0 Views

ฉินเหวินเทียนและฟ่านเล่อถูกคุ้มกันกลับไปสำนักจักรพรรดิดาราโดยปรมจารย์ขี้เมาและฟานซือ ปรมจารย์ขี้เมาถือถังเหล้าพร้อมกับรอยยิ้มตรวจสอบๆรอบในขณะที่พูดคุยในระหว่างทางกลับสำนักพร้อมกับมีสุนัขสีขาวตามอย่างใกล้ชิด

 

 

 

“อย่าเพิ่งเสียหินอุกกาบาตหยวนที่พึ่งได้มา”ฟานซือเตือน ปรมจารย์ขี้เมารู้ดีว่าเหตุผลที่ฉินเหวินเทียนมาที่ศาลาอาวุธศักดิ์สิทธิ์นั้นคือเพื่อหินอุกกาบาตหยวนและดังนั้นหลังจากที่พวกเขาดื่มเสร็จ เขาพาทั้งสองคนไปที่ศาลาอาวุธศักดิ์สิทธิ์ซึ่งฟานซือได้ส่งค่าตอบแทนที่ได้ให้แก่ฉินเหวินเทียนก่อนที่เขาจะตกลงที่จะส่งพวกเขากลับไปที่สำนักจักรพรรดิดาราพร้อมกับ ปรมจารย์ขี้เมา

 

 

 

“ไม่ต้องกังวล เขาไม่ได้เมาซะทีเดียว”ปรมจารย์ขี้เมาหัวเราะ  ทั้งสองคนนี้เป็นที่น่าสนใจอย่างแท้จริงโดยเฉพาะอย่างยิ่งเจ้าอ้วน  หลังจากที่เขาเมาแล้วเขาเอาเรียกถึงสาวงาม

 

 

 

ฉินเหวินเทียนและฟ่านเล่อกำลังเมาจริงๆ พวกเขามีอายุเพียง 16 ปีเท่านั้นพวกเขาจะดื่มแข่งกับปรมจารย์ขี้เมาผู้มีชื่อเสียงได้อย่างไร

 

 

 

ปรมจารย์ขี้เมาคือใคร? เนื่องจากชื่อเล่นของเขานั้นรวมคำสองคำ ขี้เมา เขาจะเมาได้ง่ายๆได้อย่างไร ดังนั้นในท้ายที่สุดคนที่เมาก็ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากฉินเหวินเทียนและฟ่านเล่อ

 

 

 

“พี่ชาย เจ้าคิดว่าปรมจารย์ขี้เมาเก๊นั้นพ่ายแพ้เรา? ดูสิว่าเขาเชื่อฟังแค่ไหน แม้กระทั่งยังพาพวกเรากลับ”ฟ่านเล่อกอดฉินเหวินเทียนในขณะที่เขาหัวเราะคิกคัก

 

 

 

 

“ไสหัวไป”ฉินเหวินเทียนที่ถูกกอดโกรธมากในขณะที่เขายกขาของเขาและเตะไปที่ฟ่านเล่อ”เจ้าอ้วน เจ้าจะปฏิบัติกับข้เหมือนสาวงาม?”

 

 

 

“พี่ชาย ทำไมเจ้าถึงใจร้ายกับข้านัก? บุรุษอ้วนผู้นี้ก็รักผู้ชายด้วยเช่นกัน”ฟ่านเล่อยิ้มแฉ่ง ทำให้เกิดอาการขนลุกปรากฏทั่วร่างฉินเหวินเทียน ความตกตะลึงของคำกล่าวนั้นมากมายเสียจนให้เขาส่างเมา เขารีบรักษาระยะห่างจากเจ้าอ้วนทันที

 

 

 

