0 Views

บทที่ 83

            หลังจากการจุมพิตอันเร่าร้อน สมองของฉีหนานพลันวูบโหวงและหลับใหลไปอย่างรวดเร็ว ลั่วซิวเจ๋อจึงตัดสินใจอุ้มร่างของฉีหนานในท่าเจ้าหญิง เพื่อพาอีกฝ่ายกลับห้องพัก ซึ่งก่อนจะเดินจากไป ลั่วซิวเจ๋อไม่ลืมที่จะเตือนพวกเพื่อนนักเรียนที่ยืนมองอยู่โดยรอบว่า ไม่ให้บอกเรื่องนี้กับฉีหนาน มิเช่นนั้นฟักทองน้อยของเขาคงเขินอายมากจนแทบแทรกแผ่นดินหนีแน่

 

เพื่อนบางคนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเจ้าเล่ห์ “ถ้าหากเราพูดออกไปเล่า?”

 

ลั่วซิวเจ๋อคลี่ยิ้มหวานหยดย้อยเป็นพิเศษให้กับอีกฝ่าย “ลองทายดูสิ?”

 

เพื่อนทุกคนถึงกับเสียวสันหลังวาบ เมื่อนึกถึงสภาพของรุ่นพี่ดีเจย์ผู้น่าชิงชังที่โดนเล่นงานอย่างน่าอนาถแล้ว พวกเขาเผลอกลืนน้ำลายลงคอและรีบรับปากลั่วซิวเจ๋ออย่างหนักแน่นว่า “วางใจเถิด พวกเราจะเก็บเอาไว้เป็นความลับแน่นอน!”

 

ลั่วซิวเจ๋อจ้องมองอีกฝ่ายด้วยแววตาพึงพอใจ ก่อนจะหมุนร่างเดินอุ้มฉีหนานออกไป…

 

เขาเคยบอกแล้วว่า เขาชอบคนที่มีไหวพริบเป็นที่สุด!

 

เมื่อพาฉีหนานกลับมาถึงห้องพัก ลั่วซิวเจ๋อก็วางร่างของอีกฝ่ายลงบนเตียงและจ้องมองขี้เมาที่ไร้ซึ่งเรี่ยวแรงขัดขืนใดๆตรงหน้าแล้วอดลังเลใจไม่ได้… กิน? ไม่กิน? หรือว่ากินดี?

 

ถ้ากิน เวลากับสถานที่ในตอนนี้ไม่ค่อยเหมาะเท่าไหร่ ทว่าหากไม่กิน เขาก็รู้สึกเสียดายเหลือเกินที่จะต้องพลาดโอกาสงามนี้ไป

 

ขณะนั้นเองฉีหนานเผลอพลิกตัวจนกระดุมบนชุดเครื่องแบบทหารแบะออกเผยให้เห็นผิวเนื้อเนียนละเอียดที่ซ่อนอยู่ภายในอย่างวับๆแวมๆ… แววตาของลั่วซิวเจ๋อที่จ้องมองเปล่งประกายพราวระยับพลางใช้นิ้วเรียวยาวลูบไล้ผิวเนื้อนั้นอย่างแผ่วเบา

 

“อื้อ…” ฉีหนานส่งเสียงครางในลำคอพลางบิดร่างของตนที่นอนอยู่บนเตียงไปมาไม่หยุดราวกับกำลังรู้สึกไม่สบายตัวเป็นที่สุด

 

นิ้วเรียวของลั่วซิวเจ๋อพลันชะงักค้างไปชั่วขณะ ก่อนจะค่อยๆลากไล้ไปตามขากรรไกรล่างของฉีหนานจนมาหยุดลงที่ริมฝีปากของอีกฝ่าย

 

“ร้อน…” ฉีหนานพูดอู้อี้ด้วยความหงุดหงิด ก่อนจะขยับมือถอดเสื้อและกางเกงของตนทันที

 

