0 Views

บทที่ 8

_____ราวกับในสมองมีเสียงกระซิบบอกเขา บุคคลตรงหน้าไม่ควรไปหยอกเล่นหรือกวนโมโหอย่างเด็ดขาด!

 

_____ทหารนายนั้นยึดเตียงคู่ที่เขาเพิ่งสั่งซื้อใหม่ ขณะเอนหลังกับหัวเตียงอย่างผ่อนคลายพลางเล่นควอนตัมคอมพิวเตอร์ที่ข้อมือ… ถึงจะเห็นเขาเดินเข้ามา ก็ไม่มีสีหน้าตื่นตระหนกเลยแม้แต่น้อย เพียงมองด้วยสายตาเรียบเฉยและมุมปากโค้งขึ้นเล็กน้อยขณะพูดว่า “เจ้ากลับมาแล้วหรือ?”

 

_____ฉีหนานพยักหน้าตอบรับแล้วถึงนึกขึ้นได้… นี่มันบ้าอะไรกัน! ที่นี่เป็นบ้านของเขา จะมากลับบ้านแล้วอะไรกัน… ผมต้องเป็นฝ่ายถามคุณต่างหากว่า คุณเข้ามาได้อย่างไรกัน!

 

_____ตอนที่เขาย้ายบ้านก็ว่าเตรียมตัวดีแล้ว ที่นี่ควรจะมีแค่เขากับลั่วซิวเจ๋อที่เข้ามาได้ แต่ตอนนี้กลับมีบุรุษลึกลับโผล่มา แต่เงือกน้อยของเขากลับไม่เห็นแม้แต่เงา… ฉีหนานร้อนใจทันที!

 

_____“คุณเอาเสี่ยวเจ๋อของผมไปอยู่ที่ไหนกัน!!” ฉีหนานตะโกนเสียงดุดัน…

 

_____“เสี่ยวเจ๋อ?” ลั่วซิวเจ๋อเลิกคิ้วขึ้น ตอนที่ฉีหนานมาหาเขาก็ไม่เคยเรียกอย่างสนิทสนมขนาดนี้มาก่อน… “เจ้าเรียกเงือกของเจ้าว่า เสี่ยวเจ๋อ งั้นหรือ?”

 

_____ฉีหนานหน้าแดงวูบหนึ่ง หลังแต่งงาน เขาตั้งใจจะเรียกคนรักของเขาเช่นนี้ ตอนนี้ยังไม่ได้บอกลั่วซิวเจ๋อ กลับโดนคนแปลกหน้าได้ยินเสียนี่…

 

_____“ไม่ใช่เรื่องของคุณ!” ฉีหนานกระดากอายจนแกล้งทำเป็นโกรธแทน “ตกลงคุณเอาเสี่ยวเจ๋อไปอยู่ที่ไหนกัน? ผมขอเตือนคุณว่า ผมเป็นทหาร และเสี่ยวเจ๋อเป็นเงือกที่ผมปกป้อง ถ้าคุณกล้าพูดอะไรไม่ดีกับเขาล่ะก็…”

 

_____“ถ้าข้าพูดจาไม่ดีกับเขา เจ้าจะทำเช่นไรหรือ?” ลั่วซิวเจ๋อปิดควอนตัมคอมพิวเตอร์พลางยืนขึ้นด้วยความสนุกสนาน ร่างกายของเขาไม่มีกล้ามนูนออกมา ดูอ้อนแอ้นเปราะบางเล็กน้อย ทว่าหากมองให้ดีก็จะรู้ว่า สัดส่วนร่างกายของเขาสมบูรณ์แบบทีเดียว เพื่อที่จะออกแรงใช้ร่างกายของตนได้อย่างเต็มที่…

 

_____ฉีหนานไม่ได้ดูถูกอีกฝ่าย ยุคสมัยนี้ไม่ใช่ยุคที่ตัดสินแพ้ชนะด้วยรูปร่างของร่างกาย ในกองทัพเขาเคยพบคนที่รูปร่างเล็กบอบบางแต่สมรรถร่างกายระดับ B มานับไม่ถ้วน เพียงนิ้วมือเดียว ก็สามารถเป่าคนตัวใหญ่ระดับร่างกาย D ปลิวไปได้แล้ว…

 

