0 Views

บ้านตระกูลฉินฉินมีประตูทั้งหมด 4 ประตู ได้แก่ ประตูทิศเหนือประตูทิศใต้ประตูตะวันออกและประตูทิศตะวันตก ฉินหวู่ถูกจับและบ้านของตระกูลฉินถูกไฟไหม้ คนในตระกูลต่างรีบวิ่งออกจากทางเข้าทั้งสี่ทางเพื่อพยายามหนี นอกเหนือจากฉินชวนซึ่งกำลังเผชิญหน้ากับกองกำลังข้าศึกที่ประตูตะวันออก ที่นี่มีกองกำลังระดมกำลังอยู่ที่ประตูทิศใต้และทางทิศเหนือเพื่อช่วยทำลายวงล้อมของศัตรูทำให้คนในตระกูลบางส่วนหลบหนีไปได้

 

 

สำหรับสมาชิกที่สำคัญของตระกูลฉินพวกเขามารวมกันที่ประตูทิศตะวันตกบ้านตระกูลฉินฉินมีประตูทั้งหมด 4 ประตู ได้แก่ ประตูทิศเหนือประตูทิศใต้ประตูตะวันออกและประตูทิศตะวันตก ฉินหวู่ถูกจับและบ้านของตระกูลฉินถูกไฟไหม้ คนในตระกูลต่างรีบวิ่งออกจากทางเข้าทั้งสี่ทางเพื่อพยายามหนี นอกเหนือจากฉินชวนซึ่งกำลังเผชิญหน้ากับกองกำลังข้าศึกที่ประตูตะวันออก

 

 

ที่นี่มีกองกำลังระดมกำลังอยู่ที่ประตูทิศใต้และทางทิศเหนือเพื่อช่วยทำลายวงล้อมของศัตรูทำให้คนในตระกูลบางส่วนหลบหนีไปได้ สำหรับสมาชิกที่สำคัญของตระกูลฉินพวกเขามารวมกันที่ประตูทิศตะวันตก

 

 

“เร็วเขา”ฉินเฮอเร่งเร้าขณะที่เขาเห็นฉินเหวินเทียนและฉินเหยากำลังวิ่งมาหาเขา ด้วยคำเร่งเร้าของฉินเฮอ ฉินเหวินเทียนและฉินเหยา ได้ก้าวกระโดดผ่านอากาศลงไปยังหลังม้าศึกที่ได้เตรียมไว้สำหรับพวกเขา

 

“ไป”ฉินเฮอนำพาม้าศึกไปข้างหน้าขณะที่พวกเขารีบวิ่งออก กลุ่มผู้พิทักษ์คนหนึ่งปรากฏตัวต่อหน้าพวกคนที่ตามมาเขาเตรียมธนูเขาวัวไว้ที่หลัง หอกที่มือขวาและดาบที่ด้านซ้ายของอานม้าพวกเขาพร้อมที่จะเข้าร่วมในการต่อสู้โดยใช้อาวุธที่แตกต่างกันตามสถานการณ์ที่บังคับ

 

เสียง”ครืน..”ของม้าศึกวิ่งดังออกมาทำให้ผืนปฐพีสั่นสะเทือน ฉินเหวินเทียนหันหน้ากลับมาพร้อมกับใบหน้าที่เตรียมพร้อมจะเผชิญทุกสิ่ง ถึงกระนั้นเขาก็ไม่อาจอดกลั้นน้ำตาที่ไหลลงมาใบหน้าของเขาได้ขณะที่เขามองไปยังที่ที่เขาอาศัยอยู่มานานกว่าสิบปีนี่จะเป็นน้ำตาครั้งสุดท้าย วันนี้เป็นวันสุดท้ายของปี หลังจากที่ปีนี้ผ่านไป เขาจะอายุครบ16ปีเต็มและต่อจากนี้เป็นต้นไปเขาจะเป็นของเจียงหู่ ในฐานะที่เป็นคนของเจียงหู่เขาได้รับอนุญาตให้หลั่งเลือดอย่างเดียวเพียงเท่านั้นไม่ใช่น้ำตา

