0 Views

บทที่ 76

_____ลั่วซิวเจ๋อทราบดีว่า ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลา เขาจึงได้แต่พยายามอดกลั้นความต้องการของตนเอาไว้อย่างสุดความสามารถ “พลังของเจ้าในตอนนี้แข็งแกร่งกว่าเมื่อก่อนมาก แต่… มันยังไม่พอ! เจ้าน่าจะมองออกว่า อธิการบดีฮัลด์วางแผนการสอนของข้าเช่นนี้ เป็นไปได้มากที่ข้าจะจบการศึกษาจากที่นี่เร็วกว่าปกติ… ถ้าไม่รีบตามข้าให้ทันล่ะก็ เจ้ามีแต่จะถูกข้าทิ้งห่างออกไปเรื่อยๆเท่านั้น”

 

_____ฉีหนานยังคงนิ่งเงียบ ทว่ามือคู่นั้นกลับกำหมัดแน่นอย่างเห็นได้ชัด

 

_____“ข้ารู้จักร่างกายของเจ้าดี…” ลั่วซิวเจ๋อจ้องมองเขาด้วยแววตาลึกล้ำ “อาจจะมากกว่าตัวเจ้าเองซะด้วยซ้ำ!”

 

_____ฉีหนาน “…” แปลก… ทำไมเขาถึงรู้สึกไม่ชอบใจคำพูดประโยคนี้กัน?

 

_____“ข้ารู้… ภายในร่างกายของเจ้ายังมีพลังอันแข็งแกร่งซุกซ่อนอยู่” ลั่วซิวเจ๋อเอ่ย ก่อนจะอดใจไม่ไหวที่จะใช้นิ้วเรียวบีบเคล้นแผ่นอกของฉีหนานสักครั้ง… โชคดีที่เขาลงมือในช่วงที่ฉีหนานกำลังเหม่อลอย ทำให้ฉีหนานไม่รู้ตัวแม้แต่น้อย

 

_____“แม้การเรียนตามหลักสูตรในชั้นเรียนจะทำให้เจ้าสามารถดึงพลังแฝงออกมาได้ แต่มันใช้เวลานานมากเกินไปและข้าก็ไม่มีความอดทนถึงเพียงนั้น… ตอนนี้เจ้ามีทางเลือกอยู่แค่สองทาง  หนึ่งคือ ก้าวไปพร้อมกับข้า… ทำทุกวิถีทางที่จะได้อยู่เคียงข้างและต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่ไปด้วยกันกับข้าในฐานะ… คู่หู”

 

_____ฉีหนาน “…” เขาชักรู้สึกว่า จังหวะที่อีกฝ่ายจงใจเว้นวรรคเมื่อสักครู่ช่างน่าสงสัยพิกล…

 

_____“ทางเลือกที่สอง จะต้องถูกข้าทอดทิ้ง ทั้งชีวิตได้แต่เดินตามเงาหลังของข้าเท่านั้นและไม่มีโอกาสที่จะต่อสู้ไปด้วยกันกับข้าอีกเป็นครั้งที่สอง… เจ้าเลือกเอาเองเถิด!”

 

_____เมื่อพูดจบประโยค ลั่วซิวเจ๋อพลันหันร่างเดินออกไปจากห้องพักของตนทันที เขามอบทางเลือกให้กับอีกฝ่ายแล้ว ขั้นตอนต่อไปก็แค่รอดูว่า ฉีหนานจะเลือกข้อแรก หรือ… ถูกบังคับให้เลือกข้อแรกซะ

 

_____ใช่… ลั่วซิวเจ๋อไม่คิดจะให้โอกาสอีกฝ่ายได้เลือกข้อที่สองตั้งแต่ต้นแล้ว ทางเลือกหลอกเด็กนั่นมีไว้เพื่อประดับให้ดูสวยหรูและเป็นประชาธิปไตยมากขึ้นเท่านั้น

 

_____ซึ่งฉีหนานก็ใช้เวลาไตร่ตรองไม่นานนัก ก่อนจะตัดสินใจเลือกข้อแรกอย่างว่าง่าย

 

