0 Views

สายตาของอ้อฝนเต็มไปด้วยความเยือกเย็นเจาะทะลุผ่านอากาศตรงมายังฟ่านเล่อ

 

 

 

เขายังจำได้ถึงความอัปยศที่เขารู้สึกเมื่อเดือนที่แล้วเมื่อเขาลากร่างอ้อฝนกลับไปที่ตระกูลและสายตาของครอบครัวของเขาที่จ้องมา ความอัปยศดังกล่าวเป็นสิ่งที่เขาจะไม่มีวันลืม

 

 

 

“เจ้าสารเลว! จะดีกว่าถ้าเจ้าทำให้มั่นใจว่าข้าตาย หากไม่ ข้าจะสังหารเจ้าไม่ช้าก็เร็ว”ฟ่านเล่อฝืนยิ้มขณะที่เลือดไหลออกมาจากปากของเขาทำให้เขาดูน่าสงสารมาก

 

 

 

“อ๊ากก……..”ฟ่านเล่อกรีดร้องอีกครั้งก่อนที่เสียงของเขาจางหายไป หนึ่งในอัศวินบิดหอกยาวที่แทงอยู่ในร่างเขา แม้ว่าจะเป็นแค่ความฝัน แต่ความเจ็บปวดและความทุกข์ทรมานนั้นมันลึกซึ้งจนฝังลึกเข้าไปในกระดูกของเขา และฝังลึกเข้าไปในหัวใจของเขา เขาต้องการที่จะตาย แต่ในขณะนี้เขาไม่ได้มีพลังที่จะจบชีวิตของเขาเอง

 

 

 

เมื่อได้ยินเสียงกรีดร้องจากความทุกข์ทรมาน ฉินเหวินเทียนก็วิ่งพุ่งไปทางฟ่านเล่อย่างบ้าคลั่ง ข้างๆเขามีคนจากกลุ่มอัศวินมากมายแต่พวกเขาก็ไม่ได้หยุดเขาจากการเข้าไปหาฟ่านเล่อ คนเหล่านั้นตามหลังฉินเหวินเทียนจวนแทบจะทันราวกับว่าพวกเขาตั้งใจที่จะเห็นว่าปฏิกิริยาของเขาจะเป็นอย่างไรเมื่อได้เห็นสภาพอันน่าสงสารของฟ่านเล่อ

 

 

 

ในที่สุดเมื่อฉินเหวินเทียนมาถึง ร่างทั้งหมดของฟ่านเล่อก็โชกไปด้วยเลือดแล้ว ใกล้ๆเขา ซีน่าสั่นเทาอย่างรุนแรง นางไม่เคยคิดว่าทิวมัศน์แห่งฝันจะเป็นเช่นสถานที่โหดร้ายและไร้ความเมตตาเช่นนี้

 

 

 

“เจ้าอ้วน..”แววตาฉินเหวินเทียนพลันแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงฉาน ด้วยความพยายามอันยิ่งใหญ่เจ้าอ้วนหันหน้ามา หลังจากเห็นฉินเหวินเทียนเขาก็ยิ้มแฉ่ง”ลูกพี่ ออกไปจากที่นี้และปลุกข้า”

 

 

 

“อย่าทำเช่นนั้น เขากำลังทุกข์ทรมานจากการบาดเจ็บภายในทิวทัศน์แห่งฝัน หากเขาตื่นขึ้นโดยใช้วิธีภายนอกจะมันมีผลกระทบที่น่ากลัว”ในขณะนี้มีร่างมากมายปรากฏอยู่ด้านบนของอาคารใกล้เคียง คนที่พูดก็ไม่มีใครอื่นนอกเหนือจากหลัวฮว่าน แววตาของนางจ้องมองไปที่อ้อชนขณะที่กล่าวอย่างเย็นชา”กลุ่มอัศวิน ได้ระดมผู้ฝึกตนที่แข็งแกร่งเหล่านี้หลายคนเพื่อข่มขู่ศิษย์ใหม่ เจ้าทำให้ข้าเห็นจุดสูงสุดของความไร้ยางอายในวันนี้จริงๆ”

