0 Views

ที่อยู่ของตระกูลฉินตั้งอยู่ทางตอนเหนือของนครประสานนภา ระหว่างตระกูลฉินและไป๋อยู่ห่างไกลประมาณร้อยลี้ หลังจากฉินเหวินเทียนออกจากตะกูลไป๋ เขารีบเดินทางตลอดทั้งคืน เมื่อเขามาถึงบ้านตระกูลฉินก็เป็นเวลากลางวันแล้ว

 

 

 

หลังจากที่เขาเข้าสู้เส้นทางการฝึกตน ร่างกายฉินเหวินเทียนย่อมแข็งแกร่งโดยธรรรชาติ ซึ่งแสดงให้เห็นชัดเจนแม้ว่าเขาจะเดินทางตลอดทั้งคืนเขาก็ไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยใดๆเลยแม้แต่น้อย

 

 

 

ปากทางเข้าบ้านตระกูลฉิน มีรูปแกะสลักบรรพบุรุษสูงตระหง่าน ฉินหวู่คว้าทวนรบอยู่ในมือในขณะที่ขี่อยู่บนหลังม้าศึกอันยิ่งใหญ่

 

 

 

ฉินหวู่เป็นแม่ทัพคนหนึ่งที่มีอำนาจสูงในกองทัพรัฐชู่ เพราะชัยชนะครั้งแล้วครั้งเล่าในสงครามทำให้ชื่อเสียงของเขาดังก้องไปทั่วทั้งสี่ทิศ เพื่อรัฐชู่แล้วเขาไม่ลังเลแม้แต่น้อยที่จะพุ่งเข้าไปในสนามรบและใช้ตัวเองเป็นดั่งโล่ป้องกันจักรพรรดิจากเงื้อมมือของศัตรู แต่หลังจากจักรพรรดิรวมอำนาจได้สำเร็จพระองค์ก็สิ้นพระชนม์ไป ทว่าลูกหลานรุ่นต่อไปของเขากลัวพลังอำนาจของฉินหวู่จึงเนรเทศตระกูลฉินไปทางเหนือของอาณาจักร ไปประจำการ ณ นครประสานนภาที่ห่างไกลจากศูนย์กลางของอำนาจและเมื่อเวลาผ่านไปอำนาจของตระกูลฉินก็ค่อยๆลดลงๆในแต่ละรุ่นต่อๆไป

 

 

 

เมื่อฉินเหวินเทียนมองไปที่รูปปั้นฉินหวู่มันช่วยไม่ได้ที่จะทำให้เขารู้สึกขำออกมาเล็กน้อยเพราะพวกเขาทั้งสองต่างมี่เรื่องที่คล้ายคลึงกัน

 

 

 

ขณะที่เขากำลังเดินเข้าไปในตระกูลฉิน ฉินเหวินเทียนเห็นคนมากมายต่างรีบวิ่งไปข้างหน้า ทำให้เขาอยากจะรู้อยากเห็นว่าเกิดอะไรขึ้นจึงหยุดแม่บ้านที่ผ่านมาและถาม”เกิดอะไรขึ้น?”

 

 

 

“โอ้…..นายน้อยฉิน เหวินเทียน คุณหนูฉินและนายน้อยที่ไปเรียนที่นครหลวงพึ่งจะกลับมาเมื่อวานนี้ ท่านประมุขจึงจะตรวจระดับการฝึกตนของพวกเขาที่ลานฝึกในวันนี้หลังจากที่พวกเขาทั้งคู่จากไปหนึ่งปี”

 

 

 