_____ลั่วซิวเจ๋อพึงพอใจกับการตัดสินใจของฉีหนานมาก ฉะนั้นในขณะที่ลั่วซิวเจ๋อเหน็ดเหนื่อยกับการเดินทางไปยังอาคารเรียนเพื่อเข้าเรียนในสาขาวิชาต่างๆตามตารางเรียนอันแน่นเอี๊ยดของตน ฉีหนานเองก็ทำหน้าเหมือนอยากจะร้องไห้กับตารางการฝึกของตนเช่นเดียวกับโม่เฟยและหลัวเสวียนที่มาร่วมฝึกเป็นเพื่อน…

 

_____วันเวลาผันผ่านไปอย่างรวดเร็วราวกับสายน้ำอันเชี่ยวกราดไหลผ่าน รู้ ตัวอีกทีก็มาถึงวันสอบปลายภาคของโรงเรียนการทหารอันดับหนึ่งเสียแล้ว

 

_____ในฐานะนักเรียนที่เข้ามาเรียนในรายวิชาแห่งสาขาพฤกษศาสตร์กลางเทอมนั้น ลั่วซิวเจ๋อกลับได้คะแนนเต็มทุกวิชาจนตอกหน้าเจ้าพวกโง่ที่เคยหัวเราะเยาะจนหงายเลย…

 

_____“บัดซบ! นี่มันบ้าไปแล้ว!”

 

_____“ให้ตายเถิด เจ้าหมอนี่เรียนเยอะถึงขนาดนั้นจะสอบได้คะแนนเต็มทุกวิชาได้อย่างไรกัน!”

 

_____“มารดาเจ้าเถิด!”

 

_____…..

 

_____อีกทั้งหลังจากที่มีการประกาศคะแนนของนักเรียนออกไปแล้ว ศาสตราจารย์หมิ่นก็ต้องคอยรับมือกับเหล่าอาจารย์ที่ปรึกษาคนอื่นที่รบเร้าและทำทุกวิถีทางเพื่อดึงตัวลั่วซิวเจ๋อไปแทบทุกวัน…

 

_____‘หึหึ ฝันไปเถิด!’ ศาสตราจารย์หมิ่นลอบแสยะยิ้มในใจ

 

_____แม้ในช่วงแรกที่ลั่วซิวเจ๋อไปเข้าเรียนวิชาของสาขาอื่น ตัวเขาเองก็ไม่พอใจนัก แต่เป็นเพราะอธิการบดีฮัลด์ติดต่อมาหาเขาโดยตรง อีกทั้งผลการซ้อมรบในช่วงนั้น ทำให้เขาพบว่า ลั่วซิวเจ๋อไม่ควรจะเสียเวลาอยู่กับรายวิชาของสาขาตนไปโดยเปล่าประโยชน์อีก เขาจึงจำใจยอมรับแต่โดยดี

 

_____ทว่าแม้จะเป็นเช่นนี้ ศาสตราจารย์หมิ่นเองก็ร้ายกาจพอที่จะสั่งงานให้ลั่วซิวเจ๋อทำนอกเวลาเป็นกรณีพิเศษ ถือเสียว่าเป็นบทลงโทษเล็กน้อยจากเขาก็แล้วกัน…

 

_____ลั่วซิวเจ๋อ “…”

 

_____ลั่วซิวเจ๋อต้องไปคลุกอยู่ในห้องสมุดเพื่อหาข้อมูลเกี่ยวกับสงครามครั้งใหญ่ในช่วงเกือบร้อยปีที่ผ่านมาและเค้นสมองเขียนรายงานเกี่ยวกับการวิเคราะห์สงครามสมัยใหม่ออกมาเป็นรูปเล่ม ถึงจะช่วยระงับความขุ่นเคืองของศาสตราจารย์หมิ่นเอาไว้ได้

 

