0 Views

ความเจ็บปวดที่ฉินเหวินเทียนรู้สึกเขามิอาจทนได้ เขาก็เป็นคนที่เห็นศีรษะของฉินเหลาถูกทำลายโดยเย่หลางด้วยตนเองเขาถูกฆ่าตายอย่างโหดเหี้ยมและรอยยิ้มที่น่าเกลียดบนใบหน้าของเย่หลาง…..นั่นคือสิ่งที่เขาไม่สามารถจะลืมได้

 

 

 

 

“เย่หลาง!”เขากำหมัดแน่นทั้งสองมือ ฉินเหวินเทียน นั่งลงบนลานฝึก สูดหายใจเข้าลึก ๆและสงบสติอารม เลือดต้องชำระด้วยเลือด!

 

 

 

ณ ตอนนี้ท้องฟ้าเริ่มมืดมิดแล้ว ฉินเหวินเทียนดูเหมือนจะเข้าสู่โลกของตัวเองในทันใดแม้แต่เสียงรบกวนภายนอกก็ไม่สามารถที่จะส่งผลกระทบใดๆต่อเขา เขาแหงนหน้าขึ้นท้องฟ้าแสงของดวงดาราพลันส่องประกายออกมาและเงาของค้อนสวรรค์ก็ปรากฏขึ้น ในขณะนั้น สูงขึ้นไปในสวรรค์ชั้นที่5 หมู่ดาวค้อนสวรรค์เริ่มส่องแสงดวงดาราอันสดใสลงมาราวกับน้ำตกรวมกันกับความสุกใสจิตดาราของเขา พลันปรากฏเป็นแสงที่สวยสดงดงามยามค่ำคืน

 

 

 

หินหยวนทั้งสองก้อนถูกวางไว้บนจิตดาราที่เขาปล่อยออกมามันถูกดึงดูดโดยแสงดวงดาราที่ส่องลงมาขณะที่มันลอยขึ้นไปในอากาศ พลังที่ปล่อยออกมาจากหินหยวนรวมเข้ากับแสงอันงดงามก่อนที่จะถูกดูดกลืนโดยจิตดาราค้อนสวรรค์และมันก็เริ่มการขัดเกลาและบำรุงเปลี่ยนเป็นพลังงานหมู่ดาวค้อนสวรรค์ก่อนที่จะไหลไปยังแขนขาทั้งสี่ กระดูก อวัยวะภายใน ช่องพลังและเส้นลมปราณ

 

 

 

ผู้ฝึกยุทธ์ดวงดาราที่กลั่นจิตดารา สามารถดูดซับปราณดาราจากหมู่ดาวที่เขาเชื่อมสัมพันธ์ด้วย จิตดาราของเย่หลางเป็นของหมู่ดาวหมาป่าอสูรและด้วยเหตุนี้ปราณดาราที่เขาดูดซึมจึงถูกซึมซับเข้ากับลักษณะพิเศษของสัตว์ป่า สำหรับฉินเหวินเทียนจิตดาราของเขากลั่นมาจากหมู่ดาวค้อนสวรรค์และทำให้เขาได้รับพลังโจมตีที่เกรี้ยวกราดและได้รับความสามารถช่างตีเหล็กมาด้วยเช่นกัน

 

 

 

ก่อนหน้านี้ ในตอนที่ฉินเหวินเทียนดูดกลืนพลังดวงดาราที่อยู่ในหินหยวน มันไม่มีทางเทียบได้กับพลังดวงดาราที่ดูดซึมจากหมู่ดาวค้อนสวรรค์ ดังนั้นเพื่อเพิ่มความสามารถในการดูดซึมให้มากขึ้น ฉินเหวินเทียนจึงใช้จิตดาราของเขาดูดซึมพลังดวงดาราที่มีในหินหยวนก่อนเป็นอันดับแรก ก่อนที่จะปล่อยให้พลังดวงดาราจากหมู่ดาวค้อนสวรรค์ที่กลั่นจากสวรรค์ชั้นที่5 “บริสุทธิ์”ก่อนที่จะดูดซับมันเข้าสู่ร่างกายของเขา ถึงกระนั้น เขาก็รู้การทำเช่นนี้จะทำให้พลังดวงดาราบางส่วนกระจายไป

 

 

 

 