ลั่วซิวเจ๋อรู้สึกเหมือนบรรยากาศภายในห้องร้อนระอุมากยิ่งขึ้น ทั้งๆที่เขาเป็นคนที่มีความอดทนสูงมากจากพลังระดับ S แต่กลับรู้สึกได้ถึงร่างกายอันร้อนผ่าวกับลำคอแห้งผากของตนอย่างน่าประหลาด

 

ฉีหนานลงมือรวดเร็วยิ่งนัก พริบตาเดียวเขาก็ถอดเสื้อผ้าของตนออกไปจนหมด ไม่เว้นแม้แต่กางเกงชั้นใน… สายตาของลั่วซิวเจ๋อกวาดมองเรือนร่างสมส่วนแข็งแรงตรงหน้าพร้อมกับลมหายใจที่ถี่กระชั้นมากขึ้น

 

ลั่วซิวเจ๋ออดไม่ได้ที่จะยื่นมือออกไปใช้ปลายนิ้วเกลี่ยลงบนแผ่นอกของฉีหนานอย่างเชื่องช้า ฉีหนานกุมมือเย็นเฉียบข้างนั้นเอาไว้ตามสัญชาตญาณแถมยังใช้แก้มของตนถูไถกับมือข้างนั้นอีกด้วย… ช่างเย็นสบายเหลือเกิน…

 

แววตาของลั่วซิวเจ๋อยิ่งฉายแววลึกล้ำมากขึ้นพลางจับจ้องมองดวงหน้าของฉีหนานอย่างเงียบงัน ก่อนจะเอ่ยปากพูดด้วยน้ำเสียงแหบพร่าว่า “เจ้าเป็นคนยั่วข้าเองนะ…”

 

เอ่ยจบประโยค มุมปากของลั่วซิวเจ๋อพลันโค้งขึ้นจนกลายเป็นรอยยิ้ม จากนั้นจึงค่อยๆใช้มืออีกข้างปลดกระดุมของตนบ้าง…

 

***

 

“ซี้ด…” ทันทีที่ฉีหนานตื่นขึ้นมา เขาก็รู้สึกปวดหัวอย่างรุนแรง

 

เขาเอามือกุมหัวพลางนอนกลิ้งไปมาอยู่บนเตียงครู่ใหญ่ ช่างเป็นช่วงเวลาที่ทรมานที่สุดของอาการเมาค้างจริงๆ

 

“บ้าจริง ทำไมเหล้าบนเรือรบอวกาศถึงแรงขนาดนี้!” เขาใช้มือทั้งสองข้างคลึงจุดไท่หยางบริเวณข้างขมับทั้งสองข้าง เพื่อบรรเทาอาการเมาค้างของตน

 

เมื่อวานดูเหมือนว่า เขาจะอารมณ์เสียเพราะลั่วซิวเจ๋อเลยดื่มหนักไปหน่อย… อา อารมณ์เสียไม่ควรจะดื่มเหล้าจริงๆ บัดนี้คงถึงเวลาที่จะต้องจ่ายค่าตอบแทนเสียแล้ว…

 

ฉีหนานสะบัดหัวไปมาด้วยรอยยิ้มฝืดเฝื่อน ทราบดีแก่ใจว่า ลั่วซิวเจ๋อจะต้องเป็นคนพาตนกลับมาแน่นอน เพียงแต่… หลังจากที่เขาเมาแล้ว มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่? ทำไมถึงจำอะไรไม่ได้เลย?

 

แม้จะพยายามเค้นสมองนึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออกเสียทีว่าตนเผลอทำอะไรลงไปกันแน่  ตอนนี้ฉีหนานจึงได้แต่ภาวนาให้ตนไม่ไปก่อเรื่องอะไรเอาไว้ มิเช่นนั้นเขาคงรู้สึกอับอายไม่น้อย…

 

ฉีหนานสะบัดผ้าห่มออกเพื่อลุกขึ้นมาจากเตียงนั้น ทว่าเขาก็ต้องตะลึงงันกับร่างกายเปลือยเปล่าของตัวเองด้วยอารามตกใจสุดขีด

 

บัดซบ! เสื้อผ้าของเขาเล่า!!!