 

 

 

อ้อชนไม่สนใจหลัวฮว่าน ด้วยแววตาที่เยือกเย็นและหยิ่งทะนงของเขาตราตรึงอยู่กับฉินเหวินเทียน  เขาตอบว่า”ข้าแค่อย่ากให้เจ้าเข้าใจความจริงง่ายๆ  ในโลกนี้พรสวรรค์ไม่ได้หมายความว่าทุกอย่าง วันในอนาคตนั้นยังอยู่อีกยาวไกล ดังนั้นเจ้าควรเตรียมพร้อมที่จะเปิดตาของเจ้าและดูว่าความเป็นจริงคืออะไร”

 

 

 

‘สังหาร”อ้อชนนถ่มน้ำลายออกมาและเมื่อได้ยินคำสั่ง อัศวินทั้งหมดก็วิ่งเข้าไปหาฉินเหวินเทียน

 

 

 

“ฟุบบ..”หลัวฮว่านและคนอื่น ๆ ก็กระโดดออกจากอาคารทันทีและในขณะที่อยู่กลางอากาศนางมองไปทางฉินเหวินเทียน”จงจำไว้ว่าภายในทิวทัศน์แห่งฝันสถานการณ์ที่ดีที่สุดสำหรับฝ่ายตรงข้ามที่แพ้คือความตาย”

 

 

 

ฉินเหวินเทียนหันหน้าไปยังผู้ฝึกตนในกลุ่มอัศวินและรีบวิ่งไปหาเขา ทันใดนั้นเขาก้าวออกมาพร้อมกับความแกร่งผืนปฐพีสะเทือน

 

 

 

 

แสงที่น่ากลัวของหอกคล้ายกับมังกรที่มุ่งร้ายระเบิดออกมา ฉินเหวินเทียนเอียงร่างกายเล็กน้อยจงใจปล่อยให้หอกแทงเข้าไปในหัวใจของเขา ในเวลาเดียวกันเขาได้ปลดปล่อยพลังที่เกรี้ยวกราดของหมัดปราบมังกรใช้หอกแทงเข้าไปในตัวเองในขณะที่เดินเข้าไปใกล้ศัตรูทั้งๆที่หอกแทงอยู่แบบนั้นจากนั้นหมัดของเขาก็ตรงไประเบิดหัวของอัศวิน  ครู่ต่อมา…ฉินเหวินเทียนก็รู้สึกว่าตัวเองกำลังจะตายภายในฝัน

 

 

 

แม้ว่าเขาจะตาย เขาก็ต้องลากคนสักคนไปกับเขาด้วย

 

 

 

“ฮู่ววว…”

 

 

 

ภายในป่านภาแห่งฝัน ฉินเหวินเทียนลืมตาขึ้นมาขณะที่หายใจลึก ๆ หัวใจของเขาเต้นระรัวเมื่อสักครู่เขาเคยประสบกับความตาย ความรู้สึกนั้นแม้ว่าเขาจะรู้ว่ามันเป็นความฝันมันก็ไม่ใช่เรื่องที่เขาจะยินดีผ่านมันอีก

 

 

 

หายใจเข้าลึก ๆ..ฉินเหวินเทียนพยายามสงบสติอารมณ์ขณะที่มองไปทางฟ่านเล่อซึ่งร่างกายของเขาสั่นอย่างรุนแรง กล้ามเนื้อใบหน้าของเขาบิดเบี้ยวสะท้อนให้เห็นถึงความจริงที่ว่าเขาอยู่ในความทุกข์ทรมานอย่างมาก

 

 

 

“เจ้าอ้วน”

 

 

 

ฉินเหวินเทียนนจับมือทั้งสองไว้แน่น เมื่อเห็นว่าเจ้าอ้วนเจ็บปวดเขาก้เจ็บปวดด้วยเช่นกัน

