0 Views

ภายในป่าทมิฬ… ฉินเหวินเทียนแบกฟ่านเล่อเดินไปอย่างรวดเร็ว แม้ว่าเขาจะหมดแรง เขาไม่มีทางเลือกเนื่องจากพวกเขาต้องรีบออกจากบริเวณนี้ก่อนที่ศัตรูจะหาเขาเจออีกครั้ง ปัจจุบันฉินเหวินเทียนและฟ่านเล่อไม่มีพลังมากพอที่จะต่อสู้แล้ว

 

 

 

“ช่างโชคร้ายนัก”บ่นงึมงำ”ถ้าข้ารู้ว่ามันจะอันตรายเช่นนี้ ข้าคงจะไม่มาเข้าร่วม เจ้ารู้ไหมข้ายังบริสุทธิ์อยู่เลย!”

 

 

 

“หุบปากซะ”ฉินเหวินเทียนสบถออกมาเบาๆ เจ้าอ้วนนี้ช่างพูดมากจริงๆ

 

 

 

“ฮี่ฮี่ ตอนนี้เจ้ารู้สึกยังไงที่ขีดจำกัดสายเลือดหยุดพุ่งพล่าน”ฟ่านเล่อถามต่อ”และเกิดอะไรขึ้นกับเจ้าลูกสุนัขตัวนี้ ทำไมมันถึงตามพวกเรา?”

 

 

 

“หากว่าเจ้ายังพูดมากอยู่ ข้าสาบานได้เลยว่าข้าจะทิ้งเจ้าไว้”ฉินเหวินเทียนรู้สึกเหนื่อยมาก ก่อนหน้านี้ทั้งเขาและฟ่านเล่อได้เข้าสู่สภาวะกึ่งเสียสติโดยได้เกิดขึ้นเมื่อขีดจำกัดสายเลือดของเขาพุ่งพล่าน หลังจากช่วงเวลาที่มีความสามารถการต่อสู้เพิ่มขึ้นอย่างมาก ร่างกายของพวกเขาเปลี่ยนไปเป็นสถานะ”ฟื้นตัว”ทำให้พวกเขาเข้าสู่ช่วงเวลาที่อ่อนแอที่สุด นอกจากนี้ทั้งสองไม่พลังดวงดาราเหลือในร่างแล้วซึ่งนำไปสู่สภาพที่อ่อนแอมากตอนนี้

 

 

 

โดยเฉพาะฟ่านเล่อหลังจากที่ใช้พลังไปหมดแล้วเขายังคงโดนปลายหอกของอ้อชุนอีกทำให้หัวของเขามีเลือดออกมาไม่หยุด โชคดีที่ฉินเหวินเทียนมีความสามารถด้านการฝังเข็มและสามารถหยุดเลือดได้  แม้กระนั้นฟ่านเล่อก็หมดแรงไปโดยสิ้นเชิงแล้ว

 

 

 

เมื่อคิดถึงเรื่อนนี้ฟ่านเล่อพึมพำกับตนเอง”ถ้ามีหนี้ของความเกลียดชัง มันควรจะถูกชำระให้เร็วที่สุด ถึงกระนั้น อัจฉริยะเช่นข้าก็ยังเด็กอยู่ ข้ายังคงต้องใช้เวลาอีกสักสองสามปีในการฝึกตน เมื่อถึงเวลามันจะไม่สายเกินไปที่ข้าจะแก้แค้น”

 

 

 

“ฉินเหวินเทียน ทำไมระดับการฝึกตนของเจ้าจึงต่ำ หากเจ้าอยู่ที่ขั้นไหลเวียนโลหิต ก่อนหน้านี้เจ้าจะสามารถชนะพวกมันได้ง่ายๆ”ฟ่านเล่อยังคงบ่นอยู่

 

 

 