 

ลมหนาวเย็นพัดผ่านแก้มของเขานำมาซึ่งความรู้สึกเศร้าหมอง ฉินเหวินเทียนและคนอื่น ๆขี่ม้าไปทางทิศตะวันตก จากนั้นก็เห็นเพียงแต่ศพมากมายอยู่ข้างถนนทั้งสองข้าง เมื่อเห็นใบหน้าเหล่า ทั้งหมดต่างเป็นคนของตระกูลฉิน เหล่าคนตระกูลฉินทั้งหมดต่างเผยสีหน้าที่โกรธอย่างรุนแรง

 

บรรดาผู้ที่อยู่ในปัจจุบันรวมไปถึงผู้อาวุโสจากตระกูลเย่ เย่โม เย่หลางและประมุขตระกูลไป๋ ไป๋ฉิงซง เห็นได้ชัดว่าตระกูลไป๋ก็ได้มาเข้าร่วมการล้อมกรอบบ้านตระกูลฉินด้วยเช่นกัน

 

ผู้พิทักษ์ไม่มีเจตนาที่จะหยุดขณะที่พวกเขากำหอกในมือไว้แน่นอยู่บนหลังม้าศึก พวกเขาดึงคันศรเขาวัวจากหลังของพวกเขาในพริบตาเขาวางลูกศรสามลูกลงบนคันศรพร้อมที่จะยิง  หลังจากยิงออกไปลูกศรส่งเสียงเล็กแหลมออกมาจางหายไปอย่างรวดเร็วและแสงของดวงดาราก็พลุ่งพล่านออกมาในขณะที่ลูกศรพุ่งไป เปล่งเสียงหวีดหวิวที่ทำให้คนหลายคนเกิดความกลัวอยู่ในใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากลูกศรที่ยิงจากผู้พิทักษ์ที่แนวหน้า

 

“ฟิ้ว….ฟิ้ว…..ฟิ้ววว”ลูกศรพุ่งไปราวกับสายฟ้าเจาะทะลุผ่านลำคอศัตรูของพวกเขาทว่ามันยังไม่หยุดเพียงเท่านี้ลูกศรยังคงความรุนแรงไว้เช่นเดิมและพุ่งต่อไปข้างหน้า

 

“สังหารมัน!”ฉินชวนสั่งอย่างเยือกเย็น เขารู้ว่าผู้พิทักษ์เป็นผู้ที่แข็งแกร่งและมีแม้กระทั่งผู้ที่อยู่ในระดับหยวนฝู่ที่มีความสามารถปะทะกับเย่โมตรงๆได้

 

ขณะที่ขี่ม้าฉินเหวินเทียนหยิบอกยาวจากด้านหลังมาไว้ในมือขวา หอกเป็นดั่งส่วนที่ยื่นออกมาของแขนเขาในขณะที่เขาโคจรพลังดวงดาราภายในร่างกายส่งไปยังหอกที่อยู่ในมือ

 

เลือดสดๆพุ่งกระจายไปในอากาศราวกับน้ำพุอยู่ตรงหน้าเขาพลันปรากฏแสงสุกใสและความสวยงามอันน่าหลงใหลภายใต้แสงแพรวพราวของพระอาทิตย์

 

ฉินเฮอและฉินเย่ ได้ปลดปล่อยจิตดาราของตนเองและได้ต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับผู้พิทักษ์ปะทะกับกองกำลังของเย่หลาง เหล่าทหารม้าเต็มไปด้วยความตั้งใจในการสังหารพวกเขาควบม้าพุ่งไปหาฉินเหวินเทียน

 