_____มันเป็นช่องว่างของความห่างชั้นรูปแบบหนึ่ง คนที่ระดับร่างกายสูง กล้ามเนื้อภายในร่างกายจะสะสมพลังงานเพื่อใช้ให้เกิดประสิทธิภาพสูงขึ้นไปอีก… หมายความว่า ยิ่งระดับร่างกายสูง สัดส่วนของร่างกายก็ยิ่งดี นอกจากคนที่โครงร่างใหญ่แต่กำเนิดแล้ว คนที่ระดับร่างกายสูงกว่า B น้อยมากที่จะมีรอบเอวแบบคนร่างสูงใหญ่ได้…

 

_____ฉีหนานรับรู้ได้ถึงจิตสังหารที่แผ่ออกมาจากลั่วซิวเจ๋อและเขารู้ด้วยว่า พลังของเขากับอีกฝ่ายนั้นห่างชั้นกันแบบฟ้ากับดินเลยทีเดียว… อีกฝ่ายใช้เพียงปลายนิ้วเดียว ตัวเขาคงไม่ใช่แค่ปลิวแต่อาจจะแหลกเป็นเนื้อบดละเอียดได้…

 

_____ระดับร่างกายของผู้ชายตรงหน้าอย่างน้อยก็ต้อง A หรืออาจจะสูงกว่า A เสียอีก!

 

_____ในใจของฉีหนานรับรู้ได้ถึงวิกฤตร้ายแรง ทว่าเพราะความเป็นห่วงลั่วซิวเจ๋อ ทำให้เขายังยืนหยัดอยู่โดยไม่เผ่นหนีไปซะก่อน ตะโกนออกไปด้วยใบหน้าจริงจังขณะที่ภายในสั่นกลัวว่า “ถ้าคุณกล้าแตะต้องเสี่ยวเจ๋อ… ผม… ผมจะไม่ปล่อยคุณไว้แน่!”

 

_____“ปล่อยข้า?” ลั่วซิวเจ๋อหัวเราะออกมาเบาๆ พลางค่อยๆก้าวเข้ามาใกล้หนึ่งก้าว

 

_____รองเท้าหนังแข็งแรงสัมผัสกับพื้นเงาวาววับ เกิดเสียงแตกดังแกร๊บขึ้นเสียงหนึ่งอย่างแผ่วเบา

 

_____แม้จะเป็นเสียงเบาขนาดไหน แต่ในโสตประสาทของฉีหนานกลับเหมือนเสียงค้อนทุบที่กระแทกลงบนหัวใจของเขาอย่างรุนแรง!

 

_____หนีเร็ว! เผ่นเดี๋ยวนี้! แกไม่ใช่คู่มือของเขา เขาจะฆ่าแกเมื่อไหร่ก็ได้!

 

_____ลั่วซิวเจ๋อน่ารักและงดงามมาก แต่ชีวิตของแกย่อมสำคัญกว่า! รีบหนีเดี๋ยวนี้!

 

_____ราวกับในสมองของฉีหนานมีเสียงเร่งเร้าให้วิ่งหนีไม่หยุด… ฉีหนานเองก็รู้ แม้เขาจะชอบลั่วซิวเจ๋อมาก แต่หากบอกว่า ความรู้สึกที่เขามีต่ออีกฝ่ายลึกซึ้งถึงขั้นเป็นตายร่วมกัน นั่นย่อมไร้สาระแน่นอน…

 

_____แต่เขาหนีไม่ได้ ไม่ว่ายังไงก็หนีไม่ได้! ลั่วซิวเจ๋อเป็นคู่ชีวิตของเขา บัดนี้เป็นหรือตายยังไม่รู้ แล้วเขาในฐานะผู้ชายคนหนึ่งกลับคิดหนี เป็นเรื่องที่น่าอัปยศอดสูยิ่งนัก!

 

_____เขากัดริมฝีปากล่างอย่างดื้อรั้น พยายามระงับความหวาดกลัวในใจ… เขาหนีไม่ได้! หนีไม่ได้เด็ดขาด! ถ้าอยากหนีจริงๆล่ะก็ ต้องพาคู่ชีวิตของตัวเองหนีไปด้วย!