 

เมื่อวานมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่??!!!

 

ใบหน้าของฉีหนานฉายชัดถึงความตื่นตกใจ เขารีบใช้มือสัมผัสช่องทางด้านหลังของตัวเองทันทีและพบว่า ตนไม่รู้สึกเจ็บตรงนั้นแม้แต่น้อย ต่อให้มีพรสวรรค์เหนือมนุษย์ แต่หากโดนคนทำแบบนั้นล่ะก็ เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่รู้สึกอะไรเลย ดังนั้นน่าจะยังไม่เกิดเรื่องที่เขากำลังกังวลอยู่…

 

เมื่อลองสำรวจร่างกายของตัวเองอย่างรวดเร็วก็พบว่า นอกจากรอยแดงหลายจุดที่ต้นขาด้านในแล้ว ไม่มีส่วนไหนติดขัดเลยแม้แต่น้อย… ฉีหนานถอนหายใจออกมาเสียงยาว ไม่รู้ว่าโล่งอกหรือเสียดายกันแน่…

 

“ตื่นแล้วหรือ?” ลั่วซิวเจ๋อเปิดประตูเข้ามาพอดี

 

อยู่ๆฉีหนานก็รู้สึกประหม่าขึ้นมาจนต้องยกมือขึ้นมาถูจมูกของตน “คือ… โทษที เมื่อวานผมเมามาก คงลำบากคุณไม่น้อย… วันหลังผมจะไม่ทำอีกแล้ว!”

 

ลั่วซิวเจ๋อโค้งมุมปากขึ้นเล็กน้อย “ไม่เป็นไร ข้าได้รับค่าตอบแทนแล้ว”

 

ฉีหนาน “???”

 

ลั่วซิวเจ๋อทำเป็นไม่เห็นสีหน้าที่เต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถามของฉีหนานพลางคลี่ยิ้มบางๆ “เมื่อวานข้าเห็นเจ้าดูเบื่อมาก วันนี้จะพาเจ้าไปเดินเล่นในเรือ เจ้าว่าดีหรือไม่?”

 

ฉีหนานตะลึงมองรอยยิ้มอ่อนหวานของลั่วซิวเจ๋อตาค้างราวกับจับต้นชนปลายไม่ถูก… รอยยิ้มอ่อนหวานและน้ำเสียงนุ่มนวลเช่นนี้… นี่มันไม่ใช่สไตล์ของเจ้าเงือกบ้าตนนี้นี่นา!!

 

เขาเปลี่ยนเสื้อผ้าด้วยสีหน้าเหม่อลอย จากนั้นจึงออกไปเดินเล่นกับลั่วซิวเจ๋อ

 

เรือรบอวกาศสำหรับประชาชนลำนี้สามารถรับผู้โดยสารได้ถึงสองพันคน อีกทั้งยังมีห้องนั่งเล่นถึงสิบสองห้องเพื่อให้ผู้โดยสารใช้พูดคุยสังสรรค์ ซึ่งห้องนั่งเล่นส่วนใหญ่จะมีทั้งโซฟาสำหรับพักผ่อนไปจนถึงบาร์เหล้า ทว่ามีห้องนั่งเล่นเพียงสามห้องที่เตรียมไว้ให้ผู้โดยสารเปิดฉากต่อสู้กันอย่างสนุกสนาน… แน่นอนว่า ต้องจ่ายเงินเพิ่ม

 

ฉีหนานกับลั่วซิวเจ๋อเองก็เดินเข้ามายังหนึ่งในสามห้องนั้น ซึ่งกำลังมีคนกลุ่มหนึ่งมองดูคนสองคนกำลังประจันหน้ากันอยู่

 

“เล่นมันเลย!”

