0 Views

ในขณะที่สามกองทหารพันธมิตรออกเดินทางไปยังนครหลวงซึ่งเป็นที่ที่ฉินหวู่และฉินชวนกำลังถูกคุมขังอยู่ ฉินเหวินเทียนเข้าใจว่าพวกได้กดดันจักรพรรดิอ้อมๆ โดยเฉพาะการกระทำดังกล่าวจะทำให้สามารถมั่นใจในความปลอดภัยของฉินหวู่และฉินชวนชั่วคราว

 

 

 

 

ในเรื่องที่ขับไล่เขาออกจากตระกูล ฉินเหวินเทียนรู้ว่าทำเพื่อปกป้องเขา  บางทีในช่วงเวลาที่เขาหายตัวไปอาจจะมีการติดต่อระหว่างเย่หม่าและตระกูลฉิน

 

 

 

“ในโลกแห่งการฝึกตน ยิ่งแข็งแกร่งมากเท่าใดก็จะยิ่งมีอำนาจมากเท่านั้น ถ้าวันหนึ่งข้าสามารถทะยานทะลุสวรรค์และเข้าถึงจุดสุดยอดของพลังของข้าได้ ข้าจะเหยียบย่ำคำที่ผู้คนต่างเรียกว่า”อำนาจของจักรพรรดิ”อย่างแน่นอน”ฉินเหวินเทียนหายใจเข้าลึกขณะที่เปลวเพลิงเริ่มถูกจุดในหัวใจของเขา  เนื่องจากจิตดาราดวงแรกของเขาถูกกลั่นมาจากสวรรค์ชั้นที่5 เขาสามารถทำเหมือนกับชั้นที่2หรือ3ได้เช่นกัน สิ่งที่เขาต้องการตอนนี้คือเวลา …

 

 

 

ฉินเหวินเทียนใช้เวลายามค่ำคืนปกปิดตัวตน เขาจึงได้มาถึงบ้านตระกูลฉินโดยไม่มีใครทันสังเกต  ระหว่างทางเขาพบเงา2-3เงาที่กำลังขี่ม้าและถือสัมภาระราวกับว่าพวกเขากำลังเตรียมที่จะเดินทางไกล

 

 

 

“พี่ฉินเหยา” ไม่นานหลังจากนั้นฉินเหยาและคนอื่นๆก็มาถึงบริเวณที่ฉินเหวินเทียนอยู่และเมื่อนางเห็นเขา ฉินเหยาพลันตัวแข็งทื่อ

 

 

 

“เหวินเทียน”ใบหน้าของฉินเหยาแปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มที่ร่าเริงขณะที่นางลงจากม้าของนางและวิ่งไปหาฉินเหวินเทียน

 

 

 

“พี่หญิง ฉินชาง ฉินซือพวกเจ้าจะไปไหนกัน”ฉินเหวินเทียนถาม

 

 

 

“เหวินเทียน ท่านปู่และท่านพ่อถูกนำตัวไปที่นครหลวง เราไม่มีทางเลือกอื่น ตระกูลฉินจึงระดมกำลังทหารและตัดสินใจที่จะโจมตีนครหลวง ถ้าเราจบลงด้วยการพ่ายแพ้ก็มีความตายเพียงอย่างเดียวกำลังรอเราอยู่ ลุงสองกำหนดว่าเราจะไปที่ ประเทศเสี่ยหยุนเพื่อฝึกตน”ฉินเหยาอธิบาย

 

 

 

ตอนนี้ฉินเหวินเทียนเข้าในแล้ว ”ถึงแม้ว่าการต่อสู้จะใกล้เข้ามาชัยชนะและความพ่ายแพ้ได้รับการกำหนดแล้ว ให้ผู้เยาว์ในตระกูลฉินออกจากประเทศฉูเป็นการตัดสินใจที่ดีที่สุด”

 

 

 

 

“เพราะกลัวว่าจะเป็นเป้าสายตา เราจึงตัดสินใจที่จะออกไปตอนกลางคืน เหล่าผู้เยาว์ของตระกูลทั้งหมดต่างจะออกไปเป็นกลุ่มๆ เหวินเทียนเมื่อเจ้าไปถึงสำนักจักรพรรดิดาราเจ้าต้องพยายามฝึกตนอย่างเต็มที่และไม่ต้องกังวลกับเรื่องการต่อสู้”ดวงตาของฉินเหยาเริ่มแดง

