0 Views

ภายใต้การสังเกตอย่างระมัดระวังของโมชิงเฉิง  สีหน้าของฉินเหวินเทียนค่อยๆเริ่มมีสีขึ้นมาถึงกระนั้นตอนนี้เขาก็ยังไม่ได้สติ

 

 

 

สุนัขหิมะตัวน้อยนอนอยู่ข้างๆฉินเหวินเทียน ทว่ามันก็กระโดดเขาไปกอดโมชิงเฉิงเป็นช่วงๆ ทำให้รอยยิ้มปรากฏขึ้นมาบนใบหน้าของโมชิงเฉิง เจ้าตัวน้อยนี้น่ารักเกินไป

 

 

 

“นั้วหลาน เจ้าเดาได้ไหมว่าเจ้านี่เป็นสัตว์อสูรประเภทใด?”โมชิงเฉิงถามด้วยความอยากรู้

 

 

 

“ใครจะไปรู้ บางทีมันอาจเป็นเพียงสัตว์ป่าธรรมดาที่มิอาจฝึกตนได้”นั้วหลานตอบ

 

 

 

“สัตว์ป่าธรรมดาจะฉลาดเช่นนี้ได้อย่างไร? เจ้าตัวนี้ตัวเล็กมาก”โมชิงเฉิงยิ้มอย่างสดใส

 

 

 

ความสดใสของรอยยิ้มนางทำให้นั้วหลานงงเล็กน้อย “โอ้ววว เจ้าอารมณ์ดีเสียจริง2-3 วันที่ผ่านมา ข้าไม่เคยเจ้ายิ้มแม้แต่ครั้งเดียว”

 

 

“อืม ยังไงแถวนี้ก็ไม่มีใครอื่น”โมชิงเฉิงยักไหล่ของนาง

 

 

 

“แล้วเขาละ?”นั้วหลานชี้ไปที่ฉินเหวินเทียน”เจ้าแม้กระทั่งกอดก่อนเขาเมื่อก่อนหน้านี้”

 

 

 

ใบหน้าของโมฉินเชิงแดงซ่าด้วยความเขินอายโดยไม่รู้ตัว นางหันมาจ้องที่นั้วหลานและค่อยๆจ้องอย่างเอ้อระเหยไปที่ฉินเหวินเทียนขณะที่นางกล่าวเพิ่ม”แต่ มองรวมๆเขาเขาค่อนข้างดูดีทีเดียว”

 

 

 

“เย่หวู่เชวยก็ดูดีเช่นกัน แต่ทำไมเจ้าจึงเมินเขาเสมอ? อย่างใดก็ตามมีข่าวลือว่าเย่หวู่เชวยได้ทำข้อตกลงในการแต่งงานกับใครบางคนในนครประสานนภาในวันนี้ ดังนั้นเขาคงรู้แล้วว่าเขาไม่ดีหวังในการชนะใจเจ้าแม้แต่น้อย”นั้วหลานยกริบฝีมากเล็กน้อยและกล่าวต่อ”โอ้ใช่ นครประสานนภาอยู่ใกล้กับเรา ตระกูลเย่ได้ล้างบางตระกูลฉินตอนนี้น่าจะเกือบสำเร็จแล้ว”

 

 

 

โมชิงเฉิงถอนหายใจให้ตระกูลฉิน

 

 

 

 

“มีบางคนมา”ในขณะนี้ โมชิงเฉิงกล่าวออกมาอย่างฉับพลัน”เขาควรตื่นขึ้นมาในเร็วๆนี้ ถึงเวลาที่เราต้องไปแล้ว”

 

 

 

หลังจากนั้นโมชิงเฉิงเดินออกจากบ้านฟางขณะที่เธอพูดกับสุนัขขาวราวกับหิมะที่ยังคงอยู่ในอ้อมกอดของนาง”เจ้าตัวน้อย เจ้ายินดีที่จะมากับข้า?”

