0 Views

ก่อนที่ฉินเหวินเทียนจะเข้ามาในป่าทมิฬ เขารู้อยู่แล้วว่ามีโอกาสที่ศัตรูของเขากำลังรอเขาอยู่ ถึงกระนั้น เนื่องจากเย่หม่าไม่ได้คัดค้านอันใด เย่หม่าต้องการใช้การฝึกฝนนี้เพื่อให้เขาสงบ

 

 

 

“ปัจจุบันระดับการฝึกตนของข้าอยู่ที่ระดับ8ของขั้นฝึกกายและข้ามีความแข็งแกร่งเท่าวัว100ตัว ข้าควรจะสามารถจัดการกับคนที่อยู่ในขั้นไหลเวียนโลหิตได้ ถึงกระนั้น หากต้องต่อกรกับผู้ฝึกยุทธ์ดวงดาราที่มีจิตดาราที่น่าสะพรึงกลัว ข้าไม่มั่นใจในความสามารถของข้าที่จะชนะพวกเขา” ฉินเหวินเทียนคิดอยู่เงียบๆ จากนั้นเขาก็กระซิบ “ฟ่านเล่อเราแยกกันไปคนละทาง ข้ามีศัตรูที่วางแผนจะซุ่มโจมตีข้าในป่านี้”

 

 

 

ภายใต้แสงประกายไฟอ่อนๆ เจ้าอ้วนหันไปมองยังฉินเหวินเทียน ดวงตาของเขาส่องประกายแปลกๆในขณะที่เขายิ้ม”ข้า ฟ่านเล่อ คืออัจฉริยะที่สุดยอดที่สุดในกลุ่มผู้สมัครนี้ ข้าจะทิ้งสหายของข้าได้อย่างไร?”

 

 

 

“ไม่ต้องกังวลไปถึงแม้เราจะอยู่ในป่าทมิฬแล้ว ข้าสงสัยว่าศัตรูของเจ้าจะกล้าชยับไหมในขณะที่เรายังอยู่ในเขตปลอดภัย”ฟ่านเล่อรับรอง”ไปเถอะมีแสงสว่างอยู่ข้างหน้า ดูเหมือนจะมีพื้นที่ว่างเปล่า”

 

 

 

“อืม”ฉินเหวินเทียนไหลไปตามน้ำ แม้ว่าบุคลิกของฟ่านเล่ออาจดูหยาบคายเล็กน้อย เขาก็ยังคงเป็นคนดีที่จิตใจดี

 

 

 

ตรงหน้าเขาเป็นพื้นที่โล่ง พื้นลาดเอียงเล็กน้อย ที่นี่มีหลายคนกำลังตั้งเต็นท์และกำลังเตรียมที่จะพักผ่อน

 

 

 

 

“ฉินเหวินเทียน!”เสียงที่เต็มไปด้วยความประหลาดใจดังออกมา ฉินเหวินเทียนหันหน้าไปยังทิศทางขิงเสียง ก่อนที่ใบหน้าของเขาจะปรากฏรอยยิ้มขึ้นมา เขาไม่คิดว่าเขาจะได้พบกับใบหน้าที่คุ้นเคยที่นี่

 

 

 

“หลิวหยานเจ้ามาทำอะไรที่นี้?”ฉินเหวินเทียนก้าวเดินไปข้างหน้า  เขายังคงคิดว่าหลิวหยานเป็นคนที่ช่วยชีวิตเขาไว้ก่อนหน้านี้

 

 

 

“ข้าเข้าร่วมการทดสอบเพื่อจะสมัครเข้าสำนักวายุศักดิสิทธิ์ อย่างไรก็ตาม รีบดับไฟของเจ้าและเข้ามานั่งในเต็นท์เร็ว แสงอาจดึงดูดสัตว์อสูร”หลิวหยานเตือนเบา ๆ

 

 

 

ภายในเต็นท์นอกจากหลิวหยาน ยังมีผู้เยาว์อยู่อีกสองคน หนึ่งคือพี่ชายของนาง หลิวเย่ว อีกคนคือเพื่อนของนาง ซูฟ่าน

 

 

 

“หลิวหยาน เจ้าไปเชิญคนแปลกหน้าทำไม?”คิ้วหลิวเย่วขมวดขึ้นในขณะที่การแสดงออกที่ดูไม่พอใจปรากฏบนใบหน้าของซูฟ่าน

 

 

 

“ท่านพี่ คนคนนี้คือคนที่เราพบในป่านอกเมืองของนครประสานนภา เขามีนามว่าฉินเหวินเทียน”หลิวหยานตอบ

 

 

 

นางเหลือบไปที่ ฉินเหวินเทียนก่อนถาม“โอ้ใช่ ทำไมเจ้าจึงเข้ามาในป่าทมิฬ? เจ้าเข้าร่วมการทดสอบด้วยใช่ไหม?”

