0 Views

ชิวเซวียค่อยเดินช้าๆลงอัฒจรรย์ขณะที่ผมของนางปลิวไสวไปตามสายลม หน้าตาอันสวยสดงดงามที่เปล่งประกายออกมาทำให้เกิดเสน่ห์อันน่าอัศจรรย์ใจที่ทำให้หัวใจทุกคนหยุดเต้นได้

 

 

 

ช่างเป็นใบหน้าที่น่าหลงใหลอะไรปานนี้  เมื่อรวมกับพรสวรรค์ที่สามารถทำให้โลกทั้งโลกสั่นสะเทือน….”ช่างเป็นความงามที่หาคนเปรียบได้ยากจริงๆ”ผู้คนมากมายกำลังคิดในใจ

 

 

 

 

“มีเรื่องเล่ากันว่าก่อนที่ชิวเซวียจะกลั่นจิตดารา นางก็เป็นอัจฉริยะที่ทะลวงขั้นฝึกกายไปถึงระดับ7แล้วเรียบร้อย ตอนนี้นางสามารถกลั่นจิตดาราดวงแรกจากสวรรค์ชั้นที่สามได้ด้วยความพยายามในครั้งแรก…. อัจฉริยะระดับสุดยอดเช่นนี้จะนำความรุ่งเรืองมาสู่นครประสานนภา ถ้าข้าโชคดีพอที่จะได้แต่งงานกับนาง ข้าจะยอมตายโดยไม่เสียใจเลยแม้แต่น้อย”

 

 

 

พวกเขาได้แต่ถอนหายใจ เมื่อเขาเปรียบเทียบกับเย่หวู่เชวยที่กำลังต้องการจะแต่งงานกับชิวเซวีย อาจจะมีเพียงสถานะและความสามารถเช่นเดียวกับเย่หวู่เชวย เท่านั้นที่จะสามารถเทียบกับชิวเซวียได้ เจ้ากระจอกจากตระกูลฉิน ฉินเหวินเทียน ช่างไม่รู้ว่าฟ้าดินสูงต่ำเพียงใด เจ้าคนไร้ยางอายเช่นนั้นควรจะเจียมตัว ถึงกระนั้นตระกูลฉินครั้งนี้ได้นำกองกำลังของพวกมาด้วย ใครจะรู้ว่าพวกเขาวางแผนอันใดไว้

 

 

 

หลังจากนั้นเพียงชั่วครู่ ชิวเซวียได้มาถึงจุดศูนย์กลางของลานฝึกและตั้งใจที่จะยืนอยู่ตรงนั้น ราวกับว่าทุกความงดงามในวันนี้จดจ่ออยู่กับนางคนเดียว ในขณะนี้ในพื้นที่ลานฝึกมีผู้คนกว่า 30 คนแล้ว

 

 

 

 

สายตาของตัวแทนต่างๆ เปล่งประกายสว่างโชติช่วงราวกับเปลวเพลิง จดจ่ออยู่กับชิวเซวียแต่เพียงผู้ใด สำหรับผู้เข้าร่วมรายอื่น ก็เหมือนกับว่าตัวแทนเหล่านั้นไม่ค่อยสนใจพวกเขามากนัก ชิวเซวียเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้พวกเขาอยู่ที่นี่

 

 

 

มีข้อยกเว้นเพียงประการเดียวคือ เย่หม่า ดวงตาของเขาเปล่งประกายขณะที่เขากล่าวว่า”ยังมีใครที่อยากจะเข้าร่วมไหม?”

 

 

 

“นี่น่าจะครบหมดแล้ว”จั่วตอบเบาๆ เขาต้องใช้ทุกสิ่งทุกอย่างที่มีให้ชิวเซวียมาเข้าสำนักหลวง

 

 

 

จู่ก็มีเงาของคนเดินออกมาจากฝูงชนในขณะที่เขาทำท่าเหมือนจะเดินเข้าไปยังบริเวณลานฝึก เมื่อมองไปที่รูปร่างของคนๆนี้ผู้คนต่างตกตะลึงเงียบสงัดลงทันที

 

 

 