 

 

 

“อ๊ากกก”จู่ๆเจ้าอ้วนก็กรีดร้องออกมา ดวงตาของเขาลืมขึ้นมาขณะที่ร่างของเขาเหยียดลงกับพื้น สูดลมหายใจเข้าเฮือกใหญ่ร่างกายของเขายังคงสั่นโดยไม่ได้ตั้งใจ

 

 

 

“เจ้าสารเลวนั้น”เจ้าอ้วนฟื้นตัวหลังจากผ่านไปสักพักก่อนที่เขาจะเงยหน้าขึ้น ดวงตาของเขาหดแคบส่องประกายเย็นๆดวงแสงแห่งการสังหาร

 

 

 

“ร่างของเจ้าเป็นอะไรไหม?”ฉินเหวินเทียนถามขณะที่มองไปที่ฟ่านเล่อด้วยเสียงที่ตื่นตระหนกเล็กน้อย

 

 

 

“ไม่ต้องห่วงมันเป็นแค่ความฝัน”เจ้าอ้วนยิ้มแฉ่งดูเหมือนจะไม่ค่อยสนใจเรื่องที่เกิดขึ้น ถึงกระนั้นสายตาที่เย็นชายังคงอยู่ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในทิวทัศน์แห่งฝันจะเป็นสิ่งที่เขาไม่มีวันลืม

 

 

 

“เราอยู่ที่นี้ไม่ได้แล้ว  อาการง่วงนอนกำลังเกิดขึ้นอีกครั้ง ไปกันเถอะ”เจ้าอ้วนและฉินเหวินเทียนเดินออกไปอย่างรวดเร็ว

 

 

“เจ้าออกจากทิวทัศน์แห่งฝันได้อย่างไร?”ฉินเหวินเทียนถาม

 

 

 

“ศิษย์พี่หลัวฮว่านสังหารข้าด้วยตัวนางเอง หากไม่เป็นเช่นนั้น ข้าเกรงว่าข้าคงยังอยู่ที่นั้น”ฟ่านเล่อตอบ”วันนี้ กลุ่มอัศวินได้สอนเราบทเรียนที่น่าจดจำอย่างแท้จริง”

 

 

 

“ถูกต้อง”ฉินเหวินเทียนพยักหน้า

 

 

 

ทั้งสองกลับกลับไปที่บ้านหลังเล็กและพักผ่อน หลังจากที่พวกเขาออกจากที่พักพวกเขาพบว่าศิษย์ใหม่จำนวนมากกำลังมุ่งหน้าไปที่ทางออกของที่พักศิษย์ใหม่

 

 

 

“กลุ่มอัศวินกำลังปะทะกับกลุ่มเมฆาเขียว ที่นั้นมีการแสดงดีๆให้ชม!”ศิษย์บางคนตะโกนออกมา ฉินเหวินเทียนและฟ่านเล่อมองไปมาก่อนที่จะตามไป บทเรียนที่ได้รับจากกลุ่มอัศวินก่อนหน้านี้ได้ถูกสลักไว้ในใจของเขาแล้ว

 

 

 

หลังจากนั้นไม่นาน….พวกเขาก็มาถึงบริเวณภายในสำนักจักรพรรดิดาราที่ล้อมรอบด้วยฝูงชน มีศิษย์พี่สองคนกำลังเผชิญหน้ากัน อากาศที่หยาวเย็นซึมซาบเข้าไปในอากาศ

 

 

 

“อ้อชน..”ฉินเหวินเทียนจ้องทองไปที่อ้อชนทันที  ปรากฏว่าอ้อชนและคนอื่นๆที่เหลือจากกลุ่มอัศวินได้ออกมาจากป่านภาแห่งความฝัน

 

 

 

“ศิษย์พี่หลัวฮว่านอยู่ที่นั้นด้วย”

 

 

 