“ข้างหน้าเรามีถ้ำ”ฉินเหวินเทียนไม่สนใจเรื่องของฟ่านเล่อและมุ่งหน้าตรงไปยังถ้ำ ในสภาพปัจจุบันของพวกเขาหากพวกเขาเจอสัตว์อสูรมันจะหมายความว่านั้นคือความตายของพวกเขา

 

 

 

ขณะที่พวกเขาเดินเข้าไป ฉินเหวินเทียนค่อยๆปล่อยฟ่านเล่อลงขณะที่เขาก็ทิ้งตัวลงพื้นพร้อมการสูดหายใจเข้าเฮือกใหญ่

 

 

 

“เจ้าอ้วน รอพลังของพวกเราฟื้นตัวก่อน ถ้ามันไม่ทัน สถานที่แห่งนี้จะกลายเป็นที่ฝังศพของเราเมื่อเราเผชิญหน้ากับสัตว์อสูรแม้เพียงตัวเดียวก็ตาม”ฉินเหวินเทียนกล่าว จากนั้นเขาก็นั่งลงขัดสมาธิเข้าสู่การนั่งสมาธิ ไม่นานหลังจากนั้น ฟ่านเล่อก็เห็นด้วยและทำเช่นเดียวกับฉินเหวินเทียน

 

 

 

“แน่นอนว่าเราจะไม่โชคร้ายอย่างนั้น”หลังจากที่เขาหลับตาลง ตาของฟ่านเล่อเปิดขึ้น เขาเห็นเพียงเสือดาวอสูรที่อยู่ใกล้ ๆ จ้องมองพวกเขา

 

 

ท่าทางของฉินเหวินเทียนแข็งทื่อเขาจ้องมองเสือดาวอสูรก่อนที่พยายามรีบลุกขึ้นยืน

 

 

 

“พรึบบบบบ” การเคลื่อนไหวของเสือดาวอสูรนั้นรวดเร็วและป่าเถื่อน คล้ายกับระเบิดของสายฟ้ามันปรากฏตัวต่อหน้าพวกเขาในทันที  ในขณะเดียวกันร่างกายของลูกสุนัขหิมะทีอยู่ข้างฉินเหวินเทียนวูบวาบ เหลือทิ้งไว้แต่ภาพติดตาด้วยความเร็วที่มากกว่าเสือดาวอสูร

 

 

 

“กรร”เสียงคำรามทุ้มๆดังออกมาจากลูกสุนัขหิมะทำให้ฉินเหวินเทียนตกใจ ร่างกายของลูกสุนัขหิมะขยายตัวถึงสองสามครั้งจนขนาดของมันพอๆกับหมาป่าอสูรระดับที่3 ลูกสุนัขหิมะแยกเขี้ยวพุ่งไปข้างหน้ากัดคอของเสือดาวอสูร

 

 

 

ในช่วงเวลานั้นร่างกายของเสือดาวอสูรก็ล้มพับลงบนพื้นลำคอของมันฉีกขาดมันตายไม่นานหลังจากนั้น

 

 

 

“แปลงกาย? มันทำอย่างงั้นได้ด้วย?”ฟ่านเล่อและฉินเหวินเทียนทั้งคู่จ้องมองที่ลูกสุนัขหิมะ สิ่งที่ทำให้พวกเขาพูดไม่ออกคือหลังจากที่ลูกสุนัขหิมะวิ่งกระโดดโลดเต้นกลับมาที่ถ้ำพร้อมกับกระดิกหางด้วย มันกระดิกหางราวกับว่ามันกำลังตื่นเต้น…ในขณะทีร่างกายของลูกสุนัขค่อยๆลดขนาดลงจนเท่าเดิมทำให้ท่าทีกระดิกหางนั้นน่ารักมากขึ้น

 

 

 

“เจ้าตัวน้อยนี้แกล้งทำเป็นหมูกินเสือ เรามาเรียกมันว่า เจ้าอันธพาลน้อยกัน”

 

 

 

“ชั้นต่ำ”ฉินเหวินเทียนจ้องมองอย่างเย้ยหยันไปที่ฟ่านเล่อ”แต่ชื่อนี้ก็ค่อนข้างเหมาะสม”

