0 Views

บทที่ 60

 

______บางทีการเล่นงานรุ่นพี่คนก่อนหน้านี้สำเร็จจะทำให้ฉีหนานมั่นใจในตัวเองมากขึ้นหลายส่วน เขาหยุดคิดไตร่ตรองกำลังของตนครู่หนึ่ง ก่อนจะเก็บปืนเลเซอร์ไว้ด้านหลังและควักมีดสั้นออกมาเตรียมลอบโจมตีรุ่นพี่ที่ยังไม่รู้สึกตัวคนนั้นทันที…

 

______ขณะเดียวกัน ณ ห้องควบคุมหลักของตีกสาขาบัญชาการกองทัพ…

 

______นักเรียนผู้มีรูปร่างหน้าตาหล่อเหลาในชุดเครื่องแบบทหารสิบกว่าคนนั่งจ๋อยอยู่ที่มุมห้องอย่างเงียบงัน… ในฐานะนักเรียนแห่งสาขาบัญชาการกองทัพ พวกเขามักใช้สติปัญญาที่เหนือกว่าใครข่มเหงกดขี่ผู้อื่น ใครจะรู้ว่า วันนี้พวกเขากลับถูกรุ่นน้องที่เพิ่งสอบเข้าไม่ถึงสองเดือนข่มเหงกลับเสียได้…

 

______แม้พวกเขาจะกำหนดให้กองกำลังทหารของเหล่ารุ่นพี่มีจำนวนน้อยกว่าของรุ่นน้องเพื่อความยุติธรรมก็ตาม ทว่าการที่รุ่นน้องเพียงคนเดียวสามารถต่อสู้กับรุ่นพี่สิบกว่าคน แถมยังจงใจใช้วิธีเปลี่ยนกลยุทธ์ในการต่อสู้สารพัดวิธีเพื่อรังแกพวกเขาอีก… นี่มันโหดร้ายอำมหิตเกินไปแล้ว!

 

______เหล่ารุ่นพี่ต่างพากันจ้องเขม็งไปยังลั่วซิวเจ๋อผู้นั่งนิ่งอย่างสงบเสงี่ยมด้วยสีหน้าไม่พอใจ ซึ่งอีกฝ่ายก็ส่งยิ้มเขินอายกลับมาให้พวกเขา…

 

______หึหึ ต่อให้แกแสร้งทำตัวใสซื่อไร้เดียงสา พวกเราก็ไม่มีทางเชื่อแกอีกอย่างเด็ดขาด!!! บรรดารุ่นพี่แผดเสียงร้องลั่นอยู่ในใจ

 

______ลั่วซิวเจ๋อคลี่ยิ้มบางๆและไม่คิดจะเอ่ยอธิบายใดๆกับรุ่นพี่กลุ่มนี้อีก…

 

______พฤติกรรมของเขาในวันนี้ค่อนข้างอวดเก่งไม่น้อย ทว่าก็ถือเป็นการแสดงความแข็งแกร่งอีกวิธีเช่นกัน

 

______เพราะพลังระดับSคู่ของเขา ทำให้เขากลายเป็นยอดฝีมือที่แข็งแกร่งที่สุดก็ว่าได้ ทว่าในการต่อสู้นั้น สุดท้ายแล้วสิ่งที่จะตัดสินผลแพ้ชนะก็คือกองทัพอันเกรียงไกร… แม้ยอดฝีมือผู้แข็งแกร่งจะสามารถทำหน้าที่สำคัญหลายอย่างให้ลุล่วง ทว่าเขาไม่คิดจะให้ตนเองกลายเป็นวีรบุรุษผู้เดียวดายแน่นอน…

 

______เพราะสุดท้ายวีรบุรุษผู้เดียวดายก็ยังต้องฟังคำสั่งของผู้อื่น ทว่าผู้บัญชาการกองทัพแค่รับผิดชอบต่อหน้าที่ของตนเป็นพอ

 