“นั้นมัน? ฉินเหวินเทียน”หลายคนเริ่มพูดพึมพำพวกเขาไม่คิดว่าฉินเหวินเทียนมาจริงๆเป็นไปได้หรือไม่ที่เขาไม่รู้ถึงข้อกำหนดในการเข้าร่วมการทดสอบ

 

 

 

เห็นได้ชัดว่าไป๋ฉิงซงไม่คาดว่าฉินเหวินเทียนจะมา เขาเหลือบมองไปที่ฉินเหวินเทียนขณะที่เขาหันไปเหลือบมองฉินชวนก่อนที่จะคิดในใจว่า”ตระกูลฉินส่งทหารไปช่วยฉินเหวินเทียนในตอนกลางคืน แต่ทำไมฉินชวนจึงยอมให้ฉินเหวินเทียนปรากฏกายในวันนี้?  แต่ก็ไม่สำคัญอันใด  ตั้งแต่ที่เขามาถึงที่นี่ งานในวันนี้ควรเป็นประโยชน์มากขึ้นสำหรับตระกูลไป๋ของเรา”

 

 

 

ดูเหมือนว่าชิวเซวียไม่ได้พูดเรื่องในคืนนั้นให้ไป๋ฉิงซงฟัง

 

 

 

 

หลังจากฉินเหวินเทียนปรากฏตัว ดวงตาของเยหม่าส่องประกายสว่างไสวขณะที่หัวเราะไปด้วย ในช่วงเวลาที่สำคัญ เขาอาจยอมแพ้ที่จะแย่งชิงชิวเซวีย แต่สำหรับฉินเหวินเทียนเขาจะใช้ทุกอย่างที่มีเพื่อเอาเขามาเข้าสำนักจักรพรรดิดาราให้ได้!

 

 

 

เย่หม่าเหลือบมองไปที่จั่วโดยไม่ได้ตั้งใจ เขาเห็นเพียงใบหน้าที่เต็มไปด้วยความรังเกียจเท่านั้น หลังจากเกือบจะทันที่ทันใด เย่หม่ารู้สึกราวกับดอกไม้เบ่งบานในใจ เขาจินตนาการถึงสถานการณ์ที่ฉินเหวินเทียนจะปลดปล่อยจิตดาราของเขาออกมาและหน้าของจั่วจะแสดงออกมาเช่นไร

 

 

 

บนลานฝึก  ชิวเซวียได้พบกับฉินเหวินเทียนตรงๆและในขณะที่พวกเขาจ้องมอง  ชิวเซวียกล่าวว่า”ฉินเหวินเทียนเจ้าไม่มีคุณสมบัติที่จะยืนอยู่บนเวทีนี้ ลงไป”

 

 

 

คำตอบของฉินเหวินเทียน คือการจ้องมองไปที่ชิวเซวีย ขณะที่ริมฝีปากของเขายิ้มยกขึ้นมาเล็กน้อยก่อนจะหันศีรษะของเขาออกไปโดยไม่แยแสที่จะตอบคำถามของเธอ

 

 

 

มองย้อนกลับไปที่ปฏิกิริยาของฉินฉินเหวินเทียนชิวเซวียขมวดคิ้วของตนโดยไม่ได้ตั้งใจราวกับไม่พอใจบางสิ่งบางอย่างก่อนที่กล่าว”ฉินเหวินเทียน ข้ารู้ว่าเจ้ารู้สึกไม่ยุติธรรมอยู่ในใจ ถึงกระนั้น เจ้าและข้ามีรอยแยกที่เจ้าจะไม่สามารถข้ามได้ตลอดไป เป็นไปไม่ได้ที่เราจะอยู่ด้วยกัน แม้ว่าเจ้ายังจะไม่เต็มใจแต่เจ้าควรจะหยุดเรื่องไร้สาระนี่ได้แล้ว ลานฝึกนี้ไม่ใช้ที่สำหรับเจ้า เจ้าควรออกไปเสียตอนนี้จะดีกว่า”

 

 

 