รัฐชู่มีประวัติยาวนานมาสามพันปี มีพื้นที่กว้างใหญ่และกว่าร้อยเมือง มีประชากรหนึ่งล้านล้านคน   ในบรรดาเมืองทั้งหมด นครหลวงรัฐชู่ป็นเมืองที่เจริญรุ่งเรืองมากที่สุด ไม่เพียง แต่เป็นศูนย์กลางอำนาจเท่านั้นแต่ยังเป็นดินแดนที่ศักดิ์สิทธิ์สำหรับผู้ฝึกตน  เกือบทุกคนในรัฐชู่ โดยเฉพาะตระกูลที่มีอำนาจ จะส่งผู้เยาว์ที่มีพรสวรรค์ไปนครหลวงด้วยความหวังที่อาจจะได้เข้าร่วมกับหนึ่งในสำนักที่มีชื่อเสียง

 

 

 

และแน่นอนว่าตระกูลฉินก็คือหนึ่งในนั้น ในรุ่นฉินเหวินเทียน ยังมีอีกสามคนที่เป็นอนาคตของตระกูลฉินเพื่อเพิ่มศักยภาพและเพิ่มระดับการฝึกตน ทั้งสามคนจึงลงสมัครในสำนักที่มีชื่อเสียงต่างๆในนครหลวง
 

 

 

“ตอนนี้พวกเขากลับมาจากนครหลวงแล้ว ข้าสงสัยว่าตอนนี้พวกเขาอยู่ที่ระดับใด?”ฉินเหวินเทียนบ่นพึมพำในขณะที่เขาเดินไปลานฝึก

 

 

 

เมื่อฉินเหวินเทียนมาถึงเขาเห็นบรรดาผู้อาวุโสที่มีอำนาจนั่งอยู่

 

 

 

บนลานประลองมีเสียงดังราวกับพายุและฟ้าร้องซึ่งมาจากผู้เยาว์ทั้งสองที่กำลังอยู่ท่ามกลางการประลอง

 

 

“ฉินจื่อ”ฉินเหวินเทียนเหลือบมองชายหนุ่มคนที่สวมเสื้อคลุมยาวสีเหลือง ฉินจื่ออายุเท่ากับฉินเหวินเทียนและในขณะที่เขากำลังเฝ้าดูการประลอง เขาเห็นว่าฉินจื่อสามารถชนะได้โดยไร้ปัญหาใดๆ

 

 

 

หมัดที่โจมตีไปนั้นพลันเกิดเสียงกระหึ่มราวกับเสียงคำรามของพยัคฆ์ที่บ้าคลั่ง พลังของหมัดคล้ายคลึงกับพยัคฆ์ที่กำลังล่าเหยื่อมีพลังที่แม้จะสั่นคลอนขุนเขาทั้งลูก  ผู้เยาว์ที่ฉินจื่อกำลังต่อสู้ ถูกส่งลอยออกไปจากลานประลองพลันเกิดเสียงระเบิดดังสนั่นร่างกายของเขาตกกระแทกพื้นอย่างแรงตรงด้านล่างลานประลอง

 

 

 

“ชื่อของกระบวนท่านี้ชื่อว่า พยัคฆ์คลั่งทิ้งขุนเขา มันน่ากลัวกว่าเมื่อเทียบกับพยัคฆ์จริงๆ จากการประเมิณของข้า ฉินจื่อ น่าจะถึงระดับฝึกกายขั้นที่เจ็ดแล้ว”ฉินเหวินเทียนคาดเดาได้จากการประทะเมื่อสักครู่ ผู้ฝึกตนในขั้นฝึกกายระดับที่เจ็ดจะมีความแข็งแกร่งเทียบเท่ากับวัว 49 ตัว หมัดจะแข็งแกร่งยิ่งกว่าเหล็ก

 

 

 

ฉินจื่อเป็นผู้ฝึกยุทธ์ดวงดารา จิตดาราที่เขามีก็คือกลุ่มดาวพยัคฆ์ ซึ่งมีลักษณะพิเศษคือ จะมีความแข็งแกร่งที่เพิ่มขึ้นเมื่อเสริมด้วยวิชาหมัดพยัคฆ์คำราม พลังของเขาก็ไม่สามารถที่จะมองข้ามได้

 

 

 

