0 Views

บทที่ 57

_____ลั่วซิวเจ๋อไม่รู้ถึงความคิดภายในใจของฉีหนาน เวลานี้เขากำลัง… อับอายมากจนโกรธจัด

 

_____ถูกต้อง คุณอ่านไม่ผิดหรอก… เขาอับอายมากจนโกรธจัด เมื่อพบว่า ตัวเองถึงกับใจกระตุกกับคำพูดเมื่อสักครู่ของฉีหนาน

 

_____จะยอมได้อย่างไรกัน!!!

 

_____ในเมื่อฉีหนานยังไม่หลงรักเขาอย่างหัวปักหัวปำ แต่ตัวเขากลับเป็นฝ่ายใจเต้นก่อนเสียได้… สำหรับลั่วซิวเจ๋อแล้ว มันเป็นเรื่องที่ไม่อาจยอมรับได้อย่างเด็ดขาด!

 

_____ไม่ได้ เขาต้องรุกให้หนักมากกว่านี้ ต้องทำให้ฉีหนานตกอยู่ในเงื้อมมือของเขาให้เร็วที่สุด จากนั้นก็ตกหลุมรักเขาอย่างหมดหัวใจให้ได้!

 

_____หากเป็นเมื่อก่อนที่ลั่วซิวเจ๋อยังวางแผนไว้ว่า หากทั้งสองฝ่ายเข้ากันไม่ได้ ก็ตั้งใจจะต่างคนต่างอยู่และแยกทางกันไป… ทว่าเวลานี้เขาตัดสินใจแล้วว่า จะต้องคว้าฉีหนานมาไว้ในกำมือให้ได้

 

_____แต่ไหนแต่ไรมา เผ่าเงือกถือเป็นสิ่งมีชีวิตที่ขี้หวงมากที่สุด หนำซ้ำลั่วซิวเจ๋อยังเป็นถึงเชื้อพระวงศ์แห่งเผ่าเงือกอีก เขาย่อมไม่เปิดโอกาสให้ฉีหนานไปหลงรักผู้อื่นอย่างเด็ดขาด… เมื่อเขาชอบฉีหนาน อีกฝ่ายย่อมถูกลิขิตให้เป็นคู่ชีวิตของเขาเรียบร้อยแล้ว…

 

_____“เฮ้ยๆ… คุณอย่าทำให้ผมกลัวสิ คุณรู้หรือเปล่าว่า รอยยิ้มของคุณน่าสยองมาก” ฉีหนานถึงกับเสียวสันหลังวาบจนขนลุกซู่ ทันทีที่เห็นรอยยิ้มปริศนาของลั่วซิวเจ๋อ… เขาต้องพยายามอดกลั้นไม่ให้ตัวเองกระโจนหนีอีกฝ่ายไปเสียก่อนและยื่นมือออกไปสัมผัสพวงแก้มของอีกฝ่าย ทำให้ลั่วซิวเจ๋อรู้สึกตัว…

 

_____“รอยยิ้มของข้าน่ากลัวมากหรือ?” ลั่วซิวเจ๋อพลันค่อยๆคลี่ยิ้มสดใสและอ่อนโยนจนเหมือนเห็นดอกไม้หลากสีเบ่งบานสะพรั่งอยู่รอบตัวก็ไม่ปาน มันช่างสว่างไสวและเจิดจรัสจนทำให้ฉีหนานถึงกับตาพร่า อีกทั้งยังมีกลีบริมฝีปากอิ่มสีแดงสดที่ขยับเข้ามาใกล้และรินรดลมหายใจร้อนผ่าวลงบนใบหน้าของฉีหนานขณะเอ่ยปากพูด ทำให้หัวใจของเขาเต้นระรัวหนักจนแทบจะทะลุออกมาจากอก…

 

_____“เปล่า… งด… งดงามมาก” ฉีหนานเอ่ยตอบอย่างตะกุกตะกัก

 

_____ลั่วซิวเจ๋อเลิกคิ้วขึ้นน้อยๆอย่างพึงพอใจ เขาจงใจขยับเข้าไปข้างหูของฉีหนานและเอ่ยกระซิบด้วยน้ำเสียงแหบต่ำว่า “จำคำพูดของเจ้าในวันนี้ให้ดี”