 

 

 

สุนัขหิมะมองไปที่นางและเลียใบหน้าของนางสองสามครั้งก่อนที่มันจะกระโดดออกจากอ้อมกอดของนางกลับไปที่ทางเข้าและนั่งมองไปที่นาง

 

 

 

“เอาหล่ะ ข้าจะไม่บังคับเจ้า เนื่องจากเจ้าชอบเขาเช่นนั้นก็จงอยู่เคียงข้างเขา”โมชิงเฉิง ยิ้มอย่างทำอะไรไม่ได้ขณะที่นางจากไปกับนั้วหลาน สุนัขหิมะกำลังจ้องมองที่หลังนางขณะที่นางจากไปราวกับว่าค่อนข้างลังเลที่จะไปกับนาง

 

 

 

ไม่นานหลังจากที่โมชิงเฉิงและนั้วหลานจากไป ก็มีคนเข้ามา 3ผู้เยาว์ 2บุรุษ1สตรี

 

 

 

“โอ้…เจ้าตัวน้อยนี่น่ารักจัง”สตรีคนนั้นวิ่งโผเข้าไปหาสุนัขหิมะ ถึงกระนั้นดูเหมือนสุนัขหิมะจะไม่ได้สนใจสตรีผู้นั้นมันหันหลังให้นางและเดินเข้าไปในบ้านฟาง

 

 

 

“ท่านพี่ มีคนสลบอยู่ที่นี่”เมื่อสตรีนางนั้นเจอฉินเหวินเทียนที่สลบนางหยิบกระติกน้ำออกมาและป้อนให้ฉินเหวินเทียน

 

 

 

“หยานเอ๋อร์ ตรงไปข้างหน้าคือนครประสานนภา อย่าหาปัญหาที่ไม่มีความจำเป็น เราจะพักที่นี่หนึ่งวันก่อนที่จะไปต่อ”หนึ่งในนักเดินทางที่กายเปรอะเปลื้อนไปด้วยฝุ่นกล่าว เพื่อที่จะรีบไปนครหลวงเขาได้ขี่ม้าจนตายไป2-3ตัวแล้วและตอนนี้เขากำลังเตรียมที่จะเข้าสู่นครประสานนภาเพื่อซื้อม้าที่ดีกว่าก่อนที่จะเดินทางอีกครั้ง

 

 

 

“เข้าใจแล้ว”แม้ว่านางจะแลบลิ้นออกมานางก็ยังคงดูดีมากอยู่

 

 

 

“เจ้าตื่นแล้ว”หลิวหยานยิ้มอย่างอ่อนโยนขณะที่นางเห็นว่าฉินเหวินเทียนรู้สึกตัว

 

 

 

ฉินเหวินเทียนลุกขึ้นและนอกเหนือจากนั้นเขาพบว่าร่างของเขามีพลังเพียงน้อยนิดเท่านั้นและพบว่าพื้นฐานของเขายังปกติดี ไม่เพียงเท่านั้นเขารู้สึกราวกับว่าเขาได้ทะลวงขั้นก้าวเข้าสู่ระดับที่ 8 ของขั้นฝึกกาย ถึงกระนั้น ในตอนนี้เขาไม่มีพลัดวงดาราในร่างกายเลยแม้แต่น้อย ภาระที่อยู่ในร่างของเขามันมากมายเกินไป การควบคุมวานรอสูรยักษ์คล้ายกับว่าเขาต้องใช้ชีวิตของเขาเอง โชคดีที่เขาได้ทะลวงผ่านขีดจำกัดของตนและฟื้นสติกลับมา

 

 

 

“ไม่ต้องสงสัยเลยว่าที่ลุงเฮยบอกว่าให้ใช้ของที่เขาให้เมื่อชีวิตของข้าตกอยู่ในอันตรายอย่างแท้จริง”ฉินเหวินเทียนกล่าวในใจ ก็ยังคงถือว่าเขาได้รับพรจากความโชคร้ายเขาทะลุสู่ระดับต่อไป แม้ว่าเขาจะไม่รู้ว่าเหตุผลที่ทำให้เขาก้าวเข้าสู่ระดับที่8นั้นเป็นเพราะโอสถที่โมชิงเฉิงได้ให้เขากิน นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้เขาฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว หากเขาไม่ได้กินร่างกายของเขาจะต้องใช้เวลาอย่างน้อยสองถึงสามเดือนก่อนที่มันจะฟื้นตัว

 

 

 

“ขอบคุณที่ช่วยข้า”ฉินเหวินเทียนกล่าวขอบคุณสตรีตรงหน้าที่อ่อนเยาว์ เห็นได้ชัดว่านี่เป็นการเข้าใจผิด

 

 

 

