0 Views

บทที่ 82

            เมื่อได้ยินคำพูดเช่นนี้ นาเรนเหมือนจะนึกเรื่องบางอย่างขึ้นมาได้ พวงแก้มของเขาจึงขึ้นสีแดงก่ำราวกับกำลังประทับใจบางอย่าง

 

ส่วนฉีหนานที่ได้ยินคำพูดชักจูงของอีกฝ่าย ก็ยอมหันมาสบสายตาตรงๆกับบุคคลที่เข้ามาตีสนิทเป็นครั้งแรก… อันที่จริงอีกฝ่ายก็ไม่มีท่าทีคุกคามชัดเจนนัก เขาลอบบ่นพึมพำกับตัวเอง  หรือว่าจะเป็นผลมาจากเจ้าคนที่ถูกเขาปฏิเสธเมื่อวันก่อนกัน? อีกอย่าง… ก็ไม่แน่ว่า อีกฝ่ายต้องการจีบเขาจริงๆ… คนผู้นี้อาจเป็นแค่ผู้โดยสารที่เข้ามาชวนคุยแก้เบื่อ หรือไม่ก็เห็นว่า เขาค่อนข้างเป็นมิตรจึงเข้ามาชวนคุยเล่นกระมัง?

 

นัยน์ตาของนาเรนเหม่อลอยราวกับกำลังทอดสายตามองออกไปในอวกาศอันแสนไกล ทว่าความจริงแล้วเขากำลังมองทุกอิริยาบถของฉีหนานอย่างสนอกสนใจ

 

เมื่อเห็นสีหน้าเย็นชาของอีกฝ่ายผ่อนคลายลงเล็กน้อย เขาก็ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก… หึหึ เจ้างั่งนาร่าสมองไม่โตนั่น เขาเคยสอนไม่รู้ตั้งกี่ครั้งแล้วว่า ถ้าอยากจะจับผู้ชายก็ต้องเข้าใจความรู้สึกและศักดิ์ศรีของอีกฝ่ายในฐานะลูกผู้ชายคนหนึ่งก่อน ดันเข้าไปตีสนิทอย่างหน้าไม่อายเช่นนั้น ถ้าไม่โดนปฏิเสธอย่างเย็นชาใส่ ก็มีแต่โดนอีกฝ่ายใช้เป็นของเล่นเท่านั้น…

 

ซึ่งทั้งสองอย่างไม่ใช่ผลลัพธ์ที่นาเรนต้องการแม้แต่น้อย… เขาเป็นคนที่มีทะเยอทะยานสูง ตอนที่ป๊ะป๋าของเขาอยู่ข้างกายกับคุณพ่อ ท่านไม่เคยขัดสนอาหารหรือเครื่องนุ่งห่มเลย บางทีสำหรับป๊ะป๋าแล้ว แค่สามารถเดินเข้าออกห้องเก็บสินค้าได้ตามใจชอบก็ถือเป็นเรื่องที่ดีที่สุดแล้ว ทว่ากับเขาที่คุณพ่อคอยดูแลอย่างทะนุถนอมและเคยเห็นภาพงานเลี้ยงสังสรรค์อันครื้นเครงแล้ว เขาไม่อยากเป็นแค่ชู้ของคนอื่นเหมือนป๊ะป๋าเด็ดขาด!

 

ครั้งหนึ่งเขาเคยถูกแฉ เรื่องที่เขาเป็นลูกนอกสมรสในงานเลี้ยงของตระกูลกิลเลียต ตัวเขาในตอนนั้นรู้สึกเหมือนโดนจับเปลื้องผ้าและยืนตัวเปล่าเปลือยต่อหน้าทุกคนก็ไม่ปาน

 

แม้จะไม่มีใครเปล่งเสียงหัวเราะเย้ยหยันออกมา ทว่าเสียงซุบซิบนินทาที่ดังเข้ามาในโสตประสาท ก็แทบจะแผดเผาหัวใจของเขาให้มอดไหม้เป็นเถ้าถ่าน