หอกเล่มยาวแทงตรงไปยังคอของฉินเหวินเทียนอย่างรวดเร็ว มีทั้งความแม่นยำและแน่วแน่ ลมที่เกิดจากการเคลื่อนไหวของหอกพลุ่งพล่านไปด้วยเจตนาฆ่าฟัน กระแทกเขากับร่างของฉินเหวินเทียน ทว่าในขณะนี้ฉินเหวินเทียนไม่ได้รู้สึกหวาดกลัวหรือตกใจแต่อย่างใดมีแต่เพียงความสงบที่น่าขนลุก ทันใดนั้นดวงตาของเขาก็ส่องประกายด้วยแสงดวงดาราเขาแทงหอกออกไปโดยใช้ปลายแหลมของหอกพุ่งชนกับฝ่ายตรงข้ามของเขา

 

“ตูมม” คลื่นแรงที่น่าสะพรึงกลัวของพลังที่แข็งแกร่งสั่นสะเทือนแขนของฝ่ายตรงข้ามของเขาทำให้เขาต้องทิ้งหอกลง แต่ก่อนที่หอกจะตกลงจากมือของฝ่ายตรงข้าม หอกยาวของฉินเหวินเทียนราวกับมีดร้อนตัดเนยเสียดสีด้านข้างของหอกฝ่ายตรงข้ามซึ่งกำลังตกลงใช้มันเป็นส่วนช่วยเสริมในขณะที่เขาหงายหอกขึ้นและแทงตรงๆเข้าไปในลำคอของฝ่ายตรงข้าม..

 

ม้าศึกฉินเหวินเทียนยังคงวิ่งต่อไป ด้วยความแข็งแกร่งของเขาที่ระเบิดออกมา เขาปาหอกออกไปทะลุผ่านลำคอของฝ่ายตรงข้ามอย่างแนบเนียนก่อนที่จะจับมันอีกครั้ง หัวหอกส่องประกายแวววาวไปด้วยเลือดสดๆ

 

ที่ไหนสักแห่งในระยะไกล… กรงเล็บอันแหลมคอมของเย่หลางเสียบลึกเข้าไปในศีรษะของผู้พิทักษ์ในสายตาของฉินเหวินเทียน ขณะที่เขาขยี้ศีรษะด้วยความน่าสะพรึงกลัวผู้พิทักษ์ก็ตกลงมาจากม้าศึกของเขากับสมองของเขาที่กลายเป็นชิ้นๆ เขาไม่มีหวังที่จะรอด

 

ดวงตาของเย่หลางเต็มไปด้วยกลิ่นอายป่าเถื่อนไร้การควบคุมในขณะที่เขาจ้องมองมายังฉินเหวินเทียนด้วยสายตาดูถูกริมฝีปากของเขายกขึ้นเล็กน้อยด้วยความไม่พอใจราวกับว่าเขากำลังกระตุ้นให้ฉินเหวินเทียนมาสู้กับเขา

 

“ปีหน้า ในวันนี้จะกลายเป็นวันครบรอบของการถอนรากถอนโคนตระกูลฉินและสำหรับฉินหวู่ ฉินชวน พวกเขาจะถูกตราหน้าว่าเป็นผู้ทรยศต่อประเทศและถูกประหารในนครหลวงต่อหน้าสายตาของผู้คนนับล้านที่เฝ้าดูพวกเขา”เย่หลางกล่าวออกมาอย่างเย็นชาและในขณะที่เขาทำเช่นนั้นเขาก็ชี้นิ้วไปที่ฉินเหยาซึ่งกำลังต่อสู้กับคนใกล้ ๆ”และสำหรับสตรีผู้นี้ ข้าจะไม่ฆ่านาง ข้าต้องการที่จะสนุกกับนางอย่างช้า ๆ คืนนี้..”

 

ฉินเหยาว้าวุ่นอยู่ครู่หนึ่งด้วยความโกรธและความอัปยศอดสู นางเกือบจะถูกศัตรูจับได้

 

ฉินเหวินเทียนจ้องมองไปที่เย่หลางด้วยสายตาที่เย็นชาขณะที่เขาหันม้าศึกของเขาควบออกไปอย่างรวดเร็ว

 

“หนีรึ?”มุมของปากของ่ยหลังยกขึ้นมาด้วยความรังเกียจ วันนี้พวกเขาได้เตรียมตาข่ายที่ไม่สามารถหนีได้สำหรับตระกูลฉินและตั้งแต่ที่ผู้เยาว์ของตระกูลฉินได้เลือกทางนี้เขาจะปล่อยให้พวกเขาหนีออกไปได้เป็นๆได้อย่างไร?