 

 

 

“ข้าเข้าใจ พวกเจ้าทั้งหมดก็เช่นกัน”ฉินเหวินเทียนพยักหน้า ต้องการโค่นล้มนครหลวงด้วยพลังพียงน้อยนิดมันไม่มีอะไรนอกจากเป็นไปไม่ได้ แม้ว่าจะรู้เรื่องนี้ ฉินเฮอยังคงไม่มีทางเลือกอื่นนอกเหนือจากการตัดสินใจนี้

 

 

 

 

“โอ้ใช่ ลุงเฮยหายตัวไปและเราหาเขาไม่พบ ลุงสองและลุงสามอยู่นอกเมือง ดังนั้นเจ้าไม่ต้องเดินทางไปบ้านตระกูลฉินแล้ว เจ้าควรไปสำนักจักรพรรดิดาราให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้แทน”ฉินเหยากล่าวต่อ

 

 

 

 

“ลุงเฮยหายตัวไป?”ฉินเหวินเทียนแสดงสีหน้างงงวยออกมาบนใบหน้าของเขา ตอนแรกเขาต้องการถามลุงเฮยเกี่ยวกับเรื่องของวานรอสูรแต่ดูเหมือนว่าตอนนี้จะเป็นไปไม่ได้แล้ว ไม่เพียงเท่านั้น ลุงเฮยเป็นคนที่มีความรู้มากมายและได้รับสถานะพิเศษมาตั้งแต่อดีต ถึงกระนั้นลุงเฮยปฏิเสธที่จะบอกเขาเกี่ยวกับเรื่องบิดามารดาของเขา เมื่อเขาเห็นความแข็งแกร่งของวานรอสูรมันราวกับดวงดาราลึกลับดวงเล็กๆที่เหลือไว้ให้เขาเพื่อเก่าของพ่อ ฉินเหวินเทียนไม่อาจอดใจรอหาข้อมูลเกี่ยวกับพ่อแม่ที่ให้กำเนิดเขาได้แล้ว

 

 

 

“ฉินเหยา เราควรจะออกไปตอนนี้เพื่อหลีกเลี่ยงสายลับจากตระกูลเย่”ฉินชางเดินไปข้างหน้าขณะที่เขามองไปที่เหวินเทียนและกล่าว”เหวินเทียน ในตระกูลฉิน พรสวรรค์ของเจ้านั้นดีที่สุดในอนาคตเจ้าจะประสบความสำเร็จอย่างมากเจ้าต้องกลายเป็นคนที่สุดยอดที่สุดเป็นคนที่มีความสามารถในการโค่นล้มจักรวรรดิด้วยคำพูดเพียงเดียว”

 

 

 

“พี่ใหญ่ ข้าเข้าใจ สำหรับการแก้แค้นให้ลุงสอง แน่นอนว่าข้าจะให้ตระกูลเย่ชดใช้ด้วยเลือด”ฉินเหวินเทียนสาบานอย่างจริงจัง พ่อของฉินชางคือฉินเฮอและเป็นเพราะฉินเหวินเทียนเขาเลยสูญเสียขาไปข้างหนึ่ง และตอนนี้แม้สภาพของเขาเป็นเช่นนั้นเขาก็ยังคงนำกองทัพตระกูลฉินไปที่นครหลวง

 

 

 

“หลงัจากที่เจ้าถึงนครหลวง จงจำไว้ให้ระมัดระวังในทุกเรื่อง”ฉินเหวินเทียนกำลังแบกภาระบนบ่าเขาไว้หนักขึ้น

 

 

 

“เหวินเทียน พวกเราไปก่อน”ดวงตาฉินเหยาแดงขึ้นราวกับว่านางไม่อาจทนได้ที่จะต้องแยกกับฉินเหวินเทียน นางยื่นมือขึ้นเล็กน้อยขณะที่เดินไปทางด้านฉินเหวินเทียน เมื่อเห็นเช่นนี้ฉินเหวินเทียนยิ้มอย่างอ่อนโยน เขากอดฉินเหยาไว้ในอ้อมกอดและตบเบาๆที่หลังนางก่อนที่จะหัวเราะ”ท่านพี่ ไม่ต้องเป็นห่วง ท่านพ่อจะไม่เป็นไร แน่นอนว่าข้าจะพยายามอย่างหนักในสำนักจักรพรรดิดารา  สำหรับท่าน ท่านต้องจำไว้ว่าจะต้องระมัดระวังในทุกเรื่องหลังจากที่ถึงประเทศเสี่ยหยุน”

