0 Views

*“ชื่อเป็นคำว่า”นคร.นำหน้า ถ้าเป็นการพูดถึงผมขอใช้คำว่าเมืองนะครับ” และชื่อตัวละคร ชิว เชวีย ผมต้องเปลี่ยนเป็น ชิวจี้ เสวี่ย และหลัวฮว่าน เปลี่ยนเป็น หลัวฮว่าน ต้องขอภัยด้วยครับ

 

 

 

เมืองหลวง ของประเทศฉูมีพื้นที่กว่า 10 ล้านลี้ เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในประเทศฉูและมีประชากรมากว่านครประสานนภา10เท่า มันเป็นเรื่องน่าขันมาก

 

*10ล้านลี้ ประมาณ 3,106,060 ไมล์หรือ 5,000,000 กิโลเมตร

 

 

 

ในขณะนี้ ณ ทางเข้าของนครหลวง ฝุนได้ปกคลุมฉินเหวินเทียนขณะที่เขาหยุดม้า มันช่วยไม่ได้ที่จะทำให้เขารู้สึกสั่นสะท้านเบาๆในใจขณะที่เขาเอียงศีรษะของเขาและจ้องไปที่กำแพงเมืองสูงตระหง่านตรงหน้า

 

 

 

กำแพงเมืองสูงกว่า 16 เมตรและสร้างมาจากวัสดุพิเศษ แม้แต่คนที่มีระดับการฝึกตนอยู่ในขั้นสูงสุดของขั้นฝึกกายก็มิอาจทำลายกำแพงเหล่านี้ได้

 

 

 

“อาจารย์ เรามาถึงแล้ว เข้าไปข้างในกันเถอะ”ฟานซือกล่าวเบาๆ ฉินเหวินเทียนพยักหน้าตบเบาๆในขณะที่ทั้งสองได้ลงจากม้าแล้วเดินไปตรงเข้าไปในประตูต่อแถวเพื่อเข้าเมือง ถนนในเมืองปูด้วยหินสีน้ำเงินและมีความกว้างกว่า 10 เมตร เสียงร้องของสัตว์ได้ยินดังออกมาจากเมืองอย่างชัดเจนแม้ว่าพวกเขายังไม่ได้เข้าไปด้านในเมือง

 

 

 

“ที่นั้นมีผู้ฝึกตนที่แข็งแกร่งมากมายและหลายคนก็มีสัตว์อสูร”ฉินเหวินเทียนสูดหายใจเข้าลึก  ขณะที่เขาจ้องมองไปข้างหน้า อยู่ห่างไปไม่ไกล มีสัตว์อสูรขนาดมหึมาที่ดูเหมือนจะเป็นวานรสีเขียว แต่สิ่งที่ทำให้ตะลึงอย่างแท้จริงคือผู้ฝึกตนหนุ่มที่กำลังยืนอยู่บนบ่าของสัตว์อสูร

 

 

 

วานรเขียวเป็นสัตว์อสูรระดับ 4และมีระดับการฝึกตนเทียบเท่ากับขั้นไหลเวียนโลหิต มันน่าจะถูกใช้เป็นเพียงแค่พาหนะ

 

 

 

สัตว์อสูร สามารถจำแนกออกเป็น9ระดับ สัตว์อสูรระดับที่ 1ใกล้เคียงกับระดับที่ 3 ของขั้นฝึกกาย สัตว์อสูรระดับที่ 2 มีพื้นฐาณการฝึกตนอยู่ที่ขั้นที่6ของขั้นฝึกกาย สัตว์อสูรระดับที่ 3 จะเทียบเท่ากับระดับที่9ของขั้นฝึกกาย

 

 

 

จากการเปรียบเทียบนี้ สัตว์อสูรระดับ9 คือสิ่งมีชีวิตที่น่ากลัวที่มีพื้นฐานการฝึกตนอยู่ที่จุดสูงสุดของอาณาจักรหยวนฝู่ สำหรับสัตว์อสูรที่มีความแข็งแกร่งเกินระดับ9 พวกมันก็จะสามารถเปลี่ยนรูปร่างเป็นมนุษย์ได้ สลัดคราบอสูรของพวกมันออกไป

 

 

 

“น้องเล็ก” ในขณะนี้ ได้มีเสียงลอยมาทำให้ฉินเหวินเทียนหันศีรษะไปตามทิศทางของเสียงนั้น มีเงาสองร่างกำลังเดินเข้ามาหาพวกเขา พวกเขาไม่ใช่ใครอื่นนอกจาก หลัวฮว่าน และซาน จากสำนักจักรพรรดิดารา

 

 

 

ใบหน้าของฉินเหวินเทียนพลันปรกฏรอยยิ้มขึ้นมา”พวกเจ้ามาทำอันใดที่นี้?”

