0 Views

หัวใจของมาคิโนทรุดลงไปที่ด้านล่างของหุบเขาเมื่อเห็นรอยยิ้มอันชั่วร้ายบนใบหน้าฟ่านเล่อ แม้ว่าเขาจะอยู่ที่ขั้นไหลเวียนโลหิต เขาไม่สามารถใช้พลังใดๆได้ ในขณะที่เขากำลังตกลงไปและได้แต่เพียงมองไปที่ลูกศรที่ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าเท่านั้น

 

 

 

“ฟิ้ววววว…ตุบ….”มาคิโนได้ป้องกันลูกศรอย่างดีที่สุดแล้วแต่ก็ไม่สามารถป้องกันดอกที่3ได้ซึ่งตอนนี้มันได้ฝังอยู่ตรงกลางคิ้วของเขา

 

 

 

ในเวลาเดียวกันหลังจากที่มาคิโนถูกโจมตี ฮาคุกระโดดลงมาจากนกอินทรีดำของเขาและพุ่งไปทางฟ่านเล่อ

 

 

 

ฉินเหวินเทียนก้าวออกมาและแสดงพลังอันแข็งแกร่งของหมัดปราบมังกรปะทะกับฮาคุ

 

 

 

“สังหาร!”คลื่นแห่งเจตนาฆ่าฟันประกายในแววตาของฮาคุขณะที่เขาปลดปล่อยวิชาของเขา หมัดดาวตก!              ขณะที่หมัดของฮาคุวาดไปทางเขา ฉินเหวินเทียนรู้สึกเพียงพลังที่เกรี้ยวกราดอันยิ่งใหญ่กำลังพุ่งเขาหาเขาสีหน้าของเขาพลันแปรเปลี่ยนทันใด

 

 

 

เขาเค้นพลังออกมาเพื่อช่วยในการหนี ฉินเหวินเทียนละทิ้งความคิดที่จะปะทะกับฮาคุตรงๆ  เนื่องจากแรงระเบิดนั้นทำให้ร่างของเขาปลิวไปชนกับฟ่านเล่อ

 

 

 

ฟ่านเล่อถอยหลังไปหลายก้าวจากแรงกระแทกและพวกเขาได้เข้าไปในขอบเขตของหุบเขาหมอกโดยบังเอิญ

 

 

 

“เราเอาชนะเขาไม่ได้ เราจะทำอย่างไรดี?”ฟ่านเล่อช่วยพยุงฉินเหวินเทียนขึ้นในขณะที่เขาถาม

 

 

 

“ในเมื่อเราชนะไม่ได้ เราก็ต้องหนี”แขนทั้งสองข้างของฉินเหวินเทียนปวดมาก หากเขาไม่มีปฏิกิริยารวดเร็วพอที่จะหดหมัดกลับมาในช่วงเวลา แขนทั้งแขนของเขาคงจะใช้การไม่ได้

 

 

 

เจ้าอันธพาลน้อยเข้าใจความตั้งใจในใจของฉินเหวินเทียนและเริ่มขยายใหญ่ขึ้น ทั้งสองคนได้ขี่เจ้าอันธพาลน้อยไปที่หุบเขาหมอก

 

 

 

สถานการณ์นี้ทำให้ฮาคุตกตะลึง เป็นไปได้หรือไม่ที่พวกเขาไม่รู้เลยว่าเมืองมายาในหุบเขาหมอกเป็นพื้นที่ที่ต้องห้าม?

 

 

 

“ขยะไร้ประโยชน์เจ้าไม่รู้ซะแล้วกำลังแกว่งเท้าหาความตาย! พวกเขาเลือกที่จะฆ่ามาคิโนก่อนเพื่อที่จะหยุดสัตว์อสูรที่อยู่ภายใต้การควบคุมของเขา”อ้อฝนเดินเนิบๆมา ช่วยไม่ได้ที่เขาจะรู้สึกโชคดี หากไม่นับสัตว์ที่มีความสามารถในการแปลงกาย การร่วมมือของทั้งสองคนนั้นไม่มีที่ติ ถ้าไม่ใช่เพราะพวกเขาตัดสินใจว่ามาคิโนเป็นภัยคุกคามที่ยิ่งใหญ่ เป้าหมายแรกที่จะกำจัดอาจเป็นเขา