______หลายปีมานี้ ใช่ว่ารัฐบาลจะไม่เคยพบยอดฝีมือระดับSคู่มาก่อน แต่พวกเขามักถูกพวกตระกูลใหญ่แย่งตัวไปเป็นแขกพิเศษ แม้กระทั่งบางคนยังเลือกที่จะพัฒนาตระกูลของตนด้วยซ้ำ ทว่าหากพิจารณาให้ดีย่อมพบว่า เหล่ายอดฝีมือระดับSคู่ที่ได้รับเชิญเป็นแขกพิเศษเอย ผู้อาวุโสเอยก็เป็นเพียงชื่อเรียกที่ฟังดูสวยหรูเท่านั้น ท้ายที่สุดก็ยังไม่อาจหนีโชคชะตาที่จะต้องเป็นฝ่ายถูกควบคุมพ้นอยู่ดี…

 

______ลั่วซิวเจ๋อเป็นเชื้อพระวงศ์แห่งเผ่าเงือก เมื่อเทียบกับพี่ชายของตนแล้ว หากเขาทำตัวไร้สาระราวกับเจ้าชายว่างงานคนหนึ่ง ทว่ากลับต้องการให้เหล่าข้าราชบริพารจงรักภักดีต่อเขา นั่นคงเป็นเพียงความฝันเท่านั้น…

 

______ยอดฝีมือระดับSคู่จะถูกพวกตระกูลใหญ่ตีสนิท หลอกล่อด้วยผลประโยชน์ หรือรุมโจมตีก็ตาม ถึงอย่างไรก็ไม่มีใครใส่ใจกับเรื่องนี้ ทว่าหากทางกองทัพสนใจในตัวเขาล่ะก็ เขาจะกลายเป็นคนสำคัญที่ทางกองทัพจะต้องดูแลเป็นอย่างดี ฉะนั้นไม่ว่าใครจะพยายามยื่นมือมาแตะต้องเขาล้วนถูกคนของกองทัพกำจัดทิ้งจนสิ้นซาก…

 

______อาจจะดูเหมือนพูดเกินจริงไปบ้าง แต่ในฐานะผู้ที่ต่อสู้ฝ่าฟันอยู่ในสงครามและคอยต่อต้านการรุกรานสู่ประเทศของเรามาโดยตลอด ผู้ที่มีพรสวรรค์โดดเด่นเช่นนี้ย่อมเป็นที่ต้องการอย่างแน่นอน การทำทุกวิถีทางเพื่อปกป้องอีกฝ่ายจึงไม่ใช่เรื่องที่ทำเกินไปแม้แต่น้อย

 

______สิ่งที่ลั่วซิวเจ๋อต้องการคือ การปกป้องคุ้มกันจากกองกำลังทหาร… ตัวเขาในตอนนี้ยังไม่มีคนที่จะช่วยจัดการกับพวกที่พุ่งเป้ามาที่ตัวเขาทั้งหมดได้ ฉะนั้นการใช้กองกำลังของผู้อื่นให้เกิดประโยชน์ย่อมเป็นวิธีที่ให้ผลดีมากวิธีหนึ่ง

 

______ในที่สุดงานต้อนรับนักเรียนใหม่ในปีนี้ก็สิ้นสุดลง ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ประกาศออกไปทั่วโรงเรียนสร้างความตื่นตกใจให้กับนักเรียนทุกคนอย่างมาก เพราะลั่วซิวเจ๋อแห่งสาขาบัญชาการกองทัพเอาชนะรุ่นพี่สิบกว่าคนด้วยตัวคนเดียว เรื่องเช่นนี้ไม่ว่าใครได้ยินล้วนต้องตะลึงลานกันทั้งนั้น…

 

______ทว่าสาขาศาสตร์การต่อสู้ด้วยหุ่นยนต์กลับตรงข้ามกับสาขาบัญชาการกองทัพโดยสิ้นเชิง เพราะการที่มีรุ่นพี่ปีสี่ผู้ไม่ได้รับผิดชอบเรื่องนี้โดยตรงเข้าร่วมงานต้อนรับนักเรียนใหม่ในครั้งนี้ ทำให้รุ่นน้องมากกว่าครึ่งพากันปล่อยโฮร่ำไห้ออกมา บางคนถึงกับสาบานว่า ชั่วชีวิตนี้จะไม่ขอพบหน้ารุ่นพี่คนนี้อีกเด็ดขาด…