 

 

 

“ได้”ฉินเหยาอ้อยอิ่งอยู่ในอ้อมกอดของเขานางไม่เต็มใจที่จะแยกตัวออก หลังจากที่ฉินชางและฉินซือขึ้นขี่ม้านางจึงหยุดกอดพร้อมกับมีน้ำตาในดวงตาของนางในขณะที่นางพยายามจะยิ้ม”เจ้าเหม็นจัง ครั้งต่อไปที่เราพบกัน เจ้าต้องแข็งแกร่งพอที่จะปกป้องข้าตกลงไหม?”

 

 

 

หลังจากเสร็จสิ้นการสนทนาฉินเหยาหันร่างของนางและก้าวเหยียบพื้นแล้วกระโดดหมุนเกลียวในอากาศตีลังกาลงไปบนหลังม้าอย่างสง่างาม

 

 

 

“ช่า!!!”ฉินเหยาตะโกน ม้าศึกวิ่งวิ่งอย่างบ้าคลั่งเคลื่อนไหวราวกับสายลม นางไม่หันกลับมามองฉินเหวินเทียนเป็นครั้งสุดท้าย ฉินชางและฉินซือตามหลังนางไปจากนั้นแผ่นหลังของทั้งสามก็ค่อยๆจางหายไป

 

 

 

“ฮูวววว….”ฉินเหวินเทียนกำหมัดแน่น จ้องมองไปยังท้องสวรรค์ เขาเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยว เขาต้องแข็งแกร่งขึ้น!

 

 

 

“เจ้าไม่ไปทางนั้นเหรอ?” ในขณะนี้มีเสียงลอยมา ฉินเหวินเทียนหันมามองเงาที่กำลังเดินเข้าหาเขา

 

 

 

“ข้าเดาว่าเจ้าต้องกลับมา ข้ารอเจ้าอยู่ในช่วง2-3วันที่ผ่านมา”ฟานซือพาม้าสองตัวไปขณะที่เขาเดินไปยังฉินเหวินเทียน

 

 

 

“ฮืมมม…”ฉินเหวินเทียนแค้นเสียง สีหน้าของเขาแปรเปลี่ยนเป็นเย็นชา รูปลักษณ์อันเย่อหยิ่งของมูหลินสลักลึกอยู่ในใจเขา

 

 

 

“ข้ารู้ว่าเจ้าไม่มีอะไรนอกจากความเกลียดชังในใจของเจ้าที่มีต่อสมาคมสายธารดารา แต่สิ่งที่เกิดขึ้นมันไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับข้า มูหลินได้กลับไปที่นครหลวงหลังจากที่เขารู้ว่าเขาไม่มีทางควบคุมเจ้าได้ ข้าชื่อว่าแม้เย่โมจะตาย ผลประโยนช์ที่ตระกูลเย่สัญญากับเขาก็ยังคงดึงดูดความสนใจอย่างเหลือล้น ไม่เพียงเท่านั้น มูหลินได้นำตราประทับศักดิ์สิทธิ์ทั้งหมดที่เจ้าได้แลกเปลี่ยนกับเขารวมไปถึงอันที่เจ้าให้ข้าส่งแล้วไปให้นครหลวงโดยไม่เหลือไว้แม้แต่อันเดียว”เสียงของฟานซือเย็นเยียบขณะที่เขาอธิบาย

 

 

 

“มีอะไรเกี่ยวข้องกับข้า?”ฉินเหวินเทียนตอบอย่างเย็นชา

 

 

 

“ข้าอยากจะยอมรับเจ้าเป็นอาจารย์ของข้า”คำพูดของฟานซือทำให้ฉินเหวินเทียนตัวแข็งทื่อ ช่างที่เย่อหยิ่งถือตัวเช่นนี้ต้องการเป็นศิษย์ของเขา

 

 

(ผมยังไม่แน่ใจว่าจะให้เป็นอาจารย์หรือเป็นแบบประมาณหัวหน้าหรือเจ้านายนะครับ)

