0 Views

ฉินเหวินเทียนออกจากสมาคมสายธารดาราพร้อมกับรู้สึกหดหู่อยู่ในใจของเขา เดิมทีเขาต้องการที่จะดูว่าตราประทับศักดิ์สิทธิ์ของเขามีความสามารถในการหลอมอาวุธศักดิ์สิทธิ์ไหม ทว่าเขากลับถูกไล่ออกมาทั้งๆที่ยังไม่เริ่มอะไรเลย แต่อย่างน้อยเขาก็สามารถเข้าใจขั้นตอนการสร้างอาวุธได้บ้างส่วนช่วยให้เขาสามารถเข้าใจเกี่ยวกับวิถีทางของช่างมากขึ้น

 

 

 

หากในอนาคตเขามีวัสดุที่สำคัญและมีสภาพที่เหมาะสมเขาจะสามารถหลอมสร้างอาวุธขึ้นมาเองได้

 

 

 

เมื่อเขากลับไปยังบริเวณใกล้ๆบ้านตระกูลฉิน มันก็กลายเป็นตอนเย็นแล้ว ฉินเหวินเทียนเลือกที่จะเข้าทางประตูหลักตรงๆเนื่องจากต้องการจะดูสถานการณ์ปัจจุบันของบ้านตระกูลฉิน

 

 

 

ฉินเหวินเทียน หยุดเดินก่อนที่จะถึงทางเข้าบ้านตระกูลฉิน เพื่อที่จะมองกลุ่มทหารสวมเกราะที่ล้อมบ้านตระกูลฉิน

 

 

 

“พวกเขากล้าที่จะต่อกรกลับตระกูลฉินรึ?”สีหน้าของฉินเหวินเทียนแปรเปลี่ยนเล็กน้อยในขณะที่เขากำลังควบม้าวิ่งเข้าไปทางพื้นที่ที่ได้รับการคุ้มกันโดยกองกำลังตระกูลฉิน

 

 

 

กองกำลังของตระกูลฉินเมื่อเห็นว่าเป็นฉินเหวินเทียนที่กำลังเข้ามา พวกเขาก็ไม่ได้ทำการเคลื่อนไหวใดๆปล่อยให้เขาเข้ามาหาฉินชวนและคนอื่น ๆ ได้

 

 

 

“เหวินเทียนเข้ามาก่อน”ฉินชวนเห็นว่าฉินเหวินเทียนกำลังเข้ามาใกล้จึงขานเรียก

 

 

 

“พวกตระกูลฉินคิดว่ามันจะซ่อนอยู่ข้างในนั้นได้ตลอดไป? รวมถึงฉินเหวินเทียนที่เหมือนเป็นหนึ่งในพวกเราแล้วด้วย นอกจากนี้อีกไม่นานจอมพลหวู่ก็จะมาถึง”หัวหน้าของกองกำลังขนนกสีเงิน ปินยิงหัวเราะอย่างเย็นชา คนที่เขารอคอยจะมาถึงในไม่ช้าดังนั้นเขาจึงไม่จำเป็นต้องรีบร้อน

 

 

 

ฉินเหวินเทียนเดินไปหาฉินเหยาด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยคำถาม

 

 

 

 

“เจ้ายังคงจำคำพูดของผู้อาวุโสของตระกูลเย่ที่กล่าวหลังจากจบการทดสอบได้หรือไม่? ที่เขาต้องการบังคับ เจ้า ข้า ฉินชาง ฉินชือ ไป”สีหน้าของฉินเหยาแปรเปลี่ยนเป็นโกรธเกรี้ยวอย่างมาก

 

 

 

 

