0 Views

บทที่ 55

_____“เอาล่ะ ไม่จำเป็นต้องพูดมากอีก ทุกคนพยายามเข้า! ฉันจะรอพวกเธออยู่ข้างนอก!” ทันทีที่ชายชราผู้นี้พูดจบประโยค ผนังทั้งสี่ด้านของหอประชุมพลันปล่อยควันสีทะมึนออกมาอย่างรวดเร็ว ซึ่งขณะนี้ทุกคนไม่คิดจะสังเกตสภาพโดยรอบใดๆอีก แค่สามารถลืมตาขึ้นมามองท่ามกลางกลุ่มควันเหล่านี้ได้ก็นับว่าไม่ธรรมดาแล้ว

 

_____“มากับข้า!”

 

_____ขณะที่ฉีหนานกำลังครุ่นคิดว่า ควรฉีกชุดนักเรียนมาปิดปากและจมูกของตนดีหรือไม่ เขาก็ได้ยินเสียงของลั่วซิวเจ๋อดังขึ้นมาจากทางด้านหลังอย่างฉับพลัน

 

_____เพราะพวกเขาทั้งสองคนไม่ได้อยู่สาขาเดียวกัน ฉะนั้นย่อมไม่อาจยืนเคียงข้างกันในหอประชุมแห่งนี้ เขานึกไม่ถึงว่า อีกฝ่ายจะไม่ออกตามหากุญแจ แต่เลือกที่จะมาตามหาตัวเขาก่อน ทำให้เขารู้สึกดีใจไม่น้อย…

 

_____“อย่าเหม่อ รีบไปกับข้าเร็ว” ลั่วซิวเจ๋อรีบฉุดกระชากร่างของฉีหนานให้ออกวิ่งทันทีพลางนึกไม่พอใจที่อีกฝ่ายเหม่อลอยในเวลาเช่นนี้

 

_____ฉีหนานพลันหน้าขึ้นสีแดงระเรื่อ โชคดีที่ควันฟุ้งกระจายไปทั่วห้องจนแน่ใจว่า ไม่มีใครมองเห็นตนอย่างแน่นอน มิเช่นนั้นเขาคงอับอายไม่น้อย…

 

_____เขารีบวิ่งตามลั่วซิวเจ๋ออย่างเร่งรีบ ซึ่งทันทีที่อีกฝ่ายแน่ใจว่า เขาจะไม่หายตัวไปก็ปล่อยมือของเขาออกอย่างรวดเร็ว ทำให้ฉีหนานรู้สึกเสียดายไม่น้อย… อันที่จริงมือของลั่วซิวเจ๋อทั้งขาวและนุ่มนิ่ม ยามสัมผัสมือคู่นั้นช่างรู้สึกดีเหลือเกิน คนทั่วไปย่อมคาดไม่ถึงว่า มือแสนงดงามปานนี้กลับมีพลังที่สามารถฉีกกระชากแผ่นโลหะได้อย่างสบายๆ… ฉีหนานคิดว่า ถ้ามองเพียงรูปลักษณ์ภายนอก คงไม่มีใครยอมเชื่อว่า ลั่วซิวเจ๋อคือยอดฝีมือระดับSเด็ดขาด รูปร่างหน้าตาของเจ้าหมอนี่หลอกตาคนมากเกินไป เป็นหมาป่าห่มหนังแกะโดยแท้!