 

_____สายตาของฉีหนานลอบมองไปทางห้องอาบน้ำ เขารู้ว่า ลั่วซิวเจ๋อน่าจะยังอยู่ในห้องนี้… แม้เขาจะไม่รู้ว่า บุคคลตรงหน้าเข้ามาได้อย่างไรแต่ก็พอแน่ใจได้ว่า อีกฝ่ายยังไม่ได้ทำอะไรกับลั่วซิวเจ๋อ…

 

_____ห้องใหญ่แค่นี้ มองปราดเดียวก็รู้ว่าสถานที่ที่พอจะซ่อนคนได้ก็มีแต่ห้องอาบน้ำเท่านั้น.. ฉีหนานไม่นึกสงสัยว่า ทำไมถึงมีชายแปลกหน้าคนหนึ่งโผล่มาในบ้านของเขาแล้ว… ตอนนี้ในสมองของเขามีเพียงความคิดเดียว นั่นก็คือพาเงือกน้อยของตัวเองหนีออกไปเดี๋ยวนี้!

 

_____“เห… สีหน้าไม่เลวเลย อย่างน้อย…” ทันใดนั้นลั่วซิวเจ๋อก็ถอนการระงับพลังจิตของฉีหนานออก ใบหน้าปรากฏรอยยิ้มผ่อนคลาย… “เวลาสำคัญเช่นนี้ เจ้ากลับไม่ละทิ้งพวกพ้องของตนเอง นิสัยของเจ้านอกจากจะมักน้อยและปรับตัวง่ายแล้ว ยังมีส่วนที่น่าชื่นชมอยู่สินะ”

 

_____ฉีหนานรู้สึกเหมือนความหวาดกลัวอันลึกล้ำที่อยู่ในหัวหายวับไปฉับพลัน… ร่างกายรู้สึกเบาโหวง สองขาอ่อนยวบจนทรุดลงไปคุกเข่าดังตุบอย่างช่วยไม่ได้…

 

_____ลั่วซิวเจ๋อค่อยๆก้าวไปนั่งบนข้างเตียงอย่างไม่เร่งรีบ ขณะจ้องมองฉีหนานที่คุกเข่าอยู่กับพื้นและหอบหายใจอย่างหนักหน่วง มุมปากโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้ม เอ่ยด้วยน้ำเสียงขบขันว่า “ไม่ต้องเกรงใจกันขนาดนี้ก็ได้ แม้ข้าจะเป็นเชื้อพระวงศ์ แต่เจ้าก็ไม่ต้องมีพิธีรีตองมากหรอก…”

 

_____ในใจของฉีหนานนั้นได้แต่ก่นด่าสาปแช่งโคตรเหง้าบรรพบุรุษของลั่วซิวเจ๋อ หากตอนนี้เขายังไม่รู้ว่า แรงกดดันที่ตัวเองเพิ่งได้รับนั้นเป็นผลจากพลังจิตของอีกฝ่าย วันเวลาที่เขาอยู่ในกองทัพคงสูญเปล่าแล้ว…

 

_____เขาจ้องเขม็งไปทางลั่วซิวเจ๋อด้วยความโมโห เขาไม่รู้ว่า เป้าหมายของอีกฝ่ายคืออะไร… พอจะดูออกว่า อีกฝ่ายไม่ได้ต้องการชีวิตของเขา ถ้าอย่างนั้น อีกฝ่ายก็ต้องไม่ทำร้ายเสี่ยวเจ๋อแน่ อันที่จริงเสี่ยวเจ๋อก็เป็นเพียงชาวเงือกตนหนึ่งเท่านั้นเอง…

 

_____“คุณคิดว่าอย่างไรเล่า?” ฉีหนานเช็ดเหงื่อที่ชุ่มไปทั่วหน้าพลางเอ่ยถามเสียงต่ำ…

 

_____ในสถานการณ์ที่เจอกับคนที่แข็งแกร่งกว่านั้น เขาเกลียดคนตรงหน้าไม่มากพอขนาดที่จะทำร้ายอีกฝ่ายได้ อันที่จริงในตอนนี้… ถ้าเขากล้าลงมือล่ะก็ เกรงว่าคนที่จะโดนฟาดคงเป็นเขา…

 

_____นี่ต่างหากที่เป็นเรื่องสำคัญจริงๆ!

 

_____“ข้า? ก็ไม่คิดอย่างไร… เห็นเจ้าเป็นเช่นนี้แล้ว ยังนึกอะไรไม่ออกอีกหรือ?” ลั่วซิวเจ๋อสบตากับฉีหนานด้วยความประหลาดใจที่ความทรงจำของเขายังไม่กลับคืนมาอีก…

 

_____เขาคาดการณ์ไว้จากความแข็งแกร่งของพลังจิตแฝงอยู่ในตัวฉีหนานว่า เขาจะได้ความทรงจำกลับคืนมาภายใน 20 วัน แต่ดูเหมือนตอนนี้ก็ยังไม่กลับคืนมาอีกงั้นหรือ?