 

_____ฉีหนานรู้สึกเหมือนโลหิตทั่วร่างกายของตนพร้อมใจกันวิ่งขึ้นสมองจนหมด… ใบหน้าของเขาถึงกับขึ้นสีแดงก่ำ ก่อนจะเผลอพยักหน้ารับอย่างเลื่อนลอย

 

_____เขารู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่ลั่วซิวเจ๋อยอมปล่อยเขาแล้ว เมื่อหวนนึกถึงคำพูดของลั่วซิวเจ๋ออีกครั้ง… อืม อีกฝ่ายพูดว่าอะไรหรือ? ให้จดจำสิ่งใดกัน?

 

_____ทว่าเมื่อมองเห็นใบหน้าที่ประดับด้วยรอยยิ้มกว้างสดใสของลั่วซิวเจ๋อแล้ว ฉีหนานก็ได้แต่เกาจมูกของตนและไม่กล้าเอ่ยถามออกไป… เขารู้สึกได้ว่า หากเขาเอ่ยถามออกไป จะต้องเกิดเรื่องเลวร้ายขึ้นอย่างแน่นอน…

 

_____คำชมและท่าทีสับสนของฉีหนาน ทำให้ลั่วซิวเจ๋ออารมณ์ดีเป็นที่สุด ต่อให้มีเศษขยะสามตัวชวนขวางหูขวางตาวางกองอยู่ก็ไม่อาจทำให้เขาอารมณ์เสียได้

 

_____ลั่วซิวเจ๋อผู้กำลังมีความสุขอยู่ ตัดสินใจลากฉีหนานไปยังประตูลับที่ซ่อนอยู่ในห้องแต่งตัวและพาเดินจากไปโดยไม่คิดจะรอโม่เฟยกับหลัวเสวียน… ทางเดินที่ซ่อนอยู่ด้านหลังของประตูลับทอดยาวออกไป ซึ่งมีปลายทางคือ ประตูทางเข้าด้านข้างของหอประชุมแห่งนี้ ทางเดินนี้แม้จะไม่ยาวมากนัก ทว่าความจริงแล้วเส้นทางเชื่อมเข้ากับประตูลับทุกบานที่ซ่อนอยู่ในหอประชุม… นอกจากลั่วซิวเจ๋อแล้ว ยังมีนักเรียนอีกจำนวนไม่น้อยที่เปิดประตูลับและทยอยเดินเข้ามาสู่เส้นทางนี้ ซึ่งบรรยากาศที่ทุกคนมีต่อกันช่างดูเป็นมิตรและอบอุ่นมาก แม้จะเดินพ้นประตูทางออกแล้วก็ยังไม่ลืมที่จะแลกเปลี่ยนเบอร์ติดต่อของอีกฝ่าย เพื่อติดต่อและสานสัมพันธ์ในภายหลัง

 

_____เหล่าคณาจารย์ที่ปรึกษาทุกท่านกำลังยืนรอบรรดานักเรียนผู้เดินออกมาจากหอประชุมอยู่ด้านนอกเรียบร้อยแล้ว

 

_____ไม่ต้องสงสัยเลยว่า เหล่านักเรียนที่เดินออกมาก่อนหน้านี้จะต้องได้รับความสนใจอย่างมากจากคณาจารย์เหล่านี้แน่นอน แล้วพวกที่เดินออกมาทีหลังเล่า แม้จะไม่ถึงกับถูกมองข้ามไป ทว่าหากต้องการไล่ตามคนกลุ่มนั้นให้ทัน พวกเขาย่อมต้องพยายามให้มากกว่านี้…

 

_____เนื่องจากทั้งสองคนไม่ได้อยู่สาขาเดียวกัน ฉะนั้นเมื่อลั่วซิวเจ๋อกับฉีหนานเดินออกมา จึงต้องแยกกันเดินไปยังสาขาของตนทันที โดยอาจารย์ผู้คุมสาขาศาสตร์การต่อสู้ด้วยหุ่นยนต์คือ ฉวีซื่อ ซึ่งทันทีที่เห็นฉีหนานสามารถเดินออกมาได้อย่างรวดเร็วเช่นนี้ ก็พยักหน้าชื่นชมอีกฝ่ายเล็กน้อย