หลังจากช่วงเวลาสั้น ๆนั้น ฉินเหวินเทียนรู้สึกว่าทั่วทั้งร่างกายของเขาแผ่ซ่านไปด้วยพลังดวงดาราจากนั้นเขาเริ่มที่จะโคจรพลังดวงดารารอบๆร่างของเขาขณะที่เขาใช้วิชาพันค้อนแปรผันไปด้วย ทันใดนั้นเสียงแตกหักและก้องกังวาลดังออกมาในขณะที่ร่างกายของเขาสั่นท้านอย่างรุนแรง ปราณและเลือดของเขาพลุ่งพล่านราวกับคลื่นของมหาสมุทรจนถึงจุดที่กล้ามเนื้อของเขาเริ่มหดเกรงขณะที่พลังอันเกรี้ยวกราดพยายามบังคับให้ร่างกายทำลายขีดจำกัดของเขาซ้ำแล้วซ้ำอีกจนกระทั่งกายของเขากลายเป็นแข็งแกร่งมากขึ้นและสมบูรณ์แบบมากขึ้น

 

 

 

 

ในวันที่สอง ข่าวเกี่ยวกับตระกูลฉินที่ถูกล้อมได้กระจายไปทั่วนครประสานนภา มีหลายคนที่มาดูบริเวณด้านนอกของบ้านตระกูลฉินต่างถอนหายใจด้วยความเศร้า  ความเกรียงไกรของตระกูลฉินในอดีตจะได้กลายเป็นเพียงประวัติศาสตร์ในอีกไม่นาน

 

 

 

 

ด้านนอกบ้านตระกูลฉิน…. คือผู้พิทักษ์มังกรชู่ของนครประสานนภารวมถึงกองกำลังขนนกสีเงินที่นำโดยปินยิงและกองกำลังของอาชูร่าหวู่ ทั้งสามกองกำลังที่แข็งแกร่งได้ล้อมกรอบบ้านตระกูลฉินไว้อย่างแน่นหนาราวกับใยแมงมุมที่ไม่อาจให้หยดน้ำผ่านได้แม้แต่หยดเดียว พวกเขาจะส่งกองทหารเพื่อทดสอบการป้องกันของบ้านตระกูลฉินเป็นระยะๆ ในขณะที่ตระกูลฉินก็ต้ายทานอย่างเต็มที่ส่งผู้ฝึกยุทธ์ที่แข็งแกร่งออกไปรวมทั้งป้องกันทางเข้าหลัก คนที่เดินผ่านและบุคคลภายนอกที่กำลังเฝ้าดูฉากเช่นนี้ต่างถอนหายใจอยู่ในใจขณะที่พวกเขารู้สึกว่าตระกูลฉินไม่สามารถต้านทานได้อีกต่อไปและคงจะต้องถูกทำลายอย่างแน่นอน

 

 

 

 

“เหลือเวลาอีกสองวันเท่านั้นจะถึงวันเซ่นไหว้ประจำปี ข้าสงสัยว่าตระกูลฉินจะสามารถรอดไปได้จนถึงปีหน้ารึไม่”ความคิดนี้สะท้อนความรู้สึกของคนจำนวนมากวันเซ่นไหว้ประจำปีเป็นวันก่อนสิ้นปีและเป็นวันที่ผู้คนเซ่นไหว้บรรพบุรุษของพวกเขา

 

 

 

 

ความรู้สึกของความกดดันที่ซึมเข้าสู่บรรยากาศทั้งมวลในบ้านตระกูลฉินเช่นเดียวกับที่ฉินชวนและสมาชิกสำคัญของตระกูลรวมตัวกันภายในห้องโถงเพื่อหารือเกี่ยวกับกลวิธีและแผนการณ์

 

 

 

 

“กองกำลังที่ยิ่งใหญ่ทั้งสาม  ตราบใดที่ฝ่ายตรงข้ามของเราออกคำสั่ง เราไม่มีทางเลือกอื่นนอกเหนือจากการปะทะตรงๆและมันก็ขึ้นอยู่กับพลังของตระกูลฉินของเรา เราไม่ได้มีหวังในชัยชนะเลย”ฉินชวนจ้องมองไปทั่วมองไปที่ทุกคนในขณะที่เขากล่าว

 

 

 

 

“ผู้พิทักษ์ของเราแข็งแกร่งเท่าใด”มีบางคนถามขณะที่คนนั้นมองไปที่ฉินชวน ไม่ต้องพูดถึงพวกข้างนอกนั้นเลยแม้กระทั่งคนตระกูลฉินก็ยังไม่มั่นใจในความแข็งแกร่งของผู้พิทักษ์เลย

 

 

 

“ผู้พิทักษ์ของเราทั้งหมดเป็นหัวกะทิของตระกูลฉินเราและถือได้ว่าแข็งแกร่งกว่ากองกำลังส่วนใหญ่ข้างนอกนั้น ถึงกระนั้น เมื่อมามองดูแล้วความแตกต่างระหว่างความแข็งแกร่งของเรายังคงต่างดับพวกนั้นมากเกินไป”

 

 

 

 

“แล้วคนที่เคยภักดีต่อราชันหวู่ในสมัยก่อน? พวกเขาจะนำกองกำลังมาช่วยเหลือพวกเราหรือ?”

