0 Views

“ให้ข้าลอง” ในขณะนี้เงาของเด็กหนุ่มก้าวไปข้างหน้า เขาไม่ใช่ใครอื่นนอกจากหนิงเฟิง จากตระกูลหนิง

 

 

 

“หนิงเฟิง เขาควรจะผ่านไปได้” สายตาของผู้ชมเป็นประกายเต็มไปด้วยความตื่นเต้นขณะที่พวกเขาสังเกตเห็นหนิงเฟิงเดินไปทางกระจกศิลาด้านซ้ายวางฝ่ามือของเขาลงในร่องที่มีรูปร่าง “凹” ในชั่วพริบตาแสงของลูกแก้วสองลูกสว่างขึ้นมาทันทีและจากนั้นลูกที่ 3  4 เริ่มสว่างขึ้นไปอย่างต่อเนื่องจนถึงดวงที่6 ความสัมพันธ์ของเขากับปราณหยวน  ได้คะแนน6ดาว

 

 

 

จากนั้นเขาเดินไปข้างหน้าไปยังกระจกศิลาด้านขวาทันทีเริ่มที่จะทดสอบอีกครั้ง  ความสัมพันธ์กับปราณดารา ได้คะแนน4ดาว ผลการประเมินนี้ทำให้หลาย ๆ คนในกลุ่มผู้ชมรู้สึกตกใจอ้าปากค้าง วันนี้หนิงเฟิงจากตระกูลหนิง มีโอกาศที่จะได้เข้าสู่1ใร4สำนักที่ยิ่งใหญ่และมีชื่อเสียงแน่นอน

 

 

 

บนเวทีผู้แทนพยักหน้าเป็นการแสดงว่าตกลงบ่งชี้ว่าหนิงเฟิงมีสิทธิ์ได้รับการทดสอบครั้งที่สอง

 

 

 

หนิงเฟิงยิ้มอย่างมีความสุข พอใจกับตนเองพร้อมกับมีความเลือดร้อนที่อยู่ในตัวผู้เยาว์ปรากฏออกมาขณะที่เขายืนอยู่ฝั่งตรงข้ามของฝูงชน

 

 

 

ในช่วงเวลาเพียงครู่เดียว อีก6คนก็ไปทดสอบ ส่วนใหญ่ของทั้งหกสามารถสร้างความประทับใจให้กับตัวแทนเพียงไม่กี่คนซึ้งมันก็ไม่ได้มีประโยชน์อันใดเกณฑ์การผ่านการสอบครั้งแรกคือการให้ผู้แทนทุกคนเห็นพ้องกัน

 

 

 

“เฉินหยู่ได้ระดับ7ดาวในการทดสอบปราณหยวนสูงกว่าหนิงเฟิง แม้ว่าเขาจะมีความสัมพันธ์กับปราณดาราเพียง3ดาว แต่ด้วยความสามารถในปัจจุบันตัวแทนทั้ง 3 คนได้ยื่นข้อเสนอให้แก่นางยกเว้นสำนักจักรพรรดิดารา แท้จริงแล้วมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสำหรับใครที่อยากจะเข้าสู่สำนักจักรพรรดิดารา”ฝูงชนพูดด้วยเสียงเบาๆมันเป็นเรื่องยากที่จะเข้าสู่สำนักจักรพรรดิดารา สำนักดารานั้นเป็นแหล่งกำเนิดของอัจฉริยะระดับสุดยอดอย่างแท้จริง

 

 

 

“หลิน เยว ช่างน่ากลัวจริงๆ!ไม่เพียง แต่เธอเป็นหนึ่งในสี่สุดยอดสาวงามพรสวรรค์ของเธอก็ยังสูงส่งอีก คิดว่าความสัมพันธ์ระหว่างปราณดารากับนางน่าจะไปถึงระดับ6ดาว ตามที่คาดไว้นี้คือความสามารถของผู้ที่กลั่นจิตดาราดวงตั้งแต่อายุ13”

 

 

 