เหล่าศิษย์ที่อยู่ใกล้ ๆ ที่ได้เห็นเหตุการณ์นี้ทั้งหมดต่างก็เริ่มหัวเราะ มีสตรีผู้หนึ่งนั้นหัวเราะดังมาก ในสำนักจักรพรรดิดารา ไม่ใช่ว่าทั้งสองคนนั้นคือตำนาน? ทำไมพวกเขาอยู่ในสภาพเช่นนี้….และเจ้าอ้วนนั้นบอกได้เลยว่าเขามีความคิดไรบางอย่างกับผู้ชาย

 

 

 

“ฮ่าฮ่า….หนูน้อยน่ารัก เจ้าต้องการให้ข้าแสดงให้ดูไหมว่าความสุขเป็นอย่างไร?”เจ้าอ้วนเริ่มเดินตรงไปหาสตรีขณะมีกลิ่นเหล้าฟุ้งรุนแรง สตรีนางนั้นกรีดร้องขณะที่นางวิ่งหนีไปด้วยความเร็วสูงสุด

 

 

 

“ไอเจ้าอ้วนเอ้ย เจ้ากำลังจะดัง ฮ่า ฮ่า”ฉินเหวินเทียนเริ่มหัวเราะอย่างเอิกเกริก คำพูดของเขานั้นถูกต้องแล้ว เจ้าอ้วนกำลังจะดังแล้วจริงๆ

 

 

 

ทั้งสองเดินกะโผลกกะเผลกและคุยกันจนไปถึงที่พักของตนก่อนที่จะสลบอย่างมีความสุข ทั้งสองนอนหลับไปจนถึงเช้าวันรุ่งขึ้น  เมื่อตื่น ร่างกายของเจ้าอ้วนสั่นสะท้านโดยไม่รู้ตัว เขายืนอยู่ข้างๆฉินเหวินเทียนและถาม”เกิดอะไรขึ้นเมื่อคืนนี้?”

 

 

 

“ไม่มีอะไร”ฉินเหวินเทียนส่ายหน้า

 

 

 

“แล้วทำไมข้าถึงฝันว่าข้าปล่อยไร้สาระออกมามากมาย?”เจ้าอ้วนตบศีรษะและยืดตัวก่อนออกไปข้างนอกขณะที่เดินออกไปมีคนที่สังเกตเห็นฟ่านเล่อออกมาและเรียกเขาพร้อมกับร้อยยิ้ม”พี่อ้วน เจ้าตื่นแล้ว!”

 

 

 

การแสดงออกของเจ้าอ้วนเป็นประกาย ทำไมวันนี้เขาถึงได้รับความนิยมอย่างมากทุกคนต่างเริ่มทักทายเขา

 

 

 

“พี่อ้วน ดูเหล่าชายที่หล่อเหลาทั้งหมดนี้สิ ท่านชอบใครมากที่สุด?”มีคนหนึ่งล้อเล่นทำให้แก้มของเจ้าอ้วนเปลี่ยนเป็นสีแดง มันเป็นไปได้มั้ยที่ความฝันจะเป็นจริง

 

 

 

“ไปซะ บุรุษอ้วนผู้นี้ชอบแต่สตรีสวยๆ!”เจ้าอ้วนโกรธจัดทำให้ศิษย์คนอื่นๆขยิบตาในขณะที่หัวเราะออกมาอย่างดัง”ไม่ต้องกังวลเราเข้าใจ”

 

 

 

ฉินเหวินเทียนเริ่มเดินตรงไปยังฝูงชน เขาตัดสินใจที่จะวาดเส้นแบ่งระหว่างเขากับเจ้าอ้วน

 

 

 

“ลูกพี่”เจ้าอ้วนไล่ตามฉินเหวินเทียนไปอย่างเวทนา ทำให้ฉินเหวินเทียนเดินไปข้างหน้าเร็วขึ้นอีก

 

 

 

“ฉินเหวินเทียน ฟ่านเล่อ ในวันนี้มีการบรรยายในที่สาธารณะและอาจารย์ผู้บรรยายเป็นแขกผู้อาวุโสที่สวยงาม พวกเจ้าต้องการจะไปด้วยกันหรือไม่?”ศิษย์บางคนถาม

 

 

 

“ผู้อาวุโสสวย?”แววตาของเจ้าอ้วนส่องประกายทันทีในขณะที่เขาได้ยินเรื่องนี้”ไป แน่นอนว่าเราจะไป!”