_____“ฟู่… ในที่สุดก็จบเทอมนี้เสียที… เกือบตาย” ฉีหนานนอนหมดสภาพอยู่บนเตียง แม้จะไม่อาจเทียบกับลั่วซิวเจ๋อผู้เหนือมนุษย์ได้ แต่คะแนนในรายวิชาสาขาการต่อสู้ด้วยหุ่นยนต์ของตนนั้นก็ถือว่าไม่เลวเลยทีเดียว

 

_____โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่เขามีพลังจิตระดับ A แล้ว แม้บางครั้งจะยังไม่เข้าใจบทเรียนในชั่วโมงเรียน ทว่าก็สามารถจดจำเอาไว้และนำไปปรึกษาอาจารย์หรือลั่วซิวเจ๋อเพื่อทำความเข้าใจในภายหลังได้อย่างง่ายดายมากขึ้น

 

_____ผลการสอบปลายภาคของเขาติดอันดับที่สามในสาขาการต่อสู้ด้วยหุ่นยนต์ โดยอันดับหนึ่งคือ ฉีซ่างแห่งตระกูลฉีผู้ครอบครองพลังระดับ A คู่นั่นเอง… แม้เขาจะไม่ใช่โดดเด่น แต่ก็แข็งแกร่งมากนัก… เพียงแต่ไม่รู้เพราะเหตุใดเจ้าหมอนั่นถึงไม่ชอบขี้หน้าฉีหนานและเข้ามาหาเรื่องเขาอยู่เรื่อย…

 

_____อันที่จริงหลังจากที่ฉีหนานเปิดเผยเรื่องที่ลั่วซิวเจ๋อคือคู่หมั้นของตนออกไป ก็มักจะเรื่องทำนองนี้อยู่เสมอ… พวกหลงตัวเองไม่มีทางหมดไปจากโลกนี้จริงๆ

 

_____ยกตัวอย่างเช่น… เจ้าคนที่ดึงดันว่า ตัวเองคู่ควรกับลั่วซิวเจ๋อในฐานะ…

 

_____ปึงๆๆ!

 

_____เสียงเคาะประตูนอกห้องดังสนั่นทันที

 

_____ฉีหนานก้มลงมองนาฬิกาเล็กน้อย ก่อนจะกลอกตาอย่างเหนื่อยหน่าย “ตรงเวลาเสียจริง… ตรงเวลาทุกวันแบบนี้ เขาไม่เหนื่อยบ้างหรือไง?”

 

_____ลั่วซิวเจ๋อกลับไม่มีปฏิกิริยาและยังคงใช้ปลายนิ้วเรียวตวัดไปมาบนหน้าจอควอนตัมคอมพิวเตอร์ของตนต่อไป ราวกับไม่ได้ยินเคาะประตูนอกห้องก็ไม่ปาน

 

_____“ผมว่า… คุณไม่ลองไปเปิดประตูดูหน่อยหรือ?” ฉีหนานเบื่อกับการไล่ตะเพิดเจ้าพวกหน้าด้านตามตื้อลั่วซิวเจ๋อพวกนี้มานานแล้ว… ใครใช้ให้เขาเป็น ‘คู่หมั้น’ ของยอดฝีมือระดับ S คู่เล่า… หนำซ้ำลั่วซิวเจ๋อยังงดงามปานนี้ หากไม่มีใครมาจีบเขาต่างหากถึงจะเป็นเรื่องแปลก

 

_____“ถ้าเจ้าเบื่อนัก ก็ไปช่วยข้าปฏิเสธสิ” ลั่วซิวเจ๋อมองออกถึงความขุ่นเคืองภายในใจของฉีหนาน จึงมีท่าทีตื่นเต้นสดใสขึ้นมาทันตา

 

_____“เหอะๆ ยิ่งแย่ลงกว่าเดิมกระมัง” ฉีหนานหัวเราะเจื่อน ทว่าในใจกลับรู้สึกดีไม่น้อย

 

_____แม้เขาจะทราบดีว่า สถานะ ‘คู่หมั้น’ เป็นแค่เรื่องโกหกเท่านั้น แต่เมื่อนึกถึงตอนที่ลั่วซิวเจ๋อของตนถูกคนอื่นสารภาพรักแล้ว ก็อดรู้สึกแย่ไม่ได้