ฉินเหวินเทียนนึกคำพูดเหล่านั้นออกในทันที สมมุติว่า หากจักรพรรดิในปัจจุบันได้ “มอบ” ความเมตตาอันยิ่งใหญ่แก่พวกเขา ที่ให้ผู้เยาว์ของตระกูลฉินที่มีพรสวรรค์เพียงพอสามารถไปยังตำหนักทหารแม่ทัพศักดิ์สิทธิ์เพื่อฝึกตนได้แต่ในขณะที่ในความเป็นจริงพวกเขาจะถูกนำตัวไปที่ตำหนักทหารแม่ทัพศักดิ์สิทธิ์เพื่อที่จะได้อยู่ภายใต้การควบคุมอย่างเข้มงวดและได้ดูเหมือนว่าในตอนนี้พวกเขากำลังใช้กำลังเพื่อให้บรรลุเป้าหมายของพวกเขา

 

 

 

 

“จอมพลหวู่ซึ่งเป็นที่รู้จักในนามว่า อาชูร่าหวู่ วิธีการของเขาไร้ความปรานีและมีพลังที่แข็งแกร่งอย่างแท้จริง”ฉินเหยากล่าวเสริม อาชูร่าหวู่จากตำหนักทหารแม่ทัพศักดิ์สิทธิ์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังในนครหลวง

 

 

 

 

“ตระกูลเย่เข้าใจอย่างชัดเจนถึงเจตนาของตระกูลฉินของเราและรู้ว่าไม่มีทางที่เราจะปฏิบัติตามคำสั่งของจักรพรรดิและในตอนนี้อาชูร่าหวู่ก็กำลังมา ข้าเกรงว่าเรื่องนี้จะไม่ได้แค่เรื่องนำเราทั้งสี่คนออกไป”ฉินเหวินเทียนพึมพำ ทำให้ฝูงชนต่างคอตกถอนหายใจ เหตุผลที่ว่าทำไมพวกตระกูลเย่และกองกำลังขนนกสีเงิน ยังไม่ได้ดำเนินการใด ๆ เป็นเพราะพวกเขากลัวผลที่ตามมาและรู้สึกเกรงกลัวพลังที่ซ่อนอยู่ของตระกูลฉิน ราชันหวู่…

 

 

 

 

ไกลออกไปตรงเส้นขอบฟ้าแสงของพระอาทิตย์ตกดินเผยให้เห็นเงารางๆซึ่งค่อยๆเผยให้ผู้คนเห็น ตรงแถวหน้าที่ชายสองคน หนึ่งเป็นชายวัยกลางคนผิวดำสนิท สายตาของเขาทำให้รู้สึกถึงความน่ากลัวและโหดเหี้ยม ในขณะที่คนข้างๆเขามีอายุเพียง16-17ปี ดวงตาของมันปรากฏความแหลมคมเหมือนสัตว์ป่าและปล่อยกลิ่นอายอันตรายออกมา

 

 

 

 

 

“อาชูร่าหวู่และศิษย์ของเขา เย่หลาง จากตระกูลเย่”ฉินเหยาจ้องมองไปที่ชายสองคนที่อยู่ไกลๆและกล่าว”เย่หลางเปลี่ยนชื่อของเขาหลังจากที่กลั่นจิตดาราจากหมู่ดาวหมาป่าปีศาจได้และเป็นลูกพี่ลูกน้องที่อายุน้อยกว่าของเย่หวู่เชวย เขาฝึกฝนในตำหนักแม่ทัพศักดิ์สิทธิ์แม้ว่าเขาจะอายุน้อยแต่เขาก็เป็นคนที่ไร้ความปราณีและระดับการฝึกตนของเขาอยู่ที่จุดสูงสุดของขั้นฝึกกายแต่อย่ามองข้ามเขาเพียงเพราะเรื่องนั้นข้าเคยได้ยินมาว่าด้วยความแข็งแกร่งของเขาเขาเคยฆ่าผู้ฝึกตนที่พึ่งก้าวสู่ขั้นไหลเวียนโลหิตมาแล้วครั้งหนึ่ง”

 

 

 

 

 