 

เย่หลางควบม้าศึกตามหลังฉินเหวินเทียนไป”ไม่ต้องเข้ามายุ่ง! ชีวิตของมันเป็นของข้า!” ขณะที่เหล่าผู้คนมากมายของโรงแรมขนาดใหญ่กำลังยืนเรียงรายอยู่ทั้งสองด้านของถนนกำลังเฝ้าดูการสู้รบพวกเขาก็ต่างรู้สึกตกใจกัน

 

“คนนั้นมันฉินเหวินเทียนจากตระกูลฉินใช่ไหม? ผู้คนในอดีตต่างเรียกเขาว่าเป็นเศษขยะ ทว่าในวันของการทดสอบความกล้าหาญที่แท้จริงของเขาทำให้ทุกคนตกใจเปิดเผยพรสวรรค์อันยิ่งใหญ่ของตนเองความกล้าหาญในการต่อสู้ของเขาควรแข็งแกร่งเช่นกัน”

 

“แล้วไง?”คนที่ไล่ตามเขาคือเย่หลาง นอกเหนือจากการเป็นอัจฉริยะของตระกูลเย่จากนครหลวงแล้วเขายังเป็นศิษย์ของอาชูร่าหวู่อีกด้วย ฉินเหวินเทียนเพิ่งก้าวเท้าไปสู่ความตาย

 

ขณะที่ฝูงชนต่างพูดความคิดของตนออกมา ทั้งฉินเหวินเทียนและเย่หลางได้ควบม้าไปจนสุดทางถนนแล้วสถานที่แห่งนี้กว้างขวางและเหมาะสำหรับการต่อสู้และตราบใดผู้หนึ่งอยู่ในจุดที่ได้เปรียบกว่าคนทั่วทั้งถนนจะมองเห็นได้ ขณะนี้ภายใต้การจ้องมองที่น่าประหลาดใจของฝูงชน ฉินเหวินเทียนหยุดม้าของเขา เขาหันหลังกลับไปหาเย่หลางผู้ซึ่งกำลังวิ่งตามเขามา

 

“วิ๊งง”เสียงหึ่งๆดังออกมาในขณะที่หอกยาวปรากฏขึ้นในมือฉินเหวินเทียน เขาดึงบังเหียนม้าด้วยแววตาที่แข็งกล้าราวกับเหล็กที่ส่องประกาย เขาพุ่งตรงไปยังเย่หลางผู้ซึ่งวิ่งเข้ามาหาเขาอย่างบ้าคลั่ง เป้าหมายของเขาไม่ใช่เย่หลางแต่เป็นม้าศึกที่เขาขี่มา! ด้วยความเร็วและแรงเฉื่อยของม้าศึก เขาจะคุมให้ม้าหลบหอกของฉินเหวินเทียนในระยะใกล้เช่นนี้ได้อย่างไร?

 

เสียงดังฟืดฟาดดังออกมาหอกยาวของฉินเหวินเทียนที่พุ่งไปด้วยความเร็วพุ่งไปเจาะทะลุผ่านหัวของม้าส่งผลให้ม้าแผดร้องและตายลง เย่หลางได้หมุนตัวในอากาศขณะที่เขากระโดดลงจากม้า แขนของเขากางออกเหมือนปีกของนกขณะที่เขาเหวี่ยงไปหาฉินเหวินเทียน แม้ว่าเย่หลางยังคงอยู่ที่ขั้นฝึกกายซึ่งไม่สามารถทะยานผ่านท้องนภาได้มันก็ยังเป็นไปได้ที่จะทำคล้ายคลึงกันโดยใช้แรงส่งเมื่อครู่ช่วยเขา

 