 

_____ฉีหนานรีบทำความเคารพต่ออาจารย์ของตน ก่อนจะเดินไปเข้าแถวอย่างว่าง่ายและสงบเสงี่ยม…

 

_____หลังจากนั้นนักเรียนหลายคนก็ทยอยเดินออกมาจากประตูด้านข้างของหอประชุมอย่างต่อเนื่อง ซึ่งนักเรียนส่วนใหญ่ได้รับบาดเจ็บกันถ้วนหน้า แม้จะไม่เห็นภาพการต่อสู้กับตาของตัวเอง แต่ก็รับรู้ได้ถึงสถานการณ์อันดุเดือดภายในห้องได้ไม่ยาก…

 

_____บางคนแม้จะเดินออกมาจากหอประชุมและเข้าแถวของตนเรียบร้อยแล้ว ก็ยังหันไปแยกเขี้ยวยิงฟันใส่เจ้าพวกที่เคยลอบโจมตีตน จนถูกอาจารย์ที่ปรึกษาของตนฟาดไปคนละที กว่าจะยอมยืนอย่างสงบเสงี่ยมได้

 

_____สาขาที่ยืนอยู่ติดกับสาขาศาสตร์การต่อสู้ด้วยหุ่นยนต์คือ สาขาพฤกษศาสตร์ เนื่องจากเป็นสาขาที่ต้องเรียนการใช้พลังจิตเฉพาะทาง สาขานี้จึงมีจำนวนนักเรียนน้อยกว่าสาขาอื่นมาก

 

_____ประการแรก มาตรฐานด้านพลังจิตของอาชีพนักพฤกษศาสตร์นั้นสูงมาก… ประการที่สอง ถึงอย่างไรอาชีพนักพฤกษศาสตร์ก็ถือว่า เป็นอาชีพที่คอยสนับสนุนอยู่เบื้องหลังมาตลอด เมื่อเทียบกับอาชีพสายการต่อสู้อันดุเดือดเลือดพล่านเหล่านั้นแล้ว นักเรียนย่อมให้ความสนใจสาขานี้น้อยกว่าเป็นธรรมดา…

 

_____ฉีหนานไม่ใช่คนแรกของสาขาศาสตร์การต่อสู้ด้วยหุ่นยนต์ที่สามารถหนีออกมาจากห้องนั้นได้ แต่ก็ยังอยู่ในห้าอันดับแรก ขณะรอนักเรียนคนอื่นทยอยออกมานั้น เขาหันไปมองลั่วซิวเจ๋อผู้อยู่ห่างออกไป อีกฝ่ายกำลังพูดคุยอะไรบางอย่างกับเพื่อนร่วมสาขาของตนอย่างสนุกสนานและไม่หันมามองเขาแม้แต่น้อย…

 

_____ฉีหนานกวาดสายตามองรอบตัวด้วยความเบื่อหน่าย ก่อนจะบังเอิญสบสายตาเข้ากับนักเรียนคนหนึ่งของสาขาพฤกษศาสตร์พอดี…

 

_____ทั้งสองฝ่ายมองสบตากันอย่างเหม่อลอยครู่หนึ่ง ก่อนที่ชายหนุ่มผู้ดูสุภาพและสง่างามผู้นั้นจะคลี่ยิ้มบางๆให้กับฉีหนานอย่างเป็นมิตร

 

_____ฉีหนานเองก็พยักหน้าให้อีกฝ่ายเล็กน้อย บุรุษผู้นี้ดูไม่เลวเลยทีเดียว หากมีโอกาส เขาก็ไม่รังเกียจที่จะเป็นเพื่อนกับอีกฝ่าย

 

_____“จัดแถว!”

 

_____ฉวีซื่อคำรามสั่งเสียงดัง ทำให้นักเรียนทุกคนของสาขาศาสตร์การต่อสู้ด้วยหุ่นยนต์รีบขยับยืนเข้าแถวเป็นรูปขบวนที่ไม่สมบูรณ์ทันที…