 

 

 

“เราเป็นผู้สมัครเข้าร่วมสำนักจักรพรรดิดารา”ฟ่านเล่อจัดระเบียบเสื้อผ้าของเขาขณะที่เขาเดินไปข้างหน้า แขนของเขายื่นออกไป “สตรีผู้งดงาม ข้าเชื่อว่าเจ้าจะทำได้ดี นามของข้าคือฟ่านเล่อและข้ามาจากสำนักจักรพรรดิดารา”

 

 

 

“สำนักจักรพรรดิดารา”ดวงตาอันสวยงามของหลิวหยานส่องประกายขณะที่นางยังยื่นมือของนางไปจับมือฟ่านเล่อ

 

 

 

“หลิวหยาน เจ้าทั้งสวยงามและมีพรสวรรค์ที่หาได้ยาก”ฟ่านเล่อกล่าว

 

 

 

ฟ่านเล่อยิ้มในขณะที่นางต้องการจะปล่อยมือแต่ดูเหมือนว่าฟ่านเล่อไม่ต้องการที่จะปล่อย

 

 

 

“เต็นท์นี้เป็นของเจ้า? พวกเจ้าแน่ใจนะว่าเคยมีประสบการณ์ในป่า?”

 

 

 

“ฉินเหวินเทียนเป็นสหายของพวกเจ้ารึ? เขาก็เป็นสหายที่ดีที่สุดของข้า ซึ่งหมายความว่าเจ้าก็เป็นสหายของข้าเช่นกัน”

 

 

 

ลูกตาของฉินเหวินเทียนเกือบจะหลุดกระเด็นออกมา เขาพูดไม่ออกในขณะที่เขาได้เห็นฟ่านเล่อยังคงพูดไร้สาระในขณะที่จับมือของหลิวหยานไปด้วย

 

 

 

หลิวหยานยิ้มในขณะที่ใบหน้าของนางเริ่มแดง เมือนางพยายามดึงมือของนางด้วยความยากลำบากนางได้มองไปที่ฉินเหวินเทียน

 

 

 

“ข้าไม่รู้จักเขา”ฉินเหวินเทียนตอบขณะที่เหงื่อเย็นไหลลงบนหลังของเขา สหายคนนี้ทำเรื่องน่าอายเกินไป

 

 

 

“พวกเจ้าทั้งสองพบกันโดยบังอิญ เรายังนับว่าเป็นสหายได้ แม้ว่านี้เป็นเพียงเต็นท์ที่ธรรมดาๆ เจ้ายินดีที่อยู่จะร่วมกับพวกเราและพักที่นี่ในคืนนี้ไหม?”หลิวหยานเดินไปขณะที่ยิ้มให้กับฉินเหวินเทียนและฟ่านเล่อ

 

 

 

“นั้นแน่นอน ใช่ใช่ เช่นนั้นเราจะทำตามที่เจ้าขอ เราขอรับคำเชิญของเจ้า” ฟ่านเล่อตอบกลับทันทีในขณะที่ฉินเหวินเทียนผู้ยืนอยู่ข้างๆไม่ได้พูดอะไรออกมา

 

 

 

“หลิวหยาน ฟ่านเล่อ ข้าจะออกไปเดินเล่น เจ้าทั้งสองพูดคุยกันไปก่อน”ฉินเหวินเทียนยิ้มขณะเดินออกจากเต็นท์

 

 

 

“สหายผู้นี้”ฟ่านเล่อจ้องไปที่ฉินเหวินเทียนก่อนที่จะไปพูดกับฟ่านเล่อ”งั้นเราไว้เจอกันทีหลัง หลิวหยาน”

 

 

 

เมื่อเขาตามฉินเหวินเทียนทัน เขาถาม”เกิดอันใดขึ้น เจ้าไม่ชอบหลิวหยาน?”