คนที่ปะอ้อชนนั้นคือหลัวฮว่านและคนอื่นๆเห็นได้ชัดว่าพวกเขาเป็นสมาชิกของกลุ่มเมฆาเขียว ฉินเหวินเทียนและฟ่านเล่อเข้าไปใกล้ด้านข้างของศิษย์พี่หลัวฮว่าน

 

 

 

“ศิษย์พี่”ฉินเหวินเทียนตะโกน

 

 

 

ดวงตาที่สวยงามของหลัวฮว่านเหลือบมองไปในทิศทางของเขาและจากนั้นทั้งสองก็ยิ้มให้กันและมองไปที่ฟ่านเล่อด้วยเช่นกัน”หลังจากที่เจ้าตื่นขึ้นมาจากความฝัน เจ้ายังจำได้ไหมว่าเจ้ามีประสบการณ์อะไรบ้าง?”

 

 

 

“ข้าไม่มีทางลืม  มันฝังอยู่ในหัวใจของข้าแล้ว!”ฟ่านเล่อยิ้ม

 

 

 

“ดี! อย่ามาโทษศิษย์พี่ว่าไม่บอกเจ้าเกี่ยวกับอันตรายของป่านภาแห่งความฝัน บางสิ่งบางอย่างจะเข้าใจได้ดีขึ้นหลังจากเจอด้วยตนเอง คิดถึงบทเรียนของกลุ่มอัศวินไว้ แม้ว่าจะเป็นเรื่องที่เจ็บปวด แต่ก็โปรดจำไว้ว่าเจ้ายังคงเป็นศิษย์ของสำนักจักรพรรดิดารา นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น! เจ้าก็รู้ว่าสำนักจักรพรรดิดารา ไม่ใช่สถานที่สำหรับคนที่อ่อนแอ!”

 

 

 

“ข้าจะให้ข้อมูลพื้นฐานแก่เจ้าทั้งสอง สำหรับส่วนที่เหลือเจ้าจะต้องไปสัมผัสด้วยตนเอง”หลัวฮว่านยิ้ม”เจ้าเกลียดกลุ่มอัศวิน?”

 

 

 

“แน่นอน!”ฟ่านเล่อหัวเราะ

 

 

 

“หากเป็นเช่นนั้นลองนึกถึงวิธีที่จะเหยียบย่ำพวกเขาให้อยู่ใต้เท้าของพวกเจ้า หากเจ้าไม่ทำ เจ้าจะเป็นคนที่พวกเขาเหยียบย่ำอยู่ เช่นเดียวกับสิ่งที่เกิดขึ้นภายในทิวทัศน์แห่งฝันในวันนี้”หลัวฮว่านยิ้มต่อแต่ตอนนี้มีร่องรอยของความฉลาดอยู่ในรอยยิ้มของนาง

 

 

 

“กลุ่มอัศวิน ช่างเป็นสิ่งที่น่าประทับใจมากสำหรับการระดมกำลังที่แข็งแกร่งเพื่อซุ่มโจมตีศิษย์ใหม่สองคนในป่านภาแห่งความฝัน”หลัวฮว่านหันมาจ้องมองสมาชิกของกลุ่มอัศวิน ในสายตาของนางสามารถเห็นประกายเย็นๆที่แหลมคมประหนึ่งคมดาบ

 

 

 

“แล้วยังไง?”อ้อชนตอบแล้วไปมองที่ฉินเหวินเทียนและฟ่านเล่อด้วยใบหน้าที่เย็นชาแล้วกล่าวต่อ”oujเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น”

 

 

 

 

“ไร้ยางอายนักพวกชาติหมา!”อารมณ์ของซานเดือดพล่านนขณะที่เขาคำรามไปที่อ้อชน

 

 

 

“ไม่มีคุณสมบัติที่จะพูดกับข้า”อ้อชนมองไปที่ซานก่อนที่จะหันไปทางหลัวฮว่าน มุมริบฝีปากของเขายกขึ้นและกล่าว”ความขัดแย้งและการต่อสู้ระหว่างกลุ่มอัศวินและเมฆาเขียวได้ดำเนินมาเป็นเวลานานแล้ว  ทำไมเราไม่หยุดและลองทำอะไรใหม่ ๆ เพื่อแก้ปัญหานี้สักครั้ง?”