 

_____ในฐานะที่ศาสตร์การต่อสู้ด้วยหุ่นยนต์เป็นหนึ่งในสาขาที่โด่งดังที่สุดของโรงเรียนแห่งนี้ นอกจากคนดวงซวยทั้งสามคนแล้ว นักเรียนทุกคนสามารถหลบหนีออกมาจากหอประชุมได้สำเร็จ…

 

_____ซึ่งทันทีที่เห็นขบวนของสาขาตนขาดหายไปสามคน สีหน้าของฉวีซื่อพลันบิดเบี้ยวจนแทบทนดูไม่ได้…

 

_____ในใจลอบหมายหัวเจ้าสามคนที่ไม่สามารถหลบหนีออกมาได้… ฉวีซื่อตัดสินใจแล้วว่า ในงานต้อนรับนักเรียนใหม่ครั้งนี้จะต้องเล่นงานเจ้าเด็กสามคนนั้นให้หนัก!

 

_____หึ แม้แต่เจ้าพวกไก่อ่อนอย่างสาขาค้นคว้าและพัฒนาหุ่นยนต์ยังหนีออกมาได้ตั้งหลายคน ทว่าสาขาศาสตร์การต่อสู้ด้วยหุ่นยนต์ของพวกเรากลับมีคนที่หนีออกมาไม่ได้ ช่างอัปยศยิ่งนัก!

 

_____เจ้าพวกดวงซวยที่ยังหมดสติทั้งสามคนจึงถูกฉวีซื่อหมายหัวและอาฆาตเช่นนี้…

 

_____เมื่อกิจกรรมในครั้งนี้สิ้นสุดลง ประตูใหญ่ของหอประชุมพลันเปิดออก เผยให้เห็นบรรยากาศภายในห้องที่ควันสีทะมึนถูกระบบถ่ายเทอากาศจัดการทำความสะอาดจนกลับมาเป็นปกติเรียบร้อยแล้ว อีกทั้งยังมีนักเรียนบางส่วนพากันนั่งคอตกราวกับหมดอาลัยตายอยาก โดยมีเหล่ารุ่นพี่กำลังยืนล้อมรอบพลางถือเครื่องมือบางอย่างไว้ในมือ เพื่อยืนยันตัวตนจากควอนตัมคอมพิวเตอร์ของพวกเขา…

 

_____คณาจารย์ที่ปรึกษาแต่ละคนล้วนมีสีหน้าเคร่งเครียด บางท่านเมื่อดูรายชื่อผู้บาดเจ็บของตนแล้วก็พานักเรียนของตนจากไป…

 

_____ฉวีซื่อจ้องเขม็งมายังร่างของนักเรียนทั้งสามคนด้วยสีหน้าเรียบเฉย ทำให้ฉีซ่างเม้มริมฝีปากแน่นจนแทบเป็นเส้นตรง…

 

_____ลูกสมุนหมายเลขหนึ่งกับสองหันมาสบสายตากัน ก่อนจะฉวยโอกาสอธิบายให้ฉวีซื่อฟังว่า เดิมทีพวกเขาหากุญแจและประตูลับพบแล้ว แต่ระหว่างทางกลับถูกลั่วซิวเจ๋อซัดจนหมดสติไป ทำให้หนีออกไปไม่ทันเวลา…

 

_____ฉีซ่างยังคงมีสีหน้านิ่งเฉย เขาไม่เอ่ยสนับสนุนคำอธิบายของลูกน้องทั้งสองคน แต่ก็ไม่ปฏิเสธเช่นกัน…

 

_____พอฉวีซื่อได้ยินคำอธิบายของคนทั้งสอง ก็ยักคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง “แล้ว…”

 

_____“แล้ว…” ทั้งสองคนเอ่ยทวนอย่างแผ่วเบาและสับสน ราวกับไม่เข้าใจความหมายของฉวีซื่อ

 

_____ฉีซ่างถึงกับหน้ากระตุก แต่ก็ยังรักษาท่าทีสุขุมนิ่งเฉยไว้ได้

 