 

_____ตอนที่รู้ว่า ลั่วซิวเจ๋อมีคนมาสารภาพรักเป็นครั้งแรกนั้น เขารู้สึกอึดอัดปนไม่สบายใจอยู่หลายวัน แต่พอลั่วซิวเจ๋อยืนกรานปฏิเสธอีกฝ่ายเสียงแข็ง กลับทำให้เขารู้สึกเหมือนหัวใจพองโตและโล่งอกอย่างประหลาด

 

_____ตั้งแต่นั้นมาก็มักจะมีคนมาสารภาพรักกับลั่วซิวเจ๋ออยู่บ่อยครั้ง แต่ทุกคนล้วนถูกลั่วซิวเจ๋อปฏิเสธจนยอมเลิกราแต่โดยดี แม้จะมีบางคนที่ยังไม่หมดหวังและตั้งตารอให้ลั่วซิวเจ๋อกับฉีหนานทะเลาะกันอย่างเงียบๆ แต่กรณีที่ยืนเคาะประตูอยู่นอกห้องอย่างบ้าคลั่งทุกวันนั้นมีเพียงคนเดียวเท่านั้น…

 

_____เสียงเคาะประตูยังคงดังขึ้นเรื่อยๆ จนสุดท้ายฉีหนานก็ต้องยอมลุกขึ้นจากเตียงอย่างเกียจคร้านและเดินไปเปิดประตูให้กับอีกฝ่าย

 

_____ผู้ที่ยืนอยู่หน้าประตูคือ เด็กหนุ่มรูปงาม เจ้าของคิ้วเรียวที่กำลังขมวดมุ่น ดวงตากลมโตสีอัลมอนด์รื้นน้ำตา และใบหน้าบูดบึ้งราวกับกำลังไม่สบอารมณ์

 

_____ถ้าหากฉีหนานไม่รู้นิสัยของเจ้าหมอนี่มาก่อนล่ะก็ เขาคงสงสารเอ็นดูอีกฝ่ายขึ้นมาบ้าง

 

_____น่าเสียดาย… หยดน้ำตานั่นเป็นแค่การเสแสร้งเท่านั้น ทันทีที่อีกฝ่ายมองเห็นฉีหนานเปิดประตูออกมา… ใบหน้างามหวานซึ้งดูน่าสงสารพลันแปรเปลี่ยนไป เขาจิกตาใส่ฉีหนานด้วยแววตาเคียดแค้นชิงชังราวกับฉีหนานเคยทำเรื่องชั่วร้ายเลวทรามต่อเขาก็ไม่ปาน

 

_____ฉีหนานได้สัมผัสเทคนิคการเปลี่ยนสีหน้าในพริบตามาอย่างช่ำชอง ในช่วงครึ่งปีมานี้ เขารู้จักคนที่ใช้เทคนิคเช่นนี้มามากนัก ฉะนั้นท่าทีของเด็กหนุ่มรูปงามตรงหน้าจึงไม่ทำให้เขาแปลกใจแม้แต่น้อย

 

_____“มีธุระอะไร?” ฉีหนานแคะขี้มูกอย่างเกียจคร้าน ถ้าเขาไม่มาเปิดประตูล่ะก็ อีกฝ่ายจะเคาะประตูเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ ดังนั้นเขาจึงต้องลุกขึ้นมาคุยกับอีกฝ่ายอย่างช่วยไม่ได้

 

_____เด็กหนุ่มรูปงามถลึงตาใส่ฉีหนานด้วยความโกรธ “ฉีหนาน แกไม่รู้สึกอับอายบ้างหรือไง! แกไม่คู่ควรกับลั่วซิวเจ๋อซักนิด!”

 

_____ฉีหนานกลอกตามองขึ้นไปด้านบนอย่างเบื่อหน่าย… ดูเอาเถิด พวกคนที่มาสารภาพรักและถูกลั่วซิวเจ๋อหักอกนั้นมักจะมีสองสามคนที่หันมาด่าทอต่อว่าเขาแทนเสมอ ฉะนั้นเขาจึงเคยชินกับคำพูดที่ไม่เจ็บไม่คันพวกนี้เสียแล้ว