นอกจากนี้จิตดาราของเย่หลางที่กลั่นมาจากหมู่ดาวหมาป่าอสูร มีพลังการกระโดดของหมาป่าที่แงแกร่งอยู่แล้ว ปัจจุบันเย่หลางคล้ายกับหมาป่าอสูรพุ่งเข้าใส่ฉินเหวินเทียนด้วยกรงเล็มแหลมคม ปล่อยคลื่นความกดดันที่น่าสะพรึงและกลิ่นอายที่หนาวเหน็บออกมา

 

ฉินเหวินเทียนไม่สามารถใช้พลังได้เต็มที่เขาจึงถีบที่อานม้าขณะที่เขาตีลังกากลับหลังไป กรงเล็บของเย่หลางทลวงล้วงผ่านอากาศเสียบทะลุกะโหลกของม้าศึกและฆ่ามันด้วยการโจมตีเพียงครั้งเดียว เย่หลางรีบลงมาที่พื้นอย่างรวดเร็วตรงหน้าฉินเหวินเทียน

 

เย่หลางเลียเลือดของม้าที่สาดลงบนมุมริมฝีปากของเขา เขาจ้องที่ฉินเหวินเทียนราวกับว่าฉินเหวินเทียนได้ตายไปแล้ว

 

“โดยปกติแล้วคนที่อยู่ในระดับที่ 9 ของขั้นฝึกกายจะมีพลังเทียบเท่าวัว81ตัว เย่หลาง นอกเหนือจากการอยู่ที่จุดสูงสุดของขั้นฝึกกายจะมีพลังที่น่าตกใจเทียบเท่าวัว100ตัวโดยการรวมกับจิตดาราและวิชาการโจมตีที่เขาใช้”อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ฉินเหวินเทียนก็สงบนิ่งอย่างเหลือเชื่อ เนื่องจากเขาได้พยายามล่อให้เย่หลางมาที่นี้แล้วจึงไม่มีทางที่เขาจะให้โอกาสเย่หลางรอดไปได้

 

เข็มสีเงินเก้าเข็มปรากฏขึ้นในมือของฉินเหวินเทียน เขาเจาะเข็มทั้งเก้าลงจุดฝังเข็มในร่างกายของเขาเองได้อย่างแม่นยำโดยไม่ลังเล เพียงชั่วอึดใจ เขารู้สึกว่าศักยภาพของเขาถูกดึงออกมาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ความรู้สึกของความแข็งแกร่งที่ไร้ขีด จำกัดทำให้ร่างกายของเขาชุ่มชื่นจนทำให้คำรามออกมาเบาๆโดยไม่ได้ตั้งใจ

 

ฉินเหวินเทียนมีความชำนาญด้านวิชาการฝั่งเข็มที่สอนโดยลุงเฮยแล้ว แต่เขาไม่เคยใช้วิชาการฝั่งเข็มในรูปแบบที่ดึงศักยภาพออกมาก่อนเนื่องจากจะมีผลข้างเคียงบางอย่างเกิดขึ้นหลังจากใช้งานถึงกระนั้นเขาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากการทำเช่นนี้ เพื่อที่จะฆ่าคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขา!

 

“ช่างน่าเสียดายที่เจ้าไม่ได้มีชีวิตอยู่เพื่อดูความพินาศของตระกูลฉินเช่นเดียวกับภาพที่ข้ากำลังลูบไล้พี่สาวของเจ้าฉินเหยา”เยหลังยิ้มอย่างชั่วร้ายขณะที่เขารีบวิ่งไปข้างหน้าปลดปล่อยจิตดาราหมาป่าอสูรโดยไม่มีเจตนาที่จะแสดงความเมตตา เย่หลางวางแผนที่จะใช้วิธีการที่โหดร้ายและรุนแรงที่สุดที่เขามีเพื่อสังหารฉินเหวินเทียน ออกมาไม่มีกั๊กเลย

 

เช่นเดียวกับฉินเหวินเทียนซึ่งมีความมั่นใจในความสามารถของเขา เขาไม่ได้ตั้งใจที่จะกังวลกับคู่ต่อสู้ของเขา