 

 

 

 

“ไม่ แม้ว่าบุคลิกของนางจะดูไม่เลวร้าย แต่สหายทั้งสองของนางดูเหมือนไม่ได้ต้อนรับพวกเราจริงๆ แล้วทำไมเราจะต้องอยู่ที่นั้นนานเกินความจำเป็น?”ฉินเหวินเทียนแสดงความคิดเห็น ฟ่านเล่อ ยังสามารถบอกได้จากสนทนาก่อนหน้านี้ว่า เห็นได้ชัดสหายทั้งสองของหลิวหยานไม่ชอบพวกเขา เพียงเมื่อพวกเขาบอกว่ามาจากสำนักจักรพรรดิดาราทัศนคติของหลิวเย่วและซูฟ่านก็เปลี่ยนไป

 

 

 

“และไม่ว่าในตอนไหน ข้าก็ยังรู้สึกถึงหลิ่นอายฆ่าฟันที่ซ่อนอยู่ข้างนอกนั้นกำลังจ้องมองมาที่ข้า สิ่งที่ข้าต้องการตอนนี้คือเพิ่มความแข็งแกร่งของตนเองให้ไวที่สุด ข้าจะทำให้พวกเขาผิดหวังได้อย่างไร?”ฉินเหวินเทียนยกริบฝีปากขึ้นยิ้มเยาะเย้ย ทำให้การแสดงออกของฟ่านเล่อแข็งทื่อ  รอยยิ้มเยาะเย้ยบนใบหน้าของฉินเหวินเทียนนั้นเยือกเย็นและแหลมคมราวกับว่าเขากำลังเผยห็เห็นเขี้ยว

 

 

 

“ดี ปล่อยให้อัจฉริยะระดับแนวหน้าของสำนักจักรพรรดิดาราเล่นกับพวกเขาด้วย”ริมฝีปากของฟ่านเล่อกว้างขึ้นด้วยรอยยิ้ม

 

 

 

ฉินเหวินเทียนไม่สนใจการโอ้อวดของฟ่านเล่อขณะที่เขาเดินไปยังต้นไม้ที่ดูเก่าแก่ก่อนที่จะนั่งลงขัดสมาธิ เขาหลับตาลงเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการฝึกตน  ทันทีทันใดหลังจากนั้น  เสียงประทุและเสียงฉีกขาดดังออกมาจากร่างของเขาคล้ายคลึงกับเสียงกระหึ่มของคลื่นที่บ้าคลั่งในมหาสมุทรคลั่ง

 

 

 

ดวงตาของฟ่านเล่อหดแคบ ช่างเป็นวิชาที่เกรี้ยวกราด  ไม่เป็นไร มันถึงเวลาแล้วที่เขาจะแสดงคุณค่าของเขา

 

 

 

ร่างของเขาส่องประกายในขณะที่ฟ่านเล่อพุ่งไปหน้าเข้าไปในป่าลึก

 

 

 

ด้วงแสงของดวงดาราที่สาดส่องลงมาอาบทั่วร่างของเขา ฉินเหวินเทียนดูเหมือนจะสงบ แต่ภายในร่างของเขา พลังดวงดาราของเขาพุ่งพล่านและสะท้อนกับแสงดวงดาราที่สาดส่องลงมายังเขา พลังที่เกรี้ยวกราดพวยพุ่งไปรอบตัวเขา ขัดเกลาอวัยวะภายในและเส้นปราณดาราของเขา การทำให้ร่างกายสมบูรณ์แบบไม่หยุดยั้ง

 

 

 

วันที่สองก่อนเข้าสู่รุ่งอรุณ ผู้สมัครทั้งหมดอยู่ในระหว่างเดินทางแล้วเรียบแล้ว ฉินเหวินเทียนลืมตาขึ้นมา เขาเห็นเพียงเจ้าที่ฟ่านเล่อที่นอนข้างๆเขาพร้อมกับคันศรใหม่และลูกศรสองสามดอกอยู่ในมือของเขา

 

 

 

“เจ้าอ้วน ถึงเวลาที่ต้องไปแล้ว”ฉินเหวินเทียนปลุกเขา ฟ่านเล่อขยี้ตาขณะที่เขาหาวก่อนจะยิ้มกับฉินเหวินเทียน

 

 

 

“เจ้าทำคันศรและลูกศรเหลานี้อย่างไร?”ฉินเหวินเทียนถามด้วยความอยากรู้เห็น แม้ว่าอุปกรณ์เหล่านี้ดูหยาบกร้านแต่มันก็ให้ความรู้สึกแหลมคมที่เปรียบมิได้