 

 

 

เจ้าอันธพาลน้อยเดินออกไปข้างนอกถ้ำเพื่อเฝ้าระวัง ทำให้ฉินเหวินเทียนและฟ่านเล่อรู้สึกอุ่นใจมากขึ้น เมื่อค่ำคืนมาถึง…พลังของพวกเขาทั้งสองก็ฟื้นตัวเต็มที่ ฟ่านเล่อลืมตาขึ้นมาจากนั้นเขาก็ได้ยินเสียงประทุออกมาจากร่างฉินเหวินเทียน ฟ่านเล่อกระเดาะลิ้นด้วยความรู้สึกน่ารำคาญ แม้ว่าเขาจะเป็นเจ้าอ้วนอัจฉริยะ เขาก็ไม่ได้ก่อให้เกิดความสับสนวุ่นวายมากมายเมื่อเขาฝึกตน

 

 

 

แต่ถึงกระนั้นเขาก็ต้องยอมรับว่าฉินเหวินเทียนทุ่มเทอย่างแท้จริง ฉินเหวินเทียนได้ใช้วิชาปรับแต่งร่างกายของเขาทันทีที่เขาฟื้นตัว

 

 

 

โดยธรรมชาติ ฟ่านเล่อรู้อย่างชัดเจนแล้วว่าหลังจากเกิดเรื่องในวันนี้ ฉินเหวินเทียนไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากหวังว่าเขาจะสามารถปรับปรุงฐานการฝึกตนให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ เขายังคงมีศัตรูมากมายรอเขาอยู่

 

 

 

“อ้อชุน อ้อฝน รอสักครู่”ฟ่านเล่อร์ยิ้มด้วยรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเยือกเย็นจากนั้นก็ลุกขึ้นมาพร้อมกับตบเบาๆไปที่ท้องของเขา เขาเดินไปทางซากเสือดาวอสูร ตอนนี้พวกเขาฟื้นตัวแล้วมันถึงเวลาที่จะต้องกินแล้ว

 

 

หลังจากที่ฉินเหวินเทียนลืมตา เขาเห็นฟ่านเล่อใช้มือเปล่าๆจัดการกับเนื้อของเสือดาวอสูรแบบหยาบๆนำเนื้อไปย่างและยัดใส่ปากของเขา หน้าของฟ่านเล่อตอนนี้เต็มไปด้วยไขมัน

 

 

 

“เจ้าโง่ ทำไมเจ้าต้องดึงดูดความสนใจอย่างมากหลังจากฟื้นคืนความแข็งแกร่งของเจ้า? เจ้ารู้ไหมว่ากลิ่นของเนื้อย่างและไฟจะดึงดูดสัตว์อสูรอื่นๆ?”ฉินเหวินเทียนตำหนิฟ่านเล่อด้วยเสียงต่ำ แม้จะมีออกแรงมากในช่วงเช้าตรู่ ความแข็งแกร่งของพวกเขาได้ฟื้นตัวเต็มที่ในช่วงครึ่งวัน

 

 

 

“เราควรที่จะรีบกินก่อนที่จะออกเดินทาง”ฟ่านเล่อกินอย่างเอร็ดอร่อย ดังนั้นฉินเหวินเทียนจึงเริ่มกินด้วยเช่นกัน ขณะที่พวกเขากำลังกินอยู่ เจ้าอันธพาลน้อยวิ่งเหยาะๆไปด้านข้างของพวกเขาและครางหงิงๆพร้อมกับมองตรงไปยังฉินเหวินเทียน

 

 

 

“ตัวขนาดเจ้าต้องกินเท่าไหน?”ฉินเหวินเทียนโยนชิ้นเนื้อเสือดาวอสูรไปที่เจ้าอันธพาลน้อยที่กำลังเคี้ยวอย่างมีความสุข

 

 

 