 

 

 

“เจ้าหมายความว่าอย่างไร?”หลัวฮว่านถาม

 

 

 

“กลุ่มอัศวินของเราได้คัดเลือกศิษย์ใหม่สองคนดูเหมือนว่ากลุ่มเมฆาเขียวของเจ้าก็ได้หามาแล้วเช่นกัน เรามาสร้างการต่อสู้แบบ4คน เจ้าคิดว่าดีไหม?”ด้วยรอยยิ้มอ้อชนจ้องไปที่หลัวฮว่านทำให้ใบหน้าของแปรเปลี่ยนเป็นไม่น่าดู  ทุกคนรู้ว่าในเหล่าศิษย์ใหม่ส่วนใหญ่สนใจเข้ากลุ่มอัศวิน ส่วนเหตุผลนั้นง่ายมาก สมาชิกของกลุ่มอัศวินล้วนเป็นสมาชิกของตระกูลชั้นสูง

 

 

 

นับตั้งแต่ก่อตั้งสำนักจักรพรรดิดาราพวกเขาเน้นที่จะดูแลผู้ฝึกตนดวงดาราที่แข็งแกร่งและไม่สนใจทุกสิ่งทุกอย่างสิ่งเดียวที่สำคัญคือความแข็งแกร่งของแต่ละคนรวมไปถึงพรสวรรค์

 

 

 

มีหลายตระกูลที่ร่ำรวยและมีอำนาจอาศัยอยู่ในนครหลวง อย่างไรก็ตาม ลูกหลานมากมายของพวกเขาไม่เหมาะกับชนชั้นสูงแบบพวกเขา ในความเป็นจริงในหมู่พวกเขามีชนชั้นสูงจำนวนมากที่เข้ามาในสำนักจักรพรรดิดารา ในที่สุดเมื่อจำนวนของศิษย์ที่เป็นชนชั้นสูงเติบโตขึ้นวกเขาค่อยๆสร้างกลุ่มซึ่งกลายเป็นรากฐานสำหรับกลุ่มอัศวิน

 

 

 

การสถาปนากลุ่มการสถาปนาทำให้สำนักจักรพรรดิดาราเต็มไปลมของชนชั้นสูง  เรื่องนี้ส่งผลให้เกิดกลุ่มเมฆาเขียว  กลุ่มเมฆาเขียวถูกสร้างขึ้นจากศิษย์สำนักจักรพรรดิดาราที่รู้สึกว่าไม่ควรมีกลุ่มที่ประกอบด้วยสมาชิกจากชนชั้นสูงอย่างเดียว  พวกเขารู้สึกว่าสำนักจักรพรรดิดาราร์ควรเป็นสถานที่ที่ทุกคนไม่ว่าจะมีปูมหลังแบบไหนก็สามารถฝึกตนอย่างสงบสุขได้

 

 

 

และด้วยเหตุนี้ภายในสี่กลุ่มอันยิ่งใหญ่ในกลุ่มพันธมิตรศิษย์ กลุ่มอัศวินและกลุ่มเมาฆาเขียวได้ขัดแย้งกันตลอดมาเพราะมุมมองที่แตกต่างกันของพวกเขา จริงๆแล้ว ก่อนที่กลุ่มอัศวินและกลุ่มเมฆาเขียวจะมีก่อตั้ง กลุ่มอสูนสวรรค์ก็มีอยู่มานานแล้วภายในสำนัก กลุ่มอสูรสวรรค์เป็นกลุ่มที่มีประวัติยาวนานที่สุด

 

 

 