“แล้วยังไง ต่อไปเป็นตาของชิวเซวีย”ฝูงชนต่างจ้องมองเงาของทั้งสองร่างที่ยังต้องการเข้าร่วมการทดสอบ ชิวเซวียและฉินเหวินเทียนเห็นได้ชัดว่าฉินเหวินเทียนไม่ได้เป็นที่สนใจ ผู้ชมต่างจ้องมองไปยังชิวเซวียแต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น

 

 

 

“ฉินเหวินเทียน เจ้าจงตั้งใจมองให้ชัดๆ”ชิวเซวียมองไปที่ฉินเหวินเทียนขณะที่เธอเก้าเท้าขึ้นและเดินไปยังกระจกสังเกตหยวนทางด้านซ้าย วางมือที่เรียบเนียนราวกับหยกของเธอไว้ในร่องในรูป “凹” พลันปรากฏแสงลูกแก้วสว่างขึ้นมาสามดวงทันทีและชั่วครู่ต่อมา ลูกแก้วทั้งหมด7ดวงก็ส่องแสงสว่างไสว นางมีพรสวรรค์ระดับ 7 ดาว!

 

 

 

“หากข้าไม่ได้ใช้เวลาไปมากมายในการนั่งสมาธิเพื่อเพิ่มความสามารถในการรับรู้ถึงหมู่ดาว ข้าคงต้องใช้เวลานานกว่านี้เพิ่มที่จะได้รับระดับ7ดาว”ชิวเซวียกล่าวเบาๆ นางไม่ได้จ้องมองที่ฉินเวนเทนขณะที่เธอรีบเดินไปยังกระจกสังเกตดวงดาราทางด้านขวา นางทำเช่นเดิมเดิมวางมือที่เรียบเนีบยราวกับหยกลงในร่องและในขณะนั้นแสงของลูกแก้วก็ส่องแสงแพรวพราวคล้ายกับความแจ่มใสของดวงดาวไม่มีที่มากมายในท้องนภา

 

 

 

“ช่างสว่างอันใดเช่นนี้”ผู้ชมอาจรู้สึกราวกับว่าแสงได้ทิ่มแทงดวงตาของพวกเขาและเพียงชั่วพริบตา ลูกแก้วก็ส่องแสงขึ้นมา8ดวงนอกเหนือจากแสงที่ส่องประกายยังมีแสงของดวงดาราส่องแสงแผ่กระจายไปทั่ว ทำให้ผู้ชมต่างตื่นตระหนกและทำให้ผู้ชมมากมายในอัฒจันทร์ต่างตกใจลุกขึ้นยืนโดยไม่ได้ตั้งใจเพื่อที่จะได้มองให้ชัดขึ้น

 

 

 

“ความสามารถในการสัมผัสปราณหยวนระดับ7ดาวและปราณดาราระดับ8ดาว นี่มันปีศาจ!”

 

 

 

บริเวณรอบๆพลันเงียบสงัดขึ้นมาทันทีในขณะที่ทุกคนต่างอ้าปากค้างแทบจะหยุดหายใจ

 

 

 

“ชิวเซวียสำนักหลวงยินดีที่จะต้อนรับเจ้า”จั่วยิ้มเบาๆ นี่เป็นเพียงการทดสอบครั้งแรกแต่เหล่าตัวแทนยินดีที่จะรับชิวเซวียเข้าร่วมสำนักในทันทีโดยพิจารณาจากความสามารถที่เธอแสดงออกมา

 

 

 

“สำนักเจ็ดดารายินดีที่จะต้อนรับเจ้า”

 

 

 

“สำนักวายุศักดิ์สิทธิ์ ขอเชิญเจ้าเข้าร่วมเป็นหนึ่งในสำนักเราอย่างจริงใจ”

 

 

 

ตัวแทนจากสำนักจักรพรรดิดาราที่ยืนข้างๆเย่หม่ากำลังจะเปิดปากพูดเตรียมพร้อมที่จะกล่าวต้อนรับชิวเซวีย ทว่าเย่มากล่าวด้วยเสียงต่ำแทรกขึ้นมาทันที”รอสักประเดี๋ยว”

 

 

 

ท่าทางของตัวแทนอีกคนพลันแข็งทื่อขณะที่เขาจ้องมองเย่หม่าและถาม”เจ้าหมายความว่าอันใด? หยุดข้าทำไม?”