“เจ้าประเมินค่าตัวเองสูงเกินไปจริงๆ”ฉินเหวินเทียนตอบอย่างสงบในขณะที่เขายืนอยู่ด้านข้างโดยไม่มีเจตนาที่จะพูดคุยกับชิวเซวีย ผู้หญิงคนนี้  เธออายุเพียง 16 ปี คิดว่าเลห์เหลี่ยมของตนเองอยู่ในระดับสูงแล้ว ฉินเหวินเทียนรู้สึกเสียใจกับตัวเองในอดีต ที่ต้องใช้เวลาและความพยายามตลอดจนความจริงใจในการรักษาเธอเป็นดั่งญาติพี่น้องของเขา  ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นเพียงภาพลวงตา เขากำลังตกอยู่ในเลห์กลของนาง เพียงเพื่อจะเป็นหินให้นางก้าวข้าม เป็นเครื่องมือให้นางใช้

 

 

 

“หลานชายแสนดี ของข้า”

 

 

 

บนอัฒจันทร์  เสียงของไป๋ฉิงซงลอยมา ฉินเหวินเทียนหันไปยังทางของเสียงจ้องมองไปยังไป๋ฉิงซงเพื่อดูมองรอยยิ้มที่ถูกสวมไว้บนใบหน้าของเขาในขณะที่เขากล่าว”หลานชาย ของข้า เหวินเทียน ลูกสาวข้าชิวเซวีย มีหัวใจที่เมตตา นางสงสารเจ้าเพราะเจ้าไม่สามารถฝึกตนได้และในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาได้ทุ่มเทความพยายามทั้งหมดในการสอนและแนะนำเจ้าหวังว่าเจ้าจะสามารถมาฝึกตนได้อีกครั้ง ถึงแม้ความพยายามของนางจะไร้ผล แต่ความพยายามที่นางใช้ไปมิอาจละเลยได้และเจ้ายังเป็นสัตว์ร้ายในคราบมนุษย์”

 

 

 

 

“ชิวเซวียแนะนำข้า? สัตว์ร้ายในคราบมนุษย์? ”ท่าทางของฉินเหวินเทียนแปรเปลี่ยนเป็นเย็นชาขึ้นมาทันทีเมื่อเขามองไปที่การเสแสร้งของไป๋ฉิงซงที่ทำเป็นคนเมตตาใจบุญ ช่วยไม่ได้ที่เขารู้สึกว่าความชั่วร้ายได้เล็ดลอดเข้ามาในใจของเขาแล้ว คนที่เขาเคยเคารพมากเป็นคนหน้าซื่อใจคดน่ารังเกียจ

 

 

 

 

“ถึงเจ้าเคยที่จะแต่งงานกับชิวเซวีย แต่เจ้ายังไม่ได้แต่งจริงๆเพียงแค่หมั้นหมายไว้เท่านั้น เมื่อคิดดูแล้วเจ้าต้องการที่จะเป็นรอยด่างของลูกสาวที่รักของข้าชิวเซวียและแม้แต่ไป๋ฉิงเจ้ายังมีเป้าหมายบางอย่าง…..ข้ารู้สึกผิดหวังและเจ็บใจอย่างแท้จริง แต่คำนึงถึงความสัมพันธ์ในอดีตของเรา ข้าจะไม่ตำหนิเจ้าเรื่องเหล่านั้น ข้าหวังเพียงว่าหลังจากวันนี้เจ้าจะไม่มาปรากฏให้ข้าเห็นหน้าอีก”

 

 

 

เสียงของไปฉิงซงนิ่งเรียบ แต่ฉินเหวินเทียนได้เห็นธาตุแท้เขาแล้ว หากไป๋ฉิงซงต้องการทำลายงานแต่งงานเขาสามารถทำเช่นนั้นได้ เขาน่ารังเกียจมากและใช้เลห์เหลี่ยม มันเหมือนกับเวลาที่ผ่านมาเมื่อเขาต้องการความช่วยเหลือ  เมื่อเขาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากประจบประแจงตระกูลฉิน ชายคนนี้หลังจากที่เขาบรรลุเป้าหมาย เขาจะฝังความสัมพันธ์ที่ผ่านมาทั้งหมดอย่างไร้ความปราณีและพลิกหน้ามือเป็นหลังมือทันที

 

