0 Views

บทที่ 86

 

ในขณะที่เด็กหนุ่มผู้ยืนอยู่ด้านข้างของชายชรากลับเผลอแค่นเสียงหัวเราะเยาะหยันกันสิ่งที่ได้ยินโดยไม่มีทีท่ากระวนกระวายใจเหมือนเจ้าหน้าที่คนอื่น หรือฉงนสงสัยเฉกเช่นหน่วยคุ้มกันเลย

 

แต่กลับกลายเป็นว่าเสียงหัวเราะของเขาทำลายความเงียบสงัดภายในห้องกัปตันและดึงดูดสายตาของทุกคนจนทำให้ใบหน้าของเขาแดงก่ำด้วยความอับอายเป็นที่สุด

 

“ขออภัยขอรับ ท่านปู่”

 

ชายชราเหลือบตามองอีกฝ่ายแว่บหนึ่ง หลานชายของเขายังอ่อนหัดนัก! คิดถูกแล้วที่เขาตัดสินใจดูแลการฝึกของเจ้านี่ด้วยตัวเองอย่างใกล้ชิด ถ้าหากปล่อยให้อีกฝ่ายลงสู่สนามรบล่ะก็ จะต้องทำให้เขาอับอายขายหน้าเป็นแน่!

 

“ท่านปู่อันใด ตอนนี้แกเป็นแค่ผู้ช่วยต่างหาก!”

 

เด็กหนุ่มยิ่งอับอายมากขึ้น “ขออภัยขอรับ นายท่าน”

 

“หรือก็คือ… เจ้าหนุ่มสามคนนั่นเป็น ‘ยอดฝีมือ’ ที่สามารถขโมยสมบัติของกลุ่มโจรสลัดอวกาศเฮลและจันทราสีชาด?” ชายชราหันกลับมามองภาพบนหน้าจออีกครั้ง

 

ชายหนุ่มผมสีแดงพยักหน้ายืนยัน “ไม่ผิดแน่ขอรับ”

 

“หมายความว่า… เฮลกับจันทราสีชาดบุกโจมตีเรือลำนี้เพื่อชิงตัวคนทรยศจริงๆหรือ?” ชายฉกรรจ์เอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย เขาไม่คิดจะสนใจเรื่องบาดหมางระหว่างคนทั้งสามกับโจรสลัดทั้งสองกลุ่มแม้แต่น้อย สิ่งเดียวที่เขาให้ความสนใจคือ ความปลอดภัยของชายชราเท่านั้น

 

“จากการคาดเดาของผม เกรงว่ากลุ่มโจรสลัดทั้งสองกลุ่มจะไม่ใช่แค่ชิงตัวคนทรยศเท่านั้น พวกมันน่าจะต้องการแย่งสมบัติของโจรสลัดอีกกลุ่มด้วย” ชายหนุ่มผมสีแดงยักไหล่เล็กน้อย

 

ชายวัยกลางคนขมวดคิ้วเล็กน้อย ถ้าหากเกิดการปะทะกันระหว่างกลุ่มโจรสลัดอวกาศจริงๆล่ะก็ เป็นไปได้สูงมากที่จะทำให้เรือลำนี้เสียหาย ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องที่ดีเลย

 

“ผมยังมีข่าวดีอีกอย่าง พวกคุณอยากฟังหรือไม่?” ชายหนุ่มกล่าวปนกลั้วหัวเราะด้วยน้ำเสียงรื่นเริง

 

บนขมับของชายฉกรรจ์ปรากฏเส้นเอ็นสีเขียวปูดนูนขึ้นมา เจ้าหนุ่มที่เพิ่งเข้ามาในหน่วยคนนี้ไม่รู้จักกาลเทศะเอาเสียเลย ในสถานการณ์เช่นนี้ยังจะมากวนประสาทอีก!

 

เหมือนรับรู้ได้ถึงโทสะที่เริ่มปะทุขึ้นมา ชายหนุ่มผมแดงจึงรีบส่งภาพหนึ่งไปยังหน้าจอใหญ่อย่างรวดเร็ว ภาพการเผชิญหน้าของคนสองกลุ่มในห้องเก็บเรือชูชีพ… ดูเหมือนว่า นอกจากเฮลกับจันทราสีชาดแล้วจะยังมีอีกกลุ่มที่พุ่งเป้าไปยังทั้งสามคน…

 

“หึ เรือลำนี้มันช่างวุ่นวายเสียจริง” ชายชราแค่นเสียงหัวเราะเยียบเย็นพลางเอนหลังพิงไปกับพนักเก้าอี้อย่างผ่อนคลาย