 

 

 

“ไม่ต้องรีบร้อน”เย่หม่ายิ้มขณะที่ตอบกลับ

 

 

 

ชิวเซวียเดินไปยังฝั่งตรงข้ามของฝูงชน นางจ้องมองไปยังฉินเหวินเทียนด้วยความเย่อหยิ่งและการดูถูก คล้ายคลึงกับเจ้าหญิงที่มองลงไปยังชายที่ไร้ค่า ซึ้งไม่รู้ว่าฟ้าดินสูงต่ำเพียงใด

 

 

 

ฉินเหวินเทียนยังคงนิ่งสงบขณะที่เดินไปยังกระจกทางด้านซ้าย วางฝ่ามือของเขาลงในร่องพลันเกิดแสงของลูกแก้ว5ดวงขึ้นมาทันที ทำให้ท่าทีของผู้ชมพลันหยุดหายใจไปชั่วขณะ ความสัมพันธ์ของฉินเหวินเทียนและปราณหยวนอยู่ในระดับ5ดาว

 

 

 

หลังจากนั้นฉินเหวินเทียนเดินต่อไปยังกระจกศิลาด้านขวาวางฝ่ามือของเขาลงไปในร่องและทันใดนั้นลูกแก้วสีดำสนิทค่อยปรากฏประกายแสงสว่างขึ้นเรื่อยๆ ลูกแก้ว7ดวงค่อยๆสว่างขึ้นมาต่อเนื่องกัน  ทำให้ผู้ชมที่เฝ้าดูต้องแข็งทื่อเหมือนคนใบ้ราวกับถูกสายฟ้าผ่าลงกลางใจ

 

 

 

“พรสวรรค์ระดับ 7 ดาว!”เหล่าฝูงชนตัวเกร็งขึ้นมาทันที ทว่าจะมีใครคาดคิดว่าลูกแก้วดวงที่8ก็เริ่มสว่างขึ้นมาเกือบจะทันที แสงสว่างของดวงดาราส่องประกายสุกใสแผ่ซ่านไปทั่วพื้นที่ลานฝึก ขณะที่ผู้คนรอบๆนับไม่ถ้วนกำลังส่ายหัว”นะ…นี่เป็นได้อย่างไร?”

 

 

 

ฉินเหวินเทียนหันไปจ้องยังชิวเซวียขณะที่เขากล่าวอย่างเฉยเมย”พรสวรรค์ระดับ 8 นี่มันแข็งแกร่งแล้วจริงๆรึ?”

 

 

 

เมื่อสิ้นเสียงของเขา ลูกแก้วดวงที่9ดวงสุดท้ายของกระจกเริ่มเรืองแสง

 

 

 

“แพล๊งงงง!”เสียงกระหึ่มดังขึ้น ความสว่างไสวที่แผ่ออกมาของดวงดาราช่างเป็นแสงที่ประกายสุกใสราวกับว่ามันหมายมั่นที่จะแข่งกับดวงอาทิตย์ ณตอนนี้  ลูกแก้วที่มืดมนบนกระจกสังเกตดวงดาราทั้งหมดสว่างขึ้นอย่างสมบูรณ์

 

 

 

ทันใดนั้น “แกร๊กก”เสียงแตกหักดังขึ้น รอยแตกปรากฏขึ้นบนพื้นผิวของกระจกสังเกตดวงดาราเนื่องจากแสงดวงดาราเริ่มประสานกันเป็นจุดเดียวก่อนที่จะระเบิดขึ้นสู่สวรรค์ กระจกสังเกตดวงดาราแตกเป็นเสี่ยงๆ

 

 

 

ฉินเหวินเทียน ยังคงยืนอยู่ที่นั่นอย่างสงบกับฝ่ามือของเขาที่กางออกทำลายร่องที่วางไว้ก่อนหน้านี้ไป เขามองไปยังชิวเซวียและถามอีกครั้ง’พรสวรรค์ระดับ 8 มันสุดยอดจริงๆไหม?”