และสุดท้ายกลุ่มอาชูร่าเป็นกลุ่มสุดท้ายที่ก่อตั้งขึ้น พวกเขาไม่ใส่ใจในเรื่องอื่น ๆในความคิดของพวกเขากรฝึกตนคือทุกสิ่งทุกอย่างดังนั้นสมาชิกของกลุ่มอาชูร่าจึงเป็นที่รู้จักในฐานะที่เป็นมีความรุนแรงในตนเอง

 

 

 

โดยปกติแล้วพวกเขาจะพบได้ในป่าทมิฬภายใต้การการฝึกฝนระหว่างความเป็นความตายพวกเขาฝึกฝนกับสตว์อสูรและใช้ประสบการณ์ในการทำตัวให้แข็งแกร่งขึ้น

 

 

 

ในบรรดาสี่กลุ่มที่ยิ่งใหญ่ กลุ่มอัศวิน เป็นกลุ่มร่ำรวยที่สุด

 

 

 

ด้วยความมั่งคั่งที่พวกเขามีนั้นมันเป็นเรื่องง่ายสำหรับพวกเขาที่จะเพิ่มระดับของเหรียญหยก

 

 

 

 

มันเป็นเพราะเหตุนี้ว่าทำไมศิษย์ใหม่ในสองสามอันดับแรกจึงเลือกที่จะเข้าร่วมกลุ่มอัศวิน

 

 

 

พวกเขาคือพวกที่เข้าร่วม..อันดับแรกคือ มู่หลงเฟิงเช่นเดียวกับอันดับที่สามตู้ฮ่าว ระดับการฝึกตนของมู่หลงเฟิงอยู่ที่ระดับ 4 ของขั้นไหลเวียนโลหิตขณะที่ตู้ฮ่าวอยู่ที่ระดับ3

 

 

 

ฉินเหวินเทียนและฟ่านเล่อได้รับการพิจารณาให้เป็นสมาชิกของกลุ่มเมฆาเขียว ระดับการฝึกตนของพวกเขาอยู่ที่ระดับที่ 1 ของขั้นไหลเวียนโลหิต

 

 

 

อ้อชนเสนอแนวคิดนี้เนื่องจากกลุ่มอัศวินจะได้รับประโยชน์อย่างมาก

 

 

 

เงาทั้งสองร่างเดินออกมาจากด้านหลังของอ้อชน พวกเขาไม่ใช่ใครนอกจากมู่หลงเฟิงและตู้ฮ่าว ในหมู่ศิษย์ใหม่มู่หลงเฟิงถือว่าเป็นคนที่แข็งแกร่งที่สุดในขณะที่ฉินเหวินเทียนถือว่าเป็นคนที่มีศักยภาพสูงสุด ขณะที่พวกเขาจ้องมองไปที่อีกคนหนึ่งความตึงเครียดก็เกิดขึ้นในอากาศ

 

 

 

“ข้ายอมรับว่าด้วยความสามารถของเจ้า เจ้าอาจมีคุณสมบัติที่จะยืนต่อหน้าข้าในอนาคต แต่ตอนนี้ ทุกครั้งที่เจ้าได้ยินนามของเจ้าที่พูดราวกับว่าอยู่ระดับเดียวกับข้า มันทำให้ปวดท้อง ทำไมสำนักจักรพรรดิดาราถึงมีคนโง่มากเช่นนี้? ”คำพูดของมู่หลงเฟิงเป็นเรื่องจริงทำให้เกิดความเกรี้ยวกราดในหมู่ผู้ชม

 

 

 

เขาเอาชนะฝ่ายตรงข้ามทั้งหมดได้อย่างง่ายดาย….คำพูดของอันดับหนึ่งมู่หลงเฟิงผู้ซึ่งอายุเท่ากันกับฉินเหวินเทียน รู้สึกเต็มเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกภาคภูมิใจและความเชื่อมั่นอย่างแท้จริง

 

 


 

 

ติดตามข่าวสารตอนใหม่ๆได้ที่เพจก่อนใคร!! คลิกเลย