 

_____“โอ้… ฉันก็ไม่รู้หรอกว่า คู่ควรหรือเปล่า… แต่ที่ฉันรู้คือ ลั่วซิวเจ๋อเป็นคู่หมั้นของฉัน และไม่ได้เป็นอะไรกับนายเลย” ฉีหนานนวดคอของตนพลางพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชาอย่างไม่คิดจะถนอมน้ำใจของเด็กหนุ่ม

 

_____หากเปลี่ยนสายตาโกรธแค้นของเด็กหนุ่มเป็นกระบี่ได้ ฉีหนานคงถูกอีกฝ่ายแทงจนพรุนไปทั้งตัวแล้ว ทว่ามีหรือที่การข่มขู่แค่นี้จะทำให้ฉีหนานสะทกสะท้านได้ ดังนั้นเขาเมินสายตาทิ่มแทงของอีกฝ่ายไปอย่างไม่ใส่ใจ

 

_____“พอได้แล้ว ฉันรำคาญเต็มทนแล้ว…  ลั่วซิวเจ๋อ ‘ของฉัน’ ปฏิเสธนายไปตั้งหลายครั้ง เลิกตามตื้อเขาไม่ดีกว่าหรือไร? ถ้านายยังทำแบบนี้ต่อไป ฉันคงต้องล่วงเกินนายแล้ว” ฉีหนานหงุดหงิดมาก เจ้าหมอนี่เริ่มตามตื้อลั่วซิวเจ๋อเมื่อครึ่งเดือนก่อน แต่เมื่อการสอบปลายภาคเริ่มขึ้น อีกฝ่ายก็หายตัวไปนานหลายวัน ทว่าพอการสอบปลายภาคเสร็จสิ้นเพียงไม่นาน เจ้าหมอนี่ก็กลับมาอีกครั้งซะได้… ช่างน่ารำคาญเสียจริง

 

_____“แก… แกอย่าลำพองใจนัก! ซิวเจ๋อแข็งแกร่งมากและเขาจะต้องกลายเป็นเสาหลักของรัฐบาลแน่ แล้วดูตัวแกสิ! สวยก็ไม่สวย ทรวดทรงก็ใช่ว่าจะดี ชื่อเสียงอิทธิพลในตระกูลก็ยังไม่มีแม้แต่ขี้ข้าสักคน ยังไงสักวันซิวเจ๋อจะต้องเขี่ยแกทิ้งแน่!”

 

_____ฉีหนานกลับยักไหล่อย่างไม่แยแส “อย่างน้อยตอนนี้เขาก็ยังไม่เขี่ยฉันทิ้ง อีกอย่าง…” เขาแค่นเสียงหัวเราะอย่างเย้ยหยัน “ต่อให้เขาทิ้งฉันไปแล้วมันเกี่ยวอะไรกับนายเล่า? ตระกูลของนายก็เป็นแค่ตระกูลเล็กๆ ฐานะปานกลางเท่านั้น และนายก็เป็นผู้ชายเหมือนกัน แม้ลั่วซิวเจ๋อจะทิ้งฉันไป แต่เขาก็ยังมีตัวเลือกที่ดีกว่านายอีกเยอะ อาจจะ… หาผู้หญิงสักคน”

 

_____หนุ่มน้อยโดนวาจาเชือดเฉือนครั้งที่สองเข้าไป ถึงกับหลั่งน้ำตาออกมาด้วยความคับแค้นใจ… ทำไมเขาจะไม่รู้ว่า ลั่วซิวเจ๋อคู่ควรกับคนที่เหมาะสมกว่าเขามาก ทว่าถึงอย่างไรเขาก็รับไม่ได้ที่คนที่สมบูรณ์แบบถึงเพียงนั้นกลับถูกคนอย่างฉีหนานโชคดีคว้าอีกฝ่ายไปครองเสียได้…

 