 

ทว่าชายฉกรรจ์ถึงกับทำหน้านิ่วคิ้วขมวด… หน่วยคุ้มกันของพวกเขาเตรียมพร้อมสำหรับการเดินทางในครั้งนี้มาเป็นอย่างดี ทั้งยังปล่อยข่าวลวงออกไปมากมายเพื่อหลอกล่อศัตรู แต่ใครจะไปรู้ว่า แม้ศัตรูจะไม่พบตัว ทว่าพวกเขากลับถูกโจรสลัดอวกาศกลุ่มหนึ่งโจมตีเสียได้ แม้จะไม่ใช่ความผิดของเขาโดยตรง แต่เขาก็อดรู้สึกเจ็บใจไม่ได้

 

ถ้าหากตอนนั้นพวกเขาคัดกรองผู้โดยสารให้ละเอียดกว่านี้ ก็อาจจะสามารถจัดการกับเจ้าตัวต้นเหตุสามคนล่วงหน้าได้… แค่คิดว่า เป็นเพราะความประมาทเลินเล่อของตน ชายชราจึงต้องตกอยู่ในอันตรายเช่นนี้ ทำให้ชายฉกรรจ์เอาแต่นึกโทษตัวเองไม่หยุด

 

“พอเถิด เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับนาย โทษตัวเองแล้วอย่างไร? ในสนามรบมักเกิดเรื่องผิดคาดเช่นนี้อยู่บ่อยครั้งมิใช่หรือ? หรือนายจะโทษตัวเองเพียงเพราะโชคไม่ดีกัน?” ชายชราตวัดเท้าเตะขาของชายวัยกลางคนเต็มแรงหนึ่งครั้ง… หัวหน้าหน่วยคุ้มกันผู้นี้ติดตามเขามานานถึงเจ็ดปี อีกฝ่ายทำทุกอย่างได้อย่างสมบูรณ์แบบมาตลอด เสียแต่เป็นคนดื้อรั้นไม่เบา เผลอแปบเดียวก็เริ่มโทษตัวเองอีกแล้ว

 

“ขอรับ!” ชายฉกรรจ์ที่ถูกชายชราเตะใส่ถึงกับหนังตากระตุกวูบ ถึงแม้ว่าชายชราผู้นี้จะมีพลังจิตระดับA ทว่าระดับสมรรถภาพร่างกายของอีกฝ่ายกลับแข็งแกร่งถึงระดับ S… จากที่เขาติดตามอีกฝ่ายมานานหลายปี แรงเตะนี้ทำให้เขารู้สึกเจ็บปวดไม่เบาเลย แต่มันกลับทำให้เขาอารมณ์ดีขึ้นมากอย่างประหลาด

 

เด็กหนุ่มที่ยืนอยู่ข้างกายของชายชราถึงกับกระตุกใบหน้ากับภาพที่เห็น พูดตามตรงเขาสงสัยมาตลอดว่า ชายวัยกลางคนผู้นี้น่าจะเป็นสายเอ็ม มิเช่นนั้นทุกครั้งที่ท่านปู่เตะใส่จะอารมณ์ดีเช่นนี้ได้อย่างไรกัน?

 

ภายในห้องเก็บเรือชูชีพ การเผชิญหน้าของคนสองกลุ่มดูเหมือนจะเริ่มคุกรุ่นขึ้นแล้ว ผู้ทรยศทั้งสามคนกำลังจะปะทะกับศัตรูห้าคน แม้พวกเขาจะมีปืนเลเซอร์อยู่ในมือ แต่ก็ไม่กล้ายิงออกไปสุ่มสี่สุ่มห้า….

 

ประการแรก เพราะอีกฝ่ายเองก็มีอาวุธอยู่ในมือเช่นกัน ในสถานที่ที่เล็กและแคบเช่นนี้ หากทั้งสองฝ่ายเปิดฉากยิงขึ้นมาจริงๆล่ะก็ แม้พวกเขาจะมีจำนวนคนมากกว่า แต่ยังไงก็ต้องมีใครสักคนโชคร้ายถูกยิงตายแน่นอน

 

ไม่ว่าใครก็คงไม่อยากเอาชีวิตของตัวเองไปเสี่ยงกับการหลบลูกกระสุนปืนแน่นอน ฉะนั้นต่างฝ่ายจึงยังคงระแวดระวังท่าทีของอีกฝ่ายเช่นนี้ต่อไป

 