“ไม่มีปัญหา มันเป็นเรื่องธรรมดา นี่คือสุนัขของเจ้ารึ? เขาน่ารักมาก”สตรีผู้อ่อนเยาว์ยิ้มให้ ตอนนี้ฉินเหวินเทียนรู้ว่ามีลูกสุนัขสีขาวและขนยาวตัวเล็ก ๆ อยู่ข้างๆเขา เมื่อเห็นว่าหลิวหยานกำลังจะกอดมัน มันก็รีบกระโดดเข้าไปในอ้อมแขนของฉินเหวินเทียนทันที

 

 

 

“หลิวหยาน ถึงเวลาที่เราต้องไปแล้ว”เสียงของชายหนุ่มด้านนอกดังเข้ามา

 

 

 

“ได้”หลิวหยานตอบและกล่าวกับฉินเหวินเทียนต่อ “ลูกสุนัขตัวนี้ฉลาดมากไม่ต้องสงสัยเลยว่ามันกำลังรอเจ้าอยู่ เมื่อเจ้าตื่นแล้ว ก็ถึงเวลาที่ข้าต้องไปแล้ว ข้าชื่อหลิวหยาน หากมีโอกาสเราคงได้พบกันในอนาคต”

 

 

 

“ข้า ฉินเหวินเทียน”

 

 

 

ฉินเหวินเทียนลุกขึ้นยืนเดินออกมาข้างนอกในขณะที่อุ้มเจ้าตัวเล็กไว้ เพื่อมองดูหลิวหยานโบกมือลากับเขา ไม่เพียงเท่านั้นเขายังสังเกตเห็นเศษของสมุนไพรจิตวิญญาณที่ต้มปล่อยกลิ่นระเหยออกมา

 

 

 

“ขอบคุณมาก”ฉินเหวินเทียนมองที่หลังของหลิวหยาน ในขณะที่ลึกไกลออกไปในป่ามีสายตา2คู่กำลังเฝ้ามองฉินเหวินเทียนพวกเขาไม่ใช่ใครอื่นนอกจากโมชิงเฉิงและนั้วหลาน

 

 

 

“เอาหล่ะเรายืนยันได้แล้วว่าเขาปลอดภัย ถึงกระนั้นแต่ดูเหมือนว่าเขาคิดว่าคนที่ช่วยเขาคือหญิงสาวคนนั้น เจ้าการที่จะเผยตัวแล้วไปบอกความจริงหรือไม่?”นั้วหลานหัวเราะขณะที่มองไปยังโมชิงเฉิง

 

 

 

 

“เราไปกันเถอะ”โมชิงเฉิงยิ้มขณะที่นางหันหลังและออกไป

 

 

 

มีเพียงฉินเหวินเทียนและเจ้าตัวน้อยยังคงอยู่ที่บ้านฟาง ฉินเหวินเทียนอยากรู้เรื่องสุนัขที่อยู่ในอ้อมแขนเขาขนทั้งหมดบนตัวมันเป็นสีขาวและมันก็นุ่มมากเช่นเดียวกับมัดผ้าฝ้ายดวงตาที่สวยงามของมันเผยให้เห็นถึงความเฉลียวฉลาดในขณะที่ลูกสุนัขเอียงศีรษะของมัน

 

 

 

 

“เจ้ารอข้ารึ?”ฉินเหวินเทียนรู้สึกว่าเป็นเรื่องแปลก ๆ นิดหน่อย

 

 

 

 

สายตาของลูกสุนัขแคบลงราวกับว่ามันกำลังหัวเราะเยาะเขาทำให้ฉินเหวินเทียนอ้าปากค้างเบาๆลูกสุนัขตัวนี้สามารถเข้าใจสิ่งที่เขากำลังพูดได้?

 

 

 

 

“มันถึงเวลาที่ข้าต้องฝึกตนแล้ว มันจะดีกว่าหากเจ้ากลับบ้านเจ้าไป”ฉินเหวินเทียนค่อยๆพูดกับลูกสุนัขหิมะ ทว่าลูกสุนัขก็กระโดดกลับเข้าไปในอ้อมแขนของเขาเมื่อใดก็ตามที่เขาพยายามที่จะนำมันลง

 

 

 

 