 

นาเรนยกแก้วเหล้าในมือขึ้นดื่มอึกใหญ่พลางพยายามข่มกลั้นความโกรธนี้ลงไปในส่วนลึกของหัวใจ… ไม่มีใครกล้าต่อกรกับตระกูลกิลเลียตบนดาวเคราะห์สตักฮอร์นแม้แต่คนเดียว ถ้าหากเขาอยากจะเหยียบย่ำคนพวกนั้นให้จมดิน มีแต่จะต้องออกจากดาวสตักฮอร์นและตามหาผู้ที่พอจะช่วยเหลือตนได้เท่านั้น

 

เขาไม่อยากเป็นชู้รักกับตาแก่ผู้ทรงอิทธิพลเหล่านั้น ดังนั้นพวกเด็กนักเรียนจากโรงเรียนแห่งนี้จึงกลายเป็นเป้าหมายแรกของเขา

 

เดิมทีเป้าหมายของเขาคือ เหล่านักพฤกษศาสตร์จากวิทยาลัยพฤกษศาสตร์แห่งดาวเอิร์ล ทว่าบัดนี้มีนักเรียนจากโรงเรียนการทหารอันดับหนึ่งมาอยู่ตรงหน้า เขาย่อมเขี่ยพวกนักพฤกษศาสตร์ออกไปจากหัวอย่างรวดเร็ว

 

ทั้งรัฐบาลยังจะมีนักเรียนจากโรงเรียนการทหารแห่งใดที่แข็งแกร่งกว่าโรงเรียนการทหารอันดับหนึ่งอีกหรือ?

 

นาเรนเองก็แทบจะกู่ร้องเสียงดังลั่นและขอบคุณในความโชคดีของตน… โอกาสมาถึงแล้ว หากยังคว้าเอาไว้ไม่ได้ ก็ควรพิจารณาตัวเองได้แล้ว!

 

นาเรนคลี่ยิ้มจางๆ แววตาฉายชัดถึงความเศร้าเสียใจ “น่าเศร้า… ยังไงแอบชอบก็คือแอบชอบ ฉันแตกต่างกับคนผู้นั้นมากนัก ฉัน…”

 

รอยยิ้มของเขาดูขมขื่นยิ่งนัก “ช่างเถิด อย่าพูดถึงเรื่องนี้เลย” เขาจงใจผ่อนท่าทีของตัวเองให้ดูผ่อนคลายมากขึ้นพลางพยักพเยิดไปทางลั่วซิวเจ๋อ “ดูท่าคนที่นายแอบชอบคงสุดยอดมากเลยกระมัง”

 

ริมฝีปากของฉีหนานพลันเผยรอยยิ้มเปี่ยมสุขและยังไปถึงดวงตาของเขา ขณะจ้องมองลั่วซิวเจ๋ออยู่ห่างๆ พลางพยักหน้ารับเล็กน้อย “แน่นอน เขาสุดยอดมาก”

 

แววตาของนาเรนพลันทอประกายแวววาว “สุดยอดมากหรือ… ถ้าเช่นนั้นคงจะมีคนพึงพอใจในตัวเขาเยอะมากเป็นแน่”

 

เมื่อฉีหนานนึกถึงพวกคนที่มาตามตื้อลั่วซิวเจ๋อไม่เลิกตอนที่อยู่ในโรงเรียนแล้ว เขาถึงกับมีสีหน้าบูดบึ้งอย่างเห็นได้ชัด

 