 

 

 

แต่สื่งที่น่าสงสารก็คือพวกเขาจะต้องตายแน่นอนตอนนี้  ป่าทมิฬถึงแม้จะกว้างใหญ่ แต่ก็ยังมีพื้นที่บางส่วนที่มีข้อจำกัด เมืองมายาภายในหุบเขาหมอกเป็นหนึ่งในสถานที่ต้องห้าม เทื่อพวกเขาเข้าไปครั้งหนึ่งแล้วพวกเขาก็ไม่มีทางออกมาได้

 

 

 

“สัญญาเสร็จแล้ว  ส่วนเรื่องการตายของมาคิโน เจ้าจัดการเอาเอง”ฮาคุหันหลังแล้วจากไป ทำให้อ้อฝนขบฟันด้วยความเข้าใจ เรื่องนี้น่าจะลำบากเล็กน้อย

 

 

 

ด้านในหุบเขาหมอก….เจ้าอันธพาลน้อยยังคงรีบไปข้างหน้าด้วยความเร็วสูงสุด

 

 

 

“ไม่มีใครไล่ล่าเรา?”เสียงของฟ่านเล่อดังขึ้น

 

 

 

“อืม”ฉินเหวินเทียนตอบ

 

 

 

“ดูเหมือนว่ามีบางอย่างผิดปกติ … มันอาจเป็นไปได้หรือไม่ที่สถานที่แห่งนี้เป็นที่ที่อันตรายอย่างยิ่ง?”ร่างกายของฟ่านเล่อสั่นเทา ทำไมพวกเขาถึงหยุดไล่ตาม?

 

 

 

“อาจจะ”

 

 

 

“เราจะตายที่นี่เหรอ?”เสียงของฟ่านเล่อสะอึกสะอื้น

 

 

 

ภายในหุบเขาหมอก พวกเขาไม่สามารถรู้ทิศที่แน่นอนไม่รู้ว่าตนเองมาจากทิศไหน พวกเขาหลงจริงๆแล้ว…

 

 

 

“ข้ายังบริสุทธิ์!! แม้ว่าข้าจะต้องตายข้าก็ต้องตายไปพร้อมกับสาวงามที่อยู่ในอ้อมแขนของข้า!”ฟ่านเล่อกอดฉินเหวินเทียนและร้องไห้ไปด้วย ในขณะที่คำตอบของฉินเหวินเทียนคือการเตะไปที่ก้นของฟ่านเล่อ

 

 

 

หลังจากนั้นอีกครึ่งชั่วยาม….ในที่สุดพวกเขาก็เดินออกจากพื้นที่เต็มไปด้วยหมอก ขณะที่พวกเขาก้าวออกมาภาพที่น่าตกใจได้รอพวกเขาอยู่ ตรงหน้าของพวกเขาเป็นปราสาท…..เมืองมายาเมืองหุบเขาหมอกไม่ได้เป็นเมือง แต่เป็นปราสาทจริงๆแทน

 

 

 

ถึงกระนั้นมันไม่ได้มีเพียงแค่นั้น แต่พวกเขาสามารถมองเห็นนักรบเกราะมากมายภายในปราสาท นักรบทุกคนมีเกราะสีดำและเต็มไปด้วยเคร่งขรึม เมื่อเห็นทั้งสองคนบุกรุก กองกำลังของนักรบเกราะดำเริ่มรุดหน้าไปข้างหน้า ชี้หอกของไปทางพวกเขาขณะที่ปลดปล่อยเจตนาฆ่าฟันออกมา ซึ่งเกือบจะทำให้เจ้าอ้วนตะเกียดตะกายถอยหลัง

 

 

 

“คนอ้วนเช่นข้าไม่สามารถจะโชคร้ายได้ ใช่ไหม”ครานี้ ฟ่านเล่อร้องไห้จริงๆ นักรบเหล่านี้อยู่ในขั้นไหลเวียนโลหิตและทุกคนมีพื้นฐานการฝึกตนสูงกว่าเขา เขาไม่มีทางรอด..