“ฉินชวน”อาชูร่าหวู่กล่าวด้วยเสียงที่เยือกเยํ็น ในขณะที่เขาจ้องมองไปยังกลุ่มของตระกูลฉิน”จักรพรรดิ์ทรงประทานความเมตตาอันยิ่งใหญ่แก่ตระกูลฉิน แก่ฉินเหยา ฉินเหวินเทียน ฉินชาง ฉินชือ พวกเขาจะได้รับอนุญาตให้กลับไปพร้อมกับข้ากลับไปยังตำหนักแม่ทัพศักดิ์สิทธิ์เพื่อฝึกฝน”

 

 

 

 

“ฉินชวนขอขอบคุณเมตตาของจักรพรรดิแม้กระนั้นตระกูลฉินของเราก็ได้เตรียมการฝึกฝนคนรุ่นใหม่ของพวกเราแล้ว  จอมพลวูไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องนี้”ฉินชวนกล่าว

 

 

 

 

ริมฝีปากของอาชูร่าหวู่ยกขึ้นเล็กน้อยด้วยรอยยิ้มที่ไม่พึงพอใจจากนั้นผู้เยาว์ข้างเขาได้บังคับม้าก้าวมาข้างหน้าและชี้ไปที่ฉินชวน”ตาแก่เรามาหาเจ้าต่อหน้าแล้วแต่เจ้าก็ยังไม่ยอมรับ อาจารย์ที่นับถือของข้าสุภาพกับเจ้า มันจะดีกว่าหากเจ้าไม่เอาเมฆมาบังตาของเจ้า ตระกูลฉินของเจ้าและพวกผู้เยาว์ที่ไร้ค่าเหล่านั้นมีโอกาสที่จะได้เข้าไปยังตำหนักแม่ทัพศักดิ์สิทธิ์! เจ้าควรที่จะขอบคุณเราด้วยการคุกเข่าซะ!”

 

 

 

 

“ไร้มารยาท!!”ความโกรธปรากฏบนใบหน้าของคนตระกูลฉิน เจ้าผู้เยาว์ผู้นี้ชี้นิ้วมาที่ฉินชวนและแม้แต่กล้าที่จะพูดคำดังกล่าว

 

 

 

 

“ผู้เยาว์ของตระกูลเย่ ไม่ได้รับการสั่งสอนมารยาทมายังงั้นรึ?”ฉินชวนมองไปที่ เย่หลาง

 

 

 

 

“มารยาท?”เย่หลางมองไปที่สมาชิกของตระกูลฉิน สายตาของเขาเต็มไปด้วยความดูถูกและโหดร้ายคล้ายคลึงกับสัตว์ป่าในขณะที่เขาชี้ไปที่สมาชิกของตระกูลฉินที่อยู่หลังฉินชวนและคำรามออกมา”นี่เจ้าพวกเศษสวะที่ถูกเลี้ยงดูมาโดยตระกูลฉิน เจ้าเชื่อไหมว่าข้าสามารถขยี้พวกเจ้าด้วยมือข้างเดียว?”

 

 

 

 

“ช่างเป็นคนที่อวดดี ข้าอยากเห็นจริงๆว่าเจ้าจะฆ่าข้าอย่างไร!”ผู้เยาว์จากตระกูลฉิินไม่สามารถทนต่อคำดูถูกของเย่หลางได้อีกต่อไปในขณะที่เขาพุ่งไปยังเย่หลางพร้อมกับโห่ร้องออกมาด้วยความโกรธ

 

 

 

“ฉินหมู่กลับมา!”ฉินชวนตะโกน จากนั้นรอยยิ้มที่โหดร้ายปรากฏบนใบหน้าของเย่หลาง ร่างกายของเขาโค้งงอลงและเริ่มที่จะมีรูปร่างคล้ายสัตว์ป่าที่กำลังจะเตรียมตะคลุบเหยื่อ ในขณะที่กลิ่นอายเยือกเย็นกระจายออกมาจากร่างกายของเขาเริ่มที่วนไปมารอบร่างเริ่มเข้าสู้่ขีดจำกัด จนถึงจุดที่ม้าของเขาสั่นระริกอยู่ตลอดเวลาจากนั้่นมันก็ล้มลงไปนอนกองบนพื้นพร้อมกับน้ำลายฟูมปาก

 

 

 

 

เสียงหึ่งๆดังออกมาพร้อมกับร่างของเย่หลางเปลี่ยนเป็นภาพพร่ามัวและหายไปจากสายตา

 

 

 

 

“ช่างเร็วอะไรเช่นนี้!!”

