0 Views

อากาศสดใสยามเช้า หลังจาก ฉินเวิ่นเทียนนั่งสมาธิตลอดทั้งคืน เขารู้สึกสดชื่นสดใสและมีชีวิตชีวา ทว่าร่างเขาอ่อนแออันเป็นผลมาจากการไม่ได้ดูดซับปราณหยวน ด้วยเหตุนี้ฉินเวิ่นเทียนจึงออกไปวิ่งทุกเช้า โดยใช้วิธีการฝึกร่างร่างกายแบบเก่าแก่ที่สุดและพื้นฐานที่สุดเพื่อเสริมสร้างร่างกาย  ทุกคนในตระกูลไป๋ต่างเห็นว่าเขากำลังทำอะไรอยู่ทุกวันและแม้ว่าในตอนแรกพวกเขารู้สึกว่าวิธีการฝึกแบบนี้เป็นเรื่องแปลกประหลาดแต่ทุกคนก็ค่อยๆเคยชินกับมัน

 

 

 

ด้วยเส้นลมปราณที่ไม่สมบูรณ์ มันเป็นไม่ได้เลยสำหรับลูกเขยที่จะบ่มเพาะได้แม้แต่กระทั่งวิชาพื้นฐาน ดั่งนั้นเขาจึงหวังว่าการวิ่งจะเป็นวิธีที่ทำให้เขาเข้าสู่ขั้นฝึกกายขั้นแรกได้ ทว่ามันก็เป็นเพียงความฝันโง่ๆและมันเป็นผลให้คนในตระกูลไป๋ต่างเหยียดหยามฉินเวิ่นเทียน ถ้าเขาไม่ได้โชคดีที่เป็นนายน้อยของตระกูลฉิน ประมุขตระกูลไป๋คงไม่มีทางเลือกขยะไร้ค่าเช่นนี้มาเป็นลูกเขยแต่งงานกับชิวเซวีย

 

 

 

“ข้าได้ยินมาว่าคุณหนูได้กลายเป็นผู้ฝึกวิทยายุทธ์ดวงดาราเมื่อคืนนี้ ข้าสงสัยว่างานแต่งงานนี้ยังคงจะมีอยู่หรือไม่”เหล่าข้ารับใช้ของตระกูลไป๋สองสามคนกำลังถกเถียงกันในขณะที่มองฉินเวิ่นเทียนวิ่ง

 

 

 

“ใช่แล้ว ข้าได้ยินมาว่าเมื่อคืน ประมุขตระกูลได้เรียกผู้อาวุโสทั้งหมดเข้าร่วมการประชุมเพื่อที่จะเผยแพร่ข่าวเรื่องที่คุณหนูใหญ่ชิวเซวียได้เชื่อมสัมพันธ์กับกลุ่มดวงดาราในชั้นที่สาม แม้แต่ในหมู่ผู้ฝึกวิทยายุทธ์ดวงดารานางสามารถนับได้ว่าเป็นอัจฉริยะยิ่ง”

 

 

 

“ข้าเห็นด้วย มนุษย์มีประตูดวงดาราภายในตัวซึ่งสามารถใช้กักเก็บจิตวิญาณดวงดารา ทว่าหากไม่มีพรสวรรค์ก็ไม่มีทางที่จะรวบรวมจิตดาราและคุณหนูยังสามารถสัมผัสถึงกลุ่มดวงดาราชั้นที่สามแห่งสวรรค์ได้ ในอนาคต เมื่อนางสามารถทะลวงผ่านชั้นที่เก้าของการฝึกร่างกายและก้าวเข้าไปสู่ขั้นโคจรโลหิต นางจะสามารถเปิดประตูดวงดาราได้อีกบานหนึ่งซึ่งจะทำให้นางสามารถกลั่นจิตดวงดาราดวงที่สองได้อย่างง่ายดาย อย่างน้อยที่สุดก็สามารถรวมจิตดาราได้จากชั้นสวรรค์ที่สาม…..ช่างน่ากลัวเสียจริง….ข้าไม่กล้าจิตนาการว่าหากนางสามารถเปิดประตูดวงดาราได้อีกนางจะมีพลังถึงขนาดไหนกัน”

 

 

 

“ไม่เพียงเท่านั้นจิตวิญาณดวงดาราในชั้นที่สามเมื่อเทียบกับจิตดาราในชั้นที่หนึ่งแล้วช่างต่างกันยิ่งนัก”

 

 

 