 

 

 

“ไม่ใช่ว่าเพราะน้องเล็กหรอกรึ?”หลัวฮว่าน เดินเข้าไปและวางมือบนบ่าของฉินเหวินเทียน ขณะที่ร่างของนางมาถูไถตัวฉินเหวินเทียน นี้ทำให้เขายิ้มอย่างขมขื่น พี่หญิงผู้นี้……

 

 

 

“ตระกูลเย่มักจะมีสายลับอยู่แถวนี้ ตอนนี้อาจารย์ต้องระวังมากขึ้นและเพราะเจ้า ข้าและพี่หญิง ต้องอดทนมากในช่วง2-3วันมานี้”หลัวฮว่าน กระพริบตาขณะที่นางบุ้ยปาก

 

 

 

“ขอบคุณศิษย์พี่หญิงมาก”ฉินเหวินเทียนกล่าวออกมาขณะที่เขารู้สึกขอบคุณอยู่ในใจ อาจารย์เย่หม่าวางแผนไว้ทั้งหมดแล้ว  เขาเกรงว่าตระกูลเย่จะแอบส่งคนมาซุ่มโจมตีเขาที่นี่ เขาเลยส่งศิษย์พี่ของฉินเหวินเทียนมาปกป้องเขา

 

 

 

“ศิษย์น้องช่างเขินอายง่ายเสียจริง ข้าจะไม่หยอกล้อเจ้าอีกต่อไป”เมื่อหลัวฮว่าน ได้เห็นภาพที่อักอวนและเคอะเขินของฉินเหวินเทียนนางก็ก้าวถอยหลังไป2-3ก้าวขณะที่นางจ้องมองที่ลูกสุนัขหิมะที่อยู่ในอ้อมกอดเขาไปด้วย “ช่างเป็นเจ้าตัวน้อยที่สวยงามจริงๆ มาหาพี่สาวมา”

 

 

 

ลูกสุนัขหิมะกระพริบตาหลังจากนั้นกระโดดลงไปที่อกของหลัวฮว่าน ทำให้ตาเริ่มไหลออกจากตาของนางลูกสุนัขหิมะเริ่มใช้อุ้งเท้าของมันนวดไปทั่วยอดเขาแฝดของหลัวฮว่าน ขณะที่ฉินเหวินเทียนได้แต่อ้าปากค้าง เส้นเลือดพลันปรากฏขึ้นบนศีรษะของเขา ทำไมลูกสุนัขที่เขาเพิ่งจะเลี้ยงนี้จะต้องเป็นลูกสุนัขที่วิตถารด้วย

 

 

 

หลัวฮว่าน ตะลึงตัวแข็งทื่อก่อนที่นางจะหัวเราะออกมา ดวงตาอันสวยงามของนางมองไปที่ฉินเหวินเทียน ทำให้เขาอายด้วยความขายหน้า

 

 

 

“เจ้าเข้าใจเจตนารมณ์ของเจ้านายเจ้าจริงๆ เจ้ากล้าหาญกว่าเขามาก”หลัวฮว่าน กอดลูกสุนัขหิมะไว้ขณะที่นางกล่าว ทำให้เส้นเลือกบนศีรษะของฉินเหวินเทียนยิ่งเพิ่มขึ้น ในขณะนี้ หลัวฮว่าน ได้ป่านกหวีดทำให้เสียงเล็กแหลมของนกอินทรีดังลงมาจากท้องนภา ครู่ต่อมา นกอินทรีสีดำตัวใหญ่ก็ค่อยๆล่อนลงมาด้านหลังหลัวฮว่าน

 

 

 

“ศิษย์น้องฉิน เรียกข้ามาซาน อย่าได้ใสใจหลัวฮว่าน นางมักจะทำตัวเช่นนี้เจ้าจะชินไปเอง ตอนนี้ขึ้นไปบนนกอินทรีสีดำเถอะ”ซานแสดงท่าทีเรียบง่ายและซื่อตรง มันยิ่งมากขึ้นขณะที่เขายิ้ม ฉินเหวินเทียนพยักหน้าอย่างแรงในขณะที่คิดในใจว่าเขาต้องทำใจหากเขาต้องไปไหนมาไหนกับหลัวฮว่าน นางเย้ายวนเกินไป!