“แม้ว่าสัตว์อสูรจะดูดซับปราณหยวนของสวรรค์และปฐพีเพื่อช่วยในการเจริญเติบโตของพวกมัน เนื้อเสือดาวนี้เป็นอาหารบำรุงกำลังที่ดี”ฟ่านเล่ออธิบายขณะที่เขากิน ฉินเหวินเทียนก็เห็นด้วยเช่นกัน เขารู้สึกว่ามีแหล่งพลังงานภายในเนื้อสัตว์อสูรที่เพิ่งกินไป

 

 

 

“พวกจะสนุกกับการกินเช่นนี้ในเดือนถัดไป”หลังจากนั้นฟ่านเล่อก็ลุกขึ้นยืนและกล่าวว่า”มีสัตว์อสูรกำลังใกล้เข้ามา ไปกันเถอะ”

 

 

 

“อืม”ฉินเหวินเทียนพยักหน้าขณะที่เขากวักมือเรียกเจ้าอันธพาลน้อยก่อนจะรีบออกจากถ้ำ

 

 

 

เมื่อหาพื้นที่พักผ่อนอื่นเจอ ฟ่านเล่อก็หลับทันทีในขณะที่ฉินเหวินเทียนฝึกตน ปล่อยให้เจ้าอันธพาลน้อยคุ้มกัน

 

 

 

ระหว่างวัน…ทั้งสามได้ลองเข้าไปในป่าทมิฬลึกขึ้นซึ่งพวกเขาได้ล่าสัตว์อสูรและกินเนื้อมันอย่างเอร็ดอร่อย

 

 

 

เพียงชั่วพริบตา..มันก็เป็นวันที่10แล้วหลังจากที่เริ่มการทดสอบตอนนี้พวกเขาทั้งหมดอยู่ลึกในป่าทมิฬซึ่งพวกเขาต้องระมัดระวังเป็นอย่างมาก

 

 

 

ในพื้นที่ป่า…มีกลุ่มคนกำลังเดินช้าๆ ในขณะที่ลมแรงพัดผ่านการแสดงออกบนใบหน้าของพวกเขาก็ได้แปรเปลี่ยนไปอย่างมาก ในขณะนี้พวกเขาเห็นแรดที่หุ้มเกราะเหล็กขนาดใหญ่พุ่งเข้าใส่ ฉีกกระฉากต้นไม้โบราณที่ขวางทางมัน

 

 

 

“มันเป็นสัตว์อสูรที่อยู่ในระดับสูงสุดของระดับที่ 3 แรดหุ้มเกราะเหล็ก!”หัวใจกลุ่มคนนั้นต่างสั่นเทา แม้ว่าพวกเขาต้องการที่จะหนี มันก็ไม่มีประโยชน์อะไรขณะที่แรดพุ่งไปในทิศทางของมัน

 

 

 

สิ่งที่น่าแปลกใจก็คือสิ่งที่อยู่ด้านหลังแรดหุ้มเกราะเหล็ก มีร่างของผู้เยาว์สองคนที่กำลังไล่ตามมันอย่างบ้าคลั่ง

 

 

 

“เจ้าอ้วน!!จัดการ”มีเสียงดังลอยออกมา ผู้ชมเห็นเพียงลูกศรดวงดาราพุ่งโค้งไปอย่างสวยงามปรากฏขึ้นแวบหนึ่ง บินตรงไปยังแรดราวกับว่าลูกศรมันมีตา ลูกศร9ดอกบินอย่างรวดเร็วปิดผนึกเส้นทางที่อยู่ด้านหน้าแรดและทำให้มันหยุดชะงักทันที ผู้เยาว์คนที่สองเร่งความเร็วขึ้นมาด้วยความเร็วที่มองเห็นได้ยาก เขาโจมตีออกไปด้วยหมัดที่เต็มไปด้วยพลังมหาศาลพร้อมด้วยเสียงคำรามของมังกร

 

 

 