 

 

 

“ข้าตัดต้นไม้โบราณสองสามต้นและฆ่าสัตว์อสูรสองสามตัว”ฟ่านเล่อตอบอย่างเฉยเมย”ไปกันเถอะ”

 

 

 

“อืม”ผู้เยาว์ทั้งสองมองตากันก่อนที่จะยืดร่างกายของพวกเขา รีบเร่งเข้าไปในป่าทมิฬ ความเร็วของพวกเขาราวกับวายุคลั่ง เพียงชั่วพริบตาเงาของพวกเขาก็หายไป

 

 

 

ไม่นานหลังจากนั้น มีผู้เยาว์พุ่งวิ่งไป สิ่งที่น่าตกใจก็คืออ้อฝนจากสำนักจักรพรรดิดาราเป็นหนึ่งในนั้นร่วมกับผู้เยาว์ต่าง ๆ จากสำนักอื่นๆ

 

 

 

“ตามพวกเขาไป! ในที่สุดเราก็สามารถทำงานของเราได้หลังออกจากเขตปลอดภัย!”อ้อฝนตะโกนอย่างเย็นชาขณะที่กลุ่มของพวกเขาวิ่งตามหลังฉินเหวินเทียนและฟ่านเล่ออย่างบ้าคลั่งคล้ายกับเสือดาวที่กำลังไล่ตามเหยื่อ

 

 

 

“เจ้าอ้วน โอ้ววจริงๆแล้วเจ้าวิ่งไว”เมื่อแสงแรกของรุ่งอรุณปรากฏขึ้นฉินเหวินเทียนเห็นฟ่านเล่อวิ่งอยู่ข้างๆเขา เคลื่อนไหวปราดเปรียวเรากับเสือดำในป่า ดูเหมือนไขมันพวกนั้นจะไม่ได้มีผลอะไรกับเขา  การเคลื่อนไหวของฟ่านเล่อเป็นไปอย่างคล่องแคล่ว ทำให้ฉินเหวินเทียนจ้องมองเขาด้วยความสงสัยโดยไม่ตั้งใจ

 

 

 

“ก็ข้าเป็นอัจฉริยะ”ฟ่านเล่อคุยโว

 

 

 

ฉินเหวินเทียนหัวเราะ เขาเหลือบมองไปที่ฟ่านเล่อและกล่าว”มีคน6คนไล่ตามเรามา”

 

 

 

“มีอ้อฝนที่อยู่ในระดับที่2ของขั้นไหลเวียนโลหิต  นอกจากนั้นมีผู้ชายอีกคนหนึ่งอยู่ที่ระดับ 1 ของขั้นไหลเวียนโลหิตและอีกสี่คนที่อยู่ในขั้นฝึกกาย พวกเขาค่อนข้างยากที่จะสู้ด้วย มาทำให้ให้พวกเขาใช้พลังให้หมดก่อน”ฟ่านเล่อกล่าว ทำให้แววตาของฉินเหวินเทียนส่องประกายด้วยความประหลาดใจ

 

 

 

เจ้าอ้วนนี้สามารถคาดเดาระดับการฝึกตนได้อย่างง่ายดาย หรือเขาเป็นอัจฉริยะจริงๆ?

 

 

 

“มีบางคนอยู่ข้างหน้า”ฉินเหวินเทียนกล่าวในขณะที่สายตาของเขาจ้องไปที่พื้นที่ข้างหน้าที่กว้างขวางไกลออกไปตรงหน้าเขา

 

 

 

“คนจากสำนักหลวง ผู้นำพวกเขาคือเย่จาน ข้าเคยเห็นเขาเข้ารับการทดสอบที่สำนักหลวงมาก่อน ระดับของเขาควรอยู่ในระดับที่ 2 ของขั้นไหลเวียนโลหิต  ข้ารู้สึกเจตนาฆ่าฟันของเขาแม้เขาจะอยู่ไกล เจ้าไปยุแหย่เขารึ? เร็ว รีบเปลี่ยนทาง”

 

 

 

หลังจากที่ฟ่านเล่อกล่าว เขารีบวิ่งไปทางซ้ายทันที  ฉินเหวินเทียนตามไปอย่างรวดเร็วโดยไม่ลังเล เพื่อที่จะสังหารเขา ตระกูลเย่ต้องใช้ความพยายามอย่างมาก พลังและอำนาจของพวกเขาในนครหลวงไม่เป็นสองรองใคร หากเขาไม่ได้เข้าร่วมสำนักจักรพรรดิดารา เขาอาจจะตายไปแล้วก็ได้

 

 

 

อาจารย์เย่หม่าได้จัดการทดสอบที่ยากจะผ่าน แล้วไง? ไม่ใช่ว่าเขาได้สหายที่เพิ่มจากการทดสอบนี้หรอกรึ?