_____ฉวีซื่อแสยะยิ้มน่าเกลียดออกมาชวนให้รู้สึกขนลุกยิ่งนัก “แล้ว… พวกแกสองคนก็เลยทำตัวเหมือนเด็กตัวเล็กๆวิ่งโร่ร้องไห้มาฟ้องแม่งั้นหรือ? น่าเสียดายนักที่ฉันไม่ใช่แม่ของพวกแก และที่นี่ก็ไม่ใช่บ้านของพวกแกด้วย เจ้าโง่! โดนอัดก็อัดกลับไปสิ! แม้พวกแกสามคนจะอ่อนหัดกว่าทุกคน แต่มีสิทธิ์อะไรมาพาลโทษคนอื่นเช่นนี้!”

 

_____เขากวาดสายตามองทุกคนด้วยสายตาเย็นเยียบ ทั้งพวกฉีซ่างทั้งสามคนและบรรดานักเรียนผู้พ่ายแพ้ของสาขาอื่นที่ยังไม่จากไป ซึ่งทุกคนล้วนแสดงสีหน้าตื่นตะลึงออกมา…

 

_____ฉวีซื่อแสยะยิ้มกว้างจนกลายเป็นรอยยิ้มที่แสนอันตราย… “อะไร? พวกแกเองก็กำลังโอดครวญอยู่ในใจไม่ใช่หรือ? พาลว่า พวกคนที่ชนะแข็งแกร่งเกินไปหรือ? บ่นว่า คนอื่นพยายามมากกว่าพวกแกหรือไง? โอดครวญในความพ่ายแพ้ของพวกแกก็เลยจะร้องหามารดาหรือ?”

 

_____“ฉันจะบอกพวกแกเอาไว้! ที่นี่คือโรงเรียนการทหารอันดับหนึ่ง! ที่นี่คือสรวงสวรรค์ของผู้แข็งแกร่ง! เสียงคร่ำครวญของพวกแกก็เป็นแค่รางวัลของผู้ชนะเท่านั้น! ทหารที่แท้จริงย่อมไม่โอดครวญ เพราะทันทีที่พวกเขามัวแต่นึกคร่ำครวญ ย่อมถูกฆ่าตายไปแล้วแน่นอน… พวกเขามีแต่ต้องพยายามฝึกฝนต่อไปไม่หยุด… ฝึก แล้วก็ฝึก! ความพ่ายแพ้ไม่ใช่เรื่องน่าอับอาย แต่สิ่งที่น่าอับอายคือ การแพ้แล้วพาลว่าผู้อื่นแข็งแกร่งเกินไปต่างหาก!”

 

_____นักเรียนทุกคนล้วนเหงื่อแตกพลั่กที่ถูกตำหนิอย่างรุนแรงเช่นนี้ ความภาคภูมิใจและเย่อหยิ่งในฐานะอัจฉริยะที่ตนเคยวาดฝันพังทลายลงในพริบตาเดียว

 

_____คำพูดของฉวีซื่อเปรียบเสมือนการสาดน้ำเย็นจัดทั้งกะละมังใส่เต็มแรง เพื่อปลุกพวกเขาขึ้นมาจากความฝันอันสวยหรู… ที่นี่คือโรงเรียนการทหารอันดับหนึ่ง การแข่งขันภายในโรงเรียนย่อมดุเดือดเข้มข้นมากกว่าการแข่งขันตอนสอบเข้ายิ่งนัก

 

_____คุณเป็นอัจฉริยะ ทว่าพรสวรรค์ของผู้อื่นก็ใช่ว่าจะด้อยกว่าคุณ… ภายในสถานที่แห่งนี้ ทุกเวลาทุกนาทีล้วนต้องแข่งขันกันเสมอ เหล่าผู้สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนแห่งนี้ล้วนต้องพยายามอย่างหนักจนแทบจะอาบเหงื่อต่างน้ำกันทุกคน…

 

_____เหล่าคณาจารย์ท่านอื่นที่ยืนมองด้วยสีหน้าเรียบเฉยลอบชื่นชมฉวีซื่อในใจ… ทำได้ดี! แบบนี้แหละดี!

 