 

______ในขณะที่สาขาอื่นก็ไม่ต่างจากปีที่แล้วตามคาด หรือก็คือบรรดารุ่นพี่ล้วนต้อนรับเหล่ารุ่นน้องอย่างหนักหน่วง จนเหล่ารุ่นน้องรับรู้ได้ถึง ‘การสั่งสอนอันเปี่ยมไปด้วยความรัก’ของบรรดารุ่นพี่เช่นกัน…

 

______“เฮ้อ… เสียดายชะมัดเลย” เมื่อเรื่องราวทุกอย่างจบลง ฉีหนานก็กลับมายังห้องพักพลางเอนกายนอนมองฝ้าเพดานบนเตียงด้วยสีหน้าเสียดายจับใจ

 

______“เสียดายอะไรหรือ?” ลั่วซิวเจ๋อที่เพิ่งอาบน้ำเสร็จและพันผ้าขนหนูไว้รอบเอวเพียงผืนเดียว เดินมานั่งบนโซฟาด้านข้างอย่างผ่อนคลาย

 

______ฉีหนานหวีดเสียงร้องด้วยความเสียดายสุดซึ้ง “อีกแค่นิดเดียวเอง ผมก็จะจัดการรุ่นพี่คนนั้นได้แล้ว… แต่… ตอนสำคัญกลับพลาดไปแค่นิดเดียวเอง… ชิ…”

 

______ลั่วซิวเจ๋อโยนผ้าขนหนูผืนหนึ่งมาทางเขา เพื่อให้อีกฝ่ายเช็ดผมของตน “เรื่องปกติ… แม้สมรรถภาพร่างกายของตัวเจ้าในตอนนี้จะแข็งแกร่ง แต่พลังจิตนั้นไม่เหมือนกัน หากเจ้าชนะ ข้าคงรู้สึกประหลาดใจมาก”

 

______“เฮ้ย แต่ผมก็ผ่านการฝึกนรกแตกของคุณมาแล้ว ไม่น่าจะพลาดแบบนี้เลยนี่นา” ฉีหนานบ่นพึมพำพลางลุกขึ้นมาเช็ดผมให้อีกฝ่ายอย่างว่าง่าย

 

______ลั่วซิวเจ๋อหัวเราะเยาะเย้ยเล็กน้อยพลางหลับตานั่งพิงโซฟา “เจ้าผ่านการฝึกหนักมา ทว่ารุ่นพี่เหล่านั้นเองก็ใช่ว่าจะอยู่เฉย… ข้าได้ยินว่า รุ่นพี่ส่วนใหญ่ล้วนออกไปทำภารกิจของทหารรับจ้างในช่วงปิดเทอมเพื่อขัดเกลาฝีมือของตนกันทั้งนั้น…”

 

______ฉีหนานถึงกับหยุดชะงักไปชั่วขณะ “คงไม่โหดร้ายถึงเพียงนั้นกระมัง?”

 

______ลั่วซิวเจ๋อกระตุกมุมปากน้อยๆ “โหดร้ายหรือ? หากเจ้าเข้าร่วมสงครามที่แท้จริงก็จะเข้าใจเอง ฉะนั้นยามฝึกต้องฝึกหนักให้มาก เพื่อหาหนทางรักษาชีวิตน้อยๆของเจ้าในสมรภูมิเอาไว้ให้มากที่สุด”

 

______ฉีหนานลอบถอนหายใจพลางรู้สึกเห็นด้วยไม่น้อย… นึกถึงตอนที่เขาต่อสู้กับกลุ่มโจรสลัดหัวกะโหลกสีเลือด ถ้าตอนนั้นลั่วซิวเจ๋อไม่อยู่ที่นั่นด้วยล่ะก็ เขาอาจจะตายไปตั้งนานแล้วก็ได้… แค่โจรสลัดพวกนั้นยังแข็งแกร่งและโหดเหี้ยมถึงเพียงนั้น หากต้องสู้กับมนุษย์แมลงตัวจริงล่ะก็ เกรงว่าพวกมันคงแข็งแกร่งมากกว่าโจรสลัดพวกนั้นถึงสิบเท่าเลยทีเดียว…