 

 

 

 

“ปรมาจารย์อาวุโสจะมีวิธีการของตน แต่น้ำที่ไหลมาจากที่ห่างไกลมิอาจดับไฟได้นอกจากนั้นแล้วกองกำลังที่อยู่ภายใต้อำนาจของทั้งสามดูเหมือนจะไม่รีบร้อนที่จะริเริ่มการโจมตี แต่ก็ยังคงมีความมั่นใจอย่างมาก นี่เป็นสิ่งที่ข้ากังวล”ฉินชวนถอนหายใจ ห้องโถงเต็มไปด้วยเสียงของเขาเท่านั้นไม่มีใครเสนอกลยุทธ์ใดๆ

 

 

 

 

หลังจากการไตร่ตรองฉินชวนสั่งว่า”เมื่อการต่อสู้เริ่มต้นขึ้น ข้าจะระดมไพร่พลให้อยู่ภายใต้การบัญชาของฉินเฮอและฉินเย่ พวกเจ้าทั้งสองมีหน้าที่รับผิดชอบในการป้องกันความปลอดภัยของฉินเหวินเทียน ฉินเหยาและผู้เยาว์คนอื่นๆ จงจำไว้ให้ชัดๆพวกเจ้าไม่ได้รับอนุญาตให้ปะทะกับศัตรู พวกเจ้าได้รับอนุญาตให้หนีเท่านั้น”

 

 

 

 

“พี่ใหญ่ ข้าไม่ใช้คนขี้ขลาด!”ฉินเย่ตะโกนออกมาด้วยความโกรธ

 

 

 

“เรามาถึงขีดจำกันของระดับการฝึกตนแล้ว คนรุ่นหลังเป็นความหวังของตระกูลฉิน  แต่มันไม่ได้หมายความว่าข้าให้เจ้ากลายเป็นคนขี้ขลาด ตอนนี้เจ้าเข้าใจไหม”ฉินชวนทุบโต๊ะขณะที่เขาตะโกนออกมา

 

 

 

 

“เรื่องนี้ข้าไม่สั่งออกมาเพื่อฟังคำโต้แย้ง คนที่ต่อต้านคำสั่งของข้าไม่เหมาะที่จะเป็นคนของตระกูลฉิน!”

 

 

 

 

คำพูดของฉินชวนทำให้ทุกคนพูดไม่ออก ฉินเหยาและผู้เยาว์คนอื่นๆ รวมถึงฉินเหวินเทียนไม่พอใจกับการตัดสินใจเช่นนี้เพราะพวกต่างเต็มไปด้วยความโกรธต่อศัตรูพวกเขาโดยไม่ต้องการอะไรมากกว่าการได้ปะทะกับศัตรู

 

 

 

 

“ท่านประมุขตระกูล”ในขณะนี้ มีคนเข้ามาในห้องโถงจากด้านนอกขณะที่เขาพูดว่า”ท่านปะมุข อาจารย์ใหญ่ฟานซือจากสมาคมสายธารดาราต้องการที่จะเข้าพบ”

 

 

 

 

“สมาคมสายธารดารา?”ความประหลาดใจปรากฏในสายตาของฉินชวนขณะที่เขาตอบ”เชิญเขาเข้ามา”

 

 

 

 

ไม่นานหลังจาก ฟานซือก็เดินเข้าไปในห้องโถงใหญ่และเมื่อเขามาถึง ฉินเหวินเทียนแสดงสีหน้าแปลก ๆ บนใบหน้าของชเขา

 

 

 

“ฟานซือ คารวะ ประมุขฉินชวน”

 

 

 

 

“อาจารย์ใหญ่ฟานซือ โปรดอย่าพิธีรีตองอันใดกับข้าเลย ข้าพอที่จะสามารถรู้ว่าเหตุผลใดถึงทำให้ท่านมาเยือนที่นี้ได้ไหม?”ฉินชวนกล่าวอย่างสุภาพ สถานะของช่างตีเหล็กเป็นเรื่องที่ไม่ธรรมดาจริงๆ

