0 Views

บทที่ 61

_____“อือ…” ฉีหนานรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังล่องลอยอยู่บนปุยเมฆก็ไม่ปาน ความรู้สึกอบอุ่นอ่อนโยนที่ช่วยปลอบประโลมพลังจิตของเขานั้นไม่อาจกล่าวเพียง ‘รู้สึกดี’เท่านั้น แต่มันช่างคล้ายกับสิ่งเสพติดอันมีฤทธิ์รุนแรงที่สุด เมื่อได้สัมผัสและเพลิดเพลินไปกับมันเพียงครั้งเดียว ก็จะจดจำมันไปอีกนานแสนนานราวกับไม่มีวันลบเลือนออกไปจากหัวใจได้…

 

_____“ฉีหนาน…” ลั่วซิวเจ๋อเอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงแหบต่ำ

 

_____ฉีหนานไม่เอ่ยตอบรับเสียงเรียกของเขา… ท่ามกลางสติอันเลือนราง เขาพยายามตามหาสัมผัสอันอบอุ่นนี้ตามสัญชาตญาณ จึงตัดสินใจใช้พลังจิตของตนเกี่ยวกระหวัดสิ่งนั้นไว้อย่างรวดเร็วราวกับไม่จำเป็นต้องรอให้ใครช่วยสอนแม้แต่น้อย

 

_____ลั่วซิวเจ๋อถึงกับเปล่งเสียงครางในลำคอออกมาด้วยความอึดอัด ดวงตาคู่นั้นพลันเปล่งประกายสีเงินวาววับขึ้นมา ก่อนจะมอดดับไปอย่างรวดเร็ว

 

_____เขาถึงกับกัดฟันกรอดขณะจ้องมองฉีหนานพลางสบถเสียงต่ำว่า “เจ้าหาเรื่องเองนะ”

 

_____ฉีหนานเผลอขยับบิดตัวยุกยิกไปมา จนผิวอันไวต่อสัมผัสของร่างกายเปลือยเปล่าเสียดสีกัน ทำให้ลั่วซิวเจ๋อพลันรู้สึกเหมือนเป็นฝ่ายโดนเล่นงานเสียเองก็ไม่ปาน

 

_____เขาพยายามดันตัวฉีหนานออกห่างอย่างเงียบงัน แต่นึกไม่ถึงว่า ฉีหนานกลับส่งเสียงฮึมฮัมในลำคออย่างไม่พอใจ ก่อนจะขยับร่างเข้ามาแนบชิดอีกครั้งทันที…

 

_____ลั่วซิวเจ๋อจ้องมองฉีหนานด้วยสีหน้าเหม่อลอย รู้สึกได้ถึงหัวใจที่เต้นไม่เป็นจังหวะของตน ถึงอย่างไรพวกเขาสองคนก็ถูกลิขิตให้แยกจากกันไม่ได้อยู่แล้ว ถ้าเช่นนั้น… กิน? หรือว่าไม่กิน?

 

_____นึกถึงท่าทีของฉีหนานที่มีต่อตนในช่วงนี้แล้ว ลั่วซิวเจ๋อพลันกระตุกมุมปากเล็กน้อย… ความรู้สึกของฉีหนานที่มีต่อเขาในตอนนี้น่าจะเป็นมากกว่าสหาย ทว่าก็ยังไม่อาจเรียกว่า ‘คนรัก’ ได้อย่างเต็มปาก… หากเขาลงมือกินอีกฝ่ายในตอนนี้ล่ะก็ เกรงว่าจะส่งผลกระทบต่อแผนการขั้นต่อไปของตน ถ้าเช่นนั้น… ก็ได้แต่อดทนไว้เท่านั้น!

 

_____ลั่วซิวเจ๋อยื่นมือออกไปสัมผัสพวงแก้มของฉีหนานอย่างแผ่วเบาครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงเหี้ยมเกรียมว่า “วันนี้ข้าจะปล่อยเจ้าไปก่อน แต่บัญชีนี้ ข้าจะต้องเก็บดอกเบี้ยกับเจ้าอย่างสาสมแน่!”