 

 

 

ฉินเหวินเทียนไม่เคยคิดเลยว่าจะมีปราสาทซ่อนอยู่ภายในป่าทมิฬและจะมีกองทัพที่น่าสะพรึงกลัวเช่นนี้

 

 

 

เจตนาฆ่าฟันเริ่มแรงขึ้น..แรงขึ้น ฉินเหวินเทียนและฟ่านเล่อก็ได้ปลดปล่อยจิตดาราของพวกเขาเตรียมที่จะหลบหนีแม้ว่าจะไม่มีทางหนีก็ตาม

 

 

 

“ฉินเหวินเทียน”ในขณะนี้ ห่างออกไป มีร่างที่สวมชุดเกราะทั้งตัวเดินมาตะโกนชื่อของฉินเหวินนเทียน  เสียงของเขาค่อนข้างแหบแห้งขณะที่ใบหน้าของเขาถูกปกคลุมด้วยหมวกที่เผยให้เห็นเพียงดวงตาเท่านั้น

 

 

 

“ฮืมมม..?”ดวงตาของฉินเหวินเทียนหดแคบด้วยความงุนงง ในสถานที่ห่างไกลเช่นนี้มีคนรู้จักเขาจริงๆรึ?

 

 

 

“พวกเจ้าทั้งหมดถอยกลับไป”คนนั้นออกคำสั่งอย่างเฉยเมยและหลังจากกองทัพนักรบเกราะดำถอยกลับไป ฟ่านเล่อก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก

 

 

 

“ท่านคือ?”ฉินเหวินเทียนจ้องมองไปที่คนนั้น

 

 

 

“เมืองมายาเป็นพื้นที่ต้องห้าม บรรดาผู้ที่เข้ามาจะไม่สามารถกลับออกไปได้อีก ถึงกระนั้นเจ้าก็เป็นข้อยกเว้น มากับข้าสิ”หลังจากกล่าวเช่นนี้ บุคคลลึกลับก็หันหลังและเดินไปยังปราสาทขณะที่ฉินเหวินเทียนและฟ่านเล่อเดินตามด้วยความงุนงง

 

 

 

บุคคลลึกลับพาพวกเขาไปยังที่ตัวเรือนอันแสนสบาย แม้กระทั่งสตรีสวยก็ยังทำหน้าที่เป็นสาวใช้

 

 

 

“ดูแลพวกเขาให้ดี”บุคคลลึกลับได้สั่งไปและเขาก็ยังคงกล่าวว่า”ฉินเหวินเทียนถ้าเจ้าต้องการออกไปเมื่อไหร่ เพียงแค่แจ้งสาวใช้และข้าจะจัดการส่งคนคุ้มกันพาเจ้าออกไปอย่างปลอดภัย แต่จงจำไว้ให้ดี เจ้าจะต้องไม่เปิดเผยตำแหน่งของเมืองมายา หากเจ้าทำข้าขอรับรองว่าเจ้าทั้งสองจะมีชีวิตอยู่ไม่เกินสามวัน”

 

 

 

“แน่นอนที่สุด”ฟ่านเล่อยิ้มแฉ่ง บุคคลลึกลับมองไปที่ฉินเหวินเทียนและกล่าวต่อไปว่า”เนื่องจากพื้นฐานฝึกตนของเจ้าอยู่เพียงระดับ 9 ของขั้นฝึกกาย มันถึงเวลาแล้วที่เจ้าต้องทะลวงไปสู่ขั้นไหลเวียนโลหิต”หลังจากที่เขากล่าวเสร็จ บุคคลลึกลับก็ทิ้งปริศนาไว้ให้ฉินเหวินเทียนงุนงง

 

 

 

“เขาคือใคร?”ฟ่านเล่อถามหลังจากที่บุคคลลึกลับและสาวใช้จากไป

 

 

 

“ข้าจะไปรู้ได้ยังไง?”ฉินเหวินเทียนยักไหล่  แม้กระทั่งหลังจากเขานึกถึงความทรงจำทั้งหมดของเขาแล้วเขาก็ยังไม่สามารถคาดเดาเกี่ยวกับบุคลิกลักษณะของบุคคลลึกลับได้