 

 

 

 

“อ๊ากกกก….” เสียงของความทุกข์ทรมานและการบาดเจ็บดังก้องออกมาตามด้วยเสียงกระดูกที่แตกหักขณะที่ร่างกายของฉินหมู่บินขึ้นเหนือศีรษะตกลงบนพื้นอย่างรุนแรงดูเหมือนกระดูกทุกส่วนในร่างกายของเขาได้รับแรงกระแทกอย่างรุนแรง

 

 

 

 

“ย๊ากก..”เย่หลาง กระทืบอย่างแรงไปที่พื้นตอนนี้ก็เห็นได้ชัดว่าเขามีความแข็งแกร่งอย่างล้นหลาม ขณะที่ดวงตาราวกับสัตว์ป่าของเขาเหลือบมองร่างของฉินหมู่ เย่หลางก็กระโจนไปอีกครั้งขณะที่มือของเขาทำเป็นกรงเล็บแหลมคมเล็งไปที่ศีรษะของฉินหมู่ซึ่งกำลังนอนอยู่บนพื้นหากการโจมตีที่รุนแรงนี่ไปโดนศีรษะของฉินหมู่แน่นอนว่าศีรษะของเขาจะระเบิดออกมาแน่นอน

 

 

 

ท่าทีของคนตระกูลฉินแปรเปลี่ยนไปดุเดือดอย่างมากในขณะที่หลายคนปิดตาไม่อยากจะดูฉากตรงหน้า ฉินหมู่เป็นหนึ่งในผู้เยาว์ของตระกูลฉินที่แข็งแกร่งมากด้วยระดับที่9ของขั้นฝึกกายของเขาและถึงกระนั้นเขาก็ไม่สามารถแม้แต่จะเผชิญหน้ารับการโจมตีเพียงครั้งเดียวของเย่หลางได้ แต่สิ่งที่น่ากลัวจริงๆก็คือ เย่หลางต้องการที่จะฆ่าจริงๆ

 

 

 

 

“ยโสนัก!”เพียงชั่วพริบตา ฝ่ามือของฉินชวนจับมือกรงเล็บของเย่หลางทันทีก่อนที่เขาจะทำลายศรีษะของฉินหมู่ ฉินชวนจับแน่นมั่นคงราวกับขุนเขา เย่หลางไม่สามารถขยับได้แม่แต่นิ้วเดียว ในขณะที่ฉินหมู่ผู้ที่นอนอยู่บนพื้นดิน มีเหงื่อเย็นๆไหลออกมาที่หน้าผากของเขาเมื่อมองเข้าตรงเข้าไปในดวงตาของเย่หลางเขาหวาดกลัวอย่างมาก

 

 

 

เย่หลางโน้มศรีษะขณะที่มองตรงไปที่ฉินชวนที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขา สายตาที่ราวกับสัตว์ป่าของเขาเต็มไปด้วยความดูถูกและเยาะเย้ย”ผู้เยาว์คนนั้นไม่สามารถรับมือข้าได้ ดังนั้นผู้อาวุโสเลยต้องออกมาปกป้องเขา?”