 

______“พอแล้ว…” ลั่วซิวเจ๋อยกมือขึ้นมาสัมผัสมือของฉีหนานเพื่อให้อีกฝ่ายหยุดมือ ก่อนจะลุกขึ้นยืน “เจ้าเอาผ้าขนหนูไปเก็บเถิด” เอ่ยจบก็หมุนตัวเดินออกไปจากห้องนอน

 

______ฉีหนานจ้องมองผ้าขนหนูในมือด้วยสีหน้าว่างเปล่าและงุนงง ก่อนจะร้องตะโกนเสียงดังลั่นด้วยสีหน้าโกรธจัดว่า “เหล่าจื่อช่างซื่อบื้อจริงๆ! ทำไมต้องเช็ดผมให้เจ้าเงือกบ้าตัวนั้นด้วย! ทั้งๆที่ในห้องน้ำมีเครื่องเป่าผมอยู่แท้ๆ!!!”

 

______ลั่วซิวเจ๋อที่เพิ่งเดินออกมาจากห้องและได้ยินเสียงคำรามของฉีหนาน พลันโค้งมุมปากขึ้นเล็กน้อยพลางรู้สึกว่า อาการความรู้สึกช้าของฉีหนานช่างน่าสนุกเสียจริง

 

______หลังจากพิธีปฐมนิเทศสิ้นสุดลง ทางโรงเรียนก็เริ่มเปิดเรียนอย่างเป็นทางการ… ฉีหนานถูกบทเรียนมากมายถาโถมเข้าใส่จนแทบจะกระอักเลือดตาย บัดนี้เขาเข้าใจแล้วว่า ทำไมทางโรงเรียนถึงกำหนดให้มาตรฐานของพลังจิตอยู่ที่ระดับC นั่นเป็นเพราะยิ่งมีพลังจิตระดับสูงจะยิ่งมีความสามารถในการเรียนรู้ที่ดีขึ้นตามไปด้วย… ผลลัพธ์ของการมีพลังจิตที่ไม่สมดุลกันเช่นนี้ก็คือ ตัวเขาในตอนนี้รู้สึกเหมือนเข้าไปนั่งฟังพระคัมภีร์จากสรวงสวรรค์ อีกทั้งยังทำความเข้าใจตามอาจารย์ไม่ทันในทุกคาบเรียนโดยสิ้นเชิง…

 

______สามวันต่อมา ฉีหนานไม่มีเรียนภาคบ่ายจึงกลับมายังห้องพักก่อน… สามวันมานี้เขาต้องทานอาหารบำรุงสูตรพิเศษซึ่งลั่วซิวเจ๋อปรุงออกมาได้รสชาติห่วยแตกยิ่งกว่าอาหารหมูเสียอีก ถ้าวันนี้เขายังไม่อาจปลุกพลังจิตของตนออกมาได้อีก เขารู้สึกว่า ตัวเองคงต้องตายเพราะอาหารบำรุงสูตรพิเศษพวกนั้นเป็นแน่…

 

______ลั่วซิวเจ๋อเลิกเรียนช้ากว่าฉีหนานเล็กน้อย แต่ก็ไม่เสียเวลามากนัก… ทั้งสองคนถอดเสื้อผ้าจนร่างกายเปลือยเปล่าอยู่ในห้องน้ำ แม้ฉีหนานจะรู้สึกกระดากอายอยู่ไม่น้อย ทว่าเมื่อเห็นลั่วซิวเจ๋อนั่งอยู่ตรงหน้าด้วยสีหน้าเคร่งเครียดจริงจังถึงเพียงนั้นแล้ว เขาก็ต้องข่มความรู้สึกนี้ซ่อนไว้ภายในใจ…

 