สิ่งที่เหล่าข้ารับใช้ไม่รู้ก็คือถ้อยคำต่างๆที่ได้กล่าวออกมานั้นฉินเวิ่นเทียนได้ยินชัดเจน ฉินเวิ่นเทียนได้ฝึกสมาธิมานานหลายปีความสามารถในการรับรู้ของเขามีพลังเหนือกว่ามนุษย์ทั่วไป แม้แต่สามารถแยกแยะได้ว่าเป็นเสียงใครบ้าง แต่ถึงยังงั้นฉินเวิ่นเทียนก็ไม่ได้ใสใจกับคำนินทาเหล่านั้น เขาได้รู้จักชิวเซวียมานานสามปีและมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันทุกวันราวกับเป็นญาติมิตร แม้ว่าชิวเซวียไม่ได้รักเขา แต่ก็ไม่สำคัญอันใดเพราะทั้งสองตระกูลสามารถพูดคุยจัดการเรื่องนี้ได้อย่างง่ายดาย ถึงกระนั้นต่อให้การแต่งงานนี้ล่มก็ไม่เป็นไรเพราะเขาคิดว่าชิวเซวียเป็นน้องสาวคนหนึ่ง

 

 

 

“เจ็ดวันต่อจากนี้เป็นวันเกิดครบรอบห้าสิบปีของท่านลุงไป๋และข้าจะกลั่นจิตดาราให้ได้ภายในวันนั้นก็นับว่าเป็นของขวัญที่ดีให้กับท่านลุง”

 

 

 

ฉินเวิ่นเทียนยิ้มให้กับแผนการภายในใจเขา ทุกคนต่างคิดว่าเขาไม่สามารถบ่มเพาะพลังใดๆได้เนื่องจากเส้นลมปราณที่พิการ  แต่สิ่งที่พวกเขาไม่รู้ก็คือลุงเฮยเป็นคนสั่งให้เขาทำลายเส้นลมปราณของตนเอง! ฉินเวิ่นเทียนไม่เคยคิดจะถามแม้แต่คำเดียวและเมื่อเขาใช้วิธีที่ลุงเฮยสอนเขาจะสามารถช่วยให้ชิวเซวียกลันจิตดาราได้ แม้กระนั้นบุคลิกของลุงเฮยนั้นแปลกประหลาดและห้ามฉินเวิ่นเทียนไม่ให้กล่าวถึงเขาต่อหน้าผู้อื่น

 

 

 

ฉินเวิ่นเทียนชะลอฝีเท้าลงเขาไม่รู้ตัวว่าตนเองเดินมาถึงบ้านของไป๋ฉิงซง

 

 

 

“เวิ่นเทียน”เสียงลอยมาจากที่ใกล้ๆพร้อมกับปรากฏเงาของไป๋ฉิงซง เขามองไปที่ฉินเวิ่นเทียนก่อนที่จะถามว่า”เจ้าวิ่งอีกแล้ว?”

 

 

 

ฉินเว่นเทียนพยักหน้า”ชิวเซวียเป็นอย่างไรบ้างข้าอยากไปเยี่ยมนางสักหน่อย”

 

 

 

“เวิ่นเทียน ถึงแม้เจ้าไม่สามารถบ่มเพาะพลังได้ มันก็ไม่สำคัญอันใดหรอก อย่าได้ฝืนตนมากจนเกินไป”ไป๋ฉิงซงไม่ได้ตอบคำถามฉินเวิ่นเทียน ทำให้ฉินเวิ่นเทียนตกใจไปชั่วครู่ก่อนที่จะตอบ”ข้าจะพยายามให้หนักขึ้น”

 

 

 

“เจ้าไม่จำเป็นต้องทำเช่นนั้น ในความเป็นจริงแล้วใช้ชีวิตเป็นคนธรรมดามีครอบครัวใช้ชีวิตอย่างสงบสุขนั้นนับว่าเป็นทางเลือกที่ดีเช่นกัน”ไป๋ฉิงซงกล่าวต่อ ทำให้ตัวฉินเวิ่นเทียนหยุดนิ่งไปชั่วขณะก่อนที่จะเหลือบมองไปทางไป๋ฉิงซงราวกับว่าเขากำลังคุยกับคนแปลกหน้า

 

 

 

“ครับ”ฉินเวิ่นเทียนฝืนยิ้มก่อนที่จะกล่าว”ลุงไป๋ ข้าต้องขอตัวไปก่อน”

 

 

 

“เอาหล่ะ จำไว้สองสามวันนี้เจ้าอย่าเพิ่งออกมาวิ่งหล่ะ”ไปฉิงซงพูดด้วยเสียงต่ำ หลังจากฉินเวิ่นเทียนไป เขาก็ไม่ปล่อยให้ไป๋ฉิงหรือชิวเซวียมาหาเลยเป็นเวลาสองวัน ในขณะที่ข่าวเกี่ยวกับชิวเซวียที่สามารถกลั่นจิตดาราได้กระจายไปทั่วนครประสานนภา