 

 

 

หลังจากกล่าวเสร็จ เย่หลางก็ลดมือและก้าวเดินไม่กี่ก้าวเข้าไปใกล้ผู้เยาว์ตระกูลฉิน”เจ้าต้องการให้ข้าสอนเศษสวะเหล่านี้ไหมว่าจะต้องสู้ยังไง?ถ้าคนใดคนหนึ่งไม่พอใจพวกเจ้าทุกคนสามารถเข้ามาโจมตีข้าได้เลย”

 

 

 

แม้ว่าฉินชวนกำลังโกรธ เขาก็ไม่สามารถช่วยอะไรได้ ได้แต่ถอนหายใจ แม้ว่าเขาจะอยู่ในนครประสานนภามาเป็นเวลานานเขาก็เข้าใจเกี่ยวกับเรื่องตำแหน่งในนครหลวง ไม่ต้องเอ่ยถึงเย่หวู่เชวยเลย เขารู้ว่าแม้กระที่งผู้เยาว์ในตระกูลเย่เมื่อเทียบกับผู้เยาว์ตระกูลฉิน ก็ยังคงแข็งแกร่งกว่าอยู่ดี นี่ไม่ใช่เพียงเพราะเรื่องพรสวรรค์แต่เป็นเพราะความต่างในเรื่องความมั่งคั่งและทรัพยากรการฝึกตน

 

 

 

“ยโส…ยโสเกินไป!”สีหน้าของตระกูลฉินพลันแปรเปลี่ยนขณะที่ฉินเหยาไม่สามารถอดกลั้นได้อีกต่อไปจึงตะโกนออกมา”เย่หลาง เจ้ามันยโสเกินไป!!”

 

 

 

ฉินหลังเหลือบหันไปจ้องฉินเหยาขณะที่สายตาของเขาเริ่มมองไปตามเรือนร่างของเธอและไปหยุดจ้องมองตรงยอดเขาสองลูกของฉินเหยาพลันปรากฏรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยตัณหาบนใบหน้าของเขา ทำให้ฉินแสดงท่าทีรังเกลียดออกมา

 

 

 

“ฉินเหยา แม้ว่าพรสวรรค์ของเจ้าจะธรรมดา แต่ความงามของเจ้ายังพอที่จะรับได้ทำให้หัวใจของข้าตื่นเต้นขึ้นมานิดหน่อย หากข้าให้เจ้ามาเป็นสนมของข้าจะว่ายังไง?” เย่หลางเลียริมฝีปากตนเองไปด้วยขณะที่มองฉินเหยา ทำให้คนตระกูลฉินต่างโกรธเกรี้ยวอย่างมาก

 

 

 

ฉินเหยาเป็นไข่มุกอันล้ำค่าของตระกูลฉิน เป็น1ใน4สาวงามที่สุดในนครประสานนภา นางมีภาพลักษณ์ที่โดดเด่นและมีรูปร่างที่สง่างามรวมไปถึงพรสวรรค์ที่พิเศษของนาง แต่เย่กลังได้ประพฤติอย่างหยาบคายต่อหน้านางและอยากให้เป็นนางสนมของตน

 

 

 

ฉินเหยาก้าวไปข้างหน้าเพื่อรั้งฉินเหวินเทียน นางหันกลับมามองหน้าฉินเหวินเทียนที่จ้องมองอย่างเย็นชาไปที่เย่หลาง หลังจากที่เริ่มต้นเส้นทางการฝึกตนเขาไม่เคยมีโอกาสที่จะปลดปล่อยพลังทั้งหมดของเขาได้เต็มที่เลยสักครั้ง ฉินเหวินเทียนต้องการใช้เย่หลางเป็นหนูทดลองตัวแรกของเขา

 

 

 

 

“พี่สาว ปล่อยข้าเถอะ..”ฉินเหวินเทียนเผยรอยยิ้มอันอ่อนโยนขณะที่เขาจ้องไปที่ฉินเหยา

 

 

 

“เหวินเทียน เย่หลางมีความแข็งแกร่งที่น่าหวั่นเกรง” ฉินเหยาส่ายหัวแม้ว่าพรสวรรค์ของเหวินเทียนนั้นมีมากมายแต่เขาก็เพิ่งก้าวเข้าสู่เส้นทางการฝึกตน แน่นอนว่าเขาคงไม่เหมาะเป็นคู่ต่อสู้ของเย่หลางที่เหี้ยมโหดคนนี้แน่