 

 

หลังจากได้ยินคำพูดของไป๋ฉิงซง หลายคนในฝูงชนเริ่มมองไปที่ฉินเหวินเทียนอย่างดูถูก เสียงส่วนใหญ่ในฝูงชนเริ่มทวีความรุนแรงขึ้นอย่างไม่หยุดยั้งและเริ่มสบถคำสามแช่งให้ฉินเหวินเทียน

 

 

 

 

“เงียบ!!”จั่วตะโกนอย่างไม่แยแสทำให้ฝูงชนเงียบลง  เมื่อมองไปที่ฉินเหวินเทียนจั่วยังคงกล่าวอย่างเย็นชาว่า”มันไร้ค่า หากเจ้าไม่สามารถฝึกตนได้ เจ้ายังเป็นคนที่ชั่วร้ายอีกแม้ว่าประมุขตระกูลไป๋งจะไม่ขุ่นเคือง แต่นี่ไม่ใช่สถานที่ที่เจ้าจะมาอวดดี ออกไป!”

 

 

 

“พี่รอง”ที่ด้านข้างของจั่ว ชายวัยกลางคนที่มีบุคลิกสง่างามมองไปที่จั่ว”คนๆนี้เกิดมาพร้อมกับเส้นลมปราณที่พิการ  ไม่มีทางที่เขาจะสามารถฝึกตนได้ เขาเป็นคนที่หมั้นกับชิวเซวียเพราะฉะนั้นมันก็ยากสำหรับนางที่ต้องทนมาถึงสามปี”

 

 

 

หลังจากได้ยินคำพูดของจั่ว ชายที่แต่งกายสง่างามเข้าใจทันที จั่วพยายามที่จะได้รับความโปรดปรานจากชิวเซวีย หวังว่าจะสามารถสร้างความประทับใจที่ดีที่จะช่วยให้ชิวเซวียมาเข้าสำนักหลวงได้

 

 

 

ท่าทีของฉินเหวินเทียนเย็นชาเพิ่มขึ้นอีก สำนักหลวงเป็นหนึ่งในสำนักชั้นเยี่ยมที่มีชื่อเสียงในนครหลวง แต่ที่พวกเขาทำเช่นนั้นเป็นเพียงเพราะเพื่อเพิ่มความหวังที่จะทำให้ชิวเซวียมาเข้าร่วมกับพวกเขา  ช่างน่าผิดหวัง

 

 

 

“ที่ข้าก้าวขึ้นมาบนเวทีเป็นเพราะ4สำนักใหญ่กำลังจัดการทดสอบเข้าสำนักมิใช่หรือ ข้าทำผิดอันใด? ท่านอาวุโส ท่านเป็นรุ่นพี่ที่มีชื่อเสียงของสำนักหลวงอันทรงเกียรติ แม้ว่าท่านจะชอบชิวเซวียท่านก็ไม่ควรจะตาบอดและโงเขลาเช่นนี้ ลบหลู่ข้าและผลักไสไล่ส่งข้าโดยที่ไม่ตรวจสอบคุณสมบัติใดๆของข้าเลย มันคงเป็นเรื่องที่น่าเศร้าจริงๆ หากนี้เป็นวิธีที่สำนักที่น่าเคารพแสดงออกเช่นนี้กับผู้อื่น”

 

 

 

 

“ช่างอวดดีนัก!”จั่วตะโกนออกมาด้วยความโกรธ “ข้าเคยตรวจสอบเล่นลมปราณของเจ้าด้วยตนเองมาก่อน เจ้าจะบอกว่าข้าทำพลาดรึ?”