 

_____“หลีกไป!” ลั่วซิวเจ๋อพลันฟาดฝ่ามือเข้าใส่ร่างของนักเรียนคนหนึ่งที่ลอยเข้ามาขวางทางจนกระเด็นไปกระแทกกับกำแพงเต็มแรงและสิ้นสติไปทันที

 

_____ไม่รู้ว่า อีกฝ่ายไปทะเลาะกับใครมาถึงโดนซัดจนกระเด็นมาเช่นนี้ โดนอัดจนกระเด็นไม่ใช่เรื่องแปลก ทว่าดันลอยมาขวางทางลั่วซิวเจ๋อเสียได้ เมื่อพิจารณาถึงความปลอดภัยของตน ลั่วซิวเจ๋อจึงไม่ลังเลที่จะลงมือกับเจ้าเด็กดวงซวยผู้นี้ โชคดีที่ลั่วซิวเจ๋อออมแรงไว้มากเพื่อไม่ทำร้ายอีกฝ่ายถึงแก่ชีวิต มิเช่นนั้นคงไม่จบแค่การทะเลาะวิวาทแต่จะกลายเป็นการฆาตกรรมแทน… ทว่าอีกฝ่ายก็ไม่มีทางลุกขึ้นมาหาทางหนีออกไปจากที่นี่ได้อย่างแน่นอน…

 

_____“ทางนี้!” ลั่วซิวเจ๋อไม่ได้รับผลกระทบจากควันเหล่านี้แต่อย่างใดเพราะเขาใช้พลังจิตอันแข็งแกร่ง ทำให้ภายในหอประชุมแห่งนี้ไม่มีส่วนใดหลุดรอดจากสายตาของเขาได้

 

_____เขาพาฉีหนานวิ่งไปรอบห้องครู่ใหญ่ ก่อนจะหยุดลงบริเวณหลังเวทีของหอประชุมและเข้าไปหลบอยู่ในห้องแต่งตัวขนาดเล็กห้องหนึ่ง

 

_____เดิมทีห้องแต่งตัวแห่งนี้ไม่กว้างมากนัก เมื่อมีคนถึงสี่คนเข้ามาอยู่ในห้องยิ่งดูคับแคบไปถนัดตา…

 

_____หืม? ถามว่า ทำไมถึงมีสี่คนหรือ?

 

_____แน่นอนว่า ลั่วซิวเจ๋อตามหาฉีหนาน ทว่าฉีหนานกลับทำให้โม่เฟยตามมา… ด้วยสมองอันชาญฉลาดของโม่เฟย ทำให้เขาจับตามองฉีหนานตั้งแต่แรกแล้ว ทันทีที่เห็นเงาร่างของลั่วซิวเจ๋อปรากฏขึ้นมา เขาก็รีบลากหลัวเสวียนวิ่งตามไปเช่นกัน

 

_____นับว่า หลัวเสวียนโชคดีไม่น้อยที่สาขาศาสตร์การต่อสู้ด้วยหุ่นยนต์ยืนอยู่ข้างสาขาแพทยศาสตร์พอดี ทำให้เขาไม่ทันได้ขัดขืนแรงฉุดกระชากของโม่เฟยและมายืนอยู่ข้างกายของโม่เฟยในเวลานี้…

 

_____เมื่อเป็นเช่นนี้ การนำทางของลั่วซิวเจ๋อจึงช่วยให้ทั้งสี่คนเข้ามาหลบในห้องแต่งตัวได้อย่างราบรื่นและปลอดภัย…

 

_____“จะว่าไป… ต่อจากนี้จะทำอย่างไรดี?” โม่เฟยแบมือออก

 

_____ลั่วซิวเจ๋อเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย เดิมทีเขาแค่ต้องการตามหาฉีหนานเท่านั้น นึกไม่ถึงว่า โม่เฟยกับหลัวเสวียนจะตามมาด้วยเช่นกัน แน่นอนว่า ในฐานะที่อีกฝ่ายเป็นลูกน้องที่เขาหมายตาไว้ เขาย่อมไม่ใจดำพอที่จะไล่พวกเขาสองคนออกไป เพียงแต่… ปล่อยให้หัวหน้าทำงานหนัก ส่วนลูกน้องนั่งชุบมือเปิบงั้นหรือ? ดูจะไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย!