“ไม่เลว ฉินจื่อมีความแข็งแกร่งอยู่บ้างแล้ว แต่เมื่อเทียบกับน้องชายฉินซางและน้องสาวฉินเหยาความสามารถของเขายังคงขาดอยู่บ้าง หนึ่งปีก่อนฉินเหยาได้ก้าวเข้าสู่ขั้นฝึกกายขั้นที่แปด ตอนนี้ระดับการฝึกตนของนางน่าจะต้องประหลาดใจยิ่งขึ้น”

 

 

 

ดวงตาฉินเหวินเทียนประกายในขณะที่กล่าวเบาๆ”นอกจากนี้ นี่เป็นเพียงพลังที่จะได้รับเมื่ออยู่ในขั้นฝึกกาย หากทะลวงขั้นไปถึงขั้นไหลเวียนโลหิต ศักยภาพของร่างกายมนุษย์จะถูกกระตุ้นขึ้นเป็นพลังงานไม่มีที่สิ้นสุดหมุนเวียนโคจรไปมาอย่างมั่นคง ทำให้เคล็ดวิชาแสดงอำนาจที่แท้จริงออกมาได้ ความโหดร้ายจะมากมายถึงเพียงไหน”

 

 

 

“เหวินเทียน!”ในขณะนี้มีเสียงดังลอยออกมาผู้คนที่กำลังชมการต่อสู้หันเหตามเสียงจ้องมองไปยังฉินเหวินเทียน คนที่พูดไม่มีใครอื่นนอกจากพ่อบุญธรรมของเขาฉินชวน

 

 

 

“เหวินเทียน ทำไมเจ้ากลับมา?”ท่าทางที่ดูสง่าและเข้มงวดของฉินชวนปรากฏรอยยิ้มอ่อนโยนขึ้นมา

 

 

 

“พ่อบุญธรรม”ฉินเหวินเทียนมีหลายสิ่งหลายอย่างอยากจะพูด แต่ในขณะนั้นเขารู้สึกทึ่งกับความทรงจำในอดีต . ตั้งแต่ตอนที่เขายังเป็นเด็กลุงเฮยปกป้องเขาตลอดทางจนไปถึงตระกูลฉินและประมุขตระกูลฉินชวนก็รับเลี้ยงเขา ตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมาความรักที่แสดงต่อฉินเหวินเทียนไม่ได้แย่เลยเมื่อเทียบกับลูกในสายเลือดของตัวเอง

 

 

 

“ตามที่ข้าคาดไว้ หลังจากชิวเซวีย เชื่อมสัมพันธ์กับดวงดาราในสวรรค์ชั้นที่สามและกลั่นจิตดาราของนาง ข่าวเรื่องพรสรรค์ที่น่าตกตะลึงของนางก็กระจายไปทั่วรัฐชู่ เจ้าเลยถูกขับไล่ออกมาจากตระกูลไป๋ใช่มั้ย? ”มีเสียงดังออกมาจากข้างๆเชิงเยาะเย้ยฉินเหวินเทียน คนนี้เป็นลูกพี่ลูกน้องที่อายุน้อยกว่าฉินเหวินเทียน คนที่มีอำนาจสูงสุดอันดับสองในตระกูลฉิน ฉินเฮอ

 

 

 

“เงียบ!”ฉินชวน ตวาดด้วยเสียงที่เย็นชา

 

 

 

“พี่ชายเจ้าไม่ยอมเชื่อคำพูดของข้า ตอนนี้ตระกูลไป๋และตระกูลเย่จากนครหลวง มีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดแล้ว มีแม้แต่คนที่บอกว่าเป็นอัจฉริยะหนุ่ม เย่หวู่เชวยจากตระกูลเย่ได้เสนอข้อตกลงในการแต่งงานแล้ว เจ้าคิดว่าตระกูลไป๋ยังจะให้เกียรติข้อตกลงในการแต่งงานระหว่างพวกเขากับพวกเราไหม?” ฉินเฮอหัวเราะอย่างเย็นชา ทำให้ผู้คนในบริเวณใกล้เคียงมีความสนใจและไม่เห็นด้วยสะท้อนอยู่บนใบหน้าของพวกเขา