 

 

 

“ผ่านเล่อขอบคุณ”ฉินเหวินเทียน กล่าวขอบคุณในขณะที่พวกเขากำลังวิ่ง

 

 

 

“อย่าได้อิจฉาเจ้าอ้วนผู้นี้ไป พรสวรรค์ของข้ายิ่งใหญ่เสียจนบดบังเมฆ ในอนาคตหากเจ้ามีสตรีสวยๆงามๆที่เจ้าไม่สนใจ โปรดอย่าลืมแนะนำให้พี่อ้วนของเจ้า”ฟ่านเล่อยิ้มแฉ่ง

 

 

 

ผู้ไล่ตามเขายังคงตามรอยมาตลอด หนึ่งชั่วโมงต่อมา พวกเขาอยู่ลึกเข้าไปในป่าทมิฬที่มีร่องรอยของสัตว์อสูรอยู่รอบๆ

 

 

 

“ยังมีอีก 4 คนที่ไล่ตามเรา เจ้าอ้วน ระดับการฝึกตนของพวกเขาอยู่ระดับใด?”ฉินเหวินเทียนถาม

 

 

 

“มีอ้อฝนและอีกคนที่อยู่ในขั้นไหลเวียนโลหิตและอีกสองคนที่อยู่ในขั้นฝึกกาย เจ้าต้องการจัดการกับพวกเขาหรือไม่”ฟ่านเล่อถาม

 

 

 

“จัดการ”ฉินเหวินเทียนตอบอย่างเด็ดขาด ขณะที่เขาหยุดชะงัก เขาเห็นฟ่านเล่อส่งพลังดวงดาราไปที่เท้าของเขา เจ้าอ้วนกระทืบเท้าลงไปที่พื้นดินก่อนที่จะกระโจนขึ้นไปในอากาศ ลงไปยังบนยอดของต้นไม้ขนาดยักษ์ เขายิ้มและกล่าวกับฉินเหวินเทียน “ให้ข้าสั่งการการต่อสู้ในขณะที่เจ้าไปสังหารพวกมัน เล็งไปที่ขั้นฝึกกายทั้งสองก่อน”

 

 

 

“ได้ ข้าจะทำตามวิธีของเจ้า” ด้วยเหตุอันใดก็ไม่รู้ฉินเหวินเทียนรู้สึกราวกับว่าเขาสามารถไว้ใจเจ้าอ้วนที่หยาบคายได้ เขาหยุดวิ่งในขณะที่หันกลับไป เตรียมที่จะเผชิญกับผู้ไล่ล่าของเขา

 

 

 

อ้อฝนและสมุนของเขา เห็นฉินเหวินเทียนหยุดชะลอลง การจ้องมองของพวกเขาที่มองไปยังฉินเหวินเทียนคล้ายคลึงกับอสรพิษพวกเขาไม่ได้ปิดบังเจตนาฆ่าฟันแม้แต่น้อย ทั้งสี่คนกระจายออกไปขณะที่พวกเขาเข้าหาฉินเหวินเทียน

 

 

 

“ครานี้ หองกำลังของตระกูลเย่จะมีพลังแค่ไหนที่จะมาสังหารข้า?”ฉินเหวินเทียนส่งคำถามของเขาไปยังอ้อฝน

 

 

 

“ตระกูลเย่? มีคนมากมายที่ต้องการสังหารเจ้าและลุงสองที่พิการของเจ้า เจ้ากล้าต่อต้าน? มันขึ้นอยู่กับเวลาก่อนที่หัวของเจ้าจะอยู่บนเคียง สำหรับฉินหวู่และฉินชวน พวกเขาถูกขังไว้ในคุกมรณะป้อมปราการทมิฬ”อ้อฝนหัวเราะอย่างเย็นชาขณะที่โบกมือาส่งสัญญาณให้สมุนของเขาวิ่งไปหาฉินเหวินเทียนทั้งสามทิศ เปิดเผยความปรารถนาของเขาที่จะสังหาร