 

_____***

 

_____ฉีหนานรู้สึกเหมือนตัวเองฝันถึงอะไรบางอย่าง… มันช่างสบายมากเสียจนไม่อยากตื่นขึ้นมาจากฝันนี้อีกเลย…

 

_____ทว่าถึงอย่างไรความฝันก็เป็นเพียงแค่ความฝัน แม้ในใจของเขาจะพยายามจมดิ่งอยู่ในห้วงแห่งฝันนี้ครั้งแล้วครั้งเล่า แต่สุดท้ายเขาก็ถูกปลุกให้ตื่นด้วยแสงสว่างอันอ่อนโยนที่กระทบลงบนใบหน้า…

 

_____“ตื่นแล้วหรือ?”

 

_____“อืม…” ฉีหนานยกมือขึ้นขยี้ตาอย่างงัวเงีย ก่อนจะบิดขี้เกียจไปมาจนเกิดเสียงกระดูกขยับดังกรอบแกรบ จนตัวเขาเองยังต้องสะดุ้งด้วยความตกใจ…

 

_____“อืม ดูท่าจะได้ผลไม่เลวเลย…” ลั่วซิวเจ๋อยื่นมือออกไปกดลงร่างของฉีหนานที่เพิ่งรู้สึกตัวว่า ตนกำลังเอนกายนอนอยู่บนเตียงในสภาพเปลือยเปล่าและมีเพียงผ้าห่มผืนบางคลุมร่างกายเพียงผืนเดียว… หนำซ้ำยังมีลั่วซิวเจ๋อที่นั่งมองอยู่ด้านข้างและใช้ปลายนิ้วเรียวยาวหมุนวนอยู่บนหน้าอกของเขา จนทำให้เขาถึงกับตัวสั่นสะท้านและเด้งตัวถอยห่างอย่างรวดเร็วทันที ก่อนจะ…

 

_____ทำอะไรไม่ได้อีก… ลั่วซิวเจ๋อแค่ออกแรงกดมือเพียงเล็กน้อยก็กดร่างของฉีหนานล้มลงบนเตียงอย่างง่ายดาย…

 

_____“จะทำอะไร?” ฉีหนานถึงกับคิ้วกระตุกเล็กน้อย

 

_____อยู่ๆลั่วซิวเจ๋อก็นึกอยากหยอกเล่นอีกฝ่ายขึ้นมา จึงใช้ปลายนิ้วเรียวเกลี่ยไปมาบนหน้าอกของฉีหนาน “เจ้าลองเดาสิ?”

 

_____“บัดซบ! คุณกินยาผิดขวดหรือไร!” ฉีหนานทำหน้าเหมือนสายฟ้าฟาดลงกลางศีรษะพลางลุกลี้ลุกลนปัดมือของลั่วซิวเจ๋อออกไป ก่อนจะเผลอยกมือขึ้นมาป้องกันแผงอกของตนอย่างรวดเร็ว

 

_____ลั่วซิวเจ๋อถึงกับเปล่งเสียงหัวเราะร่าออกมาอย่างอดไม่ได้ ก่อนจะใช้ฝ่ามือตบลงบนหน้าท้องของฉีหนานเบาๆ “เอาเถิด ข้าแค่แกล้งหยอกเจ้าเล่น… เจ้ารีบลุกขึ้นได้แล้ว”

 

_____ฉีหนานพลันทำหน้ามุ่ยพลางบ่นพึมพำอะไรบางอย่างในลำคอพร้อมกับดันตัวขึ้นมาจากเตียง ทว่าเมื่อดันร่างขึ้นมาได้เพียงครึ่งตัว ก็ต้องหยุดชะงักไปชั่วขณะ ก่อนจะคว้าเอาผ้าห่มผืนบางที่คลุมร่างของตนอยู่มาพันไว้รอบเอว…

 

_____ลั่วซิวเจ๋อแค่นเสียงหัวเราะเล็กน้อย “ทำไม? เจ้ายังกลัวว่า ข้าจะแอบดูเจ้าอีกหรือ?”

 

_____ฉีหนานเกาหัวแกรกๆ ดูเหมือนว่าเขาจะเคยแก้ผ้าต่อหน้าลั่วซิวเจ๋อหลายครั้งแล้ว ทว่าเพิ่งจะรู้สึกกระดากอายเอาตอนนี้… มันไม่แปลกประหลาดเกินไปหน่อยหรือ?