 

 

 

ในขณะนี้ พลันปรากฏเสียงขลุ่ยดังมากจากฟากฟ้า ท่าทีของผู้คนรอบๆต่างหยุดนิ่งขณะที่พวกเขาเอียงศีรษะมองท้องฟ้าเพื่อหาแหล่งที่มาของเสียง เมื่อมองไปก็เห็นเพียงชายใส่เสื้อคลุมสีเหลืองกำลังยืนอยู่บนหลังนกอินทรีใหญ่ทะยานผ่านฟากฟ้า

 

 

 

ฉินชวนขมวดคิ้วขึ้นเล็กน้อย ทำไมเจ้านี้กล้าที่จะหยาบคายถึงขนาดนี้ขี่นกอินทรีทะยานผ่านฟากฟ้าของบ้านตระกูลฉิน

 

 

 

“อาจารย์!”ในขณะนี้มีเสียงของหญิงสาวร้องออกมา ฉินชวนมองไปที่หญิงสาวคนหนึ่งที่ยืนอยู่ข้างๆเขาขณะที่เขาถามว่า”เหยา เขาเป็นครูของเจ้ารึ?”

 

 

 

“ใช่แล้ว”ฉินเหยาพยักหน้าเธอก่อนที่จะพูดว่า”อาจารย์ เหตุใดท่านจึงตัดสินใจมาเยี่ยมบ้านตระกูลฉินวันนี้ โปรดนั่งก่อนเถอะ”

 

 

 

“เหยาเอ๋อร์ ข้าได้ยินมาว่ามีข้อตกลงการแต่งงานระหว่างตระกูลฉินและชิวเซวีย แห่งตระกูลไป๋เป็นเรื่องจริงหรือ?”ชายวัยกลางคนสวมเสื้อคลุมสีเลืองถาม

 

 

 

ฉินเหยาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่ท้ายที่สุดก็ตอบว่า”ใช่แล้วมันเป็นเรื่องจริง”

 

 

 

เมื่อฉินเหยากล่าวเสร็จนกอินทรีตัวใหญ่ก็พุ่งพรวดลงมาจากฟากฟ้าร่อนลงบนลาน ชายในชุดสีเหลืองยิ้มอย่างเย็นชาและกล่าว”เหตุผลที่ข้ามาในวันนี้เพราะข้าได้ยินเรื่องพรสวรรค์ของชิวเซวียและมาที่นี่เพื่อจะเชิญนางให้เข้าร่วมสำนักหลวงของรัฐชู่”

 

 

 

คำพูดง่ายๆนี้ทำให้ผู้คนรอบๆลานฝึกสนใจอย่างมาก ชิวเซวียในปัจจุบันได้แปรเปลี่ยนไปเป็นนกฟีนิกซ์ในหมู่มนุษย์ด้วยการก้าวกระโดดเพียงครั้งเดียว แม้แต่สำนักหลวงยังเชื้อเชิญนางเป็นการส่วนตัว แม้ตระกูลฉินจะใหญ่โตก็มีเพียงฉินเหยา ที่มีพรสวรรค์มากพอที่จะมีคุณสมบัติสำหรับลงทะเบียนเข้าสำนักหลวง

 

 

 

“แม้ว่าสำนักต้องการชิวเซวียแต่ก็ ไม่จำเป็นต้องให้ครูที่น่าเคารพมาเชิญเป็นการส่วนตัวเช่นนี้ สำนักไม่สามารถส่งคำเชิญผ่านทางคนส่งสาส์นหรือ?”ฉินเหยา ถามอย่างฉับพลัน

 

 

 