_____เขาคิดมาตลอดว่า ฉีหนานไม่คู่ควรกับลั่วซิวเจ๋อแม้แต่น้อย แม้จะเดินทางมาจากดาวโลกเหมือนกัน แต่ลั่วซิวเจ๋อในสายตาของเขานั้นสูงส่งราวกับทายาทตระกูลใหญ่ที่เดินทางมายังเมืองหลวงเพื่อฝึกฝนและสั่งสมประสบการณ์ตามคำสั่งของตระกูล ในขณะที่ฉีหนานกลับเป็นแค่คนที่ไร้หัวนอนปลายเท้า ถ้าหากไม่มีลั่วซิวเจ๋อคอยช่วยเหลือล่ะก็ อีกฝ่ายไม่มีทางก้าวเข้ามาในโรงเรียนการทหารอันดับหนึ่งได้อย่างแน่นอน!

 

_____“แกอย่าดีใจไป!” เขาสบถด่าทออย่างแข็งกร้าว “สักวันซิวเจ๋อจะต้องทิ้งแกแน่! เมื่อถึงตอนนั้นฉันจะรอดูว่า แกจะทำยังไง!”

 

_____ฉีหนานชักอยากกลอกตาไปมาอีกรอบ แม้คนตรงหน้าจะแข็งแกร่งไม่เบา ทว่าน่าเสียดาย… อีคิวยังต่ำเกินไปนัก เอาแต่พูดประโยคเดิมซ้ำไปซ้ำมาเพื่อโจมตีศัตรูหัวใจของตนเช่นนี้ ฟังแล้วน่ารำคาญเสียจริง

 

_____“ถ้าเช่นนั้นคงไม่ต้องรบกวนนายหรอก” ประตูที่เปิดออกเพียงครึ่งบานถูกมือปริศนาเปิดออกเต็มที่ เผยให้เห็นร่างของลั่วซิวเจ๋อกำลังยืนอยู่ตรงนั้น

 

_____“ซิวเจ๋อ…” สีหน้าของเด็กหนุ่มรูปงามพลันแปรเปลี่ยนกลายเป็นใบหน้าเขินอายไร้เดียงสาราวกับเทวดาตัวน้อยจากสรวงสวรรค์ก็ไม่ปาน

 

_____น่าเศร้าที่สีหน้าท่าทางของเขาไม่ได้ทำให้ลั่วซิวเจ๋อรู้สึกสนใจอีกฝ่ายแม้แต่น้อย เขาเพียงจ้องมองเด็กหนุ่มด้วยสายตาเยียบเย็น “ขอโทษที พวกเราไม่ได้รู้จักกันขนาดนั้น กรุณาอย่าเรียกชื่ออย่างสนิทสนมแบบนี้”

 

_____“ซิวเจ๋อ… คุณ…” เด็กหนุ่มทำหน้าเหมือนโดนสายฟ้าฟาดกลางกระหม่อม ก่อนจะมองลั่วซิวเจ๋อด้วยสีหน้าอึกอักราวกับไม่มั่นใจในตัวเอง

 

_____แววตาของลั่วซิวเจ๋อพลันแข็งกร้าวและเฉียบขาด “บางทีฉันคงใจดีมากเกินไปเลยทำให้พวกนายกล้ามาพูดจาสามหาวต่อหน้าคนรักของฉันแบบนี้สินะ? ฉันเคยปฏิเสธนายไปแล้ว และตอนนี้ก็ยังยืนยันคำเดิม ฉันไม่สนทั้งนาย ตระกูลของนาย หรือคนที่คอยช่วยเหลือตระกูลของนายแม้แต่น้อย… ส่วนเรื่องที่ฉันกับฉีหนานจะแยกทางกันหรือไม่  นั่นเป็นเรื่องส่วนตัวของพวกเรา ไม่เกี่ยวกับนาย… ไปได้แล้ว”

 

_____เมื่อพูดจบ ลั่วซิวเจ๋อก็ปิดประตูใส่หน้าอีกฝ่ายดังโครม ก่อนจะหันมามองฉีหนานอย่างเงียบงัน