 

เมื่อเห็นเย่หลางกำลังเข้าใกล้มาอย่างรวดเร็วฉินเหวินเทียนได้ปลดปล่อยจิตดาราค้อนสวรรค์ของเขา พลันปรากฏรัศมีสีทองที่ส่องประกายเจิดจ้าจนมองไม่เห็น ทำให้ผู้ชมที่อยู่ไกลออกไปตรงเส้นขอบฟ้าต่างร้องออกมาด้วยความตะลึงนี่คือการต่อสู้ระหว่างผู้ฝึกวิทยายุทธ์ดวงดารา

 

“เสียงหึ่งๆ”ดังออกมา เงาที่ดูดุร้ายโผล่ออกมาจากร่างของเย่หลาง ราวกับว่าผู้ชมได้เห็นหมาป่าอสูรสีดำที่น่าสะพรึงกลัวซึ่งกำลังพุ่งเข้าหาฉินเหวินเทียนด้วยความเร็ว เร็วมากจนเทียบได้กับสายฟ้าขโมยลมหายใจของฝูงชนทั้งหมด

 

ในตอนนี้ฉินเหวินเทียนสงบนิ่ง สงบจนถึงจุดที่น่าขนลุก สัญชาตญาณที่แหลมคมรู้สึกได้ว่าเย่หลางได้พุ่งเข้าใกล้ตัวเขาอย่างรวดเร็วด้วยการระเบิดของกลิ่นอายที่น่ากลัว รุนแรงเสียจนดูเหมือนว่าเกือบจะสามารถทำให้เขาเป็นชิ้น ๆ ได้

 

ฉินเหวินเทียนเคลื่อนไหวเล็กน้อย เมื่อร่างกายของเขาเริ่มเคลื่อนไหวจิตดาราของเขาส่งประกายและแขนของเขาคล้ายกับค้อนสวรรค์ระเบิดออกมาเปลี่ยนแปลงไปเป็นภาพของมังกรที่น่าสะพรึงกลัว จิตดาราค้อนสวรรค์ ดูเหมือนจะส่งเสียงสะท้อนก้องกังวาลออกมาพร้อมกับกระบวนท่าของหมัดปราบมังกรรวมกันเป็นหนึ่งและปล่อยแรงกดดันที่น่ากลัวออกมา

 

“กรงเล็บหมาป่าสวรรค์!”

 

การจู่โจมของเย่หลางมีพลังมากและมีกรงเล็บแหลมคมที่สามารถเฉือนแยกหินขนาดใหญ่และแม้กระทั่งเนินเขาเล็ก ๆ ออกได้ ร่างที่ทำจากเนื้อและเลือดจะสามารถต้านทานได้อย่างไร?

 

“มังกรเก้าสวรรค์คำราม”

 

นี่เป็นครั้งที่สองที่ทั้งสองคนปะทะกันทั้งสองใช้กระบวนท่าที่ดีที่สุดของพวกเขา เสียงดังสนั่นดังขึ้นขณะที่ฉินเหวินเทียนรู้สึกว่าหมัดของเขาฉีกในขณะที่เย่หลางรู้สึกว่าพลังที่รุนแรงเคลื่อนจากกรงเล็บไปที่แขนของเขา แรงสั่นสะเทือนที่เกิดจากพลังอันเกรี้ยวกราดมันมากมายเสียจนรู้สึกราวกับว่าแขนของเขาจะแตกสลายได้ในทุกขณะไม่เพียงแค่นั้นพลังก็เข้าสู่ในร่างกายเขาด้วยเช่นกัน

 

“ตูม..”