“ฉินเย้ามันแตกต่างกันในครั้งนี้ เมื่อคิดว่าจิตดาราดวงแรกที่ชิวเซวียกลั่นนั้นมาจากสวรรค์ชั้นที่สามไม่เพียงแต่สำนักหลวงสำนักที่มีชื่อเสียงอื่น ๆ ในนครหลวงก็ทราบเรื่องนี้เหมือนกัน พวกเขาก็ส่งคนออกไปเชิญนางด้วยตัวเอง ดังนั้นทุกสำนักจึงลงความเห็นว่า จะจัดให้มีการรับสมัครในนครประสานนภา สถานที่ดังกล่าวจะถูกจัดอยู่ที่ตระกูลไป๋ในอีกสองวัน”

 

 

 

“ฮืมมมม ในวันเกิดของไป๋ฉิงซงที่ตระกูลไป๋”ฉินเหยาขวมดคิ้ว การเฉลิมฉลองวันเกิดนี้เป็นเพียงการบังหน้า

 

 

 

“ถูกต้อง การเฉลิมฉลองวันเกิดเป็นเรื่องรอง ประเด็นสำคัญคือการรับสมัครชิวเซวีย ข้าได้ข่าวมาว่าแม้แต่สำนักจักรพรรดิ์ดาราก็ส่งคนมาที่นครประสานนภาเช่นกัน ดังนั้นข้าจึงไม่กล้าที่จะประมาท”

 

 

 

“ฮ่าฮ่า จั่วตั้งแต่ที่เจ้ารู้ว่าสำนักจักรพรรดิ์ดารากำลังส่งคำเชิญเหตุใดเจ้าจึงยังเสียเวลาอยู่ที่นี่”ในขณะนี้เสียงหัวเราะปราศจากความกังวลลอยมา

 

 

 

 

ท่าทีของจั่วพลันเป็นเย็นชาทันทีเมื่อหันไปทางที่เสียงดังมา

 

 

 

“เย่หม่า”จั่วยิ้มอย่างเย็นชา เขาคิดว่าเย่หม่าจะมีความคิดเช่นเดียวกับเขาวางแผนที่จะใช้ความสัมพันธ์ระหว่างตระกูลไป๋และฉิน เพื่อรับชิวเซวีย อย่างไรก็ตามเรื่องนี้จั่วไม่ได้กังวล หลังจากที่ฉินเหยาเป็นศิษย์ส่วนตัวของเขาในแง่ของความสัมพันธ์เขาเหนือกว่าเย่หม่าหนึ่งขั้น

 

 

 

“พี่ฉิน ไม่ได้พบกันนาน สุขภาพของลุงฉินเป็นอย่างไรบ้าง”เย่หม่าเดินไปข้างหน้าขณะที่เขากล่าวถึงฉินชวน

 

 

 

ลุงฉินที่เย่หม่ากำลังพูดถึงคือลูกชายของแม่ทัพสูงสุดฉินหวู่ ฉินหวู่ยังเป็นบิดาของประมุขคนปัจจุบันฉินชวน เมื่อบรรพบุรุษฉินยังมีชีวิตอยู่ทั้งพ่อและลูกชายก็ได้โหมกระหน่ำสู่สนามรบ แต่หลังจากที่จักรพรรดิจากไปก่อนหน้านี้ ตระกูลฉินก็สูญเสียอำนาจหน้าที่ส่วนใหญ่ของพวกเขาและพวกเขาก็ถูกเนรเทศไปยังนครประสานนภา

 

 

 

“ขอบคุณที่เป็นห่วงพี่เย่หม่า พ่อของข้าสบายดีแต่ยังยากสำหรับเขาที่จะเดินเขาจึงไม่ได้ออกมาต้อนรับด้วยตนเอง”แม้ว่าด้านนอกของฉินชวนกำลังยิ้มแต่ข้างในเขารู้สึกวิตกในใจ เย่หม่าเป็นตัวแทนจากสำนักจักรพรรดิดารา แม้แต่เขาเองก็ยังต้องมาเชิญชิวเซวียด้วยตนเอง เหมือนว่าจะไม่มีความหวังที่จะรักษางานแต่งระหว่างเวินเทียนกับชิวเซวียแล้ว

 

 

 