 

 

 

“เพยีงรับมือกับขยะเพียงแค่นี้ปล่อยให้ข้าจัดการเถอะ ข้าไม่อยากให้พี่ฉินเหยาเปรอะเปื้อน”ฉินเหวินเทียนยังคงยิ้มเช่นเดิมขณะที่เขาหยิกไปที่แก้มของฉินเหยาเบาๆ ทำให้ฉินเหยาพูดไม่ออกและจ้องเขม็งที่ฉินเหวินเทียน เจ้าเหวินเทียนในช่วงเวลาที่สำคัญเช่นนี้ยังคงมีอารมณ์ที่จะล้อเล่น ถึงกระนั้น นางก็เข้าใจว่าฉินเหวินเทียน ไม่ได้เร่งรีบอันใดในสถานการณ์เช่นนี้เขามักจะใจเย็นและค่อยๆจัดการกับสถานการณ์ แม้ว่าเขาจะเป็นคนที่บ้าบอ แต่ก็ยังคงอบอุ่นเมื่อพูดคุยกับเขา

 

 

 

 

“ระวังให้ดี”ฉินเหยากระซิบเบา ๆ

 

 

 

“เข้าใจแล้ว”ฉินเหวินเทียนก้าวไปข้างหน้าพร้อมกับรอยยิ้ม จับจ้องไปยังดวงตาที่ดุร้ายของเย่หลาง เย่หลางมีอายุราวๆเดียวกับเขาแต่ลักษณะของเขาก็ดูอันตรายจริงๆ เขาเป็นคนที่อวดดีมาก ไม่มีไรที่เขาจะนับถือและมองทุกสิ่งๆทุกอย่างด้วยความดูถูก

 

 

 

“ฉินเหวินเทียน”เย่หลางปล่อยกลิ่นอายที่กดดันอย่างหนักออกมาพร้อมกับจ้องอย่างเย็นชาไปที่ฉินเหวินเทียน”ข้าจะทำลายมือของเจ้าที่เจ้าเคยสัมผัสฉินเหยาให้พิการซะ!”

 

 

 

“ข้าได้ยินมาว่าเจ้าอยู่ในระดับสูงสุดของขั้นฝึกกาย ถึงแม้ว่าข้าจะอยู่ที่ระดับ6 ข้าก็อยากจะรู้จริงๆว่าเจ้าจะทำลายมือของข้าให้พิการอย่างไร?”ฉินเหวินเทียนตอบอย่างเฉยเมย

 

 

 

“ข้าจะลดความแข็งแกร่งของข้ามาที่ระดับ6 ข้าอยากจะให้เจ้ารู้ว่าหนอนนั้นอ่อนแอขนาดไหน ตระกูลฉินได้นับเจ้าเป็นอัจฉริยะจริงๆหรือ?” แววตาเย่หลางเป็นประกายในขณะที่ร่างกายของเขาส่งแสงแวววับ กระโจนพุ่งตรงไปข้างหน้าราวกับหมาป่าที่กำลังวิ่งในป่าพลันทำให้เสียงลมเกิดเสียงหวีดวิ้ว

 

 

 

 

กรงเล็บที่แหลมคมของเย่หลางพุ่งตรงไปยังศีรษะของฉินเหวินเทียน พลันเกิดเสียง”แคล๊ก”ดังออกมาเล็กน้อย กรงเล็บสวรรค์ของเขาดูเหมือนจะเรืองแสงสลัวๆเนื่องจากเย่หลางลดความแข็งแกร่งของเขาลงมา มิฉะนั้นก็คงน่าหวั่นเกรงกว่านี้แน่

 

 

 