 

“ฮ่าๆๆ กระทืบมันให้ตาย!”

 

“เฮ้ย! ไอ้หมอนี่ดูอ้อนแอ้นยังกับผู้หญิงเลย”

 

“เพ้ย! ผู้หญิง? ทั้งชีวิตของแกเคยเจอผู้หญิงหรือไง!”

 

“เหลาจื่ออยากพูดแบบนี้ แกจะทำไม? ไม่พอใจก็มาอัดกันสักยก!”

 

“เข้ามาเลย ใครกลัวใครกันแน่!”

 

พวกเขาทั้งสองที่กำลังมีปากเสียงกันต่างเดินตรงไปยังหุ่นยนต์สำหรับต่อสู้อีกชุดด้วยท่าทีฉุนเฉียว

 

ซึ่งเหล่าคนที่มุงดูก็ยกโขยงตามอีกฝ่ายไปบางส่วน ซึ่งลั่วซิวเจ๋อเองก็แทรกตัวผ่านฝูงชนเข้าไปยืนดูอยู่แถวหน้า

 

ฉีหนานรู้สึกพูดไม่ออกกับภาพที่เห็น… เมื่ออยู่ต่อหน้าลั่วซิวเจ๋อ การต่อสู้ของคนเหล่านี้แทบจะเป็นแค่การละเล่นของเด็กเท่านั้น อาจจะเหมือนพูดเกินจริงไปบ้าง แต่ลำพังฉีหนานแค่คนเดียวก็สามารถล้มทุกคนในห้องนี้ภายในเวลาแค่สามนาทีด้วยซ้ำ

 

ความห่างชั้นระหว่างทหารกับพลเรือนธรรมดาช่างใหญ่หลวงนัก ใช่ว่าพลเรือนจะไม่มียอดฝีมือ แต่ยอดฝีมือเหล่านั้นมีจำนวนน้อยเกินไป อีกทั้งทุกคนที่เข้าเรียนในโรงเรียนการทหารล้วนได้รับการฝึกฝนในด้านทักษะการต่อสู้โดยมุ่งเน้นที่การเข่นฆ่าศัตรูเป็นหลัก ฉะนั้นทักษะในการต่อสู้ของประชาชนธรรมดาจึงมิอาจเทียบกับทหารได้เลยแม้แต่น้อย

 

“ตามสบายเถิด” ลั่วซิวเจ๋อหันมาส่งยิ้มให้กับฉีหนาน “การฝึกฝนเป็นเรื่องสำคัญ แต่ก็ไม่อาจละเลยการพักผ่อนเช่นกัน หากเข้มงวดมากเกินไป เจ้าอาจจะรับไม่ไหวก็เป็นได้”

 

ทันใดนั้นหัวใจของฉีหนานพลันรู้สึกอุ่นวาบกับคำพูดนี้ เพื่อที่จะไล่ตามรอยเท้าของลั่วซิวเจ๋อให้ทัน เขาจึงตั้งใจจะฝึกหนักอย่างบ้าคลั่ง เมื่อได้ยินคำพูดที่ถูกเอ่ยออกมาจากปากของลั่วซิวเจ๋อ เขารู้สึกเหมือนตนได้ดื่มด่ำน้ำผึ้งแสนอร่อยก็ไม่ปาน… มันช่างหวานละมุนเหลือเกิน

 

“ไปเถิด เราตามไปดูกัน” ลั่วซิวเจ๋อจูงมือของฉีหนานด้วยท่าทีที่เป็นธรรมชาติมาก เพื่อดึงอีกฝ่ายให้เดินตามฝูงชนไปด้วยกัน

 

ใบหน้าของฉีหนานขึ้นสีแดงระเรื่อ ไม่รู้ว่าเขาคิดไปเองหรือไม่ แต่เขารู้สึกเหมือนลั่วซิวเจ๋อในวันนี้อ่อนโยนกับเขามากเป็นพิเศษ ราวกับว่า… ความรู้สึกของเขาได้รับการตอบรับก็ไม่ปาน…

 

ฉีหนาน “!!!”