 

 

 

“นครหลวงนั้นกว้างใหญ่นัก ถ้าเราไม่ใช้การบินมันจะใช้เวลานานเกินไปที่จะไปถึงปลายทางของพวกเรา เริ่มเดินทางกันเถอะ ข้าจะแนะนำสถานที่ต่างในนครหลวงแบบย่อให้ฟัง”ซานหัวเราะปรากฏท่าทีความเป็นมิตรได้อย่างรวดเร็ว ถึงกระนั้น ฉินเหวินเทียน ได้เห็นถึงพลังที่ซานสามารถควบคุมได้เมื่อเขาปลดปล่อยจิตดาราวานรอสูรของเขาและมนุษย์ศิลา เขามีความสามารถในการต่อสู้ที่เกรี้ยวกราดเช่นเดียวกับการป้องกันที่น่าสะพรึงกลัว

 

 

 

ฉินเหวินเทียนและฟานซือปล่อยม้าของพวกเขาให้เดินเตร่ไปอย่างอิสระและทั้งสี่คนก็กระโดดขึ้นบนนกอินทรีสีดำตัวใหญ่ นกอินทรีสีดำร้องเสียงเล็กแหลมออกมาขณะที่มันบินขึ้น ทะยานผ่านท้องนภา ทำให้เกิดลมแรงพัดใสพวกเขาและทำให้อาภรณ์ของพวกเขาปลิวไสวไปมาไม่หยุด

 

 

 

“ศิษย์น้องฉิน แม้ว่านครหลวงจะใหญ่ แต่ละส่วนก็มีกฎหมายและระเบียบของตนเอง ส่วนปัจจุบันที่เราอยู่ในเรียกว่า “สลัม”ซึ่งหมายความว่าส่วนนี้ของเมืองเป็นที่อยู่อาศัยของผู้ที่มาเยือนชั่วคราวเช่นเดียวกับผู้ที่ไม่มีเงินหรืออำนาจ พื้นที่ของส่วนนี้นอกเหนือจากการที่ใหญ่ที่สุดก็มีประชากรหนาแน่นที่สุดเช่นกัน มีประชากรครึ่งหนึ่งของประชากรทั้งหมดในนครหลวง”

 

 

 

คำพูดของซานทำให้ฉินเหวินเทียนตกใจอย่างมาก เมื่อมองลงมาจากมุมสูงสิ่งที่เขามองเห็นก็คือวิสัยทัศน์แห่งความรุ่งเรือง ตึกสูงตระหง่าน ถนนที่เต็มไปด้วยผู้คนและสัตว์อสูร นครประสานนภาไม่สามารถเทียบเคียงได้แม้แต่น้อย แต่นี่เป็นเพียงเขตสลัมเท่านั้น

 

 

 

นครหลวงมีทั้งหมด7เขต

เขต1คือ สลัม

เขต2คือ สถานที่ที่วุ่นวายและเจริญ เป็นบริเวณที่ปลาและมังกรผสมเข้าด้วยกัน ที่ระหว่างคนโกงและคนซื่อสัตย์เทียบเท่ากัน

เขต3คือ เขตที่มีสำนักทั้ง9และตระกูลเล็กๆตั้งอยู่

เขตที่4คือ เขตที่มีสำนักจักรพรรดิดารา ร้านอาวุธศักดิ์สิทธิ์เช่นเดียวกับตระกูลใหญ่ๆทิ่อยู่ที่นี้

เขตที่5คือ “เขตปกครองของชนชั้นสูง”สถานที่ที่ขุนนางและตระกูลที่มีอำนาจมากอาศัยอยู่

เขตที่6คือ พระราชวัง

และเขตสุดท้ายเขตที่7 คือ ป่าทมิฬ

 

 

 

ซานพูดอธิบายสถานที่แต่ละเขตเป็นอันดับแรกก่อนที่จะเข้าสู่รายละเอียด ป่าทมิฬอยู่ในเขตชานเมืองของนครหลวง เขตแดนด้านนอกครึ่งหนึ่งเป็นของนครหลวงล้อมรอบไปด้วยป่าทมิฬ มันเต็มไปด้วยสัตว์อสูรมากมายนับไม่ถ้วน ซึ่งหมายความว่าเขตที่6,5,4และเขตที่3บริเวณรอบนอกเป็นสถานที่เดียวกัน เป็นป่าทมิฬที่อันตรายอย่างยิ่ง