 

_____พวกเขาทั้งสองคนไม่ใช่ฉีหนานผู้เป็นว่าที่คู่ชีวิตของเขา ซึ่งควรจะได้รับการดูแลเป็นพิเศษ แต่สำหรับโม่เฟยกับหลัวเสวียนนั้น… หึหึ

 

_____โม่เฟยพลันรู้สึกเย็นยะเยือกจนเสียวสันหลังวาบขึ้นมาทันที… แปลกจริง ทั้งที่อากาศไม่เย็นมากนัก ทำไมถึงรู้สึกหนาวได้เล่า?

 

_____หลัวเสวียนถึงกับกระตุกมุมปากพลางจ้องมองลั่วซิวเจ๋อที่โค้งมุมปากขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะตัดสินใจก้าวถอยหลังออกไปสองก้าว เพื่อหยุดยั้งสายตามุ่งร้ายของลั่วซิวเจ๋อที่มองตรงมายังโม่เฟยอย่างเงียบงัน

 

_____โม่เฟย: เราควรไว้วางใจกันมิใช่หรือ!!

 

_____ลั่วซิวเจ๋อเดินไปนั่งไขว้ห้างบนเก้าอี้ตัวหนึ่งด้วยสีหน้าเรียบเฉยและสงบนิ่ง ราวกับยามนี้ไม่มีเสียงเอะอะโวยวายของนักเรียนจากภายนอกห้องก็ไม่ปาน

 

_____โม่เฟยลูบจมูกเล็กน้อย… เอาเถิด… ลั่วซิวเจ๋อแสดงออกอย่างชัดเจนถึงเพียงนี้ว่า อีกฝ่ายไม่คิดจะยื่นมือเข้ามาช่วยพวกเขาสองคนแม้แต่น้อย ไม่สิ… ควรกล่าวว่า การที่อีกฝ่ายยอมพาพวกเขาสองคนมาที่นี่ก็เพื่อบอกใบ้ว่า หากพวกเขาสองคนแค่กุญแจยังหาไม่เจอ ก็สมควรที่จะสอบตกจริงๆ…

 

_____เขากำลังหมายตาลั่วซิวเจ๋อ ไยลั่วซิวเจ๋อจะไม่จับตามองเขาเช่นกันเล่า?

 

_____การจะเลือกสิ่งใด เราย่อมต้องคู่ควรกับสิ่งนั้น… เขามองเห็นความก้าวหน้าในอนาคตอันสดใสของลั่วซิวเจ๋อ ทว่าหากตัวเขาตามอีกฝ่ายไม่ทันล่ะก็ คงได้แต่ยอมรับในความไร้ความสามารถของตนเท่านั้น

 

_____“ไปกันเถิด รีบออกไปหากุญแจเถิด!” โม่เฟยเปิดประตูห้องแต่งตัวพลางดึงหลัวเสวียนออกไปจากห้องด้วยกัน… บัดนี้ภายในหอประชุมนั้นเต็มไปด้วยกลุ่มควันอันหนาทึบฟุ้งกระจายไปทั่วห้องจนไม่มีใครสนใจการเคลื่อนไหวอันเงียบงันของพวกเขาแม้แต่คนเดียว

 

_____“เอ๋…” ฉีหนานเกาศีรษะอย่างงุนงง หลังจากมองตามหลังโม่เฟยกับหลัวเสวียนออกไปแล้ว ลั่วซิวเจ๋อก็เบนสายตามามองเขา

 

_____“ถึงคราวของเจ้าแล้ว” ลั่วซิวเจ๋อพูดพลางเคาะโต๊ะเป็นจังหวะราวกับจะบอกใบ้บางอย่าง

 

_____“อ๋า?” ฉีหนานชะงักงันไปชั่วขณะ ก่อนจะเข้าใจได้ในทันที ลั่วซิวเจ๋อไม่ใช่คนที่เอ่ยวาจาหยอกเล่นใดๆ  ตัวเขาเองก็ต้องออกไปตามหากุญแจของตนภายในหอประชุมที่เต็มไปด้วยควันเช่นกัน…