 

_____“นึกอะไรออกหรือ?” ฉีหนานนึกถึงแต่เรื่องจะถามไถ่ที่อยู่ของเงือกน้อยของตน ทว่าดูจากใบหน้ายิ้มกว้างของอีกฝ่ายแล้ว เขาควรถามตัวเองแต่ก็คิดไม่ออกเลย…

 

_____ลั่วซิวเจ๋อเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “พลังจิตของเจ้าแข็งแกร่งถึงเพียงนั้น ไม่มีเหตุผลที่บัดนี้ยังไม่ฟื้นกลับมา?”

 

_____ฉีหนานเปล่งเสียงหัวเราะออกมา “ผมว่า… คุณ… ผมไม่รู้ว่าคุณจำผิดที่หรือว่าจำคนผิดกันแน่… ผมมีพลังจิตแข็งแกร่งหรือ? คุณไม่โดนผมหลอกแน่ๆ แค่ออกไปถามใครสักคนก็รู้ได้ว่า ผมมีพลังจิตระดับ F”

 

_____ลั่วซิวเจ๋อสบตากับเขาพลางแตะปลายคางเบาๆ “หรือว่า… เจ้าเข้ามานี่!”

 

_____ฉีหนานไม่ขยับเขยื้อนออกจากจุดเดิม…

 

_____มุมปากของลั่วซิวเจ๋อกระตุก… “งั้นหรือ อยากให้ข้าลงมือเชิญเจ้ามาหรอกหรือ?”

 

_____ฉีหนานสำลักทันที ไม่ว่าอีกฝ่ายจะใช้พลังจิตหรือร่างกายย่อมจัดการเขาได้แน่นอน ถ้าจะให้อีกฝ่ายลงมือ… คิดดูแล้ว… เขายอมแล้ว! ใครใช้ให้เขาอ่อนแอกันเล่า!

 

_____เขากลืนน้ำลายลงคอพลางยืนขึ้นอย่างช้าๆ ก่อนจะค่อยๆก้าวทีละก้าวไปถึงข้างกายของลั่วซิวเจ๋อ

 

_____ลั่วซิวเจ๋อเห็นท่าทางเช่นนั้นของเขาก็รู้สึกขัดตาขัดใจมาก เอื้อมมือไปคว้าข้อมือของอีกคนแล้วกระชากเข้ามาอย่างรวดเร็ว…

 

_____ฉีหนานเผลออุทานออกมา ก่อนจะล้มลงบนฟูกอันอ่อนนุ่ม…

 

_____ลั่วซิวเจ๋อพลิกตัวขึ้นมา และใช้ทั้งร่างกดร่างกายของฉีหนานเอาไว้… ใบหน้าอันงดงามอยู่ห่างจากฉีหนานเพียงไม่กี่นิ้วเท่านั้น ฉีหนานรู้สึกได้แม้กระทั่งเส้นผมนุ่มละเอียดของอีกฝ่ายที่ตกลงมาคลอเคลียแก้มของตนจนคันเล็กน้อย…

 

_____สภาพของพวกเขาสองคนตอนนี้ค่อนข้างล่อแหลม ฉีหนานเกือบจะหลุดเสียงกรี๊ดออกมาอย่างควบคุมไม่อยู่และยกมือขึ้นกอดอกตามสัญชาตญาณ เพื่อแสดงท่าทีต่อต้าน… “คุณคิดจะทำอะไร!”

 

_____ลั่วซิวเจ๋อหัวเราะเสียงเยียบเย็น… “เจ้าบ้า เจ้าคิดว่า ข้าจะสนใจคนไร้ประโยชน์เช่นเจ้าหรือ?”

 

_____ใบหน้าของฉีหนานขึ้นสีด้วยความอับอายครู่หนึ่ง เขารู้อยู่แก่ใจดีถึงความไร้ประโยชน์ของตัวเอง แต่พอมาโดนบุรุษที่งดงามและแข็งแกร่งพูดออกมาตรงๆเช่นนี้ ย่อมทำให้เขาอับอายปนโมโหไม่น้อย…

 