 

_____เขานึกลังเลอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะตัดสินใจโยนผ้าห่มลงบนเตียงและหมุนตัวเดินตรงไปยังตู้เสื้อผ้าที่ตั้งอยู่ข้างเตียงของตน

 

_____ลั่วซิวเจ๋อนั่งนิ่งอยู่บนเตียงพลางจ้องมองด้วยสายตาแวววาวราวกับกำลังเชยชมทิวทัศน์อันงดงามตรงหน้าอย่างมีความสุข… เรือนร่างของฉีหนานช่างงดงามไร้ที่ติยิ่งนัก ไม่มีไขมันส่วนเกินแม้แต่น้อย ทั้งช่วงไหล่กว้าง เอวคอดได้รูปและเรียวขายาวสวย… ผิวสีแทนสวยที่ส่องประกายมันวาวราวกับน้ำผึ้งแสนหวานชวนให้รู้สึกอยากเข้าไปเลียเพื่อลิ้มรสของมันสักครั้ง…

 

_____“ผมว่า…”

 

_____“หืม?”

 

_____“คุณเลิกมองผมด้วยสายตาแบบนั้นไม่ได้หรือ?” ฉีหนานที่ถือกางเกงขายาวประจำเครื่องแบบตัวหนึ่ง หันกลับมามองลั่วซิวเจ๋อราวกับทำอะไรไม่ถูก

 

_____ลั่วซิวเจ๋อเลิกคิ้วขึ้นน้อยๆ “ข้าไม่นึกเลยว่า เจ้าจะขี้อายถึงเพียงนี้”

 

_____ฉีหนาน “…”

 

_____“เปล่า… ก็ได้! คุณชอบดูนักก็เชิญดูเถิด!” ฉีหนานเองก็ไม่รู้ว่า ตนควรกล่าวเช่นไรดี จึงตัดสินใจปล่อยให้อีกฝ่ายทำตามใจชอบ ถึงอย่างไรการถูกเจ้าเงือกบ้าตนนี้จ้องมอง ก็ไม่ทำให้ตัวเขาสึกหรอเสียหน่อย… ช่างเขาเถิด!

 

_____เมื่อฉีหนานสวมเสื้อและกางเกงเรียบร้อยแล้ว เขาถึงจะหลุดพ้นจากสายตาอันร้อนแรงที่แทบจะแผดเผาแผ่นหลังของเขาเสียที…

 

_____เขาถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ก่อนจะนึกขึ้นได้ถึงการปลุกพลังจิตของตนก่อนหน้านี้และความเจ็บปวดที่เสียดแทงและฝังลึกลงไปถึงกระดูกอันแสนทรมานจนแทบจะคลุ้มคลั่ง ทว่าตัวเขากลับหลับไปงั้นหรือ? เป็นไปได้อย่างไร!!

 

_____ไม่สิ… ไม่ใช่นอนหลับ

 

_____ฉีหนานนิ่งคิดพลางขมวดคิ้วมุ่น… ตอนนั้นเขารู้สึกถึงกระแสพลังอันอบอุ่นที่หลั่งไหลเข้ามาในร่างกายของเขา… ความพยายามในการควบคุมและสะกดพลังจิตอันบ้าคลั่งของเขา หลังจากนั้นก็มีพลังจิตอันมหาศาลอีกสายโอบอุ้มตัวเขาเอาไว้… ความรู้สึกที่แสนอบอุ่นอ่อนโยนทำให้เขาหมดสติไปโดยไม่รู้ตัว ทว่าเมื่อพลังจิตของพวกเขาเชื่อมต่อกันกลับเกิดการเปลี่ยนแปลงที่คาดไม่ถึง…

 

_____เพียงชั่วครู่ที่พลังจิตของทั้งสองฝ่ายสัมผัสกัน ฉีหนานพลันรู้สึกเหมือนในสมองระเบิดออกเป็นดอกไม้ไฟหลากสีจำนวนนับไม่ถ้วน เขาแทบจะปล่อยพลังจิตของตนออกไปเกี่ยวกระหวัดรัดพันกับพลังจิตของอีกฝ่ายตามสัญชาตญาณ…