 

 

 

 

“ข้ามาที่นี้เพื่อมาหานายน้อยฉินเหวินเทียน”ฟานซือเผยรอยยิ้มอันขมขื่นขณะที่เขามองไปที่ฉินเหวินเทียน ในวันนั้นมูหลินได้ประกาศว่าเขาจะเลือกฟานซือให้ติดตามเขาไปที่นครหลวงและฟานซือในตอนนั้นถูกความโลภเข้าครอบงำได้อ้างคำโกหกในเรื่องการสร้างอาวุธศักดิ์สิทธิ์ที่มูหลินตรวจสอบ เขาไม่คาดคิดว่ามูหลินจะให้เขาสร้างมันอีกครั้ง ซึ่งทำให้เขาหดหู่ใจและทำให้เขาไม่มีทางเลือกอื่นนอกเหนือจากการถามหลินเยว่

 

 

 

 

และในที่สุดเขาก็พบว่าผู้เยาว์คนนั้นที่อยากจะเป็นเด็กฝึกหัดชื่อฉินเหวินเทียน  ถึงแม้ว่าตระกูลฉินถูกล้อมรอบด้วยศัตรู ฟานซือยังคงไม่มีทางเลือกอื่นนอกเหนือจากการเลือกที่จะไปเยือน โชคดีที่เขาเป็นคนที่มาจากสมาคมสายธารดารา จึงสามารถเข้ามาได้โดยสุ่มบอกเหตุผลที่จะเข้าไป

 

 

 

 

ใบหน้าของคนในตระกูลฉินทั้งหมดที่แสดงออกมาต่างทำสีหน้าแปลกๆ เหตุใดทำไมอาจารย์ใหญ่ฟานซือต้องการหาฉินเหวินเทียน?

 

 

 

 

“มีเรื่องอันใด?”ฉินเหวินเทียนถามอย่างไม่แยแส

 

 

 

 

“ข้าต้องการที่จะร่วมมือกับน้องเหวินเทียนเพื่อหลอมสร้างอาวุธศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมาด้วยกัน ข้าสงสัยว่าน้องชายจะยินดีที่จะให้ให้โอกาสข้าสักหน่อยไหม”ฟานซือรู้สึกว่าทัศนคติที่ฉินเหวินเทียนแสดงต่อเขานั้นเย็นชาอย่างยิ่งและในขณะที่เขาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากยิ้มขณะที่เขาขอความช่วยเหลือด้วยน้ำเสียงที่น่าสงสาร

 

 

 

 

หัวใจฉินเหวินเทียนสั่นเล็กน้อย ฟานซือคนนี้ต้องการสร้างอาวุธศักดิ์สิทธิ์ร่วมกับข้า? หรือว่าอาวุธศักดิ์สิทธิ์ก่อนหน้านี้ได้ทะลุผ่านมาตรฐานของเขาแล้ว? ถ้าไม่ มันควรจะไม่มีเหตุผลใดที่เขาจะมาหาข้า

 

 

 

 

“ดูเหมือนว่าตราประทับศักดิ์สิทธิ์จากเศษเสี้ยวของความทรงจำที่ข้าได้รับจะเป็นสิ่งที่มหัศจรรย์”ฉินเหวินเทียนคิดว่ามันมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นในขณะที่เขาไม่ยอมปล่อยเสียงหัวเราะออกมาให้เล็ดรอดออกมาและกล่าวตอบ”ในขณะนี้ ตระกูลของข้าอยู่ในช่วงวิกฤตข้าไม่มีเวลาที่จะมาร่วมมือกับฟานซือสร้างอาวุธศักดิ์สิทธิ์และสำหรับแม่พิมพ์และโลหะเหลวที่เคยใช้ก่อนหน้านี้ข้าไม่สามารถจะจ่ายให้ได้ โปรดออกไป”

 

 

 

 

ฟานซือยิ้มออกมาด้วยความขมขื่นขณะที่มองไปยังฉินเหวินเทียน เขาลดเสียงของเขาลงในขณะที่เขาอ้อนวอน”นายน้อยเหวินเทียน โปรดแจ้งให้ข้าทราบหากมีเงื่อนไขใด ๆ”

 

 

 

 

