขารู้แล้วว่าเหตุใดฉินเหยาและเย่หม่าถึงได้ติดตามเรื่องของเขา  เป็นเพราะว่าต้องการที่จะปลอบเขาเพราะนางรู้สึกเป็นห่วงว่าการแต่งงานในครั้งนี้จะส่งผลกระทบต่อเขามาก

 

 

 

ฉินเหวินเทียนหยุดเดินและนั่งลง ทำให้ฉินเหยารู้สึกงง เขามองไปที่ฉินเหวินเทียนและถาม”เจ้ากำลังทำอันใด”

 

 

 

“ขึ้นมา”ฉินเหวินเทียนหัวเราะขณะที่ชี้ไปที่หลัง

 

 

 

“ขึ้นหัวเจ้าสิ!”ฉินเหยาตอบกลับทันทีขณะที่ใบหน้าของนางกลายเป็นสีแดงเล็กน้อยนางหลบตาไม่มองฉินเหวินเทียนและทำเป็นไม่สนใจเขา

 

 

 

“อะไรกัน เมื่อเรายังเด็กเจ้าขี่หลังข้าทุกวัน สั่งให้ข้าแบกเจ้าไปมา ตอนนี้เราทั้งสองคนโตแล้วและดูเหมือนว่าเจ้าไม่ต้องการให้ข้าเป็นน้องชายของเจ้าอีกต่อไป” ฉินเหวินเทียนยังคงหัวเราะล้อเลียน ทำให้ฉินเหยากระทืบเท้า เจ้าน้องนี่ได้ขุดเรื่องน่าอายในอดีตขึ้นมาอีกครั้ง

 

 

 

ฉินเหยาแก่กว่าฉินเหวินเทียนเล็กน้อย ในปีนี้นางเกือบจะอายุสิบเจ็บปีแล้ว ตอนนี้นางเติบโตขึ้นสง่างามบริสุทธิ์ราวกับหยกนางจะไม่อายได้อย่างไรเมื่อฉินเหวินเทียนอยากจะแบกนางไปมาเช่นเดียวกับช่วงเวลาที่พวกเขาทั้งสองยังเป็นเด็ก แต่ถึงกระนั้น นางก็โดดขึ้นไปบนหลังฉินเหวินเทียนใช้มือทั้งสองจับไหล่ของเขาไว้แน่นในขณะที่มองไปรอบๆด้วยสายตาที่เขินอาย

 

 

 

“เอาล่ะไปเถอะ”มือของฉินเหวินเทียนจับประคองไปที่ต้นขาของฉินเหยา เขารู้สึกเหมือนว่ากำลังมีมัดฝ้ายนุ่มๆอยู่บนหลังเขามันทำให้เขาหัวเราะและกล่าว”พี่ฉินเหยาโตขึ้นแล้วจริงๆ”

 

 

 

ฉินเหยาเม้มปากในขณะที่กลอกตาไปมาไปด้วย นางยกมือขึ้นบิดหูฉินเหวินเทียน”เจ้ากล้าที่จะหยอกล้อข้าเหรอ”แม้ว่าพวกเขาจะไม่ใช่พี่น้องกันจริงๆ  แต่ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองคนสนิทกันมากราวกับเป็นพี่น้องจริงๆ

 

 

 

“ดูเหมือนว่าข้าไม่ต้องหัวอะไรแล้ว”ฉินเหยากล่าวเบาๆ เจ้าเด็กน้อยนี้ดูเหมือนจะไม่ได้รับผลกระทบใดๆเลยแม้แต่นิดเกี่ยวกับเรื่องแต่งงานของเขา

 

 

 

ในขณะที่ทั้งคู่หยอกล้อกัน ไม่นานพวกเขาก็มาถึงหนึ่งในลานบ้านของฉินชวน บ้านของฉินชวนมีลานบ้านสองทิศฝั่งหนึ่งอยู่ทิศตะวันออกส่วนอีกฝั่งทิศตะวันตก ฉินชวนภรรยาของเขาและฉินเหยาอาศัยอยู่ที่ลานด้านทิศตะวันออกขณะที่ฉินเหวินเทียนและลุงเฮยอยู่ทางตะวันตก

 

 

 

ณ ตอนนี้ ในลานบ้าน มีผู้หญิงคนหนึ่งที่มีลักษณะคล้ายกับฉินเหยา เนื่องจากการบำรุงรักษาร่างกายอย่างดีทำให้นางดูราวกับหญิงสาวอายุยี่สิบปลายๆ เมื่อเห็นฉินเหวินเทียนแบกฉินเหยา  รอยยิ้มที่อบอุ่นก็ได้เบ่งบานขึ้นบนใบหน้าของนาง

 

 

 

 

“เหยาเอ๋อร์ เจ้าโตแล้วนะ เจ้ายังจะให้ฉินเหวินเทียนแบกเจ้าอีกเหรอ”แม่ฉินรู้ว่าฉินเหยาแก่กว่าฉินเหวินเทียน แต่ภาพตรงหน้าที่ฉินเหวินเทียนกำลังแบกฉินเหยาทำให้ดูเหมือนกับว่าฉินเหวินเทียนเป็นพี่ชายของนางแทน

 

 

 

“ท่านแม่ เจ้านี้กำลังฉวยโอกาสจากข้า”ฉินเหยาบุ้ยปากขณะที่ลงจากหลังของฉินเหวินเทียน

 

 

 

“ฉวยโอกาส? เจ้ายังมีข้อดีอันใดเหลืออีกที่ฉินเหวินเทียนยังไม่ได้เอาไป”แม่ฉินยิ้มอย่างอ่อนโยนทำให้ ฉินเหวินเทียนที่กำลังย่อตัวอยู่หันศรีษะขึ้นมาอย่างเขินอาย