 

 

 

“งั้นไปด้วยกันทั้งหมดนี้แหละ”ฝูงชนหัวเราะ  พวกเขาเดินไปข้างหน้ามาถึงพื้นที่ว่างที่กว้างขวาง ในพื้นที่ว่างนี้มีพรมจำนวนมากที่ทำจากศาลาน้ำเงินเช่นเดียวกับพื้นเวทีที่สูงนั้น สถานที่แห่งนี้เป็นที่รู้จักในฐานะห้องโถงบรรยาย

 

 

 

ไม่ใช่ศิษย์ทุกคนจะมีโอกาสที่จะเข้ารับการสั่งสอนโดยผู้อาวุโสและด้วยเหตุนี้สำนักจึงมักจะจัดให้มีแขกผู้อาวุโสมาให้การบรรยายพื้นฐาณวนไปเรื่อยๆ

 

 

 

วันนี้ห้องบรรยายมีศิษย์ใหม่ท่วมท้นทำให้บรรยากาศในวันนี้เต็มไปด้วยความรู้สึกคึกคัก

 

 

 

“ผู้อาวุโสหยู่มาถึงแล้ว…”ในขณะที่ เหล่าศิษย์ต่างจ้องมองไปบนร่างของผู้อาวุโส หยู่นกำลังสวมอาภรณ์สีเขียวหยกไม่มีเครื่องประดับอื่น ๆ สะอาดเรียบร้อยบริสุทธิ์และสง่างาม ผสมผสานกับลักษณะอันงดงามเพียงมองที่นางก็ทำให้คนมีความสุข นางเป็นผู้อาวุโสที่สวยงามจริงๆเสียงโห่ร้องต่างดังออกมาในขณะที่นางกำลังเดินไปเวที

 

 

 

“เทพธิดาเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่”เจ้าอ้วนผู้ที่นั่งอยู่ใกล้เวทีเกือบจะตาถล่นออกมา

 

 

 

หยู่นั่งขัดสมาธิบนเวทีนางมองลงไปที่ศิษย์ เสียงที่นุ่มนวลและชัดเจนดังออกมา”สำหรับส่วนใหญ่ของพวกเจ้า ระดับการฝึกตนจะอยู่ในระดับที่7,8,9ของขั้นฝึกกายหรือในช่วงแรก ๆ ของขั้นไหลเวียนโลหิต วันนี้ข้าจะแบ่งปันความรู้ของข้าเกี่ยวกับการฝึกตนในขั้นไหลเวียนโลหิตให้กับทุกคน”

 

 

 

“ขอรับ เราจะฟังสิ่งที่อาจารย์กล่าว!”ศิษย์ทุกคนต่างตะโกนออกมา

 

 

 

“พวกเจ้าทุกคนต่างรู้ว่าร่างกายมนุษย์สามารถเปรียบได้กับเรือที่มีศักยภาพไม่จำกัด เรือนี้สามารถขยายได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่จำกัดขีดความสามารถ ขอบเขตแรกของเส้นทางคือขั้นฝึกกาย ผู้ฝึกตนต้องทำให้ร่างกายของตนสมบูรณ์แบบก่อนที่พวกเขาจะเริ่มต้นการฝึกตนได้อย่างแท้จริง ขั้นฝึกกายเป็นรากฐานที่สำคัญที่สุดของขั้นฝึกตนทั้งหมดตามมาด้วยขั้นไหลเวียนโลหิต”

 

 

 

“แต่ร่างกายที่สมบูรณ์แบบตามที่บอกไปนั้นสมบูรณ์แบบจริงๆ? เมื่อเจ้าเติบโตขึ้นและเร่าก้าวเข้าไปในส่วนของการฝึกตนไกลขึ้น ร่างกายของเจ้าจะได้รับการปรับปรุงและปรับแต่งให้ดีขึ้นและดังนั้นจึงไม่มีขีดจำกัดสำหรับความสมบูรณ์แบบ”