 

 

 

“ฮู่ววววว………”เยหม่าถอนหายใจ กระจกสังเกตดวงดาราแตกเป็นเสี่ยงๆเนื่องจากไม่สามารถรับแรงกดดันจากพรสวรรค์ระดับ9ดาวได้ ดวงตาของเขาเริ่มเปล่งประกายด้วยแสงสว่างที่สดใสราวกับหมู่ดาวในท้องฟ้า

 

 

 

“เกิดอันใดขึ้น?”สีหน้าผู้อาวุโสของจั่ว เซินเฟินพลันมืดมัวขึ้นมา พรสวรรค์ระดับ 9 ดาวก่อนอายุ 16 ปี คนคนนี้ หากเขาก้าวเดินไปในเส้นทางของผู้ฝึกยุทธ์ดวงดาราอนาคตของเขาจะไร้ขอบเขต

 

 

 

ภายใต้คำถามของผู้อาวุโสเซินเฟิน จั่วพลันตัวแข็งทื่อขณะที่อธิบายด้วยเสียงเบาๆ”ผู้อาวุโส เจ้านี้เกิดมาพร้อมกับเส้นลมปราณที่พิการและเป็นคนที่ไม่สามารถฝึกตนได้เขาถูกขับออกจากตระกูลไป๋กับข้อเสนอที่จะยกเลิกการหมั้นแต่งงานก่อนหน้านี้  ชายคนนี้แม้ว่าเขาจะมีพรสวรรค์ระดับ 9 ดาวก็ไม่มีประโยชน์อันใด”

 

 

 

เซินเฟินพยักหน้าอย่างเฉยเมย เขาเชื่อว่าทั้งนครประสานนภาและตระกูลไป๋จะไม่ทำผิดพลาดเช่นนั้น ถึงแม้ว่าเขาจะเสียใจที่ว่าพรสวรรค์ระดับ 9 ดาวถูกซ่อนไว้เช่นนี้

 

 

 

ชิวเซวียจ้องมองไปยังฉินเหวินเทียน ดวงตาอันสวยงามของนางส่องประกายแวววับไม่หยุดหย่อน ไม่น่าแปลกใจที่เขาสามารถแนะนำนางได้ พรสวรรค์ของเขาช่างกลัวเหลือเกิน ถึงกระนั้น เย่หวู่เชวยก็ยังเป็นอัจฉริยะที่แท้จริง เป็น1ใน10อัจฉริยะของนครหลวง

 

 

 

 

“ฉินเหวินเทียนเจ้ามิอาจฝึกตนได้ดังนั้นการที่จิตใจไม่วอกแวกก็สามารถที่จะมุ่งเน้นจิตใจทั้งหมดของเจ้าไปยังทำสมาธิ ฉะนั้นความพยายามทั้งหมดของเจ้าก็ได้มีการจัดระดับความสัมพันธ์ดังกล่าวแล้ว ช่างเป็นเรื่องที่น่าเศร้าเสียจริง”ชิวเซวียกล่าวอย่างสงบขณะที่เธอกลับมาเป็นปกติ”ในการทดสอบครั้งที่สองรอบถัดไป ข้าจะแสดงให้เจ้าเห็นว่าความแตกต่างที่แท้จริงระหว่างเจ้ากับข้ามันเป็นเช่นไร”

 

 

 

 

“คิคิ..”จั่วยิ้มเย้ย”ในการทดสอบรอบแรก ถือว่าเจ้าผ่าน ถึงกระนั้นในการทดสอบรอบที่สองนั้นพรสวรรค์จะไร้ประโยชน์ สิ่งที่เราต้องการวัดคือระดับความแข็งแกร่ง หากเจ้ามีคุณสมบัติไม่พอ นั้นหมายความว่าเจ้าเพียงตั้งใจที่จะโอ้อวด4สำนักใหญ่ เมื่อถึงเวลา ข้าจะบอกเจ้าถึงผลของการโกหก เตรียมกลองรบ!”