“เอาล่ะ ในเมื่อเจ้าไม่ต้องการไป เจ้าสามารถตามข้าได้ชั่วคราว”ฉินเหวินเทียนยิ้มอย่างขมขื่นขณะที่เขานั่งขัดสมาธิ วางลูกสุนัขไว้บนพื้นดินแล้วเขาเริ่มต้นการฝึกตนของเขา เขาต้องการรู้สถานการณ์ปัจจุบันภายในนครประสานนภา แต่เขายังคงต้องฟื้นพลังกลับคืนมาก่อนเพื่อให้แน่ใจว่าเขาจะปลอดภัย

 

 

 

แสงของดวงดาราสาดส่องลงมายังร่างของฉินเหวินเทียน ร่างกายมนุษย์เป็นขวดที่มีความสามารถในการเก็บพลังดวงดารายิ่งขอบเขตการฝึกตนสูงขึ้นเท่าใดพลังดวงดาราในร่างกายก็จะมีได้มากขึ้นเท่านั้น ขอบเขตขั้นฝึกกาย ประกอบไปด้วยการใช้พลังดวงดาราเพื่อทำให้แขนขาทั้งสี่และโครงสร้างกระดูกแข็งแกร่งขึ้นและเพิ่มความแข็งแกร่ง

 

 

 

 

หลังจากที่ผู้ฝึกตนเข้าสู่ขอบเขตขั้นไหลเวียนโลหิต เขาสามารถกระตุ้นจุดฝังเข็มของร่างกายได้เต็มที่และทำให้ศักยภาพของเขาสูงขึ้น เขาสามารถเข้าใจเส้นทางของเส้นลมปราณ ช่องพลังและที่เก็บพลังดวงดาราภายในจุดฝังเข็มทั้งหมดในร่างกายของเขาและด้วยเหตุนี้เขาจะสามารถปลดปล่อยพลังอันยิ่งใหญ่ระหว่างการต่อสู้ได้

 

 

 

 

ค่ำคืนเริ่มใกล้เข้ามา….ฉินเหวินเทียน รู้สึกว่าร่างกายของเขาสบายมาก เขาไม่เคยรู้สึกดีแบบนี้มาก่อน สภาพของเขารู้สึกสบายกว่าเมื่อเทียบกับช่วงก่อนที่เขาจะได้รับบาดเจ็บ มันเหมือนกับร่างกายของเขาเต็มไปด้วยความแข็งแกร่ง เหตุผลก็คือ นอกจากที่เข้าทะลวงขั้นเข้าสู่ระดับ8ของขั้นฝึกกาย ยาสมุนไพรที่โมชิงเฉิงป้อนเขาก็ช่วยเขาอย่างมากเช่นกัน แน่นอนว่าฉินเหวินเทียนไม่ทราบว่าเขาได้กินโอสถชั้นยอดระดับ2ไป

 

 

 

ฉินเหวินเทียนลุกขึ้นยืนครุ่นคิดถึงสภาพแวดล้อมของเขา สถานที่แห่งนี้ดูเหมือนจะเป็นป่าที่อยู่ทางตะวันตกของนครประสานนภา เขาเคยผจญภัยที่นี่ในช่วงวัยเด็กของ เขามากับฉินชวนและคนอื่นๆเพื่อล่าสัตว์ เขาเลยรู้จักสภาพแวดล้อมแถวนี้

 

 

 

หลังจากที่เขาทำความสะอาดตนเองในลำธารใกล้ๆ ฉินเหวินเทียนก็ออกเดินทางขณะที่ลูกสุนัขหิมะตามหลังเขาอย่างใกล้ชิดทำให้ฉินเหวินเทียน ร้องอุทานด้วยความตกตะลึง

 

 

 

 

 

 

ถึงแม้จะเป็นช่วงกลางดึกถนนของนครประสานภาก็สว่างไสวราวกับตอนกลางวันมีโคมไฟขนาดใหญ่วางไว้ในทุกทิศทาง  ถึงแม้จะดึกแล้วถนนก็ยังคงคึกคักกับกิจกรรมต่าง ๆคนส่วนใหญ่จะเลือกเวลานี้เพื่อรวมตัวกันในร้านอาหารเล็กๆพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องในอดีต พูดคุยเกี่ยวกับวีรบุรุษในยุคปัจจุบันของพวกเขาและดื่มด่ำกับการดื่มจนพอใจพวกเขา

 

 

 

ฉินเหวินเทียนชะงักเมื่อเขาเดินผ่านร้านไวน์แบบเปิดโล่งขณะที่เขาได้ยินเสียงลอยลั่นออกจากร้านคุยเรื่องบางอย่างที่เขาอยากรู้