 

 

 

“ขั้นไหลเวียนโลหิตคือการทำให้ขั้นฝึกกายบริสุทธิ์หลังจากที่มีการสร้างเส้นเลือดโคจรแล้วร่างกายข้างในทั้งหมดจะเชื่อมต่อกันด้วยเส้นเลือดโคจร เส้นเลือดโคจรมีเส้นเชื่อมต่อกับศีรษะ แขนขาทั้งสี่ โครงสร้างกระดูก ฯลฯ ในระหว่างการฝึกตน พลังดวงดาราที่เจ้าดูดซึมจะไหลผ่านทางเส้นเลือดโคจรนี้ทำให้ร่างกายของเรามีพลังแข็งแกร่งมากขึ้นเมื่อเราต่อสู้”

 

 

 

“การเพิ่มสัมผัส สายตาและการได้ยินของเราได้รับการปรับปรุงมากมายเช่นกัน ปกติในระหว่างการสู้ พลังดวงดาราจะไหลไปสู่แขนขาของเราเพราะส่วนใหญ่ของวิชาที่เราฝึกสามารถปลดปล่อยพลังของพวกเขาผ่านแขนขาทั้งสี่ แต่สิ่งที่เกี่ยวกับจิตดาราที่ผิดปกติหรือผู้ฝึกตนที่อยู่ในระดับที่น่ากลัว  เพียงแค่การจ้องมองของพวกเขาเพียงอย่างเดียวก็เพียงพอที่จะเขย่าขวัญของคู่ต่อสู้ได้แล้วและอากาศที่พวกเขาหายใจออกก็เพียงพอที่จะสังหาร”

 

 

 

“ดังนั้นอย่าจำกัดจินตนาการของตนเอง เปิดใจของเจ้าเพื่อความเป็นไปได้ในการฝึกตน ดูดซับและหมุนเวียนพลังดวงดาราไปทั่วร่างกายของเจ้าทำให้มันแข็งแกร่งขึ้นและปรับแต่งมัน ทำความสะอาดจุดฝั่งเข็มของเจ้าเพื่อขยายปริมาณพลังดวงดาราที่สามารถเก็บได้และพยายามสร้างเส้นโคจรที่2และ3ของเจ้าและแน่นอนว่าทุกคนควรใช้จิตดาราที่กลั่นเมื่อฝึกตน เลือกวิชาการฝึกตนและวิชาที่จะฝึกฝน….”

 

 

 

มื่อเสียงอ่อนโยนของผู้อาวุโสหยู่ดังออกมาห้องโถงบรรยายทั้งหมดก็เงียบกริบ ทุกคนให้ความสนใจอย่างระมัดระวังราวกับว่าเสียงของนางมีอำนาจวิเศษที่สามารถดึงฝูงชนเข้าสู่ความรู้มากมายเกี่ยวกับการฝึกตนได้

 

 

 

เพราะฉินเหวินเทียนได้รับการสอนโดยลุงเฮยความรู้ในการฝึกตนของเขาอาจได้รับการพิจารณาว่าลึกกว่าสหายของเขา อย่างไรก็ตามเขายังคงหลงใหลในการบรรยาย ไม่มีเส้นทางการฝึกตนที่สมบูรณ์แบบดังนั้นจึงเป็นประโยชน์ที่จะรับฟังทุกคนที่แข็งแกร่งกว่าตัวเขาเองทำให้เขามีมุมมองและข้อมูลที่ลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น

 

 

 

การบรรยายดำเนินต่อไปอีก 4 ชั่วโมงและเมื่อผู้อาวุโสหยู่กำลังจะจากไปมีศิษย์หลายคนที่ไม่ต้องการให้นางจากไป พวกเขาต้องการฟังการวิเคราะห์และคำอธิบายของนางต่อ