 

 

 

เมื่อวันที่สามมาถึง… มันเป็นช่วงเช้าที่ฉินเวิ่นเทียนเพิ่งนั่งสมาธิเสร็จ ขณะที่เขากำลังเดินออกไปข้างนอก เขาเห็นว่ามียามสองคนขวางทางเขาอยู่ ในตอนนี้หัวใจเขาตกไปอยู่ตาตุ่มและท่าทีของเขาพลันเปลี่ยนเป็นเย็นชาและกล่าว”ทั้งหมดนี้หมายความว่าอย่างไร?”

 

 

 

“ภายนอกนั้นวุ่นวายมาก นายน้อยฉินควรอยู่ที่นี้อย่างน้อยสักสองสามวันจะดีที่สุด” ยามคนหนึ่งพูดแทรกขึ้นมาอย่างเย็นชาในขณะที่หัวใจของฉินเวิ่นเทียนยังตกอยู่ตาตุ่ม ทุกคนในตระกูลไป๋ต่างทักทายเขาอย่างสุภาพราวกับนายน้อย ทว่าตอนนี้ ยามผู้นี้กล้าใช้เสียงเย็นชาเช่นนี้กับเขา

 

 

 

สิ่งที่ฉินเวิ่นเทียนกังวลไม่ใช่เรื่องตำแหน่งนายน้อย แต่เป็นท่าทีที่อยู่เบื้องหลังคำพูดเหล่านั้น

 

 

 

“เกิดอะไรขึ้น?”ฉินเวิ่นเทียนรู้สึกหนาวเหน็บขึ้นมาในระดูกทันที นับตั้งแต่ที่เขาได้ช่วยชิวเซวียกลั่นจิตดาราสำเร็จเขารู้สึกทุกอย่างเริ่มเปลี่ยนไป

 

 

 

“มันจะดีกว่าหากนายน้อยสนใจเพียงเรื่องของตนเอง เชื่อฟังคำสั่งและอยู่แต่ในบ้าน”

 

 

 

“เจ้ากล้าดียังไง”ฉินเวิ่นเทียนด่าว่า”ข้าต้องการพบลุงไป๋”

 

 

 

เพียงไม่นานหลังจากได้ยินคำพูดฉินเวิ่นเทียนเสียงหัวเราะยามทั้งสองก็ระเบิดออกมาและจ้องอย่างเย็นชาไปที่เขาก่อนที่จะกล่าว”เจ้าเศษขยะ ข้าจะบอกเจ้าอีกครั้ง จะดีกว่าถ้าเจ้าเชื่อฟังคำสั่งและอยู่แต่ในบ้าน เจ้าคิดว่าเจ้าเป็นนายน้อยจริงๆรึๆ?”

 

 

 

หัวใจของฉินเวิ่นเทียนตกลงไปตาตุ่ม เขามิใช่คนโง่ เขาจะเดาไม่ออกได้อย่างไรว่าเกิดอะไรขึ้น ตอนนี้เขาถูกขังและเมื่อนึกถึงคำพูดลุงไป๋ไม่กี่คืนก่อน เขารู้ทันที่ว่าลุงไป๋ต้องการทำลายงานแต่งงานครั้งนี้

 

 

 

“ลุงไป๋ หากท่านต้องการยกเลิกงานแต่งครั้งนี้ท่านควรจะพูดตรงๆกับข้า” ฉินเวิ่นเทียนบ่นอยู่ในใจในขณะที่รู้สึกลึกซึ้งยิ่งความสัมพันธ์ในสามปีที่ผ่านกับตระกูลไป๋เป็นเพียงการแสดง?

 

 

 

ฉินเวิ่นเทียนรู้เหตุผลที่ตระกูลไป๋เสนองานแต่งงานกับเขาเพื่อต้องการยืมพลังของตระกูลฉิน แต่เขาไม่คิดว่าตระกูลไป๋จะกล้าทำเช่นนี้

 

 

 

“หุบปากกก”เสียงตวาดดังมา เมื่อ ฉินเวิ่นเทียนหันไปเห็นไป๋ฉิงวิ่งเข้ามาหาเขาก่อนที่จะรีบดึงแขนเขาเข้าไปในบ้าน

 

 

 

“พี่เวิ่นเทียน”ดวงตาของไป๋ฉิงแดงเต็มไปด้วยน้ำตาเมื่อนางมองไปที่ฉินเวิ่นเทียน”พี่เวิ่นเทียน ตระกูลไป๋ของข้าทำให้ท่านผิดหวัง”