 

 

 

“ตระกูลฉินตอนนี้กำลังคับขันสุดๆ ปรมาจารย์ของพวกเขา ฉินหวู่และผู้นำตระกูลฉินชวนของพวกเขาถูกจับกุมและถูกพาตัวไปที่นครหลวง นอกจากนี้ยังมีข่าวว่าพวกเขากำลังถูกคุมขังอยู่ในคุกและจะถูกประหารชีวิตในเวลาใดก็ได้ แม้ว่าพวกเขาจะสามารถหลบหนีการประหารชีวิตได้ ถ้าพวกเขาอยู่ในการควบคุมของตระกูลเย่ ข้าก็มั่นใจว่าพวกเขาจะถูกเล่นสนุกไปจนตาย”

 

 

 

 

“อย่าได้มั่นใจเร็วเกินไป กองกำลังตะวันตกเฉียงเหนือกำลังตั้งค่ายพักแรมอยู่นอกนครประสานนภา ข้าได้ยินมาว่าพวกเขาตั้งใจที่จะระดมกำลังของพวกเขาและรีบไปนครหลวงคืนนี้และเป็นไปตามข่าวที่เชื่อถือได้ ไม่ใช่แค่กองกำลังทางตะวันตกเฉียงเหนือเท่านั้น 8กองทหารรักษาการณ์หลักของกองชายแดนประเทศฉู 3ใน8ได้ทำลายค่ายและเคลื่อนที่ต่อไป ทำให้พื้นที่ที่พวกเขาถูกส่งไปประจำการจะกลายเป็นที่ว่างเปล่าและปลุกความตื่นตระหนกและความกังวลในหัวใจของคน”

 

 

 

“เหตุใดพวกเขาช่างกล้าหาญเช่นนั้น?”บางคนโห่ร้องด้วยความตกใจ

 

 

 

 

“กล้าหาญ?ก่อนหน้านี้พวกเขาทั้งหมดมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับราชันหวู่ ตอนนี้นครหลวงได้ทำมันกับตระกูลฉินให้ดู ใครจะรู้ว่าเมื่อไหร่ก็จะถึงคราวของพวกเขา อย่างไรก็ตามอย่างน้อยที่สุดพวกเขาก็ฉลาดกว่าตระกูลฉิน พวกเขารักษาความสัมพันธ์ของพวกเขาและไม่ได้ทำในสิ่งที่ตระกูลฉินทำ ละทิ้งอำนาจทางทหารและถูกเนรเทศไปยังนครประสานนภา แม้ว่าพลังที่จักรพรรดิมีนั้นไม่น่าไว้วางใจ เขาก็รู้ว่าพันธมิตรของแปดกองกำลังชายแดนมีพลังที่ทำให้ตนเองไม่ถูกกำจัดได้อย่างง่ายๆ หากไม่ ถ้ามันนำไปสู่สงครามภายในประเทศฉูอาจประสบผลกระทบหนักโดยการเผชิญการโจมตีจากประเทศอื่น ๆ ที่อยู่ใกล้ ๆ”

 

 

 

 

“คราวนี้ 3พันธมิตรทหารรักษาการณ์ที่กำลังเดินไปทางนครหลวง จงใจยกธงของจักรพรรดิ ขณะที่อ้างว่าจักรพรรดิถูกชักนำให้เข้าใจผิดโดยสมาชิกของตระกูลเย่และเขาทำผิด ตราบใดที่3พันธมิตรทหารรักษาการณ์ยังหลงเหลืออยู่ ฉินชวนและฉินหวู่ยังคงมีหวีงที่จะรอด แต่ถ้าพวกเขาพ่ายแพ้จักรพรรดิก็จะไม่มีเรื่องยุ่งยากอีกต่อไปและจะออกคำสั่งประหารทันที”

 

 

 

 

“ข้าไม่คิดว่าหลังจากที่ราชันหวู่สั่นคลอนโลกยังคงมีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเช่นความวุ่นวายในประเทศฉู ถึงกระนั้นวามพ่ายแพ้ของ3พันธมิตรทหารรักษาการณ์ขึ้นอยู่กับเวลา ข้าเกรงว่าพวกเขาคงต้านทานได้นานประมาณสามปีและหลังจากที่ตระกูลฉินได้ให้เกิดราชันหวู่พวกเขาก็ให้กำเนิดอัจฉริยะคนอื่นด้วยเช่นกันก็คือ…ฉินเหวินเทียน.. แต่ภายในสามปีข้าเกรงว่าแม้แต่ฉินเหวินเทียนก็อาจไม่มีพลังพอที่จะช่วยพวกเขาได้”