น่าเสียดายที่การหยั่งเชิงนี้กลับถูกทำลายลงอย่างรวดเร็วยิ่ง เพราะคนของกลุ่มโจรสลัดอวกาศเฮลที่เพิ่งขึ้นเรือมานั้นกำลังจะมาถึงที่นี่ในอีกไม่ช้า…

 

“บ้าฉิบ คนของเฮลเกือบจะมาถึงแล้ว” เด็กหนุ่มคนหนึ่งในกลุ่มคนทรยศที่ดูจะอายุเพียงสิบหกหรือสิบเจ็ดปีขยับหมวกบนศีรษะของตนพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ

 

ทันใดนั้นพรรคพวกอีกสองคนพลันมีสีหน้าเย็นเยียบและจับจ้องมองคนทั้งห้าด้วยแววตาเหี้ยมเกรียมส่อแววอันตราย…

 

อีกฝ่ายทั้งห้าคนเองก็ใช่ว่ากระจอก… บุรุษหนุ่มผู้เป็นหัวหน้าเจ้าของดวงตารูปสามเหลี่ยมฉายแววร้ายกาจกำลังจ้องมองกลุ่มคนทั้งสามพลางแสยะยิ้มชั่วร้ายให้กับอีกฝ่าย “ไม่ได้เจอกันตั้งนาน เจ้าคิดถึงข้าหรือไม่ ที่รัก? หลังจากที่เจ้าหนีไป ข้าคิดถึงเจ้า‘มากเหลือเกิน’ ”

 

เด็กหนุ่มเงยหน้าขึ้นมาเผยให้เห็นดวงหน้างดงามหมดจดไร้ที่ติ ก่อนจะคลี่ยิ้มหวานหยดย้อย “คุณชายเจลา ข้าเองก็คิดถึงท่านมากเช่นกัน น่าเสียดายที่ยามนี้ไม่ใช่โอกาสเหมาะที่เราจะรื้อฟื้นความหลังนัก”

 

“โอ้?” อีกฝ่ายกลับเปล่งเสียงหัวเราะเย็นยะเยือกออกมา “ข้ากลับรู้สึกว่า มันเป็นโอกาสเหมาะเลย อย่างน้อยที่นี่ก็ไม่มีคนอื่นมารบกวนพวกเรามิใช่หรือ?”

 

เด็กหนุ่มกะพริบตาปริบๆพลางกล่าวด้วยท่าทีน่ารักน่าชัง “คนอื่น? คุณชายเจลาหมายถึงพวกกลุ่มโจรสลัดเฮลหรือ? พวกเขาจวนจะมาถึงแล้วกระมัง”

 

ชายหนุ่มหรี่ตาลงเล็กน้อยพลางจ้องเขม็งไปยังเด็กหนุ่มคนนั้นด้วยแววตาวาววับ ก่อนจะเบือนหน้าหันไปถามเพื่อนพ้องของตน เมื่อได้รับการยืนยันจากสหายแล้ว สีหน้าของเขาพลันเคร่งเครียดขึ้นอย่างเห็นได้ชัดและถลึงตาใส่เด็กหนุ่มอย่างดุดัน “ทำไมเจ้าพวกเฮลมันถึงมาที่นี่ได้? เป็นฝีมือของเจ้าหรือ?”

 

เด็กหนุ่มยักไหล่ราวกับตนไม่รู้เรื่องที่อีกฝ่ายพูดถึงแม้แต่น้อย “เหตุใดคุณชายเจลาถึงคิดเช่นนั้นเล่า? ข้าปวดใจจริงๆ พวกเราแยกจากกันเพียงไม่นานแท้ๆ แต่คุณชายเจลากลับไม่เชื่อคำพูดของข้าแล้วหรือ?”

 

หน้าผากของเจลาพลันปรากฏเส้นเอ็นสีเขียวปูดขึ้นมาแถมยังเกือบจะลั่นไกปืนเลเซอร์ใส่อีกฝ่ายด้วย… เจ้าโง่สมควรตายนี่ยังกล้าพูดถึงเรื่องในอดีตอีก ตัวเขาเคยใช้ชีวิตอิสระเสเพลดั่งคุณชายเจ้าสำราญมานาน ไม่นึกเลยว่าต้องมาหยุดลงที่หัวขโมยตัวน้อยผู้นี้ โชคดีที่ท่านปู่ของเขาติดตั้งกับดักจำนวนมากเอาไว้ในคลังสมบัติ มิเช่นนั้นสมบัติในคลังทั้งหมดคงถูกเจ้าเด็กน้อยนี้ชิงไปจนหมดตัวเป็นแน่!