 

 

 

“เจ้าต้องการที่จะแอบหนีไหม?”ฟ่านเล่อกระซิบแต่ขณะที่คำพูดออกมาจากปากของเขาเขาเสียใจทันที สาวใช้มากมายได้นำอาหารจานอร่อยมาให้ ทำให้แววตาของฟ่านเล่อแปรเปลี่ยนเป็นจานลองถ้วย เขาจะอยากหนีออกจากสวรรค์เช่นนี้ได้อย่างไร

 

 

 

หลังจากที่สาวใช้วางอาหารทั้งหมดลงบนโต๊ะแล้ว พวกเขาก็ถอยกลับไปด้านข้าง ฟ่านเล่อยิ้มและเชิญพวกเขา”พี่สาวสุดสวยทั้งหมด มากินด้วยกันๆ”

 

 

 

สาวใช้สวยงามทุกคนต่างส่ายหัวของพวกเขา แสดงให้เห็นว่าพวกเขาไม่กล้าที่จะทำเช่นนั้น

 

 

 

ฟ่านเล่อรู้สึกว่ามันน่าเสียดายก่อนที่จะมองไปที่อาหารอีกครั้งเพราะท้องของเขากำลังหิวกระหาย

 

 

 

“ไส้เสือดาว…หัวใจหมี….ผลไม้งูสีแดง(สละ บ้านเราแหละครับ)…อาหารที่นี่น่ากลัวมาก”ฟ่านเล่อตกใจมาก อย่างไรก็ตามปราสาทแห่งนี้ตั้งอยู่ในป่าทมิฬและเมื่อพิจารณาถึงความแข็งแกร่งที่พวกเขามีแล้วพวกเขาย่อมเหนือกว่าโดยธรรมชาติเมื่อพูดถึงการล่าสัตว์

 

 

 

สิ่งที่ทำให้ฟ่านเล่อประหลาดใจมากยิ่งขึ้นคือหลังจากนั้นไม่นาน มีแม้แต่คนที่นำหินหยวนมาส่งให้ฉินเหวินเทียนใช้และบอกว่ามันใช้เพื่อทะลวงขั้นไปสู่ขั้นไหลวเวียนโลหิต ฟ่านเล่อเริ่มสงสัยว่าฉินเหวินเทียนจริงๆแล้วเป็นนายน้อยของปราสาทนี้รึเปล่า

 

 

 

ระหว่างคู่หูสิ่งที่สำคัญที่สุดคือความเท่าเทียบระหว่างพวกพ้อง ฟ่านเล่อได้เริ่มแบ่งหินหยวนระหว่างพวกเขาอย่างเท่าเทียมกันภายใต้ข้ออ้างว่าฉินเหวินเทียนไม่อาจใช้ได้หมด

 

 

 

หลังจากที่เห็นหินหยวนที่เตรียมไว้เพื่อเขา ฉินเหวินเทียนเข้าใจว่าพวกเขาไม่มีเจตนาร้าย หลังจากนั้นเขาก็เริ่มฝึกตนอย่างเงียบ ๆด้วยความพยายามที่จะพัฒนาไปสู่ขั้นไหลเวียนโลหิต
 

 

สำหรับฟ่านเล่อเขาอยู่ในสวรรค์ชั้น 9 เขาสุขสบายสุดๆกินอาหารอย่างอิสระพูดคุยกับสตรีที่สวยงาม วันคืนผ่านไปเรื่อยๆ อาหารที่อยู่ที่นี้เทียบเท่ากับของพระราชวัง ไม่เพียงเท่านี้จากการคาดการณ์ของเขาแล้วตระกูลชนชั้นสูงก็ไม่สามารถซื้อได้มากเช่นนี้ การกินเนื้อสัตว์อสูรระดับสูงทุกวันจะช่วยการฝึกตนได้อย่างมาก

 

 

 

นอกเหนือจากการปฏิบัติที่ดีเยี่ยมก็ไม่มีใครมารบกวนพวกเขา

 

 

 