 

 

“ข้าไม่เข้าใจ”ฉินเวิ่นเทียนถาม”ฉิงเอ๊อร์ ข้าต้องการพบบิดาเจ้า หากเข้าไม่เต็มใจที่จะจัดงานแต่งงาน ข้าสามารถขอให้พ่อบุญธรรมของข้าหารือเรื่องเพิกถอนงานแต่งครั้งนี้ ข้าฉิน เวิ่นเทียน จะไม่บังคับใครทำในสิ่งที่เขาไม่ต้องการทำ”

 

 

 

“พี่เวิ่นเทียน ท่านพ่อ….ตระกูลไป๋….พวกเขาอาจต้องการสังหารท่าน”น้ำตาทั้งสองสายไหลลงบนหน้าไป๋ฉิงพร้อมกับเสียงสั่นเครือ เสียงของนางคล้ายคลึงกับเสียงฟ้าผ่าเกิดขึ้นในหัวใจของฉินเวิ่นเทียน”สังหารข้า?”

 

 

 

“ทำไม?”ฉินเวิ่นเทียนพูดไม่ออกเพราะเขาไม่เข้าใจ

 

 

 

“อย่าถามว่าทำไม พี่เวิ่นเทียนพี่ควรรีบหนีไปจะดีกว่า”ไป๋ฉิงร้องไห้ฟูมฟาย  ฉินเวิ่นเทียนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะกล่าวว่า”แต่ข้าถูกขังอยู่ข้าจะออกไปได้อย่างไร”

 

 

 

“ข้าได้เตรียมม้าเร็ว ไว้ที่ประตูหลังให้พี่แล้ว พี่เพียงต้องจับข้าเป็นตัวประกันและหนีไป”ไป๋ฉิงหยิบมีดสั้นออกมาและส่งไปให้ฉินเวิ่นเทียนก่อนที่จะขยับเข้าไปใกล้ๆ

 

 

 

“ท่านประมุข!”เสียงลอยลั่นเข้ามาจากนอกบ้านฉินเวิ่นเทียนนอกจากนั้นยังมีเสียงฝีเท้ามากมายทำให้สีหน้าฉินเวิ่นเทียนพลันซีดขาวทันที”พี่เวิ่นเทียน เร็วเข้า”

 

 

 

“ฉิงเอ๋อร์ บอกเหตุผลมา”สายตาที่หนักแน่นมั่นคงของเวิ่นเทียนจ้องมองอย่างแน่วแน่ไปที่ไป๋ฉิง ไปฉิงรีบกล่าว”หลังจากที่ท่านพี่กลายเป็นอัจฉริยะในคืนนั้น ข่าวได้แพร่กระจายไปทั่วรัฐชู่และในที่สุดตระกูลเย่ในนครหลวงได้แสดงความสนใจในเรื่องสมรส”

 

 

 

“ตระกูลเย่จากนครหลวง”ความหนาวเหน็บในหัวใจของฉินเวิ่นเทียนเริ่มเย็นขึ้น”พวกมันเป็นศัตรูคู่แค้นของตระกูลฉิน ดังนั้นตระกูลไป๋เลยต้องการใช้ชีวิตข้าเพื่อประกาศว่าได้ตัดความสัมพันธ์กับตระกูลฉินอย่างแท้จริงและใช้ความตายของข้าเป็นของขวัญให้ตระกูลเย่ในการสมรสครั้งนี้”

 

 

 

“พี่เวิ่นเทียนเร็วเข้า หยุดพูดได้แล้ว”ไป๋ฉิงหยัดมีดสั้นไว้ในมือเวิ่นเทียน ทว่าเวิ่นเทียนเพียงแต่ส่ายหน้าและปลอบโยนไป๋ฉิงด้วยภาพลักษณ์ที่อ่อนโยนของเขาพร้อมกับรอยยิ้มอ่อนโยน”ข้า ฉินเวิ่นเทียน ไม่ว่าข้าจะข้าจะอ่อนแอ่ไร้ค่าเพียงใด ข้ายังคงไม่ยอมชี้มีดไปที่เจ้าอยู่ดี”

 

 

 

ประตูเปิดออก หน้าไป๋ฉิงพลันซีดขาวทันที

 

 

 

“ไป๋ฉิง มานี่”ไป๋ฉิงซงกล่าวด้วยเสียงเย็นชา

 

 

 