 

_____ตอนนั้นฉีหนานแทบไม่ต่างจากคนโดนยาปลุกแม้แต่น้อย… เขาเอาแต่เสียดสีร่างกายกับร่างกายของลั่วซิวเจ๋อไม่หยุด เพราะความรู้สึกรุ่มร้อนที่แผดเผาอยู่ภายในร่าง… มันเป็นความต้องการอันแรงกล้าที่ถาโถมอย่างบ้าคลั่งและบดบังสติสัมปชัญญะของเขา ทว่ามันกลับไร้ซึ่งช่องทางระบายออกไป…

 

_____“ไม่สิ…” ฉีหนานพลันหน้าขึ้นสีแดงก่ำ แม้ตัวเขาในตอนนั้นจะดูเหมือนสิ้นสติไปแล้ว แต่อันที่จริงตัวเขายังพอมีสติหลงเหลืออยู่… เขารับรู้ถึงปฏิกิริยาของช่วงล่างตน หนำซ้ำสุดท้ายแล้วก็เป็นลั่วซิวเจ๋อที่ช่วยจัดการให้เขา…

 

_____“จบกัน จบสิ้นแล้ว… ไม่มีหน้าไปเจอใครแล้ว…” ฉีหนานทรุดตัวนั่งลงบนพื้นพลางกุมหัวด้วยความหดหู่ จะมาเขินอายเอาตอนนี้ก็ไม่ได้… แต่เขาไม่เคยคิดเลยว่า ความสัมพันธ์ของเขากับเจ้าเงือกบ้าจะกลายเป็นเพื่อนช่วยเพื่อนเช่นนี้ได้

 

_____แม้ในกองทัพจะมีเรื่องเพื่อนช่วยกันเช่นนี้ไม่เคยขาด ทว่าฉีหนานกลับไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้มาก่อน เขาเคยหมายมาดในใจว่า จะมอบความบริสุทธิ์ในครั้งแรกของตนให้กับเงือกน้อยอันเป็นที่รักยิ่งของเขา แต่นึกไม่ถึงว่า… เงือกที่ตนมอบให้กลับไม่ใช่เงือกน้อยน่ารัก แต่เป็นเงือกแสนอำมหิต…

 

_____อืม… จะว่าไป การที่ลั่วซิวเจ๋อไม่อัดตนที่เอาแต่เสียดสีร่างกายของอีกฝ่ายไปมา เพื่อเรียกสติของเขากลับมา นับว่าเป็นเรื่องที่เกินความคาดหมายของฉีหนานไม่น้อย… เขาทราบดีถึงนิสัยของลั่วซิวเจ๋อ หากมีใครแข็งและยังพยายามถูไถไปมาอยู่ในอ้อมแขนของลั่วซิวเจ๋อเหมือนเขาล่ะก็ ย่อมเป็นการหาเรื่องฆ่าตัวตายชัดๆ… แต่เขาคิดไม่ถึงจริงๆว่า นอกจากลั่วซิวเจ๋อจะไม่โกรธแล้ว กลับมีน้ำใจช่วยเขาอีก… ถึงจะรู้สึกกระดากอายอยู่บ้าง…

 

_____อย่าบอกนะว่า… ลั่วซิวเจ๋อคิดกับเขาแบบ…

 

_____ช้าก่อน! ฉีหนานแกอย่าได้หลงเสน่ห์เชียว! นั่นมันลั่วซิวเจ๋อนะ! นั่นมันลั่วซิวเจ๋อจอมอำมหิต! เขาไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่จะมาญาติดีกับแก! อย่าโง่ไปหน่อยเลย หมอนี่อาจจะแค่อยากใจดีขึ้นมาชั่วขณะก็ได้… ทว่าถึงอย่างไรความใกล้ชิดสนิทสนมที่พวกเขามีต่อกัน… มันใช่ความสัมพันธ์แบบคู่หูหรือไร!