เมื่อยามค่ำคื่นมาถึง….ฉินเหวินเทียนนั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้นดิน หมอกที่แทรกผ่านหุบเขาไม่สามารถปิดกั้นแสงดาราได้ ในขณะนี้ เสียงแตกหักและเสียงสีดังสนั่นออกมาจากร่างกายของฉินเหวินเทียนในขณะที่แสงดวงดาราอันเจิดจรัสดูเหมือนจะโคจรรอบตัวเขา

 

 

 

“ร่างของเขาเรือนแสงด้วยตนเองในขณะที่แสงดวงดาราช่วยหล่อเลี้ยงร่างกายเขา…. นี่คือข้อบ่งชี้ถึงจุดสูงสุดของพื้นฐานขั้นฝึกกาย”ฟ่านเล่อนั่งลงขณะที่เขามองไปที่การฝึกตนของฉินเหวินเทียน สหายผู้นี้พยายามหนักจริงๆในสองสามวันที่ผ่านมา สิ่งเดียวที่ฉินเหวินเทียนได้ทำคือง่วนอยู่กับการฝึกตนเพียงอย่างเดียว

 

 

 

“แคร๊ก”เสียงประทุดังออกมาทำให้ฟ่านเล่อทำให้ดวงตาของเขาเบิกกว้างด้วยความตกใจและจ้องมองที่ฉินเหวินเทียนก่อนที่จะยกริบฝีปากขึ้นยิ้มอ่อน”เขาเริ่มเตรียมพร้อมสำหรับการทะลวงเข้าสู่ขั้นไหลเวียนโลหิตแล้ว”

 

 

 

“ความเร็วของการฝึกตนของสหายผู้นี้น่ากลัวเกินไป ไม่ใช่ว่าเขาทะลวงขั้นไปเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา?”ฟ่านเล่อบ่นอยู่ในใจ แม้ว่าจะมีความช่วยเหลือจากภายนอกเช่นการกินเนื้อสัตว์อสูรรวมถึงหินหยวน เหตุผลที่สำคัญที่สุดที่อยู่เบื้องหลังความเร็วของการพัฒนาของเขาคือวิชาการการฝึกตนของเขาและพลังที่เกรี้ยวกราดจากสวรรค์ชั้นที่5 เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการปรับแต่งร่างกายของเขา

 

 

 

วัตถุประสงค์ของขั้นฝึกกายคือการทำให้กายเนื้อของตัวเองแข็งแกร่งขึ้นจนกว่าจะบรรลุร่างกายที่สมบูรณ์แบบ ผู้ที่มีวิธีฝึกตนที่อ่อนแอและอาศัยการดูดกลืนพลังดวงดาราจากหมู่ดาวระดับต่ำจะมีผลต่อการปรับโครงสร้างร่างกายของพวกเขาน้อยลง ในทางตรงกันข้าม ถ้าวิธีการฝึกตนมีระดับสูงและพลังดวงดาราภายในร่างกายมีพลังมากพอจะสามารถบรรลุร่างกายที่สมบูรณ์แบบภายในระยะเวลาที่สั้นมาก ฉินเหวินเทียนอยู่ในกลุ่มหลังซึ่งครอบครองทั้งวิชาการฝึกตนที่ยอดเยี่ยมและจิตดาราที่เกรี้ยวกราด

 

 

 

พลังดวงดาราที่เขาครอบครองเป็นของสวรรค์ชั้นที่5และลงมาสู่ร่างของฉินเหวินเทียนภายในร่างกายของเขามีพลังดวงดาราไหลเวียนอย่างไม่มีที่สิ้นสุดตามที่รวบรวมไว้ที่จุดฝังเข็มต่างๆของเขา

 

 

 

ภายในร่างกายมนุษย์มีช่องพลังจำนวนมากและจุดฝังเข็ม ในขั้นไหลเวียนโลหิตจำเป็นต้อง “เปิด” จุดฝังเข็มของพวกเขาอย่างสมบูรณ์ มีเพียงอย่างเดียวเท่านั้นที่จะสามารถเก็บพลังดวงดาราได้มากขึ้น หลังจากนั้นต้องใช้พลังดวงดาราที่นวบรวมไว้”ชำระล้าง”สกปรกของจุดฝังเข็มก่อนเชื่อมต่อช่องพลังกับจุดฝังเข็มสร้างทางสายหลักในการโคจรผ่านหนึ่งในเก้าเส้นลมปราณหลักไปทั่วร่างกายโดยที่พลังดวงดาราสามารถไหลได้อย่างอิสระ