 

ช้าก่อน! บัดซบ!

 

เมื่อวานมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่? คงไม่ใช่ว่า… เขาเผลอสารภาพรักกับลั่วซิวเจ๋อไปแล้ว?

 

เอ๋? แต่… ต่อให้เขาสารภาพรักออกไปจริงๆ แต่ท่าทีของลั่วซิวเจ๋อในตอนนี้ไม่ได้หมายความว่า… แท้ที่จริงอีกฝ่ายเองก็ชอบเขาเช่นกันหรือไร?

 

หรือว่า… ตอนนี้เขากำลังคิดเข้าข้างตัวเองกัน?

 

ฉีหนานรู้สึกสับสนลังเลไปหมด ไม่รู้ว่าตนควรเอ่ยปากถามอีกฝ่ายหรือไม่… ถ้าหากมันไม่เป็นอย่างที่เขาคิดล่ะก็ มิเท่ากับว่าเขาเผยเรื่องที่ตนแอบชอบลั่วซิวเจ๋อออกไปหรือ?

 

ฉีหนานขยี้ผมตัวเองอย่างกระวนกระวายพลางครุ่นคิดถึงท่าทีในช่วงนี้ของลั่วซิวเจ๋ออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจเสี่ยงดูสักครั้ง

 

ถึงอย่างไรก็ต้องพูดออกไป ถ้าหากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป เขากังวลเหลือเกินว่า สักวันเขาจะถูกทอดทิ้งและได้แต่เก็บเรื่องราวของลั่วซิวเจ๋อเอาไว้ในส่วนลึกของจิตใจ… ฉะนั้นเขาควรจะบอกให้ลั่วซิวเจ๋อรับรู้ถึงความรู้สึกของเขาก่อนดีกว่า

 

“คือ….” ฉีหนานรวบรวมความกล้าที่จะเงยหน้าขึ้นมาจ้องมองลั่วซิวเจ๋อตรงๆ

 

“หือ?” ลั่วซิวเจ๋อหันกลับมาสบสายตากับเขาพลางถามด้วยเสียงทุ้มต่ำ

 

“คือว่า…” ฉีหนานเริ่มตะกุกตะกัก… แววตาของลั่วซิวเจ๋อช่างดูอ่อนโยนราวกับอีกฝ่ายต้องการให้กำลังใจก็ไม่ปาน… เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆและกำลังจะเอ่ยปากถามลั่วซิวเจ๋อว่า อีกฝ่ายชอบตนหรือไม่… แต่ใครจะไปรู้ว่า คำพูดนี้ยังไม่ทันหลุดออกมาจากปาก นอกหน้าต่างเรือรบอวกาศพลันปรากฏประกายไฟสุกสว่างและเสียงระเบิดที่ดังกึกก้องไปทั่วบริเวณ พร้อมกับเรือรบอวกาศที่ส่ายไปมาอย่างรุนแรง!

 

ลั่วซิวเจ๋อ “!!!” ไอ้งั่งตัวไหนบังอาจมาขัดจังหวะการสารภาพรักของฟักทองน้อย!!! ทั้งๆที่เกือบจะสำเร็จอยู่แล้วกลับถูกขัดจังหวะเสียได้!!!

 

ไม่ว่าเจ้าจะเป็นใคร ข้าจะต้องเอาคืนให้สาสม!!