 

_____ฉีหนานรู้สึกสับสนมาก เขามักรู้สึกว่า ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับลั่วซิวเจ๋อค่อนข้างคลุมเครือไม่น้อย ทว่าเมื่อเห็นท่าทีนิ่งเฉยของอีกฝ่าย เขาก็รู้สึกว่า เขาอาจจะคิดมากไปเอง…

 

_____“เจ้ากำลังทำอะไรหรือ?” ลั่วซิวเจ๋อเงยหน้าขึ้นมามองฉีหนาน

 

_____ฉีหนานรีบเบือนหน้าหนี “ไม่มีอะไร”

 

_____ลั่วซิวเจ๋อเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “ที่เจ้าบอกว่า…. ‘ไม่มีอะไร’ คือการใช้พลังจิตของเจ้าวนเวียนอยู่รอบตัวข้าหรือ?”

 

_____ฉีหนาน “…” บัดซบ!

 

_____เขาเพิ่งจะรู้สึกตัวว่า พลังจิตของตนกำลังเลื้อยพันร่างของลั่วซิวเจ๋อราวกับอสรพิษตัวหนึ่งตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้…

 

_____ใบหน้าของฉีหนานถึงกับขึ้นสีแดงก่ำอย่างเห็นได้ชัดพลางรีบเก็บพลังจิตของตนกลับมาอย่างร้อนรน เวลานี้เขาไม่สนใจแม้แต่น้อยว่าพลังจิตของตนแข็งแกร่งมากเพียงใด แถมยังมัวแต่นึกประหม่าอยู่ในใจ…

 

_____“เป็นอย่างไร? ใช้พลังจิตระดับAได้คล่องแคล่วหรือไม่?” ลั่วซิวเจ๋อเปิดดูข่าวในเครือข่ายอวกาศพลางเอ่ยถามอย่างไม่ใส่ใจ

 

_____“ระดับA?” ฉีหนานอ้าปากค้างพลางชี้นิ้วมาทางตัวเอง “ผม?”

 

_____“ยังมีใครอีกเล่า?” ลั่วซิวเจ๋อหลุดเสียงหัวเราะออกมา “ดูท่าเจ้าจะปรับตัวให้เข้ากับพลังจิตของตัวเองได้ไม่เลว อย่างน้อยการควบคุมพลังจิตก่อนหน้านี้ของเจ้าก็ใช้ได้เลยทีเดียว… แม้ข้าจะไม่รู้ว่า เทคนิคนี้จะมีประโยชน์อันใดในสนามรบที่แท้จริงก็เถอะ แต่การควบคุมพลังจิตของเจ้านับว่า พัฒนาขึ้นมากแล้ว”

 

_____ฉีหนาน “…”  เหอะๆ เมื่อครู่เขาแค่เอาเปรียบอีกฝ่าย และไม่ได้พูดเกี่ยวกับสนามรบแม้แต่น้อยมิใช่หรือ??

 

_____“เอาล่ะ นี่คือแผนการฝึกขั้นต่อไปของเจ้า… เจ้าเอาไปดูเองเถิด มีปัญหาอะไรก็บอกข้ามา” ลั่วซิวเจ๋อกดส่งแผนการฝึกมาให้เขา

 

_____ควอนตัมคอมพิวเตอร์ของฉีหนานฉายภาพบนหน้าจอขึ้นมาตรงหน้าโดยอัตโนมัติ เมื่อเห็นตารางการฝึกอันยาวเหยียดบนหน้าจอนั้นแล้ว ฉีหนานถึงกับมุมปากกระตุก… ช่างสมเป็นสไตล์การฝึกนรกแตกของลั่วซิวเจ๋อจริงๆ… ทั้งหัวข้อในการฝึกอันซับซ้อนและระยะเวลาในการฝึกอันโหดร้าย… ความคิดที่ว่า ลั่วซิวเจ๋อชอบเขาจะต้องเป็นเรื่องเข้าใจผิดอย่างแน่นอน!!