“ตูม”หมัดของผู้เยาว์ได้พุ่งลงไปยังหัวของแรดปล่อยคลื่นกระแทกที่ทำให้ต้นไม้รอบๆต่างสั่นไหวร่างกายของแรดชักกระตุกก่อนที่มันจะล้มลงไปที่พื้นปล่อยเสียงแผลร้องแห่งความตายครั้งสุดท้าย

 

 

 

“ช่างเป็นพลังที่แข็งแกร่งอันใดเช่นนี้!! แรดหุ้มเกราะเหล็กที่เป็นที่รู้จักในเรื่องการป้องกันของพวกมันทว่าตัวนีถูกสังหารด้วยการโจมตีเพียงครั้งเดียว”หัวใจของผู้ที่เห็นสั่นเทาและไม่นานหลังจากนั้นพวกเขาเห็นว่าลูกสุนัขสีขาวหิมะกระโดดลงบนไหล่ของแรดที่ถูกฆ่าแสดงสีหน้าถึงกิเลสออกมาบนใบหน้าของมัน

 

 

“ผู้เยาว์คนนั้นไม่มีใครอื่นนอกจากฉินเหวินเทียนและฟ่านเล่อ เมื่อฟ่านเล่อเดินออกมาเขากล่าวกับฉินเหวินเทียน”ช่างแปลกประหลาดยิ่งนัก ความแข็งแกร่งของเจ้ายิ่งเกรี้ยวกราดขึ้นอีกเมื่อเจ้าทะลวงขั้นถึงระดับที่9ของขั้นฝึกกาย”

 

 

 

ในช่วงสิบวันที่ผ่านมาของการฝึกตน ฉินเหวินเทียนได้ก้าวเข้าสู่ระดับที่ 9 ซึ่งเป็นระดับสุดท้ายของขั้นฝึกกาย

 

 

 

ปัจจุบันเสื้อผ้าที่เขาสวมใส่ฉีกขาดหมดแล้ว เขายิ้มเมื่อเขามองไปที่ฟ่านเล่อ”เจ้าอ้วน เจ้าอิจฉา?”

 

 

 

ฉินเหวินเทียนใช้พลังดวงดาราที่เกรี้ยวกราดควบคู่ไปกับวิชาพันค้อนสวรรค์ผันแปร ด้วยผลที่ได้รับจากหมู่ดาวค้อนสวรรค์ในสวรรค์ชั้นที่5 ความแข็งแกร่งของเขาจะไม่น่ากลัวได้เช่นไร?

 

 

 

“ข้าอิจฉาเจ้า? เจ้าสามารถควบคุมขีดจำกัดสายเลือดได้ด้วยตนเองแล้ว?”ฟ่านเล่อเอามือจับสะโพกและหัวเราะให้ฉินเหวินเทียน ปัจจุบันฉินเหวินเทียนไม่มีทางควบคุมหรือนำทางพลังที่เขาได้รับจากขีดจำกัดสายเลือดได้  ดังนั้นเขาไม่สามารถแสดงพลังทั้งหมดของมันออกมาได้และมันจะอยู่แต่ในร่างกายของเขาเท่านั้น

 

 

 

“นอกจากหมัดปราบอสรพิษแล้ว เจ้ารู้วิชาอื่นไหม?”ฟ่านเล่อยังคงหัวเราะต่อ

 

 

 

“หลังจากที่ข้าได้ทะลวงขั้นไปสู่ขั้นไหลเวียนโลหิต ข้าจะฝึกฝนวิชาธรรมชาติโดยตรง สำหรับข้าสิ่งที่สำคัญตอนนี้คือการทะลวงขั้น”ฉินเหวินเทียนตอบ เขาจะเลือกวิชาที่เหมาะสำหรับตัวเขาเองหลังจากประสบความสำเร็จในการกลั่นจิตดาราดวงที่สอง

 

 

 