 

_____“อืม” ฉีหนานเองก็ไม่คัดค้านอะไรและยอมเดินออกไปจากห้องอย่างว่าง่าย… ตั้งแต่เดินทางมาถึงเมืองหลวง เขาก็เอาแต่พึ่งพาลั่วซิวเจ๋อมาโดยตลอด… ส่วนหนึ่งเป็นเพราะคำพูดที่ลั่วซิวเจ๋อเคยบอกว่า ‘จะเป็นที่พึ่งพิง’ ของเขา อีกส่วนเป็นเพราะลั่วซิวเจ๋อแข็งแกร่งมากเหลือเกิน แค่ทำตามแผนการของอีกฝ่ายก็เรียบร้อยแล้ว ตัวเขาจึงแทบจะไม่ต้องครุ่นคิดแผนอะไรเลย

 

_____แบบนี้ไม่ดีแน่

 

_____ตัวฉีหนานเองก็ทราบดี ต่อให้ลั่วซิวเจ๋อแข็งแกร่งมากกว่านี้ก็ไม่อาจอยู่ข้างกายของเขาตลอดเวลา  อีกทั้งในอนาคตเขาก็ต้องหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบของตนเอง ย่อมไม่อาจพึ่งพาลั่วซิวเจ๋อไปเสียทุกอย่างได้…

 

_____เมื่อฉีหนานเดินออกมาจากห้องแต่งตัวแล้ว เขาเริ่มเดินเลียบไปตามกำแพงอย่างระมัดระวัง

 

_____เกณฑ์มาตรฐานของโรงเรียนการทหารอันดับหนึ่งคือ สมรรถภาพร่างกายระดับBและพลังจิตระดับC หรือก็คือ นักเรียนทุกคนภายในหอประชุมแห่งนี้ล้วนมีพลังที่ไม่ด้อยไปกว่าเขาเลย… อืม… แถมพลังจิตยังแข็งแกร่งกว่าเขามากอีกด้วย จะว่าไป หากพวกเขาไม่ได้จดหมายนัดสัมภาษณ์จากทางโรงเรียนล่ะก็ เกรงว่าเขาคงไม่อาจผ่านการสอบเข้าในครั้งนี้ได้

 

_____การสอบเข้าโรงเรียนการทหารอันดับหนึ่งจะจัดขึ้นเพียงหนึ่งครั้งในแต่ละปี หากพลาดในการสอบปีนี้ก็ต้องรอถึงปีหน้า… โชคดีที่จดหมายแนะนำตัวของพลตรีเฉิงช่วยผ่อนปรนให้พวกเขาหลายอย่าง ทว่าหากเขาไม่สามารถพัฒนาตัวเองให้ถึงเกณฑ์ภายในหนึ่งปีล่ะก็ เขาจะต้องถูกไล่ออกอย่างแน่นอน…

 

_____ทว่าฉีหนานมั่นใจว่า ลั่วซิวเจ๋อจะต้องหาทางช่วยเลื่อนระดับพลังจิตของเขาไปจนถึงระดับBได้อย่างแน่นอน ระยะเวลาในการฝึกฝนตนเพียงหนึ่งปี เขาไม่คิดว่าจะมีปัญหาแม้แต่น้อย!

 

_____ควันสีทะมึนที่ตลบอบอวลไปทั่วห้องช่างบดบังทัศนวิสัยของนักเรียนทุกคนยิ่งนัก เมื่อเป็นเช่นนี้ย่อมเกิดการเบียดเสียดและเหยียบเท้ากันอย่างช่วยไม่ได้ ซึ่งแทบจะทุกครั้งที่การเดินกระทบไหล่หรือเหยียบเท้ามักจบลงที่การต่อสู้ แม้ว่านักเรียนทุกคนจะทราบดีว่า การต่อสู้เหล่านี้ไม่มีประโยชน์อันใดนอกจากเสียเวลาเปล่าเท่านั้น ทว่าทันทีที่ทั้งสองฝ่ายเปิดฉากต่อสู้ มันก็ไม่ใช่เรื่องที่คนเพียงสองคนจะสามารถควบคุมได้อีกต่อไป