 

 

 

พวกเขาใช้ป่าทมิฬที่อันตรายลับราวกับเป็นลานฝึก

 

 

 

นครหลวงเป็นเมืองที่ยิ่งใหญ่เต็มไปด้วยพลังอำนาจเล็กและพลังอำนาจใหญ่มากมายเหลือคนานับขณะที่สำนักทั้ง9แห่งตั้งอยู่ในใจกลางเมือง

 

 

 

ความเร็วของนกอินทรีสีดำนั้นรวดเร็วมากและประมาณ 4 ชั่วโมงต่อมามันก็หยุดลงและบินล่อนอยู่ในอากาศ

 

 

 

“ยาห์”

 

 

 

เสียงคำรามของสัวตร์อสูรดังออกมาไม่หยุดหย่อน ดวงตาของฮินเหวินเทียนหดแคบขณะที่เขาจ้องไปที่ม้าอสูรบินโฉบไปมาอยู่บนท้องนภาเช่นเดียวกับสัตว์อสูรมากมายที่เป็นพาหนะอยู่บนท้องถนน มันช่วยไม่ได้ที่จะทำให้เขาคิดกับตนเอง ‘มีผู้ฝึกตนแข็งแกร่งมากมายและสัตว์อสูรก็มีมากมายเช่นกัน!’

 

 

 

“ที่นี่ที่ไหน?”ฉินเหวินเทียนรู้สึกตกใจในใจ ข้างใต้เขามีถนนสายหลักหลายแห่งที่ผสานเข้าด้วยกันและนำไปสู่ที่เดียวกัน  ผ่านประตูอันยิ่งใหญ่ที่มีรูปโค้ง อีกด้านหนึ่งของประตูโค้งมีพื้นที่กว้างขวางมากแต่แม้ว่าจะมีคนมากมายก็ไม่มีม้าบินลอยอยู่ในอากาศ

 

 

 

“ฮ่าฮ่า.. เราได้ผ่านเขตที่1และ2มาแล้วเรียบร้อยและหลังจากผ่านประตูโค้งจะถือว่าเราได้เข้าถึงหัวใจของนครหลวงแล้ว ในเขตที่3ซึ้งเป็นที่ตั้งของสำนักทั้ง9 ในเขตที่3นี้คนธรรมดาจะไม่ได้รับอนุญาตให้บิน สิทธิพิเศษนี้จะได้รับเฉพาะผู้ฝึกตนในขั้นหยวนฝู่เท่านั้นและจุดหมายปลายทางของเราอยู่หลังจากผ่านประตูโค้งไป คือพื้นที่ทดสอบของสำนักทั้ง9 ‘พื้นที่รับสมัคร’ ”

 

 

 

“มา ลงมากัน”ขณะที่เสียงของหลัวฮว่าน ดังออกมา นางก็กระโดดลงมาจากด้านหลังของนกอินทรีดำก่อนที่จะลงพื้นอย่างนุ่มนวลและต่อแถวคนมากมายที่กำลังเดินไปประตูโค้ง

 

 

 

“เมื่อเริ่มต้นฤดูใบไม้ผลิคือวันที่สำนักเริ่มเปิดรับสมัคร ผู้เยาว์ส่วนใหญ่ในนครหลวงเลือกที่จะมาที่นี่ มันจะไม่มีคนเป็นจำนวนมากได้ยังไง”ฉินเหวินเทียนคิดในใจ มีแม้แต่คนที่เดินทางมาจากนครประสานนภาที่มาเพื่อเข้ารับการทดสอบ

 

 

 

“ศิษย์น้องไม่จำเป็นต้องทดสอบอีกครั้ง เจ้าสามารถตรงไปยังอาจารย์ผู้รับผิดชอบการทดสอบและรับเหรียญหยกจักรพรรดิดารา เหรียญหยกจักรพรรดิดาราเป็นสิ่งที่มีเฉพาะสำนักจักรพรรดิดาราครอบครองและมันสำคัญอย่างยิ่ง สำนักสามารถอนุญาตให้อาจารย์สามารถส่งเหรียญให้กับศิษย์ที่มีอนาคตในช่วงเวลาของปีนี้ นั่นคือเหตุผลที่อาจารย์เย่หม่าไม่ได้ให้มันกับเจ้าก่อนหน้านี้”ซานอธิบายขณะที่พวกเขาเดินอยู่บนท้องถนน

 

 

 