 

 

 

หลังจากที่คำพูดของเขาดังออกมา กลองขนาดใหญ่ได้ถูกนำขึ้นไปบนเวที กลองถูกสร้างขึ้นจากหนังของวัวปีศาจและสามารถวัดระดับความแข็งแกร่งของคนได้

 

 

 

น่าขัน

 

 

 

มีเพียงเก้าคนที่ผ่านการทดสอบในรอบแรก ในรอบที่สองยังมิอาจรู้ว่าจะเหลือกี่คน ความต้องการขั้นต่ำในการทดสอบรอบที่สองคืออย่างน้อยต้องมีระดับความแกร่งเท่าแรงของวัว36ตัว นี่เป็นเพียงข้อกำหนดขั้นต่ำเท่านั้น ไม่มีการรับประกันใด ๆ ว่าเพียงพอสำหรับการเข้าร่วม1ใน4สำนักใหญ่ มีเพียงความแข็งแกร่งเท่านั้นที่จะเพิ่มโอกาสได้

 

 

 

“เสียงของกล้องแต่ละครั้งที่ดังออกมาจะเท่ากับความแข็งแกร่งของวัว10ตัว พยายามทำให้เสียงกลองดังออกมามากที่สุด ทุกคนจะมีโอกาสสามครั้ง”เสียงอธิบายดังขึ้น  เกือบจะในทันที ก็มีร่างของคนหนึ่งเดินมาตรงหน้ากลอง การโก่งตัวของเขาราวกับคัดธนูที่ถูกรั้งสาย การโจมตีของเขาคล้ายกับลูกศรที่กำลังรวบรวมพลัง ทันใดนั้นเสียงระเบิดก็ดังขึ้น! ร่างเขาได้พุ่งไปข้างหน้าขณะที่การโจมตีของเขาพุ่งไปราวกับจรวดเขาเหวี่ยงหมัดอย่างแรงเข้าหากลอง

 

 

 

“ตูม……..”เสียงกลองสั่นสะเทือนไปในอากาศก้องกังวานทั่วบริเวณลานฝึก เสียงสะท้อนหนึ่งครั้งเท่ากับแรงของวัว10ตัว

 

 

 

“ตูม…ตูม…”เสียงที่สองและสามดังตามมาแต่ไม่นานหลังจากนั้นเสียงค่อยๆลดลงราวกับแรงที่ใส่ไปในการโจมตีก่อนหน้านี้มิอาจทำให้กล้องส่งเสียงถึง4ครั้งได้ ตัวทั้ง4สำนักต่างส่ายหัว ความแข็งแกร่งของคนนี้เป็นเพียงพอที่จะทำให้กลองดังออกมาถึง4ครั้งและเขาก็ไม่มีพรสวรรค์ในการกลายเป็นผู้ฝึกยุทธ์ดวงดารา เขาจะถูกไล่ออกไป

 

 

 

“ให้ข้าลอง”หลินเยว เริ่มเป็นคนถัดไป ขณะนี้นางถูกละความสนใจจากผู้คนเพราะชิวเซวียทำให้นางรู้สึกหดหู่ใจเล็กน้อย มีรูปร่างกระต่ายกำลังรวยรวมแสงจะดวงดาราก่อตัวเป็นรูปร่างบนหน้าผากของนาง นี่คือจิตดาราที่นางกลั่น

 

 

 

จิตดาราที่กลั่นมาจากหมู่ดาวกระต่าย สามารถทำให้ผู้ฝึกฝนมีร่างกายที่กระฉับกระเฉง ประสาทหูแหลมคม ความคล่องแคล่วและปฏิกิริยาตอบสองและความเร็วในการเคลื่อนที่เพิ่มขึ้น หลินเยวระโดดไปข้างหน้าด้วยพลังที่เทียบได้กับทอร์นาโด”ตูมมม!!!!!” หมัดของนางปะทะกับกลอง