 

 

 

และหลังจากที่โคจรครบแล้ว พลังดวงดาราจะไหลเวียนไปทั่วทั้งแขนขาทั้ง4โครงสร้างกระดูกและช่องพลังงานซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการโจมตีและป้องกันได้อย่างมาก  ไม่เพียงเท่านั้นพลังดวงดาราก็จะไหลไปที่ดวงตาและหูของผู้ฝึกตนจะสามารถเพิ่มประสาทสัมผัสได้อย่างมาก

 

 

 

โดยไม่ต้องคำนึงถึงความเป็นจริงที่ว่าไม่ว่าจะเป็นผู้ฝึกตนปกติติหรือผู้ฝึกตนดวงดาราทั้งสองประเภทสามารถเข้าสู่ขั้นไหลเวียนโลหิตได้

 

 

 

ในขณะที่จุดฝังเข็มแต่ละจุดถูกชำระล้าง สีหน้าของฉินเหวินเทียนแปรเปลี่ยนเป็นเจ็บปวดมาก ฉินเหวินเทียนขบฟันอย่างแรงและอดทนขณะที่ได้ยินเสียงหายใจติดขัด

 

 

 

ฟ่านเล่อที่อยู่ข้างๆพึมพำอย่างไร้สาระ สหายผู้ซึ้งอยู่ข้างๆเขาผู้นี้นำชีวิตของเขาไปตามเส้นทางจริงๆ แต่แม้กระนั้นก็ตามเขาก็ไม่ได้กังวลในขณะที่รอยยิ้มปรากฏบนใบหน้าของเขา

 

 

 

ลักษณะที่ชอบดูถูกของอ้อชุนและการไล่ตามอย่างบ้าคลั่งของอ้อฝนถูกฝังลึกเข้าไปในใจของเขา ฉินเหวินเทียนต้องทะลวงขั้นให้เร็วที่สุดและต้องกลั่นจิตดาราดวงที่สองในเวลาอันสั้นที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

 

 

 

และตอนนี้…ก็ถึงกำหนดเส้นตายของการทดสอบแล้ว

 

 

 

………………

 

 

 

 

ในช่วงเช้า…..ผู้ทดสอบที่เข้าไปในป่าทมิฬทั้งหมดก็เริ่มเดินออกมา ผู้ตรวจสอบและผู้อาวุโสจากทั้ง9สำนักทุกคนกำลังรออยู่ที่ชานเมือง สำหรับบรรดาผู้ที่รอดชีวิตจากการทดสอบครั้งนี้พวกเขาก็จะกลายเป็นหนึ่งในสมาชิกของพวกเขาอย่างเป็นทางการ

 

 

 

เจนัส เย่หม่า  กำลังยืนอยู่ด้วยกัน และข้างๆพวกเขาคืออ้อชุน หลัวฮว่านและโมชิงเฉิง

 

 

 

“อ้อฝนออกมาแล้ว”เจนัสหัวเราะออกมาขณะที่เขาเห็นร่างของอ้อฝน ในอนาคตอ้อฝนก็จะเป็นหนึ่งในศิษย์ของเขาเช่นกัน

 

 

 

ดวงตาสวยงามของหลัวฮว่านส่องประกายกังวลออกมา อ้อฝนผู้นี้ได้ไปต่อสู้กับฉินเหวินเทียนในป่าทมิฬ  แม้ว่าทั้งนางและโมชิงเฉิงจะคอยสังเกตอ้อชุนอย่างใกล้ชิดแต่ก็ไม่มีการรับรองว่าอ้อฝนจะไม่ทำอะไรสักอย่างลับหลังพวกเขาและหาผู้อื่นมาช่วยทำอะไรสักอย่างกับฉินเหวินเทียน

 

 

 