 

 

“ข้ารู้เจ้ามีคำถามเกี่ยวกับตัวข้า สิบปีก่อน ข้ากลายเป็นผู้ฝึกยุทธ์ดวงดาราแต่เนื่องจากความสามารถข้ามันไม่เพียงพอเช่นเดียวกับสัมผัสที่อ่อนแอข้าจึงไม่ได้เก่งอะไรมากนัก ในช่วงเวลานั้น มีช่างตีเหล็กได้บอกข้ามีวิธีมากมายที่จะสร้างเป้าหมายของตนเองนอกเหนือจากการเป็นผู้ฝึกยุทธ์ดวงดารา ข้าเลยทุ่มเทเวลาของข้าในการทำความเข้าใจเบื้องหลังความลึกลับของตราประทับศักดิ์สิทธิ์ให้ลึกซึ้งและกลายเป็นช่าง ด้วยเหตุนี้ข้าตัดสินใจที่จะตามเขาไป สิบปีที่ข้าเป็นศิษย์เขา เป็นเวลาถึงสิบปีเต็มก่อนที่เขาจะเต็มใจที่จะประทานตราประทับศักดิ์สิทธิ์ธรรมดาๆแก่ข้า”

 

 

 

ฟานซือยังโกรธแม้มันจะเกิดขึ้นมานานแล้ว”10ปี เขาเสียเวลา10ปีไปเปล่าๆ แต่ถึงแม้จะได้ตราประทับศักดิ์สิทธิ์เพียงไม่กี่ตรา ข้าก็ทำงานอย่างหนักและเข้าสู่สมาคมสายธาราดารา ข้าไม่เคยหยุดปรับปรุงความสามารถของข้าและหาตราประทับศักดิ์สิทธิ์ใหม่ๆ นที่สุดข้าก็มีความสำเร็จเล็กๆน้อยๆ ประสบการณ์ในการสร้างอาวุธของข้าได้ก้าวไปถึงขั้นใหม่ ข้าได้ก้าวไปสู่ขั้นหนึ่งระดับกลางเพียงอีกครึ่งเดียวข้าก็จะก้าวสู่ช่างตีเหล็กระดับที่2 ตราบใดที่ข้าได้ทำความเข้าใจตราประทับศักดิ์สิทธิ์ระดับ2 ข้าจะมีโอกาสได้เป็นช่างตีเหล็กระดับ2อย่างแท้จริง ถึงกระนั้น ทั้งหมดนี้ถูกทำลายด้วยมือของมูหลิน”

 

 

 

ตอนแรกเขาต้องการใช้เวลาทำความเข้าใจเกี่ยวกับตราประทับศักดิ์สิทธิ์ที่ฉินเหวินเทียนให้เขา ถึงกระนั้นมูหลินได้เอามันไปจากเขาโดยการบังคับ

 

 

 

“ข้าฟานซือ ไม่อาจถือว่าเป็นคนดีได้ แต่เมื่อข้าได้ค่าตอบแทน ข้าจะหลอมอาวุธศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมาให้ผู้ซื้ออย่างแน่นอน แม้ว่าคุณภาพจะบกพร่อง ข้าก็ยังคงมั่นใจว่าอาวุธศักดิ์สิทธิ์นั้นถูกหลอมขึ้นมาตามความต้องการของผู้ซื้อ ไม่ว่าอะไรก็ตามข้ายังคงมีส่วนที่สำคัญที่สุดที่ข้าไม่อยากข้าม แต่สำหรับมูหลินคนคนนั้นไม่มีส่วนที่สำคัญเลย แล้วไง? ข้าได้แต่มองเขาอยู่ไกลๆและเสียใจที่ความสามารถของไม่เพียงพอ แม้ว่าข้าจะเกลียดเขา ข้าจะทำอะไรเขาได้?”