 

_____พลังจิตของฉีหนานอยู่ในระดับต่ำมาก แถมยังต่ำมากกว่าทุกคนภายในห้องนี้ ทว่าเขามีผู้ช่วยที่สวรรค์มอบให้คือ ลั่วซิวเจ๋อ!

 

_____จากการฝึกหนักกับลั่วซิวเจ๋อ ทำให้เขาสามารถใช้พลังจิตระดับF อันน่าสังเวชของตนแผ่กระจายออกมาจากร่างได้ อันที่จริงความสามารถของมันไม่ซับซ้อนนัก อีกทั้งยังไม่เกี่ยวกับระดับความแข็งแกร่งของพลังจิตอีกด้วย ทว่ามันเป็นเทคนิคในการใช้พลังจิตอันลึกล้ำมาก หรือก็คือ… มีเพียงผู้ใช้พลังจิตระดับB ขึ้นไปเท่านั้นที่จะสามารถมาถึงขั้นนี้ได้…

 

_____ฉีหนานเดินฝ่าออกไปท่ามกลางกลุ่มควันด้วยฝีเท้าเงียบกริบและคล่องแคล่วราวกับแมวตัวหนึ่งก็ไม่ปาน แม้ว่าพลังจิตของเขาจะแผ่รัศมีออกไปเพียงห้าสิบเซนติเมตรอย่างน่าอนาถ หากเทียบกับลั่วซิวเจ๋อแล้ว ช่างห่างไกลราวกับฟากฟ้าและก้นเหวก็ไม่ปาน… ทว่าด้วยระยะเพียงห้าสิบเซนติเมตรนี้กลับทำให้ฉีหนานสามารถเดินสำรวจไปทั่วหอประชุมได้อย่างราบรื่น ไม่เพียงแค่หากุญแจพบเท่านั้น เขายังเจอประตูลับที่ซ่อนอยู่ถึงสามบานอีกด้วย

 

_____“หืม?” ขณะที่เขากำลังเดินกลับไปยังห้องแต่งตัวอีกครั้ง ฉีหนานรู้สึกเหมือนพลังจิตของตนสัมผัสเข้ากับอะไรบางอย่างจึงคิดจะถอนพลังจิตกลับมาตามสัญชาตญาณ ไหนเลยจะคาดคิดว่า บางอย่างที่อ่อนนุ่มนั้นกลับเลื้อยพันเกี่ยวกระหวัดพลังจิตของเขาราวกับอสรพิษตนหนึ่ง…

 

_____“น่ารำคาญเสียจริง!” ฉีหนานขมวดคิ้วมุ่น เห็นได้ชัดว่า เมื่อครู่สิ่งที่เขาสัมผัสได้คงเป็นพลังจิตของใครอีกคน หากเป็นศัตรูล่ะก็ พลังจิตของทั้งสองฝ่ายคงเปิดฉากฟาดฟันกันไปแล้ว ทว่าบัดนี้เขาอยู่ภายในรั้วโรงเรียนการทหารอันดับหนึ่งซึ่งหมายความว่า ทุกคนที่ยืนอยู่ในที่แห่งนี้ล้วนเป็นสหายร่วมรบในอนาคตของเขาทั้งสิ้น เขาจึงไม่จำเป็นต้องต่อสู้กับอีกฝ่ายเลยแม้แต่น้อย

 

_____เทคนิคในการใช้พลังจิตนั้นมีหลากหลาย ทว่าทั้งการสังเกตการณ์และลอบสังหารล้วนต้องใช้พลังจิตของตนอย่างมหาศาล ฉะนั้นหากไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายล่ะก็ น้อยคนนักที่จะใช้พลังจิตโจมตีอีกฝ่ายโดยตรง ยกตัวอย่างเช่น ชายชราผมขาวผู้ถูกลั่วซิวเจ๋อโจมตีด้วยพลังจิตที่ท่าอากาศยานอวกาศและไม่คิดที่จะโต้กลับไป เพราะทันทีที่เขาโต้กลับ ผลลัพธ์ที่จะตามมาย่อมเปลี่ยนแปลงไปอย่างไม่อาจควบคุมได้ ซึ่งเขาไม่กล้าเสี่ยงเด็ดขาด!