 

 

 

 

“ถ้าผู้อาวุโสยืนยันเช่นนั้น เหวินเทียนก็ไม่มีอันใดจะกล่าว”ฉินเหวินเทียน ยืนตรงอยู่ที่นั่นสง่างาม

 

 

 

“คำพูดของน้องชายผู้นี้ ควรจะได้รับการยกย่อง  เจ้าไม่คิดว่าท่าทีของเจ้าดูน่าอายหรือ?”ช่วยไม่ได้ที่เย่หม่าจะรู้สึกดีใจอยู่ข้างในเมื่อเห็นความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่างฉินเหวินเทียนกับจั่ว

 

 

 

จั่วจ้องมองไปยังเย่หม่าด้วยสายตาที่เย็นชาขณะที่กล่าว”ข้าคิดว่าพี่เย่หม่าคงจะอยากจะปกป้องเจ้านี้จริงๆ หากเป็นเช่นนั้น ข้าคงจะต้องเผชิญหน้ากับพี่เย่หม่า ถึงกระนั้น เมื่อเขาถูกตรวจแล้วไม่มีคุณสมบัติเพียงพอ อย่าโทษข้าว่าไม่ได้ห้ามเจ้า”

 

 

 

“เริ่มทดสอบ”

 

 

 

ในฐานะที่ตัวแทนจาก4สำนักใหญ่กล่าว กระจกศิลาทั้งสองพลันถูกสร้างขึ้นบนเวทีทันที กระจกทั้งสองนี้ดูลึกลับมาก สำหรับกระจกแต่ละบานจากบนสู่ล่าง จะมีลูกแก้วกลมๆสีดำสนิทอยู่9ดวง  แม้รูปร่างทั้งสองจะคล้ายคลึงกันทว่าผลของกระจกแต่ละบานนั้นแตกต่างกันอย่างมาก กระจกด้านซ้ายดูเหมือนจะเปล่งกระจายพลังหยวนสวรรค์และปฐพี ในขณะที่กระจกด้านขวาเปล่งกระจายปราณดาราที่ผันผวน

 

 

 

 

“การตรวจสอบขั้นแรก คือการกำหนดระดับความสามารถของเจ้าในการสัมผัสรับรู้ถึงปราณหยวนของสวรรค์และปฐพีและโลกรวมถึงการสัมผัสปราณดาราจากหมู่ดาว เราจะเริ่มตรวจสอบพวกเจ้าทีละคนๆ”

 

 

 

 

หลังจากนั้นก็มีบางคนที่พูดพึมพำขึ้นมา”กระจกนี่เป็นที่รู้จักกันในชื่อกระจกสังเกตหยวนและกระจกสังเกตดวงดารา ประโยชน์ของมันคือการทดสอบระดับของความสามารถ”

 

 

 

ทุกคนจากจากมณฑลเก้านภา อย่างน้อยจะมีระดับ1ดาว เกี่ยวกับความสามารถในการสัมผัสรับรู้ทั้งปราณหยวนและปราณดารา ดังนั้นจึงสามารถจุดประกายแสงให้ลูกแก้วดวงที่ต่ำที่สุดของกระจกทั้งสองบานได้และตราบเท่าที่คนใดคนหนึ่งมีความสามารถถึงระดับ1ดาว ก็จะเพียงพอแล้วที่จะฝึกฝนให้กลายเป็นผู้ฝึกยุทธ์ดวงดาราดูดซับปราณหยวนจากสวรรค์และปฐพี ถึงกระนั้นหากต้องการกายเป็นผู้ฝึกยุทธ์ดวงดาราความสามารถของคนคนนั้นจะต้องอยู่ในระดับ3ดาวและจุดประกายแสงลูกแก้วของกระจกดวงดาราอย่างน้อยสามลูกก่อนที่พวกเขาจะทำเช่นนั้น

 

 

 

ดังนั้นจึงเป็นเรื่องง่ายสำหรับคนในมนฑลเก้านภาที่จะกายเป็นผู้ฝึกวิทยายุทธ์แต่การที่จะกลายเป็นผู้ฝึกยุทธ์ดวงดารานั้นมันยากมาก

 

 

 

สำหรับสาเหตุเบื้องหลังนี้หลายคนคาดการณ์ว่าตั้งแต่การเกิดของเผ่าพันธุ์มนุษย์โลกนี้ก็เต็มก็เต็มไปด้วยปราณหยวนของสวรรค์และปฐพีดังนั้นจึงเป็นเรื่องง่ายที่จะดูดซับปราณหยวนเพื่อการฝึกตน เมื่อเปรียบเทียบกับปราณดาราจากหมู่ดาวมันมีเพียงแค่อยู่บนท้องนภาเหนือขึ้นไปสูงถึงสายธารแห่งดวงดาราในเก้าชั้นสวรรค์ เมื่อเทียบกันแล้วมันยากกว่ามากสำหรับการฝึกฝนเพื่อให้สามารถสัมผัสได้ถึงพลังปราณ