 

 

 

ฉินเหวินเทียนรู้สึกถึงความสิ้นหวังของฟานซือ ทุกคนมีเรื่องราวของตัวเอง เส้นทางที่ยากลำบากซึ่งฟานซือเหยียบย่ำมาจนถึงบัดนี้ ดิ้นรนกับทุกก้าวเพื่อให้บรรลุผลความทะเยอทะยานของตัวเอง ทว่าความหวังและความฝันของเขาถูกขโมยไปง่ายๆโดยมูหลิน

 

 

 

“แล้วไงต่อ?”ฉินเหวินเทียนถามอย่างสงบ โดยปกติ เขาจะไม่ปล่อยให้ความเห็นอกเห็นใจมาตัดสิน

 

 

 

“ฉินเหวินเทียนเจ้ามีพรสวรรค์ที่ท้าทายสวรรค์และสามารถเข้าใจความลึกลับของตราประทับศักดิ์สิทธิ์ระดับ2ได้อย่างง่ายดาย ซึ่งส่วนใหญ่ทำไม่ได้ หากเจ้าใช้เวลาของเจ้ามาสร้างอาวุธ แน่นอนว่าเจ้าจะได้ผลตอบแทนมากมายอย่างเหลือเชื่อ แต่ข้าคิดว่าเจ้าค่อนข้างจะใช้เวลาในการฝึกตน สำหรับงานอื่นๆปกติที่เหลือ ข้าสามารถช่วยเจ้าได้ ข้าไม่ต้องการค่าตอบแทนใดๆ ข้าจะทำทุกอย่างเพื่อช่วยเจ้าในเส้นทางการฝึกตนของเจ้า!”

 

 

 

 

เมื่อได้ยินคำพูดของฟานซือฉินเหวินเทียนก็ขยับเล็กน้อย เขาเข้าใจว่ามันเป็นเรื่องง่ายมากสำหรับช่างตีเหล็กที่จะสะสมทรัพย์สมบัติ แต่การสร้างอาวุธสลักตราประทับศักดิ์สิทธิ์เขายังมีวัสดุไม่เพียงพอ เขายังคงต้องใช้เวลาเป็นจำนวนมากในการจัดหาวัสดุที่จำเป็นเป็น ในอนาคตเขาจะไม่ใช้เวลาส่วนใหญ่ในเรื่องแบบนี้

 

 

 

แม้ว่าฟานซือเสนอเรื่องนี้ด้วยเหตุผล ฉินเหวินเทียนก็ยังคงไม่ตอบรับ ในโลกนี้ใครจะยินดีช่วยเหลือผู้อื่นฟรีๆ

 

 

 

“ท่านเป็นช่างตีเหล็กที่น่าเคารพ แต่ท่านต้องการให้ข้าเป็นอาจารย์ของท่าน? ท่านไม่รู้สึกว่านี่จะทำให้สถานะของท่านลดลง?”ฉินเหวินเทียนยังคงถามต่อ หลังจากทั้งหมดแล้วเขามีเพียงตราประทับศักดิ์สิทธิ์ที่จะแลกกับความช่วยเหลือของฟานซือ

 

 

 

“เจ้าควรรู้ว่ามันง่ายที่จะเพิ่มเครื่องประดับบนสิ่งที่มันสวยงามอยู่แล้ว แต่ยากที่จะทำจุดถ่านหินในช่วงที่มีพายุหิมะ ข้าฟานซือ ไม่ได้ไม่มีวิสัยทัศน์ ถึงแม้ว่าเจ้าจะอยู่ในสถานการณ์ร้ายแรงตอนนี้ ตราบใดที่เจ้าอดทน ข้าเกรงว่าข้าจะไม่ได้มีคุณสมบัติแม้แต่ถือรองเท้าของเจ้าในอนาคต เมื่อถึงเวลานั้น เจ้ายังคงจะยอมรับข้าหรือไม่หากข้าต้องการให้เจ้าเป็นอาจารย์ของข้า? การเป็นศิษย์ของเจ้าถือเป็นเกียรติที่ข้าหวังไว้อย่างแท้จริง มันจะลดสถานะของข้าได้อย่างไร?”

 

 

 

“ไม่เพียงเท่านั้น ข้าต้องการที่จะเป็นพยานของการกำเนิดอัจฉริยะด้วยตนเอง ข้าอยากเห็นมูหลินถูกเหยียบย่ำอยู่ใต้เท้าเจ้า เมื่อเจ้าเป็นคนที่เหยียบย่ำเขา ข้าต้องการดูว่าเขายังคงสามารถรักษาใบหน้าที่หยิ่งยโสของเขาได้หรือไม่!”ความโกรธกำลังไหม้อยู่ในแววตาของเขา โดยเฉพาะการยืมพลังของฉินเหวินเทียนเขาจะสามารถเหยียบมูหลินได้  เขาตัดสินใจที่จะเดิมพันอนาคตของเขาและความหวังทั้งหมดไว้ที่ฉินเหวินเทียน

 

 

 

ฉินเหวินเทียน มองไปที่ก่อนที่จะมองไปที่ม้าที่อยู่ข้างหลังเขา

 

 

 

“หนึ่งในนั้นเป็นม้าตัวที่เตรียมไว้ให้ข้า?”