 

_____ทว่าฉีหนานก็ยังไม่รู้ว่า อีกฝ่ายมีเจตนาอะไรกัน แต่วิธีที่อีกฝ่ายใช้พลังจิตมาเลื้อยพันรอบตัวเช่นนี้มากพอที่จะทำให้เขาไม่สบอารมณ์อย่างมาก

 

_____ดูท่าเป้าหมายของอีกฝ่ายคงเป็นการควานหาตำแหน่งของเขาจากการใช้สัมผัสของพลังจิตนี้เป็นแน่ แต่ฉีหนานกลับไม่คิดจะเป็นเพื่อนกับอีกฝ่ายแม้แต่น้อย

 

_____เขาเองก็ไม่ใช่คนโง่ บัดนี้ตัวเขาเป็นเพียงผู้ใช้พลังจิตระดับF  หากอีกฝ่ายรู้สาเหตุที่ตัวเขาสามารถแผ่พลังจิตออกจากร่างทั้งที่มีพลังจิตระดับF ล่ะก็ ไม่ต้องสงสัยเลยว่า อีกฝ่ายจะต้องอยากได้จนน้ำลายไหลอย่างแน่นอน

 

_____โชคดีที่ตัวเขาเคยอยู่ในตระกูลฉีมาหลายปี แม้ตอนที่ยังเป็นเด็กจะมีเรื่องที่ไม่เข้าใจอยู่หลายเรื่อง แต่เมื่อเติบโตขึ้น เขาก็ค่อยๆทำความเข้าใจกับมันทีละน้อย… ธาตุแท้ของตระกูลใหญ่เหล่านั้นเป็นเช่นไร ตัวเขาทราบดีกว่าใคร… ถ้าหากทำให้อีกฝ่ายหันมาสนใจอย่างจริงจังล่ะก็ ต่อให้เวลานี้พวกเขาจะหลบอยู่ภายใต้ปีกของโรงเรียนการทหารอันดับหนึ่ง ทว่าหากวันหน้าต้องเข้าร่วมกองทัพล่ะก็ย่อมส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงแน่นอน

 

_____ไม่มีตระกูลใดยอมปล่อยเหยื่อที่จะช่วยเพิ่มความมั่งคั่งให้กับตระกูลของตนเป็นอันขาด อีกทั้งพวกเขายังพร้อมที่จะทำเรื่องเลวร้ายมากมายเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งนั้น

 

_____ฉีหนานไม่ยอมเสี่ยงกับเรื่องนี้เด็ดขาด!

 

_____ฉีหนานไตร่ตรองและรับรู้ถึงเรื่องเหล่านี้ได้ภายในพริบตา เขายังคงรู้สึกถึงพลังจิตอันอ่อนนุ่มที่กำลังพยายามควานหาเขาผ่านทางพลังจิตของตัวเขาเอง ฉีหนานพลันแค่นเสียงหัวเราะเยียบเย็น… ในเมื่อนายชอบพลังจิตของฉันมากนัก งั้นก็ตามสบายเลย

 

_____ทันใดนั้นนัยน์ตาของฉีหนานพลันฉายชัดถึงความเด็ดเดี่ยว ก่อนจะส่งเสียงครางในลำคอด้วยใบหน้าซีดขาวราวกับกระดาษและร่างกายที่รู้สึกอ่อนล้าเบาหวิวไปทั้งร่าง…

——————————-