 

 

 

 

“พูดถึงฉินเหวินเทียน เขายากที่จะกลายมาเป็นอัจฉริยะจริงๆ หากไม่ใช่เขาอัญเชิญสัตว์อสูรนั้นมาสังหารเย่โม สายเลือดตรงๆของตระกูลฉินคงถูกทำลายหมดไปแล้ว  ตระกูลฉินมีเวลาเพียงพอที่จะรอกำลังเสริมของกองกำลังทางตะวันตกเฉียงเหนือ ไม่เพียงเท่านั้น คำสั่งที่สองของฉินเฮอ ก็ไม่ได้ขาดความละเอียดแม้ว่าขาเขาจะหักเขายังสั่งกองกำลังฉินอย่างกล้าหาญพร้อมกับผู้บัญชาการจากกองกำลังทางตะวันตกเฉียงเหนือและในที่สุดเขาก็ตัดสินใจอย่างแน่วแน่ว่าจะขับไล่ฉินเหวินเทียนออกจาตระกูลฉิน”

 

 

 

 

“แม้ว่าบนพื้นผิวที่อาจดูเย็นและไม่รู้สึกสบาย ในความเป็นจริงมันอาจกล่าวได้ว่าเป็นแผนที่ยอดเยี่ยม ด้วยการขับไล่ฉินเหวินเทียนพวกเขาได้ตัดความสัมพันธ์ระหว่างตระกูลฉินกับเขา ฉินเหวินเทียนจะไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับการกบฏของพวกเขาอีกต่อไป  ด้วยวิธีนี้ ฉินเหวินเทียนสามารถเข้าสู่สำนักจักรพรรดิดาราได้อย่างปลอดภัยและมุ่งเน้นการฝึกตนของเขา และด้วยพลังของสำนักจัรพรรดิดาราฉินเหวินเทียนจะได้รับความคุ้มครองอย่างแน่นอน  นี่เป็นครั้งสุดท้ายที่จะเดิมพัน ตัดฉินเหวินเทียนออกจากตระกูลฉิน เพื่อให้เขาสามารถฝึกตนอย่างสงบสุขได้  การพนันด้วยความจริงที่ว่าเขาจะมีพลังมากพอที่จะช่วยฉินหวู่และฉินชวนได้ก่อนที่กองกำลังพันธมิตรของทั้งสามฝ่ายจะพ่ายแพ้”

 

 

 

“ใช่ตระกูลฉินได้วางความหวังสุดท้ายของพวกเขาบนฉินเหวินเทียน ไม่ว่าในกรณีใด ๆ ในโลกแห่งการฝึกตน มีเฉพาะผู้ที่ยิ่งใหญ่เท่านั้นจึงจะสามารถควบคุมชะตากรรมและโชคชะตาของโลกได้ ตราบใดที่มีพลังมากพอ จักรพรรดิก็เป็นเพียงจักรพรรดิ ด้วยพลังที่มีมากพอ เพียงโลกเดียวอาจทำให้เลือดไหลเหมือนแม่น้ำ ความแข็งแกร่งเป็นสิ่งเดียวที่สำคัญในโลกแห่งการฝึกตนนี้”

 

 

 

พวกเขาหายเข้าไปในความคิดและการสนทนาของพวกเขาเอง คนเหล่านี้พูดไปเรื่อยเปื่อย ในขณะที่จินตนาการถึงตัวเองเกี่ยวกับการเป็นหนึ่งในบุตรที่ได้รับเลือกจากสวรรค์ กวัดแกว่งพลังอำนาจมหาศาลและควบคุมโชคชะตาของผู้ที่อาศัยอยู่ในโลกนี้

 

 

 

ฉินเหวินเทียนที่อยู่ด้านข้างหลัง หลังจากได้ยินข้อมูลนี้เขารู้สึกถึงอารมณ์ที่ลึกลับเริ่มโผล่ออกมาในหัวใจของเขา

 

 

 


 

 

(TL:โมคือนามสกุล ชิงเฉิงหมายถึงสาวงามที่สามารถสั่นคลอนอาณาจักรได้)