เสียงหัวเราะอันเย็กชาของฉินเหวินเทียนพลันปรากฏขึ้นเนื่องจากที่เขาเห็นว่าเย่หลางลดความแข็งแกร่งของตน ทั้งหมดนี้แตกต่างจากการกระทำก่อนหน้านี้ของเขา ภายใต้แรงกดดันของเจตนาฆ่ารวมทั้งกลิ่นอายที่อันตรายอย่างมาก พลังดาราภายในร่างของฉินเหวินเทียนพลันหมุนวนไปรอบ ๆ อย่างบ้าคลั่งพุ่งไปยังแขนของเขา

 

 

 

“ก๊องงง…”ฉินเหวินเทียนก้าวไปข้างหน้าในขณะที่เกิดเสียงดังสนั่นออกมาจากฝ่ามือของเขา มันคล้ายคลึงกับมังกรทะยานผ่านท้องนภาไม่สนใจทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ในสายตา

 

 

 

 

กรงเล็บสวรรค์ปะทะกับหมัดปราบมังกร ทำให้เกิดเสียงที่น่ากลัวดังออกมา เย่หลางพลันคำรามๆออกมาเบาๆอย่างไม่รู้ตัว ในขณะที่เขารู้สึกว่ากรงเล็บของเขาแตกเป็นเสี่ยงๆพร้อมกับความรู้สึกที่อันตรายมาก ๆ ได้ปรากฏตัวต่อหน้าเขา

 

 

 

“เจ้ากล้าหลอกข้า?”ร่างกายของเย่หลางสั่นสะท้านอย่างรุนแรงจากผลพวงของการปะทะในขณะที่เลือดในร่างกายเขาพลันพุ่งพล่านไปมาทันทีพร้อมกับส่งเสียงคำรามออกมา ไม่มีทางที่พลังเช่นนี้จะอยู่ในขั้นฝึกกายระดับ6

 

 

 

เย่หลางสั่นเทาอย่างชัดเจนในขณะที่พลังทั้งหมดของเขาปะทุออกมาด้านนอก ร่างกายของเขาเต็มไปด้วยเสียงประทุขณะที่เขาก้าวถอยหลังไปไม่กี่ก้าวหลังจากที่ปะทะตรงๆกับฉินเหวินเทียน ตอนนี้เขาดูอันตรายมากและดูเหมือนยังออมพลังไว้

 

 

 

เหมือนดั่งเช่นพายุที่บ้าคลั่งกวาดทุกอย่างที่อยู่ในเส้นทางของมันออกไป เย่หลางพุ่งกระโจนไปข้างหน้าอีกครั้ง กลิ่นอายที่ดูเยือกเย็นน่ากลัวพลันปรากฏออกมาทำให้อากาศเยือกเย็นขึ้นขณะที่ฉินเหวินเทียนรู้สึกว่าพื้นที่รอบ ๆ ตัวเขากลายเป็นอนาเขตของกลิ่นอายที่เยือกเย็นราวกับว่ามีหมาป่าปีศาจจำนวนมากวิ่งพุ่งเข้ามาเขมือบเขา

 

 

 

“ช่างเป็นกลิ่นอายที่แข็งแกร่ง”ฉินเหวินเทียนพึมพำในใจพลังที่พรั่งพรู่ออกมาเช่นนี้เพียงพอที่จำคว่ำเขา ถึงกระนั้น ในขณะนี้พลังดาราในร่างเขาดูเหมือนจะน่ากลัวยิ่งขึ้น คล้ายคลึงกับพายุเฮอร์ริเคน พลังดวงดารามาบรรจบกันอย่างรวดเร็วในเส้นลมปราณดาราของเขาก่อนจะระเบิดออกมา มันไหลผ่านเส้นลมปราณดาราและไหลมาสู่แขนของเขา ฉินเหวินเทียนในตอนนี้ไม่มีความรู้สึกหวาดกลัวไม่แต่นิดเดียว เขารู้สึกเพียงแต่ว่าเขาเต็มไปด้วยพลังที่ไร้ขีด จำกัด

 

 

 

 


 

 

 

 

ติดตามข่าวสารตอนใหม่ๆได้ที่เพจก่อนใคร!! คลิกเลย