 

 

 

“ตูม..ตูม..ตูม..” เสียงกลองดังขึ้นต่อเนื่องถึง6ครั้งก้องกังวานผ่านอากาศ หลินเยวมีแรงเท่ากับวัว66ตัว เมื่อมองไปยังร่างเล็กๆของนางมันเป็นเรื่องที่มิอาจคาดถึงว่านางมีความแข็งแกร่งพอที่จะสังหารสัตว์ร้ายได้

 

 

 

หลินเยวได้ใช้แรงทั้งหมดไปในครั้งแรกนางไม่ได้ออมมือเลยแม้แต่น้อย

 

 

 

“เจ้าเหมาะสมที่เข้าร่วมสำนัก7ดาราของข้า”ตัวแทนคนหนึ่งได้เชิญนาง  พรสวรรค์ของหลินเยวไม่เลวร้ายนักและสมควรที่จะเลี้ยงดู

 

 

 

“สำนักวายุศักดิ์สิทธิ์ยินดีต้อนรับเจ้าด้วยเช่นกัน”เมื่อได้ยินสำนักทั้งสองเสนอคำเชิญ รอยยิ้มก็ปรากฏบนใบหน้าของนาง ถึงกระนั้นก็ช่วยไม่ได้ที่ในใจนางก็ยังคงรู้สึกผิดหวังเมื่อหันไปมองยังสำนักหลวงและสำนักจักรพรรดิดารา  นางไม่ได้มีคุณสมบัติพอที่จะเข้าร่วมกับพวกเขา

 

 

 

ถึงแม้นางจะรู้สึกผิดหวัง หลินเยวก็ยังตอบว่า”ข้าเลือกที่จะเข้าร่วมกับสำนักวายุศักดิ์สิทธิ์”

 

 

 

นอกเหนือจากนั้นมีเพียง เฉินหยู่และหนิงเฟิงที่แสดงความสามารถได้ดีพอที่จะได้รับคำเชิญจากสำนัก7ดาราและสำนักวายุศักดิ์สิทธิ์ตามลำดับ สำนักจักรพรรดิดาราและสำนักหลวงทั้งสองยังไม่ได้เอ่ยคำชวนแก่ผู้ใด ที่พวกเขามาอยู่ที่นี่ก็เป็นเพราะชิวเซวียเพียงคนเดียว ความสามารถของผู้ที่มาเข้าร่วมก่อนหน้านี้ไม่ได้ถูกใจพวกเขาง่ายๆ

 

 

 

หลังจากนั้นผู้เข้าร่วมที่เหลือก็คือชิวเซวียและฉินเหวินเทียน

 

 

 

“ฉินเหวินเทียนเจ้าจงแหกตาดูข้าให้ชัดๆ”ชิวเซวียกล่าวอย่างเฉยเมย ขณะที่นางเดินไปยังกลองตรงหน้า ต่อยไปเฉยๆหมัดที่ต่อยออกมาดูธรรมดายิ่งทว่าเสียงกลองก็ดังสนั่นออกมา5ครั้ง

 

 

 

“ขั้นฝึกกายของนางอยู่ที่ระดับ7 เพียงแค่หมัดธรรมดาๆของนางก็มีแรงเท่ากับวัว50ตัว! ช่างน่ากลัวจริงๆ มีคนกล่าวว่านางชะล่อการฝึกยุทธ์เพื่อเพิ่มความสามารถในการรับรู้ หากไม่ระดับของนางก็ไม่น่าแปลกอันใดมากนัก”

 

 

 

สำหรับผู้ที่ดูดซึมและฝึกฝนปราณหยวนของสวรรค์และปฐพี ความแข็งแกร่งของผู้ฝึกตนสามารถจำแนกได้ดังนี้ ความแข็งแกร่งของวัว1ตัว 4ตัว 9ตัว 16ตัว 25ตัว และขั้นที่7คือ49ตัว

 

 

 