_____เจ้าเด็กโง่กลุ่มนี้… แต่ละคนต่างคิดว่า พวกเขาเก่งกาจที่สามารถสอบเข้าโรงเรียนแห่งนี้ได้จึงอวดเก่งเดินเชิดหน้าตัวแทบจะลอยขึ้นฟ้าเลยทีเดียว  โดยไม่รู้เลยว่า มันเป็นเพียงการเริ่มต้นเท่านั้น การแข่งขันและต่อสู้ในที่นี้โหดร้ายยิ่งกว่าที่พวกเขาคาดคิดนัก…

 

_____ถ้าหากพวกเขายังไม่รู้ตัวอีกล่ะก็ เกรงว่า ในการฝึกอบรมของปีนี้คงมีคนตายไม่น้อยเลย… อย่าได้คิดว่า ที่แห่งนี้เป็นแค่เกมพ่อแม่ลูกแบบเด็กๆ หากประมาทแม้แต่นิดเดียว ย่อมเป็นการเอาชีวิตไปทิ้งเสียเปล่าๆ!

 

_____“หึ! เสียแรงที่พวกแกเป็นนักเรียนระดับหัวกะทิของการสอบเข้านัก” ฉวีซื่อยกเท้าเตะลูกสมุนหมายเลขหนึ่งเต็มแรงทันที “เจ้าโง่อย่างแก ถ้าร่วมทัพในสนามรบก็มีแต่จะเพิ่มจำนวนผู้เสียชีวิตเท่านั้น!”

 

_____“งามไส้นัก!” ฉวีซื่อยิ่งคิดยิ่งโมโหพลางตวัดเท้าเตะร่างของลูกน้องหมายเลขสองกับฉีซ่างจนกระเด็นไปไกล… หากแค่พลาดการหลบหนีล่ะก็ เขาคงไม่โกรธจัดถึงเพียงนี้ แต่เขาได้ฟังสิ่งใดกัน?

 

_____เจ้าโง่สามคนนี่พาลใส่ลั่วซิวเจ๋อที่อัดพวกเขาจนสลบ ทำให้พวกเขาหลบหนีไม่ทัน… ลองฟังดูสิ  มันใช่สิ่งที่ทหารควรพูดออกมาหรือ?

 

_____โอ้ ผมพ่ายแพ้ในสงครามครั้งนี้… ขอโทษด้วย อย่าตำหนิผมเลย เป็นเพราะศัตรูแข็งแกร่งเกินไป?

 

_____ทหารเช่นนี้จะมีประโยชน์อันใด? แทนที่จะเสียแรงกับพวกมัน ไม่สู้ช่วยฝึกฝนให้ฉีหนานคนนั้นหรือ… โชคดีที่หมอนั่นเป็นคู่หมั้นของลั่วซิวเจ๋อ แถมยังกลืนหญ้าประหลาดเข้าไปจนทลายขีดจำกัดได้ แม้อีกฝ่ายจะยังไม่ผ่านการตรวจสอบ จึงยังไม่รู้ถึงพลังแฝงของเจ้าตัว ทว่าถึงอย่างไรความมุมานะในการฝึกฝนอย่างบ้าระห่ำของเจ้าเด็กนั่นยังมากกว่าเจ้ากากสามตัวนี้นัก!

 

_____“หึ!” ฉวีซื่อพ่นลมออกมาทางจมูกอย่างไม่สบอารมณ์ หากเขาไม่มีธุระอย่างอื่นรออยู่ล่ะก็ เขาต้องสั่งสอนพวกมันให้หนักแน่

 

_____“ตามมา!” บัดนี้ฉวีซื่อไม่แม้แต่จะชายตามองคนทั้งสาม ทันทีที่พูดจบก็หันร่างเดินจากไปทันที

 

_____ฉีซ่างยกมือขึ้นกุมท้องพลางเหลือบมองลูกน้องทั้งสองคนของตนด้วยสายตาขุ่นมัว ก่อนจะลุกขึ้นยืนอย่างยากลำบาก