นาเรนเหลือบสายตามองอีกฝ่ายเล็กน้อยก็เข้าใจถึงความทุกข์ที่อยู่ในใจของฉีหนานได้ในทันที เขากลั้วหัวเราะพลางตบไหล่ของฉีหนานราวกับสนิทสนมกันมานานก็ไม่ปาน “จะโกรธทำไมเล่า? คนที่นายชอบโด่งดังมากขนาดนี้ นายควรดีใจสิถึงจะถูก… จะว่าไป การที่คนดังมักจะเป็นที่ชื่นชอบและหลงใหลของใครหลายคน มันก็เป็นเรื่องธรรมดาไม่ใช่หรือ” เมื่อพูดจบประโยค เขาก็เอามือปิดปากราวกับเพิ่งรู้ตัวว่า ตนพลั้งปากพูดเรื่องที่ไม่ควรออกไป พลางจ้องมองฉีหนานด้วยแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความรู้สึกผิด “อา… ขอโทษ ฉัน… ฉันไม่ได้ตั้งใจ”

 

ฉีหนานอารมณ์ขุ่นมัวมากขึ้น… แม้เขาตั้งใจจะสารภาพรักกับลั่วซิวเจ๋อ ตอนที่เขาแข็งแกร่งพอที่จะร่วมต่อสู้ไปกับอีกฝ่าย ทว่าเมื่อไหร่ถึงจะตามลั่วซิวเจ๋อทันนั้น เขาเองก็ไม่มั่นใจนัก… ถ้าหากตอนนั้นลั่วซิวเจ๋อตกหลุมรักใครสักคนแล้วล่ะ… เขาสะบัดหัวไปมาอย่างแรง… ไม่มีทาง เรื่องแบบนั้นไม่มีทางเกิดขึ้นเด็ดขาด!

 

นาเรนโค้งมุมปากขึ้นเล็กน้อย เขาตบไหล่ของฉีหนานเบาๆด้วยสีหน้าเห็นอกเห็นใจ “อา… นายเองก็รู้ว่า นักเรียนจากโรงเรียนการทหารอันดับหนึ่งอย่างพวกนายโด่งดังมาก ยิ่งถ้าเขาเป็นคนที่แข็งแกร่งที่สุดในกลุ่มของพวกนายด้วยแล้วล่ะก็ ฉันว่า… เขาน่าจะแต่งงานกับผู้หญิงสักคนมากกว่านะ… ถึงฉันจะเห็นใจนาย แต่นายก็ควรรู้เอาไว้ว่า เรื่องแบบนี้ผู้ชายอย่างพวกเราจะไปสู้ผู้หญิงได้อย่างไรกัน บางทีพวกเรายังเทียบกับชาวเงือกไม่ได้เลยด้วยซ้ำ”

 

เขายักไหล่เล็กน้อย ทำทีเป็นจนปัญญากับสิ่งที่เกิดขึ้น “คนที่ฉันชอบเองก็ไปแต่งงานชาวเงือกตนหนึ่ง ตอนนี้ลูกของพวกเขาก็โตขึ้นมากแล้ว”

 

คำพูดของอีกฝ่ายทำให้ฉีหนานรู้สึกหงุดหงิดมากขึ้นจนต้องลุกไปหยิบแก้วเหล้ามานั่งดื่มลงคอไปอึกใหญ่ด้วยสีหน้ากระวนกระวาย

 

นาเรนลอบมองไปยังลั่วซิวเจ๋อที่ยืนอยู่ห่างๆแว่บหนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจพูดทำลายความมั่นใจของฉีหนานอีกเล็กน้อย… วิธีรักษาอาการอกหักที่ดีที่สุดคือ หารักครั้งใหม่… ยามนี้เขาแค่พูดชักนำให้ฉีหนานเข้าใจว่า ความรักระหว่างอีกฝ่ายกับลั่วซิวเจ๋อมันเป็นไม่ได้ ซึ่งอีกฝ่ายจะต้องรู้ตัวในอีกไม่ช้าแน่นอน และตัวเขาผู้คอยให้กำลังใจและปลอบโยนอยู่ข้างกายเสมอก็จะกลายเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดไปโดยปริยาย

 

นาเรนไม่จำเป็นต้องเร่งรัดอีกฝ่าย… เขาได้ยินข่าวมาว่า นักเรียนกลุ่มนี้เองก็มุ่งหน้าไปยังดาวเอิร์ลเช่นกัน หรือก็คือ เขามีเวลาแย่งฉีหนานถึงสองเดือนเลยทีเดียว… มีเวลาเหลือเฟือ!