 

 

 

“ข้าอยากไปออเซาะเทพธิดานางนั้น”เจ้าอ้วนมองตาละห้อยไปที่ที่ผู้อาวุโสหยู่ขณะที่จากไป

 

 

 

“จะดีกว่าหากเจ้าตื่นมาจากความหลงละเมอนั้น เพียงแค่นางตบเจ้าหนึ่งทีก็เพียงพอแล้วที่จะสังหารเจ้า”ฉินเหวินทียนจ้องไปที่เจ้าอ้วน ผู้ซึ่งแสดงหน้าหดหู่ออกมาขายอมรับอย่างไม่เต็มใจว่าควรจะให้ความสนใจกับการฝึกตนมากกว่า

 

 

 

“ยังเหลืออีก10วัน พวกเจ้าเตรียมพร้อมแล้ว?”ในขณะนี้จู่ๆก็มีเสียงก็ดังออกมา ฉินเหวินเทียนและฟ่านเล่อหันไปยังทางนั้น พวกเขาเห็นมู่หลงเฟิงและตู้ฮ่าวยืนอยู่ที่นั่นด้วยแววตาที่ยุแหย่

 

 

 

เมื่อคนอื่นๆมองไปที่มู่หลงเฟิงและตู้ฮ่าว ผู้เข้าชมได้เห็นความตื่นเต้นเร้าใจบนใบหน้าของพวกเขา ทุกคนรู้ดีว่าภายในสิบวันทั้งสี่คนนี้จะต่อสู้กับพร้อมกับมีเดิมพันที่สูงมาก นี่เป็นการต่อสู้ที่เต็มไปด้วยความคาดหมาย!

 

 

 

“เพื่อจัดการกับเจ้าทั้งสอง เราจะต้องเตรียมพร้อม?”ฟ่านเล่อยิ้มแฉ่ง

 

 

 

“คำพูดก้าวร้าวนัก!”ตู้ฮ่าวแค้นเสียงเย็นชาออกมา

 

 

 

มู่หลงเฟิงลูบคางในขณะที่กล่าวกับฉินเหวินเทียน”ข้าได้ยินมาว่าเจ้าได้ฝึกวิชาระดับปฐพี ข้าหวังว่าเจ้าจะไม่ทำให้ข้าผิดหวังเมื่อถึงเวลา มันไม่จุดประสงค์ใดที่จะได้สู้อยู่ฝ่ายเดียว”

 

 

 

มู่หลงเฟิงและตู้ฮ่าวหันหลังและดินจากไป  แต่ในขณะนั้นขณะที่เขาหันไปพลันปรากฏแสงเย็นๆในแววตาของมู่หลงเฟิง เขาได้ตัดสินใจที่จะใช้แผนการที่น่ารังเกียจของอ้อชนเพื่อทำให้ฉินเหวินเทียนพิการ

 

 

 

“ช่างยโสนัก”ฟ่านเล่อบ่นขณะที่เขาจ้องมองไปที่เงาที่กำลังจากไป

 

 

 

“เจ้าอ้วน เราต้องพยายามให้นัก  มิฉะนั้นเมื่อถึงเวลาแล้วเราจะเสียหน้า”ฉินเหวินเทียนก้าวจากไป รอยยิ้มที่จาง ๆมองเห็นได้บนใบหน้าของเขา  การต่อสู้ครั้งนี้เป็นสิ่งที่พวกเขาต้องชนะอย่างแน่นอน หลังจากที่ทั้งหมดนี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้น  การทรมานที่โหดร้ายที่เจ้าอ้วนได้รับในป่านภาแห่งฝัน เป็นเหตุการณ์ที่น่ากลัวที่ฉินเหวินเทียนจดจำไว้ในใจเสมอมา

 

 

 


 

 

ติดตามข่าวสารตอนใหม่ๆได้ที่เพจก่อนใคร!! คลิกเลย