 

 

 

โดยปกติไม่ว่าความสัมพันธ์ของทั้งปราณหยวนสวรรค์ปฐพีและปราณดาราจากหมู่ดาว หนึ่งในนี้สามารถเพิ่มความสามารถทางการสัมผัสและมีความเกี่ยวข้องในการผ่านการฝึกโฮ่วเทียนเหมือนกับการทำสมาธิ ยิ่งความสัมพันธ์เพิ่มมากขึ้นความสามารถของเจ้าก็จะเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน

 

 

 

ในมนฑลเก้านภา ผู้ที่มีความสามารถที่มีความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งกับหมู่ดาวจะชะลอการกลั่นจิตดาราของพวกเขาไว้เพื่อหวังที่จะเพิ่มความสามารถในการสัมผัสไปยังจุดสูงสุดด้วยการทำสมาธิ ก่อนที่จะพยายามเชื่อมสัมพันธ์กับหมู่ดาวจากชั้นสวรรค์ที่สูงกว่า

 

 

 

ขณะนี้มีคนเดินตรงไปยังกระจกหินด้านซ้ายและวางฝ่ามือของเขาไว้ในร่องที่ออกแบบมาเป็นพิเศษเป็นรูปแบบ “凹” หลังจากนั้นเพียงชั่วครู่จากด้านล่างสู่ด้านบน ลูกแก้วก็สว่างขึ้นในชั่วพริบตาเดียวลูกแก้วมืดมิดก็สว่างขึ้นสามดวง

 

 

 

“ความสามารถในการสัมผัสปราณหยวน 3ดาว”

 

 

 

หลังจากนั้นคนคนเดิมก็เดินไปที่กระจกหินด้านขวาไปด้านหน้ากระจกสังเกตดวงดาราแล้ววางฝ่ามือเข้าไปในร่องอีกครั้ง ครานี้มีเพียงลูกแก้วสองดวงส่องแสง ทำให้ตัวแทนจาก4สำนักใหญ่ต่างส่ายหัวของพวกเขาด้วยความรู้สึกความล้มเหลว

 

 

 

“ตอนนี้เจ้ากลับไปได้แล้ว”ผู้เยาว์ที่ยืนบนเวทีถูกปฏิเสธโดยตัวแทน มันช่วยไม่ได้ที่จะทำให้เข้ารู้สึกไม่เต็มใจภายในใจขณะที่ใบหน้าของเขาพลันแปรเปลี่ยนเป็นหดหู่ รอบแรกของการตรวจสอบได้เหนือเกินกว่าที่เข้าจะผ่านได้ก็แค่นั้น

 

 

 

คนที่สอง ได้รับคะแนน4ดาวสำหรับการทดสอบปราณหยวนและ2ดาวสำหรับปราณดารา แม้ว่านี้จะแสดงว่าเขาจะสามารถกลายเป็นผู้ฝึกวิทยายุทธ์ได้อย่างง่ายดายแต่นั่นก็อาจเป็นข้อจำกัดของเขา ที่จะก้าวเข้าสู่ระดับของผู้ฝึกยุทธ์ดวงดาราซึ่งมันอาจจะเป็นไม่ได้สำหรับเขาและเช่นนั้นเขาจึงถูกปฏิเสธเช่นกัน

 

 

 

เพียงไม่นานก็มีอีกสี่คนถูกตัดออกจากการทดสอบ ทำให้เกิดบรรยากาศที่รู้สึกกังวล อัตตราผู้ที่ผ่านรอบแรกต่ำมาก……ทั้งสี่สำนักใหญ่ต่างมีก็มีชื่อเสียงและเกียรติที่คู่ควรอย่างแท้จริง

 

 


 

 

ติดตามข่าวสารได้ที่เพจและฝากกดไลคกดแชร์เพจด้วยนะคลิกเลย