 

นาเรนไม่พูดยุยงฉีหนานอีก เขาแค่แนะนำทิ้งท้ายไม่กี่ประโยคและเดินจากไปอย่างเงียบงัน

 

เรื่องแบบนี้จะต้องค่อยเป็นค่อยไป… ถ้าหากพูดยุยงมากเกินไปอาจจะถูกจับพิรุธได้ง่าย ตอนนี้เขาต้องกลายเป็น ‘ดอกไม้งาม’ ของฉีหนานก่อน แม้อีกฝ่ายจะยังไม่หลงรักเขา แต่เขาขอเป็นคนแรกที่อีกฝ่ายนึกถึงในยามที่ต้องการใครสักคนก็เพียงพอแล้ว

 

นาเรนเดินจากไปด้วยสีหน้าที่ประดับด้วยรอยยิ้มพึงพอใจ หากแต่เขาไม่ทันเห็นว่า คล้อยหลังที่เขาเดินปลีกตัวออกไปจากฉีหนาน ลั่วซิวเจ๋อจะจับจ้องมองแผ่นหลังของเขาด้วยสายตาเย็นเยียบดุจน้ำแข็ง…

 

“ฉีหนาน!”

 

“หือ?” ฉีหนานลืมตาขึ้นด้วยท่าทางสะลึมสะลือ และเห็นลั่วซิวเจ๋อที่ขมวดคิ้วเล็กน้อยกำลังยืนมองตนอยู่

 

“มีอะไรหรือ?” ฉีหนานรู้สึกมึนๆหนักๆหัวมากจนแทบจะคิดอะไรไม่ออกเลย

 

ลั่วซิวเจ๋อโบกมือไปมาอยู่ตรงหน้าของฉีหนาน “ยังจำข้าได้หรือไม่?”

 

ฉีหนานพยายามปรือตาที่พร่ามัว นัยน์ตาสีนิลดูเหม่อลอยราวกับยังไม่ได้สติดี มันดูน่ารักมากเลยทีเดียว

 

ลั่วซิวเจ๋อถึงกับกลั้นหายใจกับภาพที่เห็น ก่อนจะถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่พลางจดบัญชีความแค้นกับอธิการบดีคนนั้นในใจ ถ้าหากอีกฝ่ายไม่บอกให้พวกตนเดินทางไปยังดาวเอิร์ลล่ะก็ ตอนนี้เขากับฉีหนานคงกำลังสุขสมกับฤดูผสมพันธุ์อันแสนวิเศษอยู่แน่นอน!

 

“อือ…” ฉีหนานยกมือทั้งสองข้างขึ้นมาขยี้ดวงตาของตน เพื่อมองภาพตรงหน้าให้ชัดเจนมากขึ้น

 

ลั่วซิวเจ๋อต้องหยุดการกระทำที่เหมือนเด็กของอีกฝ่ายลงด้วยสีหน้าหัวเราะไม่ออก ร้องไห้ไม่ได้ “อย่าขยี้ตา เจ้าดื่มมากเกินไปแล้ว… ข้าจะพาเจ้ากลับเอง”

 

“กลับ? กลับไปไหน?” ฉีหนานเหม่อมองลั่วซิวเจ๋อด้วยความงงงวย แววตาของเขาปรากฏความรู้สึกอันหลากหลายสับสนปนเปกันไปหมด

 

“ก็ต้องกลับห้องพักอยู่แล้ว” ลั่วซิวเจ๋อรู้สึกเหมือนหัวใจเต้นถี่รัวมากขึ้น นึกไม่ถึงว่า พอฉีหนานเมาแล้วจะน่ารักมากขนาดนี้

 