ในฐานะที่เป็นผู้ฝึกยุทธ์ดวงดารา พวกเขาจะมีพลังมากขึ้น จิตดาราจะสามารถเพิ่มความแข็งแกร่งของพวกเขาได้ในระดับหนึ่ง  ขึ้นอยู่กับประเภทของจิตดารา ระดับที่เพิ่มขึ้นนั้นแตกต่างกันไปแต่ละคนและจึงไม่มีระดับที่แน่นอนในการวัดพลังของพวกเขาจะเพิ่มขึ้นมาเท่าใด

 

 

 

ชิวเซวียเหลือบไปมองฉินเหวินเทียนก่อนที่นางจะถอยหลังไปสองถึงสามก้าวและปลดปล่อยจิตดาราของนาง จิตดารานกกระเรียนทอง(ผู้แปลเปลี่ยนจากนกเผิง) รูปร่างจิตดาราของนางส่องประกายด้วยแสงสีทองจาง ๆ แสดงว่าจิตดาราของนางมาจากสวรรค์ชั้นที่สาม

 

 

 

“กระเรียนร่ำร้อง”เสียงของชิวเซวียพลันเยือกเย็นขณะที่ท่าทางของนางแปรเปลี่ยนไปคล้ายคลึงกับปีศาจกระเรียนที่กำลังล่าเหยื่อก่อนที่จะพุ่งไปโจมตีด้วยมือที่เหมือนดั่งกรงเล็บด้วยความเร็วราวกับสายฟ้า เสียงดังกึกก้องออกมา ราวกับฟ้าได้ผ่าลงมาตรงหน้า ก่อให้เกิดเสียงกรีดแหลมเข้าหูของผู้ชมทำให้ทุกคนต่าง งงงวย

 

 

 

“ตูม…..ตูม…..ตูม….”เพียงครู่เดียว เสียงกลองก็ดังขึ้น5ครั้ง ทว่าเสียงกลองยังไม่หยุดแค่นี้

 

 

 

“ตูม…”เสียงกึกดังออกมา นี่เป็นเสียงกลองครั้งที่6 บนอัฒจันทร์ฝูงชนต่างยืนขึ้นด้วยใบหน้าที่เคร่งครึม อัจฉริยะ นางเป็นอัจฉริยะจริงๆ!

 

 

 

มีเสียงก้องกังวานอีกเสียงกำลังอ้อยอิ่งอยู่ในอากาศ เมื่อเสียงกลองครั้งที่7ดัง มันเหมือนดั่งกับว่าพายุทอร์นาโดพังทลายทพื้นที่ทั้งปวงและปัดกวาดผ่านสวรรค์และปฐพี

 

 

 

เสียงกลอง7ครั้งเท่ากับความแข็งแกร่งของวัว70ตัว นี่เป็นผลที่เพิ่มด้วยพลังของจิตดารา กลองหนังวัวปีศาจสั่นสะเทือนประหนึ่งมันกำลังจะแตกสลาย

 

 

 

ไม่เพียงเท่านั้นชิวเซวียบรรลุขั้นฝึกกายขั้นที่7โดยการดูดซับและฝึกฝนโดยใช้ปราณหยวนของสวรรค์และปฐพี หากนางมาถึงระดับนี้หลังจากการกลั่นจิตดาราผ่านการดูดซับปราณดาราอันบริสุทธิ์ ระดับของนางจะเกรี้ยวกราดกว่านี้แน่นอนอย่างมิต้องสงสัย

 

 

 

ช่วยไม่ได้ที่ฝูงชนจะสูญเสียความเป็นตัวเองเมือมองไปยังใบหน้าอันงดงามที่เปรียบมิได้ ดังนั้นฉินเหวินเทียนจึงดูอ่อนแอและไร้ค่าเมื่อเทียบกับนาง

 

 

 

อย่างที่นางกล่าว ในรอบที่สองนี้นางจะให้ฉินเหวินเทียนเห็นว่าความแตกต่างระหว่างนางและเขาห่างกันเพียงใด

 

 


 

 

ติดตามข่าวสารตอนใหม่ๆได้ที่เพจก่อนใคร!! คลิก