“ประการแรก บอกเหตุผลว่ามาทำไมถึงอยากจะร่วมมือสร้างอาวุธศักดิ์สิทธิ์กับข้า”ฉินเหวินเทียนจ้องมองที่ฟานซือ ก่อนหน้านี้อาวุธที่สร้างขึ้นเป็นเพียงอาวุธศักดิ์สิทธิ์ระดับแรก เพราะฉะนั้นฟานซือควรจะสร้างได้เช่นกัน แม้ว่าการสลักตราประทับศักดิ์สิทธิ์จะไม่สามารถเปรียบกับที่ฉินเหวินเทียนสลักได้ แต่ก็ไม่มีความจำเป็นที่ฟานซือจะต้องลดตัวมาขอความช่วยเหลือจากฉินเหวินเทียน

 

 

 

ฟานซือแสดงท่าทีที่น่าอึดอัดใจออกมา

 

 

 

 

“หากอาจารย์ใหญ่ไม่ต้องการเปิดเผยเหตุผลก็ไม่มีอะไรที่จะต้องสนทนากัน”

 

 

 

ฟายซือมองไปที่ฉินชวน ฉินชวนเข้าใจความหมายของเขาขณะที่โบกมือส่งสัญญาณให้สมาชิกของตระกูลฉินส่วนใหญ่ออกจากห้องโถง

 

 

 

 

“อาจารย์ใหญ่ ท่านสามารถพูดได้แล้วตอนนี้”ฉินเหวินเทียนกล่าวทำให้ใบหน้าของฟานซือแข็งทื่อขณะที่เขาถอนหายใจในใจ เขาไม่มีทางเลือกอื่นเหลือเขาจึงเปิดเผยข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นหลังจากที่ฉินเหวินเทียนจากไปในวันนั้น หลังจากฟังเหตุผลแล้วฉินชวนและคนอื่น ๆ ทุกคนต่างก็ตกใจ ฉินเหวินเทียนสามารถสลักตราประทับศักดิ์สิทธิ์ได้

 

 

 

 

“เหวินเทียน ข้าสามารถส่งเจ้าที่สมาคมสายธารดาราได้ มั่นใจได้ว่ามูหลินจะทำให้เจ้าปลอดภัย” ดวงตาของฉินชวนส่องประกายด้วยแสงแหลมคม มูหลินเป็นหัวหน้าแผนกช่างตีเหล็กของสมาคมสายธารดาราและได้รับการยกย่องด้วยความสามารถในการหลอมสร้างอาวุธที่เก่งกาจจึงทำให้ฐานะและตำแหน่งของเขาเพิ่มขึ้น ถ้าเขาช่วย ตระกูลฉินก็จะรอดได้แน่นอน

 

 

 

 

อาจารย์ใหญ่ฟานซือผู้ยืนอยู่ข้างๆเขามีความกระวนกระวายใจที่แสดงออกมาบนใบหน้าของเขา

 

 

 

 

“อาจารย์ใหญ่ฟานซือ”ฉินเหวินเทียนมองไปที่ฟานซือขณะกล่าว”ไม่มีทางที่ข้าจะสร้างอาวุธศักดิ์สิทธิ์ร่วมกับท่าน ถึงกระนั้น เหตุผลที่ท่านอยากไปกับมูหลินคือการเพิ่มความสามารถของท่านในการสร้างอาวุธ ข้าได้รับข้อมูลและเข้าใจลึกซึ้งเกี่ยวกับตราประทับศักดิ์สิทธิ์มากมายและสามารถแบ่งปันบางอย่างให้ท่านได้ ดังนั้นท่านก็จะสามารถอธิบายให้อาจารย์ใหญ่มูหลินฟังได้”

 

 

 

 

สีหน้าของฟานซือพลันเย็นเยือก ดูเหมือนว่าเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ที่จะให้ฉินเหวินเทียนยอมร่วมมือกับเขา ถึงกระนั้น หากฉินเหวินเทียนยินดีที่จะแบ่งปันตราประทับศักดิ์สิทธิ์มาให้เขา มันก็ไม่เลวร้ายเท่าใดนัก อย่างมากเขาก็จะขอโทษและมอบตราประทับศักดิ์สิทธิ์ให้แก่มูหลิน

 

 

 

 

“หากเป็นเช่นนั้น ข้าขอขอบคุณนายน้อยเหวินเทียน ”ฟานซือตอบอย่างสุภาพ

 

 

 

 

“รอสักครู่”ฉินเวนเทนเดินออกจากห้องโถงทำให้ฉินชวนและคนอื่นๆแสดงสีหน้าประหลาดใจออกมา