______“พร้อมแล้วหรือไม่? ถึงอย่างไรการปลุกพลังจิตของเจ้าก็ไม่ยากเท่าการที่เจ้าต้องควบคุมมันให้ได้… ข้าเคยบอกเจ้าก่อนหน้านี้แล้วว่า พลังจิตของเจ้าถูกยาประหลาดสะกดเอาไว้ แม้ว่าหลายปีมานี้เจ้าจะไม่ได้ฝึกการใช้พลังจิตเลย แต่มันก็ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ บัดนี้พลังจิตของเจ้าแข็งแกร่งขึ้นมาก ทว่าร่างกายของเจ้ากลับไม่เคยควบคุมพลังจิตอันมหาศาลถึงเพียงนี้มาก่อน… ฉะนั้นทันทีที่พลังจิตในตัวเจ้าถูกปลุกขึ้นมาแล้วตัวเจ้าไม่สามารถควบคุมมันโดยเร็วล่ะก็ เป็นไปได้สูงว่า ร่างกายของเจ้าจะรับไม่ไหว”

 

______“เข้าใจแล้ว” ฉีหนานพยักหน้ารับ ทว่าในใจกลับรู้สึกตื่นเต้นมากจนแทบจะเก็บอาการไม่อยู่… สองสามเดือนมานี้เขามานะฝึกฝนร่างกายมาตลอด ทว่าจะสามารถรับมือกับการโจมตีของพลังจิตนี้ได้หรือไม่ ก็ต้องรอดูสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอีกไม่นานนี้แล้ว…

 

______เขาสูดลมหายใจเข้าเฮือกใหญ่ “มาเถิด”

 

______ลั่วซิวเจ๋อพยักหน้ารับด้วยสีหน้ามั่นคง “ถ้าหากผ่านไปครู่หนึ่งแล้ว เจ้ายังไม่อาจควบคุมมันได้ ข้าจะช่วยเจ้าเอง เมื่อถึงตอนนั้นห้ามต่อต้านพลังจิตของข้าเด็ดขาด เข้าใจหรือไม่?”

 

______ฉีหนานรีบพยักหน้ารับ ก่อนจะรับยาเม็ดที่ลั่วซิวเจ๋อส่งมาให้กลืนลงคอทันที

 

______ลั่วซิวเจ๋อขมวคคิ้วแน่นเพราะรู้สึกกดดันไม่น้อย… หลายปีมานี้ พลังจิตของฉีหนานถูกกดไว้ที่ระดับFมาตลอด บัดนี้หากปลุกมันขึ้นมาอย่างฉับพลันล่ะก็ เป็นไปได้สูงมากว่าจะเลื่อนไปถึงระดับA… ถึงแม้ว่าผลจากการต่อสู้ระหว่างยาตำรับนั้นกับพลังจิตอันมหาศาลของฉีหนานจะสะกดพลังจิตของเขาเอาไว้ ทว่ามันยังช่วยเพิ่มพูนพลังจิตของเขาอีกด้วย จนแม้แต่ลั่วซิวเจ๋อเองก็ไม่แน่ใจว่า ทันทีที่ฉีหนานระเบิดพลังจิตออกมา มันจะกลายเป็นพลังระดับไหน…

 

______โชคดีที่พลังจิตของลั่วซิวเจ๋อแข็งแกร่งมาก ต่อให้ฉีหนานระเบิดพลังจิตระดับAออกมาจริงๆ เขาก็สามารถหยุดอีกฝ่ายเอาไว้ได้อย่างแน่นอน…

 

______ปลายนิ้วเรียวขาวผ่องสัมผัสที่หน้าผากของฉีหนานอย่างแผ่วเบา… ลั่วซิวเจ๋อใช้พลังจิตของตนชักนำให้พลังจิตของฉีหนานค่อยๆผุดขึ้นมาทีละน้อย

 

______ช่วงแรกพลังจิตของฉีหนานเหมือนกับน้ำในลำธารขนาดเล็กที่ไหลเอื่อยๆ อย่างสงบ ทว่าผ่านไปเพียงครู่เดียว ทันทีที่พลังจิตอันมหาศาลราวกับท้องทะเลที่ซ่อนอยู่ในตัวค้นพบช่องทางที่สามารถทลายออกไปได้ ก็ถึงกับไหลทะลักออกมาอย่างรุนแรงจนช่องทางเล็กๆที่เปิดออกเพื่อชักนำให้ฉีหนานราวกับเขื่อนที่โดนระเบิดจนเกิดรอยแตกและแทบจะระเบิดหายไปตามแรงปะทะของพลังจิตอันหนักหน่วงนี้ก็ไม่ปาน