“ไม่ ท่านพ่อ ท่านพี่สามารถกลั่นจิตดาราจากสวรรค์ชั้นที่สามได้เพาะได้ความช่วยเหลือจากพี่เวิ่นเทียน! เหตุใดเราต้องตอบแทนเขาด้วยการกลายมาเป็นศัตรูเช่นนี้”ไป๋ฉิงตะโกนไปที่บิดาของนาง

 

 

 

“เจ้าจะไปรู้อะไร? พรสวรรค์ของพี่สาวเจ้าอยู่ไกลเกินกว่าเจ้าจะจินตนาการได้! พี่สาวเจ้ากลั่นจิตดาราจากสวรรค์ชั้นที่สามได้ด้วยความสามารถและความพยายามของนางเอง นางไปต้องการความช่วยเหลือเมื่อใด?”ไป๋ฉิงซงกล่าวอย่างสงบนิ่งในขณะที่มองไปที่ไป๋ฉิงเขากล่าวด้วยเสียงที่นิ่มนวล”ฉิงเอ๋อร์ เจ้ายังเด็กอยู่ยังไม่รู้เรื่องอะไร ฟังพ่อและกลับมานี่”

 

 

 

“ฉิงเอ๋อร์ไปเถอะ”ฉินเวื่นเทียนยิ้มอย่างอ่อนโยนให้ไป๋ฉิง ทำให้ตัวนางแข็งทื่อในขณะที่นางกล่าว”พี่เวิ่นเทียน”

 

 

 

“จำในสิ่งที่ข้าได้สอนเจ้าให้ดี”ฉินเวิ่นเทียนลูบหัวไป๋ฉิงในขณะที่ผลักเบาๆไปทางไป๋ฉิงซงจากนั้นเขาก็เหลือบมองไปที่ไป๋ซิงซง ก่อนที่จะพูดอย่างสงบ”ลุงไป๋ ท่านเจตนาจะทำอย่างไรกับข้าบ้าง”

 

 

 

“ฉินเวิ่นเทียน ไม่เพียงแต่เจ้าเกิดเป็นเศษขยะสวรรค์แม้แต่การกระทำของเจ้าก็น่าสงสัย เจ้าวางแผนจะทำอันใดกับลูกสาวข้า บอกข้ามาว่าข้าควรจะทำเช่นใดกับเจ้าดี?”

 

 

 

ในตอนนี้ไป๋ฉิงซงเปรียบเสมือนคนแปลกหน้าสำหรับฉินเวิ่นเทียนเรียบร้อยแล้ว ฉินเวิ่นเทียนตอบด้วยเสียงหัวเราะเพราะความหวังสุดท้ายในใจของริบหรี่เมื่อมองไปที่ไป๋ฉิงซง เขาถาม”ข้าเพียงต้องการรู้ว่าชิวเซวียจะแสดงออกอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องนี้”

 

 

 

“เจ้าไม่จำเป็นต้องรู้”ไป๋ฉิงซงตอบอย่างเย็นชาในขณะที่เจตนาฆ่าเริ่มกระจายออกมาจากเขา

 

 

 

“วันนี้หากข้าตายในตระกูลไป๋ ไม่สำคัญว่าเหตุผลคืออะไร ข้ากล้าที่จะพูดได้ว่าพ่อบุญธรรมของข้าจะนำกองทัพ มาเหยียบย่ำตระกูลไป๋ให้พินาศอย่างแน่นอน”ฉินเวิ่นเทียนกล่าวทันที โดยไม่มีแม้แต่ความกลัวในดวงตาเขา ในช่วงเวลานั้นหน้าตาอันอ่อนโยนของฉินเวิ่นเทียนปรากฏความแน่วแน่ที่มั่นคงราวกับเหล็กทันที

 

 

 

“ลุงไป๋ ตระกูลไป๋ยังคงไม่มีความสามารถพอที่จะต่อกรตระกูลฉิน ข้าแนะนำท่านจะดีกว่าหากท่านไม่มายุ่งกับข้า”

 

 

 

ไป๋ฉิงซงตะลึงเมื่อมองไปในตาของฉินเวิ่นเทียน เด็กหนุ่มที่ดูอ่อนโยนนี้ยังคงมีด้านที่ดุร้ายกับเขา หลังจากที่ไตร่ตรองพักหนึ่ง ไป๋ฉิงซงหันหลังเดินจากไป”คุ้มกันคุณหนูรองกลับไปห้องของนางและอย่าปล่อยให้นางก้าวออกมาจากที่นั้น สำหรับฉินเวิ่นเทียน ทำให้แน่ใจว่าเขาจะไม่ก้าวออกไปจากลานแห่งนี้”

 

 

 


 

 

 

ติดตามข่าวสารได้ที่เพจและฝากกดไลคกดแชร์เพจด้วยนะคลิกเลย