 

_____“ทำไม มีปัญหาหรือ?” ลั่วซิวเจ๋อผู้เริ่มอ่านบทเรียนของตนด้วยความขยันหมั่นเพียรเอ่ยถาม เมื่อเทียบกับฉีหนานที่เคยได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานแล้ว ลั่วซิวเจ๋อผู้ขาดความรู้พื้นฐานในด้านนี้จึงต้องเสียเวลาในการแสวงหาวิชาความรู้เพิ่มเติมมาก

 

_____สาขาบัญชาการกองทัพเป็นอีกสาขาหนึ่งที่เข้มงวดมากในหลายๆด้าน รวมไปถึงความรู้รอบด้านในทุกสาขาวิชาอีกด้วย… ในคาบเรียน ลั่วซิวเจ๋อมักจะพบกับวิชาความรู้อันแปลกใหม่และยากต่อการทำความเข้าใจเสมอ  ฉะนั้นหลังเลิกเรียนเขาจะต้องพยายามอ่านทบทวนบทเรียนและอ่านทำความเข้าใจกับบทเรียนล่วงหน้าอย่างหนัก มิฉะนั้นหากเกิดเรื่องเชื้อพระวงศ์เผ่าเงือกผู้สูงศักดิ์ถูกไล่ออกจากโรงเรียนการทหารขึ้นล่ะก็… ลั่วซิวเจ๋อคงรู้สึกอับอายมากจนไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนแน่นอน…

 

_____“เปล่า…” ฉีหนานเอ่ยตอบงึมงำในลำคอ

 

_____หากสิ่งที่ลั่วซิวเจ๋อมอบให้กับเขาคือการฝึกนรกแตก ถ้าเช่นนั้นสิ่งที่อีกฝ่ายมอบให้กับตัวเองก็คือการเล่าเรียนอันบ้าระห่ำ… อย่างน้อยฉีหนานก็กล้ายืนยันว่า ต่อให้พลังจิตของเขาเลื่อนขึ้นเป็นระดับS เหมือนอีกฝ่าย ก็ไม่มีทางจดจำและทำความเข้าใจวิชาความรู้มากมายถึงเพียงนี้ได้ภายในช่วงเวลาอันสั้นเช่นนี้แน่นอน

 

_____ลั่วซิวเจ๋อผู้นี้เข้มงวดกับผู้อื่น ทว่าเข้มงวดกับตนเองยิ่งกว่า… ถ้าหากเขาไม่เห็นอีกฝ่ายคืนสภาพเป็นหางอย่างผ่อนคลายในบางครั้งล่ะก็ ฉีหนานคงนึกไม่ถึงว่า อีกฝ่ายเป็นเงือกที่เคย ‘อ่อนไหวเปราะบาง’ ตนหนึ่ง…

 

_____เมื่อหวนนึกถึงเรื่องราวทุกอย่างที่เกิดขึ้นบนดาวโลกอีกครา มันช่างคล้ายกับความฝันตื่นหนึ่งก็ไม่ปาน ฉีหนานยกมือขึ้นมาสัมผัสแผงอกของตนอย่างเงียบงัน… ก็ได้ เขายอมรับว่า เมื่อเทียบกับท่าทางอ่อนโยนแสนดีอันเสแสร้งของลั่วซิวเจ๋อในตอนแรกแล้ว เขาว่า ลั่วซิวเจ๋อที่เป็นแบบนี้เข้ากับรสนิยมของเขามากกว่า…

 

_____“แม้เจ้าจะมองข้านานกว่านี้ ข้าก็ไม่มีทางลดหัวข้อในการฝึกของเจ้าอย่างแน่นอน” ลั่วซิวเจ๋อพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย แม้จะไม่เงยหน้าขึ้นมามองฉีหนานก็ตาม

 

_____ฉีหนาน “…” เอาเถิด ถึงอย่างไรเขาก็ยังคงเป็นเจ้าเงือกวิปริตตนนั้นอยู่ดี!

 

_____ฉีหนานเดินออกไปจากห้องอย่างหัวเสีย ก่อนจะตัดสินใจออกไปยังห้องฝึกซ้อมเพื่อระบายความหงุดหงิดที่สุมอยู่ในอก…

 

_____ลั่วซิวเจ๋อจ้องมองแผ่นหลังของฉีหนานที่เดินจากไป ก่อนจะโค้งมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้ม… มองท่าทีของฉีหนานแล้วช่างสนุกมากเหลือเกิน… ครั้งต่อไปแกล้งหมอนั่นอีกดีกว่า…

—————————————-