 

 

 

 

“พี่ใหญ่ ท่านเคยสอนเหวินเทียนเรื่องการสลักตราประทับศักดิ์สิทธ์?”ฉินเฮอถามอย่างสงสัย

 

 

 

 

“ตราประทับศักดิ์สิทธ์มีความลึกลับและซับซ้อนมากเลยทีเดียว ตัวข้าเองยังไม่สามารถเข้าใจมันได้เพียงพอเลย ข้าจะไปสอนเขาได้ยังไงกัน”ฉินชวนส่ายศีรษะขณะที่เปล่งเสียงต่ำออกมา”ช่างน่าแปลก……ฉินเหยา เหวินเทียนอยู่ใกล้เจ้าตลอดเจ้ารู้อะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้หรือไม่”

 

 

 

 

“เจ้านั้นยังมีความลับอีกมากมายที่ปกปิดข้า”ฉินเหยาบุ้ยปาก ถึงกระนั้น นางก็หวังว่าฉินเหวินเทียนจะยอมรับเส้นทางชีวิตที่สมาคมสาธารดาราเสนอให้ ด้วยวิธีนี้สมาคมสาธารดาราจะรับประกันความปลอดภัยของเขาและยังรวมไปถึงการปกป้องตระกูลฉินในการแก้ไขวิกฤติ

 

 

 

หลังจากเวลาผ่านไป….ฉินเหวินเทียนกลับมาพร้อมแผ่นเหล็กหลายแผ่น ทำให้สีหน้าของฟานซือยิ่งประหลาดใจเข้าไปใหญ่รวมทั้งคนอื่นๆในตระกูลฉินด้วย แต่เมื่อฟานซือได้รับแผ่นเหล็กที่ฉินเหวินเทียนส่งให้ หลังจากการตรวจสอบอย่างละเอียดแล้วหัวใจของเขาก็สั่นสะท้านด้วยความตื่นเต้น  นี่เป็นตราประทับศักดิ์สิทธิ์และไม่เพียงเท่านั้นพวกมันทั้งหมดต่างซับซ้อนสลักไว้อย่างประณีต ฉินเหวินเทียนมีวิธีการอย่างไรในการสลักตราประทับศักดิ์สิทธิ์ที่สมบูรณ์แบบเช่นนี้

 

 

 

“จิตดาราประเภท ช่างตีเหล็ก”หัวใจของฟานซือสั่นไหวขณะที่เขาจ้องมองที่ฉินเหวินเทียน

 

 

 

“ใช้ จิตดาราของข้าเป็นประเภทช่างตีเหล็ก กลั่นจากหมู่ดาวในสวรรค์ชั้นที่3 ข้าสามารถมอบแผ่นเหล็กเหล่านี้แก่ท่านได้และยิ่งไปกว่านั้น หากอาจารย์ใหญ่ฟานซือยินดีที่จะจัดหาอาวุธศักดิ์สิทธิ์ให้กับเราเราก็ยินดีที่จะใช้ตราประทับศักดิ์สิทธิ์แลกเปลี่ยนกับมัน”คำพูดของฉินเหวินเทียน ทำให้ฟานซือตื่นเต้นอย่างหนัก ตราประทับศักดิ์สิทธิ์ของฉินเหวินเทียนเป็นสิ่งที่ประณีตอย่างมาก  ตราบเท่าที่เขาสามารถเข้าใจถึงสิ่งเหล่านี้ได้ในอนาคตการสร้างอาวุธศักดิ์สิทธิ์ระดับ1จะง่ายมากสำหรับเขา

 

 

 

 

“ได้ ข้าจะเสนอราคาให้ก่อนจะร่ำลา”ฟานซือพยักศีรษะอย่างแรงเขาตัดสินใจจะสารภาพหลังจากที่เขากลับไป เขาเชื่อว่าด้วยตราประทับศักดิ์สิทธิ์นี้ อาจารย์ใหญ่มูหลินจะไม่ตำหนิเขามากเกินไป

 

 

 

“ท่านพ่อ ข้าต้องไปก่อน”ฉินเหวินเทียนออกจากห้องโถงใหญ่ขณะที่เขาเตรียมพร้อมที่จะทำความเข้าใจกับตราประทับศักดิ์สิทธิ์ระดับ2ที่ ลุกลับยากที่จะหยั่งถึง

 

 

 


 

 

 

ติดตามข่าวสารตอนใหม่ๆได้ที่เพจก่อนใคร!! คลิกเลย