 

 

 

“แน่นอน”ฟานซือกล่าวในขณะที่เขามองไปที่ฉินเหวินเทียนพร้อมกับมีร่องรอยของความประหม่าอยู่ในแววตาของเขา

 

 

 

ฉินเหวินเทียนดินไปข้างหน้าและขึ้นม้า ในขณะเดียวกันภาพเงาสีขาวจาง ๆ ขยับไปอย่างรวดเร็ว ที่ภาพที่พร่าเลือนไว้เบื้องหลังและพุ่งขึ้นไปบนหลังม้า

 

 

 

“เจ้าตัวเล็กนี่ ช่างรวดเร็วนัก”ฉินเหวินเทียนมองไปที่ลูกสุนัขก่อนที่จะกระชับขาของเขาขึ้น

 

 

 

“อาจารย์ที่นับถือของข้า โปรดรอข้าด้วย!”ฟานซือไม่อาจอดกลั้นรอยยิ้มเมื่อเห็นภาพตรงหน้าได้                เขากระโดดขึ้นไปในอากาศและลงไปยังหลังม้าของเขาและควบม้าตามหลังฉินเหวินเทียนไป หลังจากที่เขาตามทัน ฟานซือก็ยิ้มออกมาอย่างประหม่าขณะที่เขากล่าวต่ออย่างเขินอาย”อาจารย์ ท่านคิดว่ามันเป็นไปได้ไหมที่จะมอบของขวัญบางอย่างให้ศิษย์ที่ต่ำต้อยเพื่อให้ข้าเข้าเป็นศิษย์ท่านอย่างเป็นทางการ เพียงแค่ตราประทับศักดิ์สิทธิ์ระดับ2หรือ3ก็ได้ ท่านจะว่าอย่างไร”

 

 

 

หลังจากมองไปที่รอยยิ้มอันร้ายกาจของฟานซือฉินเหวินเทียนก็ตำหนิเขา”มันหายไปจากบิดาเจ้าแล้ว”

 

 

 

หลังจากหัวเราะฉินเหวินเทียนกระตุกส้นเท้าของเขา ทำให้ม้าของเขาเพิ่มความเร็วขึ้น เขายังคงควบม้าวิ่งไปข้างหน้า เตรียมพร้อมที่จะวิ่งผ่านค่ำคืนตรงเข้าไปในนครหลวง

 

 

 

“ฮ่าฮ่า มูหลิน เจ้าสารชั่ว! เจ้าเพียงแค่รอ!”ฟานซือระเบิดออกเสียงหัวเราะในขณะที่เขาก็เพิ่มความเร็วของเขา หลังจากนั้นไม่นาน ทั้งสองได้ออกจากนครประสานนภา ควบม้าไปบนทางสายหลักภายใต้แสงดาวที่สวยงาม ฝุ่นและก้อนดินต่างกระจัดจายไปตาทางที่พวกเขาผ่าน

 

 

 

ฉินเหวินเทียนหันมามองกำแพงเมืองที่โออ่า ความเด็ดเดี่ยวที่แข็งกล้าส่องประกายในแววตาของเขา

 

 

 

นี่เป็นครั้งแรกที่ที่เขาออกเดินทางไกล ท่ามกลางลมพายุ งานศพที่พวกเขาผ่านต่างถูกฝุ่นดินบดบังและเขาจ้องมองไปที่ขอบฟ้าแล้วกล่าวต่อ”โลกแห่งการฝึกตนที่เต็มไปด้วยความเมตตา การแก้แค้น ความโกรธและความเกลียด มันจะดีกว่าที่เตรียมตัวให้พร้อมต่อการมาถึงของข้า ข้ามาแล้ว!”

 

 

 


 

 

ติดตามข่าวสารตอนใหม่ๆได้ที่เพจก่อนใคร!! คลิกเลย