 

“เจ้างั่งสมควรตาย!” เจลาคำรามอย่างเกรี้ยวกราด อยากลั่นไกเป่าอีกฝ่ายให้กระจุยให้จบเรื่องไปเสียเดี๋ยวนี้

 

ดูเหมือนเด็กหนุ่มจะรับรู้ได้ถึงจิตสังหารอันแรงกล้าของเจลา จึงรีบหุบปากและขยับไปหลบอยู่ด้านหลังของเพื่อนพ้องผู้มีร่างกายสูงใหญ่ของตนอย่างรวดเร็ว

 

ส่วนเพื่อนอีกคนของตนนั้นเป็นชายหนุ่มอายุไม่ถึงสามสิบปีรูปร่างสมส่วนและหน้าตาช่างดูธรรมดาจนแทบจะไม่สะดุดตาใคร

 

เขาสบสายตามองเจลาพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลว่า “คุณชายเจลา พวกท่านไม่ลงรอยกับกลุ่มโจรสลัดอวกาศเฮลนัก ถ้าหากท่านไม่ต้องการสร้างปัญหาให้กับท่านพ่อของท่าน ก็อย่าได้ขวางพวกข้าอีกเลย”

 

“ไม่ได้! มันไม่ง่ายเลยกว่าจะจับพวกเจ้าได้ หากปล่อยให้พวกเจ้าหนีไปได้ ก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ถึงจะเจอตัวอีก!” เจลาถลึงใส่อีกฝ่ายด้วยแววตาโกรธเกรี้ยว… จากที่พวกเขาประมือกันเมื่อครู่ นอกจากหยุดอีกฝ่ายไม่ให้ขึ้นไปบนเรือชูชีพแล้ว เจลาก็มิได้ทำสิ่งใดอีก

 

คริสหรือชายหนุ่มผู้มีรูปร่างหน้าตาธรรมดาคนนั้นเลิกคิ้วเล็กน้อย “คุณชายเจลา ถ้าข้าจำไม่ผิด กลุ่มโจรสลัดฉลามปีศาจของพวกท่านมิได้ถูกขโมยสิ่งใดไปมิใช่หรือ? แล้วทำไมถึงตามจับพวกข้าไม่ปล่อยเช่นนี้เล่า?”

 

เจลาพลันโกรธจนเลือดขึ้นหน้าทันที แม้จะไม่ถูกขโมยทรัพย์สมบัติใดๆ แต่ความรู้สึกของเขาเล่า?? ตอนนั้นเขาตั้งใจจะสารภาพรักกับเจ้าเด็กบ้านั่นและพาไปแนะนำตัวกับท่านพ่อของเขาแล้วด้วยซ้ำ!

 

แต่ผลลัพธ์เล่า!

 

เจ้าเด็กนั่นหลอกใช้เขา… อีกฝ่ายหาได้มีใจให้เขาแม้แต่น้อย ก็แค่หลอกใช้ความรักของเขาเท่านั้น!

 

ทุกครั้งที่นึกถึงสิ่งที่ตนเคยทำและพยายามอย่างหนักเพื่อที่จะชนะใจอีกฝ่ายแล้ว เจลาก็รู้สึกอัปยศอดสูยิ่งนัก ความอัปยศนี้ทำให้เขาออกตามหาเบาะแสของเจ้าเด็กนี่จนแทบพลิกแผ่นดิน และบัดนี้ก็พบตัวอีกฝ่ายในที่สุด

 

เจลาหน้าแดงก่ำไปทั้งหน้าด้วยความโกรธพลางจ้องเขม็งไปยังเด็กหนุ่มอย่างเอาเป็นเอาตาย ราวกับอยากจะพุ่งไปฉีกกระชากเนื้อของอีกฝ่ายให้หลุดออกมาสักชิ้นจนตัวสั่น

 

เด็กหนุ่มที่หลบอยู่ด้านหลังของชายร่างใหญ่โผล่ใบหน้าของตนออกมามองเจลาพลางส่งยิ้มออดอ้อนให้กับอีกฝ่าย

 

ทันใดนั้นเจลาถึงกับโกรธจัดแทบจะทะลุจุดเดือด ตอนนั้นเขาก็ถูกรอยยิ้มบัดซบนี้หลอกลวงเช่นกัน ลุ่มหลงว่ารอยยิ้มของอีกฝ่ายมันช่างงดงามน่าหลงใหลเหลือเกิน แต่มาตอนนี้มองอย่างไรก็ดูน่ารังเกียจสิ้นดี! มันเป็นรอยยิ้มของพวกต้มตุ๋นหลอกลวงชัดๆ!