_____“ปล่อยผมเดี๋ยวนี้!”ฉีหนานทั้งอับอายและโกรธจนไม่สนใจพลังมหาศาลของอีกฝ่าย ใช้ทั้งมือข่วนและเท้าเตะเพื่อให้ลั่วซิวเจ๋อปล่อยร่างของตนเป็นอิสระ…

 

_____“เจ้าก็อยู่นิ่งๆสิ!” ลั่วซิวเจ๋อแทบทนต่อไปไม่ไหว เขาแค่อยากตรวจดูพลังแฝงในสมองของฉีหนานอีกครั้งเท่านั้น แต่อีกฝ่ายกลับต่อสู้ขัดขืนอย่างหนัก ทำให้เขาไม่สามารถแนบหน้าผากลงไปได้…

 

_____“ผู้อาวุโสชอบความนิ่งเงียบแล้วอย่างไรเล่า? ตั้งใจจะทำร้ายผมอยู่แล้วนี่!” ฉีหนานตะโกนเสียงต่ำ…

 

_____เขารู้สึกได้ถึงบุคคลตรงหน้าไม่ได้หมายเอาชีวิตเขา ไม่แน่ว่า อีกฝ่ายอาจจะต้องการบางอย่างจากเขา… เช่นนั้นเขาย่อมอยากรู้ความสามารถของอีกฝ่าย เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด…

 

_____ลั่วซิวเจ๋อได้ยินคำพูดไร้ยางอายเช่นนี้ของฉีหนานก็หัวเราะเบาๆ เขาแค่รู้สึกว่า มนุษย์ตรงหน้าเป็นบันไดที่ดีที่สุดในการแฝงตัวเข้ามาอยู่บนโลกใบนี้ ดังนั้นจึงพยายามอดทนอย่างยิ่งยวด ถ้าผู้ชายคนนี้ไม่รู้จักมีไหวพริบ เขาคงไม่สนใจจะมาแลกเปลี่ยนกันคนคนนี้หรอก!

 

_____“หุบปาก!” สีหน้าของลั่วซิวเจ๋อส่อแววอันตรายขึ้นมาวูบหนึ่ง…

 

_____ฉีหนานเข้าใจได้ในเสี้ยววินาทีจึงยอมหุบปากฉับแต่โดยดีทันที…

 

_____ในฐานะทหารคนหนึ่ง เขาย่อมรับรู้ถึงจิตสังหารได้อย่างรวดเร็ว และเมื่อสักครู่ร่างของบุรุษตรงหน้าก็สัมผัสถึงจิตสังหารได้อย่างชัดเจน ย่อมหมายความว่า แม้อีกฝ่ายจะต้องการบางอย่างจากเขา แต่ถ้าเขาไม่วางตัวให้ดี อีกฝ่ายคงลงมือจริงๆแน่นอน…

 

_____ฉีหนานตระหนักได้แล้ว… ก็ได้ๆ… แต่ไหนแต่ไรมาเขาก็เป็นแค่คนไร้ประโยชน์… โดนคนด่าว่าสักสองประโยคก็ไม่เห็นเป็นเช่นไร… เรื่องนี้เขาน่าจะเคยชินแล้วมิใช่หรือ? เหตุใดถึงรู้สึกโกรธกันเล่า? อืม…  ต้องเป็นเพราะหลายวันนี้ เขาเหนื่อยมากเกินไปจนนอนไม่พอแน่เลย! ต้องเป็นเช่นนี้แน่นอน!

 

_____เขาไม่ยอมรับว่า เขาไม่อยากให้บุรุษลึกลับตรงหน้าตอกย้ำถึงความไม่ได้เรื่องของเขา… ถึงอย่างไรเขาก็ไม่ได้เรื่องมาตลอด 23 ปีแล้ว ก็แค่ปล่อยมันให้เป็นไปเท่านั้น…

 

_____ฉีหนานครางในลำคอเล็กน้อยและไม่ขัดขืนอีกต่อไป ทว่าลั่วซิวเจ๋อกลับรู้สึกว่า ฉีหนานที่ไม่ต่อสู้ดิ้นรนนั้นไม่น่าสนุกเอาเสียเลย… เมื่อเทียบกันแล้ว เขาชอบมองฉีหนานที่มีใจสู้และร่าเริงคนนั้นมากกว่า…

 

 

—————–

 

พี่ลั่วทำฉีหนานน้อยใจซะแล้ว ง้อด่วนๆเลย ! * x * !