หลังจากที่ผู้ทดสอบทุกคนมาจากทั่วประเทศ มีเพียงผู้ที่มาจากนครหลวงโดยเฉพาะชนชั้นสูงเท่านั้นจึงจะคุ้นเคยกันและกัน

 

 

 

โมชิงเฉิงจ้องอย่างเย็นชาไปที่อ้อฝนทำให้ใบหน้าของเขาแข็งทื่อขณะที่เขาลดศีรษะลงไม่กล้าที่จะสบตากับนาง ต่อหน้าสตรีผู้นี้แม้ว่าเขาจะอยากแอบมองเขาก็ไม่กล้าแม้แต่จะเหลือบมองนางอยู่ดี

 

 

 

โมชิงเฉิง ให้ความสนใจกับผู้ทดสอบที่กำลังออกมาจากป่าทมิฬ สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนั้นนางพึมพำกับความรู้สึกผิด ในวันนั้นเมื่อนางเห็นฉินเหวินเทียนไล่ล่าอ้อฝนเพื่อที่จะสังหารเขา นางได้สรุปทันทีและเสียใจอย่างสุดซึ้งกับความจริงที่ว่านางไม่ได้ใช้เวลาในการตรวจสอบเรื่องนี้อย่างถูกต้อง

 

 

 

ไม่นานหลังจาก…พระอาทิตย์ก็ตกลงและแสงสีแดงอันสวยงามของดวงอาทิตย์สาดส่องลงบนต้นไม้ในป่าทมิฬ ฉินเหวินเทียนยังคงไม่ออกในขณะที่ผู้สมัครเข้าร่วมสำนักจักรพรรดิดาราได้ออกมาอย่างปลอดภัยแล้วราว300คน

 

 

 

เมื่อเทียบกับสำนักอื่นๆแล้วอัตราการผ่านของสำนักจักรพรรดิดาราสูงที่สุดแม้ว่าจะมีผู้สมัครน้อยที่สุดก็ตาม

 

 

 

“อ้อฝน เจ้าทำอันใดกับฉินเหวินเทียน”โมชิงเฉิงหันไปมองอ้อฝนในขณะที่กล่าวอย่างเย็นชาออกมา

 

 

 

“ข้าไม่รู้ ผ่าทมิฬนั้นกว้างขวางเกินไป บางทีเขาอาจตายด้วยน้ำมือของสัตว์อสูร”อ้อฝนตอบด้วยความตกใจ

 

 

 

แรงกดดันอย่างมหาศาลถูกปล่อยออกมาจากโมชิงเฉิงในขณะที่อ้อฝนหลบอยู่หลังของอ้อชุน จากนั้นโมชิงเฉิงก็กล่าวอย่างเย็นชาต่อ”ถ้าหากมีอันใดเกิดขึ้นกับเขา ข้าจะถือว่าเป็นความรับผิดชอบของเจ้า เจ้าเพียงแค่รอ..”

 

 

 

ทันใดนั้น โมชิงเฉิงก็บินไปด้วยกระเรียนอสูรของนาง เมื่อหลัวฮว่านมองเห็นหลังของโมชิงเฉิงที่ดูไม่สบายใจ นางก็รู้ว่าโมชิงเฉิงเสียใจอย่างแท้จริงถึงความผิดพลาดของนางและหลัวฮว่านก็ไม่ได้ตำหนินาง

 

 

 

สายตาของนางเต็มไปด้วยอากาศที่เย็นเยือกขณะที่กวาดมองไปยังอ้อชุนและอ้อฝน

 

 

 

“เรื่องนี้ ข้าจะพยายามอย่างสุดความสามารถ”เย่หม่ารู้สึกเสียใจที่เห็นด้วยกับเจตนาของอาจารย์ที่นับถือของเขา ถึงยังไงในปัจจุบันฉินเหวินเทียนก็ยังเป็นผู้ฝึกตนที่อ่อนแอในขั้นฝึกกาย ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นกับฉินเหวินเทียนจริงๆ เขาคงไม่สามารถสงบสติอารมณ์ในใจเขาได้

 

 

 


 

 

ติดตามข่าวสารตอนใหม่ๆได้ที่เพจก่อนใคร!! คลิกเลย