“อืม รีบทะลวงขั้นเร็วๆเข้า วันนั้นอ้อชุน ทำให้เราขายหน้า ข้าเกรงว่าถ้าเราไม่ปลุกขีดจำกัดสายเลือดของเรา แม้แต่การจะประมือกับอ้อชุนก็เป็นไปได้ยาก”ฟ่านเล่อระพริบตาขณะที่พวกเขาเดินต่อไป

 

 

 

ฉินเหวินเทียพยักหน้า ก่อนหน้านี้ที่เขาสามารถเอาชนะอ้อฝนซึ่งพื้นฐานการฝึกตนสูงกว่าเขาได้เพราะเขาได้ปลุกขีดจำกัดสายเลือดของเขาซึ่งทำให้ความสามารถในการต่อสู้ของเขาเพิ่มขึ้นอย่างมาก ถ้าไม่เช่นนั้นแม้ว่าเขาจะอยู่ในระดับที่ 9 ของขั้นฝึกกายดังเช่นตอนนี้ ก็คงยากที่จะเอาชนะอ้อฝนผู้ซึ่งอยู่ในระดับที่ 2 ของขั้นไหลเวียนโลหิตได้

 

 

 

อีกพื้นที่หนึ่งในป่าทมิฬ….กลุ่มของสัตว์อสูรกำลังบินอยู่ในอากาศข้างล่างพวกมันเป็น อ้อฝน มาคิโนและอีก2คน

 

 

 

“อ้อฝน เจ้าผู้เยาว์จากตระกูลฉินจากนครประสานนภานั้น เป็นเพียงผู้ฝึกตนขั้นฝึกกาย แต่เจ้าต้องการให้ข้าจัดการกับเขาจริงๆ?”หนึ่งในคนที่ไม่รู้จักมองอ้อฝนด้วยความรู้สึกเหยียดหยันในสายตา หลังจากที่ทุกคนในที่นี้เป็นศิษย์พี่ปีที่สองของสำนักจักรพรรดิดาราและได้ชำระล้างเส้นลมปราณหลัก4เส้นจากเก้าเส้นในร่างกายของเขาไม่เพียงแต่เขาอยู่ที่ระดับ 4 ของขั้นไหลเวียนโลหิต เขายังเป็นสมาชิกคนหนึ่งของตระกูลชนชั้นสูงด้วย

 

 

 

ภายในป่าทมิฬ…แม้ว่าสำนักทั้ง9กำลังทดสอบอยู่ที่นี้มันเป็นไปไม่ได้ที่พวกเขาจะหยุดไม่ให้คนอื่นเข้ามา ฮาคุ ได้พบกับอ้อฝน โดยบังเอิญในขณะที่เขากำลังฝึกอยู่ในป่าทมิฬ

 

 

 

สำหรับอีกคน เขาเป็นเย่จานจากตระกูลเย่ซึ่งเป็นผู้ฝึกตนในระดับที่ 2 ของขั้นไหลเวียนโลหิตและเป็นสมาชิกของสำนักหลวง

 

 

 

“เจ้านั้นยังมีสหายที่มีขีดจำกัดสายเลือดทั้งสองนั้นยากที่จะจัดการโดยแท้จริง”อ้อฝนค่อยๆหลับตาลง ฉินเวหินเทียนก็มีขีดจำกัดสายเลือดแต่เขาไม่ต้องการให้คนอื่นรู้เรื่องนี้ เขาต้องมั่นใจว่าฉินเหวินเทียนต้องตายในป่าทมิฬนี้ จากนั้นเขาจะสามารถกำจัดการความอัปยศอดสูจากความพ่ายแพ้ของเขาได้

 

 

 

“มาคิโน ไป”หลังจากที่อ้อฝนสั่ง สายตาของมาคิโนก็มองไปบนสัตว์อสูรที่บินอยู่ในอากาศและไม่นานหลังจากนั้นสัตว์แต่ละตัวก็บินออกไปทั้ง8ทิศก่อนที่จะหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย

 

 


 

 

ติดตามข่าวสารตอนใหม่ๆได้ที่เพจก่อนใคร!! คลิกเลย