 

 

 

 

“ท่านแม่!!”ฉินเหยากระทืบเท้า

 

 

 

 

“ท่านแม่ ข้าต้องไปเยี่ยมลุงเฮยตอนนี้”ในด้านฉินเหยาที่กำลังจ้องมองเขา เขาสามารถบอกได้ว่านางรู้สึกเขินอายเขาจึงกล่าวคำบอกลา

 

 

 

 

หลังจากที่เขามาถึงลานทางตะวันตก เขาก็เห็นร่างที่อ่อนแอและอ่อนเพลียกำลังกวาดลานอยู่ รูปร่างที่แก่ชราไม่มีแขนข้างหนึ่งและขา หลังคดงอ

 

 

 

 

“ลุงเฮย ให้ข้าจัดการต่อเอง”ฉินเหวินเทียนเดินไปหาและในขณะที่ชายชราหันมาขาจ้องไปที่ฉินเหวินเทียนก่อนที่จะถามว่า”เจ้ากลั่นจิตดาราของเจ้าแล้ว?”

 

 

 

 

ฉินเหวินเทียนพยักหน้าเบาๆเขาไม่แปลกใจที่ลุงเฮยมองออก

 

 

 

 

“สวรรค์ชั้นใด หมู่ดาวใด”ลุงเฮยถามต่อ

 

 

 

“สวรรค์ชั้นที่ห้า หมู่ดาวค้อนสวรรค์”

 

 

 

รูปรางที่ดูแก่ชราของลุงเฮยสั่นสะท้านเล็กน้อยก่อนที่จะกลับมาเป็นเหมือนเดิมอย่างรวดเร็ว หลังจากนั้นเขาหันหลังให้เหวินเทียนและเดินต่อไปที่สนามหลังบ้านโดยไม่ได้พูดอะไร

 

 

 

 

ฉินเหวินเทียนตามลุงเฮยไปยังลานฝึกในสนามหลังบ้านอย่างเงียบๆ และเห็นลุงเฮยนั่งอยู่บนม้าหินมองเขา”ตลอดหลายปีที่ผ่านมานี้ข้าเป็นคนบังคับให้เจ้าทลายเส้นลมปราณของตนเองทำให้เจ้าต้องทนทุกข์ทรมานกับความเจ็บปวดที่มิอาจจินตนาการได้ แม้กระทั่งไม่ยอมให้เจ้าดูดซับปราณหยวนจากสวรรค์และปฐพีและปฏิเสธที่จะปล่อยให้เจ้ากลั่นจิตดารา เจ้าเกลียดข้าไหม?”

 

 

 

“ลุงเฮย ตั้งแต่ข้ายังเด็กข้าก็เข้าใจความตั้งใจของท่านแล้ว ถ้าข้าดูดซับปราณหยวนมันจะทำให้ความสามารถในการสัมผัสของข้าลดและหากข้าเชื่อมสัมพันธ์กับหมู่ดาวเร็วไป ในขณะที่ความสามารถในการสัมผัสของข้ายังไม่แข็งแกร่งเนื่องจากยังไม่ฝึกสมาธิมากพอ ตอนนี้ข้าคงไม่สามารถกลั่นจิตดาราจากสวรรค์ชั้นที่ห้าได้”ฉินเหวินเทียนยิ้มและกล่าวต่อ”การที่ข้าฝึกฝนรวบรวมความแข็งแกร่งเพียงพอโดยการทำสมาธิทำให้ข้าเพิ่มความสามารถในการสัมผัสได้พอสมควร การทลายเส้นลมปราณของข้ามันไม่ใช้เรื่องโชคร้ายแต่มันเป็นเรื่องโชคดีสุดๆแทน”

 

 

 

 

“มนุษย์ทุกคนต่างมีความโลภเป็นธรรมชาติ โหยหาความก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ดูดซับปราณหยวนของสวรรค์และปฐพีพร้อมกับการฝึกตนในขณะที่พยายามสัมผัสพลังดวงดาราจากสาธารดวงดาราในเก้าชั้นสวรรค์เพื่อกลั่นจิตดาราของพวกเขา สิ่งที่พวกเขาไม่ได้ตระหนักคือการดูดซับปราณหยวนจะปิดความสามารถของพวกเขาในการรับรู้พลังดวงดารา หลังจากหลายปีที่เจ้าฝึกทำสมาธิ  ผลลัพธ์ที่ได้มันก็ได้แสดงออกมาแล้วตั้งแต่ที่เจ้ากลั่นจิตดาราของเจ้า ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปข้าจะไม่กังวลเกี่ยวกับการฝึกฝนของเจ้าแล้ว แต่เจ้าต้องจำสิ่งหนึ่งไว้ นั้นคืออย่าดูดซับปราณหยวนของสวรรค์และปฐพีเท่านั้น จากนั้นมันจะทำให้ปราณดาราในร่างกายของเจ้าบริสุทธิ์พอที่จะช่วยให้เจ้าสามารถเปิดประตูดาราและกลั่นจิตดาราได้ในอนาคต”

 

 

 

ฉินเหวินเทียนยอมรับและกล่าว”เหวินเทียนจะจำไว้ให้ดี”

 

 

 

หลังจากนี้ โลกนี้จะเป็นโลกที่ถูกกำหนดโดยพลังอำนาจของผู้ฝึกยุทธ์ดวงดารา

 

 

 


 

 

ติดตามข่าวสารได้ที่เพจและฝากกดไลคกดแชร์เพจด้วยนะคลิกเลย