 

______“ระวัง!” ลั่วซิวเจ๋อคำรามเสียงต่ำ แต่ก็ยังไม่ถอนพลังจิตของตนกลับมา หนำซ้ำยังปล่อยให้ไหลไปตามพลังจิตของฉีหนานที่กำลังไหลเวียนไปทั่วร่างของเขาเรื่อยๆ…

 

______ทันทีที่ฉีหนานได้ยินเสียงเตือนของลั่วซิวเจ๋อก็รีบตั้งสมาธิเต็มที่ เพื่อชักนำพลังจิตของตนให้ไหลเวียนไปตามเส้นทางในร่างกายของตนที่ถูกต้อง

 

______ยิ่งเวลาผ่านไป พลังจิตของฉีหนานก็ยิ่งหลั่งไหลพรั่งพรูออกมามากขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้รอยแตกของเขื่อนที่ถูกโจมตีปริแตกมากขึ้น สุดท้ายแล้วความเร็วของพลังจิตที่ไหลทะลักออกมานั้นมากเกินกว่าที่ฉีหนานจะสามารถควบคุมได้ อันที่จริงการไหลทะลักของพลังจิตในตอนแรกสื่อถึงผลลัพธ์อันเลวร้ายเรียบร้อยแล้ว แม้ฉีหนานจะพยายามควบคุมพลังอันมหาศาลนี้อีกครั้ง แต่เขาก็ไม่อาจทำได้อีกต่อไป

 

______ร่างของฉีหนานเริ่มปรากฏหยดเลือดไหลซึมออกมา ถ้ายังไม่สามารถควบคุมมันได้ล่ะก็ พลังจิตอันมหาศาลนี้ไม่เพียงแต่จะทำลายร่างกายของเขาเท่านั้น ยังส่งผลร้ายต่อสภาพจิตใจของเขาอีกด้วย… ลั่วซิวเจ๋อผู้กำลังขมวดคิ้วมุ่นพลันคลายหัวคิ้วลงเล็กน้อย เขาปล่อยพลังจิตของตนออกไปโอบอุ้มฉีหนานที่เหมือนกำลังจมอยู่ในเกลียวคลื่นพลังจิตอันมหาศาลและบ้าคลั่งราวกับมหาสมุทรนี้…

 

______ฉีหนานรู้สึกสบายเหลือเกิน… ความรู้สึกอันอบอุ่นนุ่มนวลที่กำลังโอบล้อมรอบตัวเขาอยู่ ทำให้เขารู้สึกผ่อนคลายและปลอดภัยเป็นที่สุด

 

______ความเจ็บปวดทรมานภายในร่างกายแทบจะสลายหายไปจนหมดในพริบตาเดียว ทันทีที่พลังจิตอันบ้าคลั่งสัมผัสกับพลังอันยิ่งใหญ่ราวกับท้องทะเลที่ส่งผ่านเข้ามาในภายหลังนั้น มันพลันกลายเป็นแมวตัวน้อยแสนเชื่องและยอมไหลเวียนไปตามเส้นทางที่ควรเป็นอย่างว่าง่าย… ไหลเวียนภายในร่างของเขาครั้งแล้วครั้งเล่าพร้อมกับมอบพลังให้เขามากขึ้นเรื่อยๆ…

 

______ฉีหนานรับรู้ได้ถึงความรู้สึกปลอบประโลมที่ส่งผ่านมาจากพลังสายนั้น ทั้งร่างพลันรู้สึกเรี่ยวแรงเหือดหายไปจนหมด ก่อนจะอ่อนยวบและล้มลงไปในอ้อมแขนของลั่วซิวเจ๋อ

 

______ลั่วซิวเจ๋อหลับตาลงครู่หนึ่ง เพื่อเปลี่ยนท่อนล่างของตนกลับเป็นหางเงือกอีกครั้ง ก่อนจะกอดรัดร่างของฉีหนานเอาไว้แน่นราวกับปกป้องของสำคัญอันล้ำค่าก็ไม่ปาน

—————————