 

 

 

“ฟิ้วววว”ทันใดนั้น จากด้านหลังฉินเหวินเทียน มีลูกศรที่แหลมคมแล่นผ่านมาด้วยความเร็วที่น่าสะพรึงกลัว เร็วราวกับสายฟ้าตรงไปยังอ้อฝน

 

 

 

“ทางซ้าย”เสียงของฟ่านเล่อลอยออกมา ขณะที่ฉินเหวินเทียนพุ่งไปทางซ้ายทันที ตรงไปยังผู้ฝึกตนขั้นฝึกกาย

 

 

 

“ฟิ้ว ฟิ้ว ฟิ้ว…”ลูกศรได้ถูกยิงออกมาอย่างต่อเนื่อง เล็งไปยังสามคนที่เหลือ มีเพียงคนเดียวที่เหลือไว้สำหรับฉินเหวินเทียน

 

 

 

“สลาย!”อ้อฝนปลดปล่อยจิตดาราประเภทหอก แสงดวงดาราสาดส่องลงมายังหอกที่เขาใช้อยู่  แทงตรงไปยังทิศที่ลูกศรพุ่งมา ถึงกระนั้น ลูกศรที่ฟ่านเล่อยิงออกมาราวกับมีชีวิต เส้นทางการบินของมันเอาแน่เอานอนไม่ได้ และแม้กระทั่งมีการเปลี่ยนทิศทางถึงสองสามครั้ง มันสัมผัสกับหอกของอ้อฝนเพียงเล็กน้อยก่อนที่จะพุ่งตรงไปยังหน้าผากของเขา

 

 

 

“อันใดกัน!”การแสดงออกของอ้อฝนแปรเปลี่ยนไปอย่างมากขณะที่ฝ่ามือซ้ายของเขาจู่ ๆก็ปะทุออกมาด้วยความแข็งแกร่งมหาศาลขณะที่ร่างของเขาถอยไปอย่างรวดเร็วป้องกันลูกศรได้อย่างฉิวเฉียด แม้ว่าเขาจะระวังลูกศรก็ยังคงสามารถเจาะทะลุฝ่ามือของเขามาได้ ทำให้เลือดสดๆไหลลงบนพื้น

 

 

 

“ลูกศรที่สามารถเปลี่ยนทิศทางได้?”

 

 

 

ไม่เพียงแต่อ้อฝนที่กำลังเผชิญกับสถานการณ์นี้ อีกสองคนก็ได้รับมือกับมันเช่นกัน ไม่เพียงเท่านั้น หนึ่งในผู้ฝึกตนขั้นฝึกกายตกตายไปทันทีหลังจากที่ลูกศรทะลุงผ่านกลางหน้าผาก

 

 

 

แม้กระทั่งก่อนที่ลูกศรจะเข้าถึงทั้งสามคน ฉินเหวินเทียนได้ปล่อยการโจมตีที่คล้ายกับเสียงคำรามของมังกรคลั่งไปยังผู้ฝึกตนขั้นฝึกกายอีกคน ผู้ฝึกตนอีกคนไม่ยอมถอยและตอบกลับคำทักทายด้วยหมัดของตนเอง แต่เมื่อหมัดของผู้ฝึกตนนั้นปล่อยมา เขาพบกับความเสียใจทันที พลังที่เขาโจมตีมาหาได้เปรียบกับฉินเหวินเทียนได้

 

 

 

เสียงกระดูกหักดังสนั่นออกมาขณะที่หมัดปราบมังกรของฉินเหวินเทียนแล่นผ่านผู้ฝึกตนคนนั้นเรากับมีดร้อนผ่าเนย ฝ่ายตรงข้ามของเขาไม่ได้มีเวลาที่จะปลดปล่อยจิตดาราแม้แต่นิดเดียวก่อนที่ร่างกายของเขาจะถูกทำลายเป็นเสี่ยงด้วยแรงของหมัด

 

 

 

และเช่นเดียวกับที่ในชั่วระยะเวลาหนึ่ง ฟ่านเล่อและฉินเหวินเทียนได้ฆ่าผู้ไล่ล่าทั้งสองคนไปแล้ว

 

 

 


 

 

ติดตามข่าวสารตอนใหม่ๆได้ที่เพจก่อนใคร!! คลิกเลย