“อืมม”ฉินเหวินเทียนพยักหน้า ถึงกระนั้นในขณะนี้ฝูงชนก็เพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม

 

 

 

“ฮืมม เกินอันใดขึ้น?”ซานหมวดคิ้วขึ้น ไกลออกไป พวกเขาเห็นแถวยาวเหยียดของผู้คนเริ่มแหวกไปด้านข้างและมีม้ามังกรที่ลากเกี้ยววิ่งเหยาะ ๆ มีหลายคนที่เดินอย่างระมัดระวังแหงนหน้าองพวกเขาขณะที่พวกเขามองไปในทิศทางนั้น

 

 

“โอ้ มันเป็นเจ้าสาวน้อยนั้นไม่น่าแปลกใจที่มันสร้างความปั่นป่วนวุ่นวายเช่นนี้”หลัวฮว่าน ขำเบาๆ เกี้ยวค่อยๆเคลื่อนไปข้างหน้าและเกี้ยวถูกคลุมไปด้วยผ้าแพรบางๆ สามารถมองเห็นเงาทั้งสองร่างที่สง่างามอยู่ภายในได้

 

 

 

“โฮ่ง”ลูกสุนัขหิมะที่อยู่ในอ้อมแขนของหลัวฮว่าน กระโจนออกจากนางขณะที่มันวิ่งตรงไปยังเกี้ยวทำให้การแสดงออกของฉินเหวินเทียนแข็งทื่อ

 

 

 

ด้านในเกี้ยว โมชิงเฉิง ไม่ได้มีเวลาที่จะร้องอุทานความประหลาดใจออกมาก่อนที่นางจะเห็นเงาสีขาวที่กระโดดลงไปในอ้อมกอดของนาง”เจ้าตัวน้อยทำเจ้าถึงมาที่นี่”

 

 

 

นั้วหลานซึ่งอยู่ข้างๆนางกรอกกลิ้งตา”เจ้าตัวแซบนี่ มันราวกับภูตผีที่ตามติดหลอกหลอนเรา!”

 

 

 

โมชิงเฉิงหันมองนั้วหลานขณะที่นางหัวเราะออกมา เสียงหัวเราะที่ไพเราะนั้นสามารถกระตุ้นจิตวิญญาณของมนุษย์ได้เลยทีเดียว ขณะที่นางยื่นมือออกมาและดึงผ้าม่านของเกี้ยวลง มันทำให้ผู้คนมากมายต่างหันไปจับจ้องนาง

 

 

 

“นี่เป็นสตรีที่งามที่สุดในประเทศฉู! นางสวยมาก หากข้าได้นอนกับนางสักคืนหนึ่ง ข้าจะไม่ใสใจอันใดเลยหากข้าต้องตายพรุ่งนี้”

 

 

 

“ช่างเป็นสตรีที่งดงามอันใดเช่นนี้”ฉินเหวินเทียนได้เห็นสตรีที่สวยงามมากมายไม่ว่าจะเป็น ฉินเหยา ชิวจี้ เสวี่ย….พวกนางเป็นสตรีที่สวยที่สุดในนครประสานนภา แต่เมื่อเทียบกับสตรีในเกี้ยวแล้ว แม้แต่สตรีที่สวยงามที่สุดในนครประสานนภาก็ยังสูญเสียความเปล่งปลั่งสดใสของตน

 

 

 

โมชิงเฉิงยิ้มหลังจากเห็นฉินเหวินเทียนขณะที่นางปิดม่านลงอีกครั้ง

 

 

 

“นางยิ้มให้ข้าเหรอ?”คนที่ยืนอยู่ข้างๆฉินเหวินเทียนถามด้วยความงุนงง

 

 

 

“ยิ้มให้หัวเจ้าหน่ะสิ! นางยิ้มให้ข้า~~”

 

 

 

เมื่อได้ยินเสียงสนทนารอบ ฉินเหวินเทียนก็กระพริบตาเขาเป็นเหมือนคนที่อยู่ในฝูงชนหรือไม่? เขาเข้าใจผิดหรือ? ตอนนี้เขารู้สึกว่าสตรีในเกี้ยวนั้นยิ้มให้เขา

 

 

 

“นางสวยเรอะ?”มีเสียงลอยมา

 

 

 

“ที่สุดเลย”ฉินเหวินเทียนตอบอย่างเป็นธรรมชาติก่อนที่ใบหน้าของเขาแข็งทื่อขณะที่เขารีบหันศีรษะกลับมาและยิ้มแย้มแจ่มใส”ศิษย์พี่ก็สวยมากเช่นกัน”