“เย่หม่า ชิวเซวียสามารถเข้าร่วมได้แต่สำนักหลวงของข้าเพียงเท่านั้น” จั่ว ถลึงตา ที่ตัวแทนจากสำนักจักรพรรดิดารา พูดเชิงท้าทาย

 

 

 

“อย่างงั้นรึ?”เย่หม่าหัวเราะก่อนที่เขาจะนั่ง การจ้องมองของเขากวาดไปทั่วทั้งกลุ่มผู้คนที่รวมตัวกันอยู่ในบริเวณลานฝึกก่อนที่จะไปจ้องฉินเหวินเทียน เมื่อคืนวานเขาแอบเข้าไปในบ้านของตระกูลไป๋ โดยหวังว่าจะพบว่าอัจฉริยะที่พวกเขาซ่อนอยู่ แต่เขาบังเอิญค้นพบสิ่งที่น่าสนใจบางอย่าง มีใครบางคนวิ่งหนีจากตระกูลไป๋ ด้วยความอยากรู้อยากเห็นเขาเขาจึงตามเด็กหนุ่มจนมาถึงบ้านตระกูลฉิน

 

 

 

“และ ข้าคิดว่าตระกูลไป๋ซ่อนผู้เยี่ยมยุทธ์จากขั้นอาณาจักรหยวนฝู่ไว้(ผู้แปลอิ้งเปลี่ยนชื่อระดับเล็กน้อยมั้งครับ) ข้าไม่เคยคิดเลยว่า”ผู้เยี่ยมยุทธ์”จะเป็นเด็กหนุ่มตรงหน้าเขาคนนี้จริงๆ  แรงกดดันและความผันผวนของพลังดาราที่ข้ารู้สึกถึง ความสามารถของเขาไม่ต่ำกว่าชิวเซวีย ”เย่หม่าพึมพำอยู่เงียบๆ ดูเหมือนว่ารอบนี้เขาไม่ได้มาเสียเที่ยว

 

 

 

ในขณะนี้ผู้คนรอบๆต่างถอนหายใจ สำนักหลวงจะยอมรับเฉพาะสมาชิกตระกูลหลวงหรือบุคคลที่มีพรสวรรค์ที่น่าตกใจ ในบรรดาสำนักในนครหลวงได้รับการจัดอันดับให้อยู่ในอันดับที่สาม

 

 

 

สำหรับสำนักจักรพรรดิดารา เกณฑ์ของพวกเขาสำหรับการยอมรับเข้มงวดมากขึ้นพวกเขาจะยอมรับเฉพาะผู้ฝึกยุทธ์ดวงดาราและศิษย์ของสำนักจะจบการศึกษาด้วยขั้นอาณาจักรหยวนฝู่เป็นอย่างน้อย โดยไม่ล้มเหลว

 

 

 

ขั้นอาณาจักรหยวนฝู่ คือขอบเขตที่เหนือกว่าขั้นไหลเวียนโลหิต ผู้ฝึกยุทธ์ขั้นอาณาจักรหยวนฝู่มีตำหนักหยวนตั้งอยู่ภายในร่างกายของพวกเขา มีพลังที่มิอาจจินตนาการได้ไกลเกินกว่าที่ขั้นไหลเวียนโลหิตจะเอื้อมถึงและสามารถชักจูงแก่นแท้ของสวรรค์และปฐพีและแม้กระทั่งเหินเวหาทะยานผ่านท้องนภาได้

 

 

 

ผู้ฝึกตนขั้นอาณาจักรหยวนฝู่ ทั้งหมดต่างน่ากลัวสามารถกวาดล้างนครประสานนภาได้เพียงสะบัดนิ้วของพวกเขา

 

 

 

ตอนนี้ตัวแทนทั้งสองสำนักต่างมาที่บ้านตระกูลฉินเพาะชิวเซวีย

 

 

 


 

 

 

ติดตามข่าวสารได้ที่เพจและฝากกดไลคกดแชร์เพจด้วยนะคลิกเลย