“ห้องพัก?” ฉีหนานเหมือนจะไม่เข้าใจคำตอบนี้นัก เมื่อลั่วซิวเจ๋อพยุงร่างของเขาลุกขึ้นยืน เขาก็กวาดสายตามองไปรอบๆทันที

 

นอกจากนักเรียนแห่งสาขาพฤกษศาสตร์ที่ยังจับกลุ่มพูดคุยถกเถียงกันอย่างดุเดือดแล้ว แทบจะไม่มีใครอยู่ในห้องโถงนี้อีก ดูเหมือนว่าทุกคนจะกลับไปพักผ่อนที่ห้องพักของตนกันหมดแล้ว

 

ฉีหนานจ้องมองใบหน้างดงามที่อยู่ใกล้เพียงเอื้อมมือ อยู่ๆก็รู้สึกไม่พอใจขึ้นมาเสียเฉยๆ ทำไมเขาจะต้องแอบรักอีกฝ่ายอย่างหลบๆซ่อนๆด้วยเล่า? ทำไมลั่วซิวเจ๋อถึงชอบมาปั่นป่วนความรู้สึกของเขาตามใจชอบนัก? ทำไม… ทั้งที่เขาเป็นคู่หมั้นของลั่วซิวเจ๋อแท้ๆ แต่กลับมีคนแปลกหน้าเข้ามาสารภาพรักกับลั่วซิวเจ๋ออยู่เรื่อย??!!

 

พวกเขาไม่รู้หรือไรว่า ลั่วซิวเจ๋อมีเจ้าของแล้ว!!

 

ทันใดนั้นเปลวเพลิงแห่งโทสะพลันลุกโชติช่วงและแผดเผาสติสัมปชัญญะของฉีหนานจนหมดสิ้น  เขาไม่สบอารมณ์… ไม่สบอารมณ์จริงๆ! เขากับลั่วซิวเจ๋อเป็นคู่ชีวิตของกันและกันอย่างแท้จริง ไม่ใช่คู่หมั้นอะไรทั้งนั้น! ลั่วซิวเจ๋อคือผู้ชายของเขา… เป็นของฉีหนาน เจ้าพวกโง่นั่นกล้าดียังไงมาแย่งผู้ชายของเขา!

 

แล้วยังลั่วซิวเจ๋ออีก!

 

เจ้างั่งนั่นหว่านเสน่ห์ไปทั่ว ทำไมต้องแกล้งทำเป็นสุภาพอ่อนโยนเช่นนั้นด้วย? ทั้งที่ต่อหน้าเขา หมอนั่นทั้งเอาแต่ใจและป่าเถื่อนเป็นที่สุด อยู่ดีๆก็ชอบใช้หางเงือกมาฟาดก้นของเขาอย่างโหดร้าย แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าคนอื่น เจ้านั่นกลับวางตัวเป็นสุภาพบุรุษเสียได้!!!

 

ไม่ยุติธรรมเลย!!

 

เขาคือผู้ชายของลั่วซิวเจ๋อ! เขาต้องการทวงสิทธิ์ของเขา!!!

 

สติของฉีหนานถูกพิษสุรากับความหึงหวงบดบังจนสิ้น เขาไม่สนใจฐานะ หน้าที่หรือสิ่งใดอีก

 

ฉีหนานใช้สองมือกุมใบหน้าของลั่วซิวเจ๋อเอาไว้อย่างรวดเร็ว สองตาจ้องมองริมฝีปากอิ่มสีแดงสดตรงหน้า ในหัวเหลือเพียงความคิดที่จะประกาศความเป็นเจ้าของให้ทุกคนได้รับรู้…

 

“โอ๊ะ?” ลั่วซิวเจ๋อเบิกตาโตเท่าไข่ห่านด้วยความประหลาดใจ

 

เขาคิดว่า ฉีหนานจอมขี้ขลาดผู้นี้จะไม่มีวันยอมเป็นฝ่ายเริ่มก่อนเสียอีก! ไม่นึกว่า เจ้าหมอนี่จะใช้การกระทำในการแสดงความรักของตนอย่างตรงไปตรงมาเช่นนี้ อืม…

 

…อันที่จริงแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน จูบเร่าร้อนกว่าคำพูดสารภาพรักเป็นไหนๆ!