 

 

 

ถึงกระนั้น หลัวฮว่าน ไม่ใช่คนที่จะตกหลุมพลางการแสดงตลกแบบนี้  นางเพียงยืนอยู่ด้านข้าง จ้องมองหยอกล้อฉินเหวินเทียน

 

 

 

“อืม….ด้วยเสน่ห์ของศิษย์ หากท่านแข่งในเรื่องจำนวนของผู้ชายที่จะตกหลุมรัก ท่านจะชนะได้อย่างง่ายดาย”ฉินเหวินเทียนกล่าวต่อขณะที่เหงื่อก็ไหลลงบนหลังเขา

 

 

 

“ปากของเจ้าหวานจริงๆ”หลัวฮว่าน ขำเบาๆ“แต่สำหรับเจ้าสาวน้อยคนนั้น นางอยู่ในระดับที่สามารถโค่นล้มอาณาจักรได้ ไม่ต้องแปลกใจแม้แต่เจ้าก็ยังว้าวุ่น หากข้าเป็นผู้ชายข้าก็ตกหลุมรักกับสตรีที่งามที่สุดในประเทศฉูเช่นกัน”

 

 

 

“ฮี่ฮี่ฮี่”ซานผู้ซึ่งอยู่ข้างๆหัวเราะเป็นการเห็นด้วยเช่นกัน

 

 

 

“แต่ หลังจากคิดถึงเรื่องนี้แล้วกระทั่ง10อัจฉริยะของนครหลวงก็ยังอยากไล่ตามนาง ถึงกระนั้น ไม่มีแม้แต่คนเดียวที่นางถูกใจ สำหรับคนธรรมดาที่ยังอยากไล่ตามนาง ข้าเกรงว่าพวกเขาทั้งหมดจะล้มเหลวอย่างไม่เป็นท่า”

 

 

 

“ดูเหมือนเจ้าจะรู้คุณค่าของตนเองนะ”หลัวฮว่าน หัวเราะออกมาอย่างดัง ขณะที่ในเวลาเดียวกันเงาพร่ามัวของสุนัขหิมะก็กระโจนเข้าไปในอกของนางอีกครั้ง

 

 

 

“เจ้าสุนัขวิตถาร”หลัวฮว่าน จ้องมองไปที่ลูกสุนัข แต่ก็เห็นเพียงลูกสุนัขที่กำลังขุดลงไปในหน้าอกของนาง ไม่เคลื่อนที่แม้แต่นิ้วเดียว ขณะจ้องมองนางด้วยแววตาที่โศกเศร้ามันน่ารักมาเสียจนทำให้หัวใจของคนละลาย

 

 

 

นั้วหลานมองไปที่โมชิงเฉิงและถาม”นั้นใช่เขาจริงๆเหรอ?”

 

 

 

“ใช่ ข้าไม่คิดว่าเขาจะมาที่นครหลวงเหมือนกันและเจ้าตัวน้อยนั้นก็ยังติดตามเขาเหมือนเดิม”โมชิงเฉิงยิ้มเบาๆ”ข้าสงสัยว่าเขามาที่นี่เพื่ออะไร?”

 

 

 

“อันใดกัน สตรีที่สวยที่สุดของเรา คุณหญิงโม จะกังวลเกี่ยวกับคนที่ไปเจอโดยบังเอิญ”นั้วหลานล้อเลียน

 

 

 

“ใครพูดเช่นนั้นกัน”โมชิงเฉิงจ้องเขม็งไปที่นั้วหลาน

 

 

 

“เจ้าพูดถูก อย่างไรก็ตามสตรีที่สวยงามที่สุดได้ช่วยเขาไว้ ไม่เพียงเท่านั้น นอกจากนี้ยังมีการสัมผัสร่างกายกันดังนั้นจึงเป็นเรื่องปกติที่ที่คนหนึ่งจะกังวล แต่สิ่งที่น่าเสียดาย สหายผู้นั้นไม่รู้ว่าเจ้าคือคนที่ช่วยเขา ”นั้วหลานล้อเลียนต่อ โมชิงเฉิงเพียงอยากรู้อยากเห็นดังนั้นนางจึงได้แต่พยักหน้าและอดทนต่อคำล้อเลียนของนั้วหลานอดทนต่อคำสอนของ

 

 


 

 

ติดตามข่าวสารตอนใหม่ๆได้ที่เพจก่อนใคร!! คลิกเลย