 

สีหน้าของลั่วซิวเจ๋อยามนี้ดูเหี้ยมเกรียมยิ่งนัก เขารีบพาฉีหนานวิ่งออกจากห้องอย่างรวดเร็วพลางส่งข้อความไปหาเสี่ยวเคให้อีกฝ่ายรีบไปรวมกลุ่มที่ห้องพักของพวกตนโดยเร็ว

 

เส้นทางการบินของเรือรบอวกาศถูกกำหนดเอาไว้ว่า ตลอดการเดินทางจากเมืองหลวงไปยังดาวเอิร์ลจะอยู่ภายใต้การคุ้มครองของกองทัพรัฐบาล ฉะนั้นการที่เรือรบอวกาศถูกโจมตีเช่นนี้จะต้องเป็นฝีมือของพวกโจรสลัดอวกาศที่เที่ยวปล้นอยู่ในอวกาศและเล็ดรอดเข้ามาอย่างแน่นอน!

 

เรือรบอวกาศสำหรับประชาชนไม่ได้ถูกออกแบบให้ติดตั้งอาวุธหนัก มีเพียงปืนเลเซอร์ที่ใช้สำหรับโจมตีลูกอุกกาบาตที่ขวางทางเท่านั้น ฉะนั้นเมื่อต้องเผชิญหน้ากับเรือรบของโจรสลัดอวกาศที่มีทั้งเกราะและอาวุธพร้อม จึงไม่ต่างจากใช้ปืนฉีดน้ำยิงใส่นัก…

 

รัฐบาลเคยทำสถิติเกี่ยวกับกลุ่มโจรสลัดอวกาศหลายร้อยกลุ่มที่มีข้อมูลอยู่… บ้างก็ต้องการแค่ทรัพย์สิน ไม่คิดจะเข่นฆ่าผู้คน… บ้างก็เป็นพวกไม่รักษาสัจจะ… ลั่วซิวเจ๋อไม่รู้ว่า โจรสลัดอวกาศที่บุกโจมตีพวกตนนั้นเป็นโจรสลัดแบบไหน เพื่อความปลอดภัย เขาควรเก็บไบโอโรบอทไว้กับตัวจะเป็นการดีที่สุด

 

แม้ว่าไบโอโรบอทของเขาจะอ่อนแอมากนัก และแทบจะไม่มีอาวุธใดๆติดตั้งอยู่เลย แต่มันก็เป็นเกราะป้องกันที่แข็งแกร่งเช่นกัน

 

“ถ้าหากพวกโจรสลัดอวกาศเข้ามาในเรือแล้ว เจ้าต้องระวังตัวให้มาก ให้เสี่ยวเคอยู่กับเจ้าตลอดเวลา เสี่ยวเคยังไม่สามารถเปลี่ยนร่างเป็นหุ่นยนต์ได้ ทว่าหากสถานการณ์วิกฤติ เจ้าก็ใช้เสี่ยวเคลอบโจมตีพวกเขาซะ”

 

“แล้วคุณจะทำอะไร?” ฉีหนานรีบถามด้วยท่าทีกระวนกระวาย

 

“ไม่ต้องห่วง” ลั่วซิวเจ๋อลูบหัวเขาเล็กน้อย “ข้ายังมีไบโอโรบอทอยู่ แม้มันจะไม่ได้ติดตั้งอาวุธใดๆ ทว่าหากซ่อนตัวอยู่ในหุ่นยนต์ ข้าก็สามารถใช้พลังจิตโจมตีพวกมันได้ เมื่อถึงเวลานั้นคงต้องให้เจ้าช่วยข้า”

 

“ได้!” ฉีหนานรับปากโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย

 

ลั่วซิวเจ๋อพยักหน้าอย่างพึงพอใจ จากนั้นก็มองเห็นเงาดำสายหนึ่งกำลังวิ่งเข้ามาใกล้พวกตนอย่างรวดเร็ว

 

“เหมียว!” เสี่ยวเคกระโจนขึ้นไปเกาะบนไหล่ของฉีหนานพร้อมกับใช้อุ้งเท้าขยุ้มเสื้อนอกของเขาเอาไว้แน่น

 

“บ้าจริง ทำไมถึงซวยขนาดนี้ พวกเขาคือกลุ่มโจรสลัดอวกาศเฮล” เสี่ยวเคพูดด้วยสีหน้าเคร่งเครียด