 

พลังที่เกรี้ยวกราดเหล่านั้นทำให้ภายในร่างเขาสั่นสะท้านและส่งผลทำให้เขาลอยไปก่อนที่จะตกลงบนพื้นอย่างแรง กระอักเลือดออกมาหนึ่งครั้ง

 

หลังจากที่เขาทะลวงขั้น ฉินเหวินเทียนก็ได้รับความแข็งแกร่งเพิ่มมาอีกระดับหนึ่ง ที่ระดับ 7 ของขั้นฝึกกาย ผู้ฝึกตนปกติทั่วไปจะมีระดับความแข็งแกร่งเท่าวัว49ตัว สำหรับฉินเหวินเทียน เขากลั่นจิตดาราจากสวรรค์ชั้นที่5รวมถึงวิชาหมัดปราบมังกรวบคู่ไปกับความจริงที่ว่าศักยภาพของเขาถูกดึงออกมาอย่างต่อเนื่องโดยวิชาการฝั่งเข็ม การโจมตีครั้งนี้ทำให้เขามีพลังที่ไม่อาจมีใครคาดเดาได้

 

การโจมตีครั้งนี้ทำให้พลังทั้งของเขาเหลือเพียงครึ่งเดียว ไม่เหมือนในอดีต เขาไม่ได้ใช้พลังทั้งหมดในการโจมตีครั้งนี้ เนื่องจากจะมีผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความสามารถในการต่อสู้ของเขา แต่ถึงอย่างนั้น การโจมตีเพียงครั้งเดียวที่ใช้พลังครึ่งหนึ่งก็เพียงพอที่จะทำให้เย่หลางบาดเจ็บสาหัสได้

 

เย่หลางมีความคล้ายคลึงกับผู้ฝึกตนส่วนใหญ่ ก่อนที่เขาจะกลั่นจิตดาราเขาได้ดูดซึมปราณหยวนของสวรรค์และปฐพีจำนวนมหาศาลและได้รับการฝึกฝนแบบผู้ฝึกตนปกติ ผลที่ตามมาคือ เขาจึงไม่สามารถเทียบเท่าฉินเหวินเทียนได้ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความสมบูรณ์แบบของร่างกายหรือการเพิ่มพลังของจิตดารา

 

เห็นได้ชัดว่าฉินเหวินเทียนไม่ได้รับผลกระทบจากการปะทะครั้งนี้เขาถูกบังคับให้ต้องถอยออกไปหลายก้าวก่อนที่เขาจะฟื้นตัวได้ แต่เกือบจะในทันทีหลังจากนั้นฉินเหวินเทียนก็กระโดดไปข้างหน้าราวกับสัตว์ป่าที่ดุร้ายวิ่งตรงอย่างบ้าคลั่งไปยังเย่หลาง

 

ใบหน้าเย่หลางแข็งทื่อ ทันใดนั้นเขากระโดดขึ้น หมัดของฉินเหวินเทียนรุนแรงอย่างมากปล่อยแรงกดดันที่หนักราวกับขุนเขาลูกยักษ์ ทำให้แม้แต่ความปราดเปรียวของเย่หลางก็ไม่มีเวลาหลบทันใดนั้น เย่หลางได้แต่ปะทะกับฉินเหวินเทียน

 

“ตูม…”ทันใดนั้น ภายใต้แรงปะทะ เย่หลางก็กระเด็นลอยออกไปอีกครั้ง นี่เป็นครั้งที่สองที่เขาได้รับบาดเจ็บอย่างหนักจนถึงจุดที่ปราณและเลือดไม่อาจควบคุมได้ ทำให้เขากระอักเลือดออกมาอีกครั้ง สีหน้าของเขาแปรเปลี่ยนไปเป็นขาวซีดราวกับไม่มีเลือด ทว่าเมื่อเขาเงยหน้าขึ้นเขาก็เห็นดวงตาคู่หนึ่งที่เต็มไปด้วยเจตนาในการฆ่าจ้องมองเขา นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เย่หลางรู้สึกถึงเงาแห่งความตายที่ปรากฏอยู่เหนือเขาทำให้ร่างกายของเขาสั่นเทาไปด้วยความกลัว หัวใจของเขาเย็นเยือกขึ้น…เยือกขึ้นเรื่อยๆ

 

 

 


 

 

 

ติดตามข่าวสารตอนใหม่ๆได้ที่เพจก่อนใคร!! คลิกเลย