 

ในเมื่อคนที่ตนรักเป็นฝ่ายยั่วยวนเช่นนี้ ถ้าเช่นนั้นเขาก็ไม่เกรงใจแล้ว!

 

ลั่วซิวเจ๋อใช้มือข้างหนึ่งประคองท้ายทอยของฉีหนานเอาไว้ อีกทั้งยังช่วยขยับเปลี่ยนมุมองศาการจูบ เพื่อให้ริมฝีปากของทั้งสองสัมผัสกันอย่างลึกซึ้งและแนบแน่นมากยิ่งขึ้นพร้อมกับละเลียดชิมรสชาติริมฝีปากของอีกฝ่าย… ลั่วซิวเจ๋อขมวดคิ้วมุ่นเล็กน้อยกับรสชาติของเหล้าที่ปะปนมากับรสชาติอันหอมหวานของตัวฉีหนานเอง มันทำให้ลั่วซิวเจ๋อไม่ค่อยพอใจนัก ยังดีที่ท่าทางเร่าร้อนยั่วยวนของฉีหนานพอจะลบล้างรสชาตินี้ออกไปได้ มุมปากของลั่วซิวเจ๋ออมยิ้มน้อยๆ ก่อนจะปล่อยให้ฉีหนานระบายความหงุดหงิดลงที่ริมฝีปากของตนตามใจชอบ… มืออีกข้างเกาะกุมสะโพกของอีกฝ่ายเอาไว้แน่นแถมยังแอบเค้นคลึงบั้นท้ายได้รูปอย่างสนุกมืออีกด้วย

 

ภาพการจูบอันดุเดือดเร่าร้อนของทั้งคู่ดึงดูดความสนใจของทุกคน ไม่นานก็มีเสียงผิวปากแซวดังไม่หยุด

 

พวกเขาทุกคนทราบดีว่า ฉีหนานเป็นคู่หมั้นของลั่วซิวเจ๋อ ดังนั้นเมื่อเห็นทั้งคู่จูบกันอย่างดุเดือดอยู่ตรงหน้า พวกเขาจึงไม่รู้สึกแปลกใจแถมยังผิวปากแซวอย่างสนุกสนานอีกด้วย

 

น่าเสียดายที่ในห้องโถงนี้ ผู้โดยสารคนอื่นต่างแยกย้ายกลับไปพักผ่อนที่ห้องของตนกันหมดแล้ว มิเช่นนั้นข่าวนี้คงแพร่สะพัดไปทั่วเรือรบอวกาศลำนี้อย่างรวดเร็วแน่… เมื่อถึงตอนนั้นสีหน้าของนาเรนคงดูดีไม่น้อย…

 

“อื้อๆ…” ผ่านไปเพียงไม่นานฉีหนานผู้น่าสงสารก็เริ่มดิ้นรนขัดขืนเพราะหายใจไม่ออก

 

ทำให้ลั่วซิวเจ๋อจำต้องยุติการจูบอันแสนหอมหวานนี้และมองฉีหนานหอบหายใจด้วยใบหน้าที่ขึ้นสีแดงก่ำไปทั้งหน้าเพราะขาดอากาศหายใจไปชั่วขณะ

 

ก็ได้… ในฐานะที่ลั่วซิวเจ๋อมีสติครบถ้วน เขาก็ไม่ควรคาดหวังอะไรกับคนเมาเหมือนหมาตรงหน้านัก แต่หายใจไม่เป็นเวลาจูบแบบนี้มัน… โอ้ อย่างน้อยมันก็พิสูจน์ได้ว่า ฉีหนานยังบริสุทธิ์ผุดผ่องอยู่…