 

“พวกมันกำลังมาแล้วจริงๆ ถ้าหากท่านไม่รีบไปล่ะก็ คงพบกับพวกมันแน่นอน และพวกมันจะต้องหันไปจัดการกับพวกเจ้าก่อนเป็นแน่” เด็กหนุ่มเอ่ยด้วยสีหน้าไร้เดียงสาราวกับกำลังเป็นห่วงเจลาจริงๆ

 

เจลากัดฟันกรอดด้วยความคับแค้นใจ สมองของเขาบอกให้เลี่ยงการปะทะกับกลุ่มโจรสลัดอวกาศเฮล แต่พอเห็นเจ้าเด็กนั่นอยู่ใกล้เพียงเอื้อมมือเช่นนี้แล้ว เขาอยากจะพุ่งออกไปเค้นคอถามอีกฝ่ายสักครั้งว่า จริงๆแล้วอีกฝ่ายรู้สึก…

 

บัดซบ! เขากำลังคิดอะไรอยู่!

 

ทันใดนั้นเจลาก็ตบหน้าตัวเองเสียงดังเพี๊ยะ สร้างความตะลึงงันให้กับทุกคนโดยรอบเป็นอย่างมาก

 

หลังจากตบหน้าตัวเองแล้ว เจลาก็สามารถสงบสติอารมณ์ได้ สีหน้าของเขาดูเย็นชาจับใจ ขณะจับจ้องมองเด็กหนุ่มอย่างเงียบงันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพาลูกน้องของตนเดินออกไปอีกทาง

 

หลังจากที่พวกเขาเดินจากไปแล้ว เด็กหนุ่มก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ แววตาของเขาดูอ้างว้างโดดเดี่ยวเหลือเกิน

 

ชายร่างสูงใหญ่หันมาลูบศีรษะของอีกฝ่ายด้วยสีหน้าเห็นอกเห็นใจ “ไปขึ้นเรือชูชีพก่อนเถิด จะหนีออกไปได้หรือไม่ค่อยว่ากัน”

 

เด็กหนุ่มพยักหน้ารับ ก่อนหน้านี้พวกเขาแฮ็กรหัสผ่านของเรือชูชีพสำเร็จแล้ว ถึงพวกโจรสลัดอวกาศเฮลจะมาถึงก่อนที่เรือชูชีพจะส่งตัวออกไป แต่พวกเขาจะยังคงปลอดภัยอยู่

 

เมื่อทั้งสามคนก้าวเข้าไปในเรือชูชีพแล้ว คริสเป็นคนปิดประตูเรือ ส่วนตัวเขาก็นั่งลงที่ตำแหน่งนักบิน และชายร่างสูงใหญ่หรือหานซงเป็นผู้ช่วยนักบินคอยดูแลการเดินทางในครั้งนี้

 

เดิมทีมันควรเป็นตำแหน่งของเด็กหนุ่มเจ้าของใบหน้างดงามหรือเนล น่าเสียดายที่เรื่องเมื่อครู่ทำให้ใจของเขาไม่อยู่กับเนื้อกับตัวนัก… ทันทีที่พวกเขาออกไปจากเรือรบอวกาศลำนี้ พวกเขายังต้องหนีการไล่ล่าของกลุ่มโจรสลัดอวกาศเฮลกับจันทราสีชาดอีก การจะให้คนที่สติไม่อยู่กับร่องกับรอยนั่งตรงที่ผู้ช่วยนักบิน… พวกเขายังไม่สิ้นคิดถึงเพียงนั้น!

 

จากข้อมูลที่ปรากฏบนควอนตัมคอมพิวเตอร์ของเด็กหนุ่ม พวกโจรสลัดเฮลกำลังจะมาถึงห้องเก็บเรือชูชีพแล้ว ก่อนจะถึงเวลาที่ส่งเรือชูชีพออกไป คริสทนเห็นสภาพเซื่องซึมของเนลต่อไปไม่ไหว จึงยื่นมือออกไปลูบศีรษะของอีกฝ่ายบ้าง “ทำไมถึงไม่อธิบายให้เขาฟัง?”

 

“อะไรหรือ?” เนลถามกลับด้วยสีหน้าเหม่อลอย

 

สีหน้าของคริสดูหงุดหงิดไม่ได้ดั่งใจ “เมื่ออยู่ต่อหน้าเจ้า กับดักในคลังสมบัติของพวกมันนับเป็นอย่างไรได้? อย่าคิดว่าข้าไม่รู้ว่า ตอนนั้นเจ้านึกเสียใจกับสิ่งที่กำลังทำอยู่ จึงจงใจไม่ปลดกับดักพวกนั้น!”