0 Views

บทที่ 53

_____จะว่าไป ตั้งแต่พวกเขารู้จักกันมา นี่เป็นครั้งแรกที่ทั้งสี่คนเข้ามาฝึกซ้อมในห้องฝึกด้วยกัน… โม่เฟยกับหลัวเสวียนเคยเข้ามาห้องนี้เพื่อให้ครูฝึกเฉพาะทางวางแผนการฝึกที่เหมาะสมให้กับพวกเขา ซึ่งพวกเขามักรู้สึกว่า แม้การฝึกของพวกเขาจะไม่หนักหนาสาหัสที่สุดในห้องแต่ก็น่าจะติดอันดับต้นๆได้ไม่ยาก ทว่าเมื่อพวกเขาได้เห็นภาพลั่วซิวเจ๋อผู้สุภาพอ่อนโยนขัดเกลาฝีมือให้กับฉีหนานอย่าง ‘เข้มข้นและโหดร้าย’ เพียงไรกับตาของตัวเองแล้ว พวกเขาก็อดเสียวสันหลังวาบไม่ได้…

 

_____….การฝึกอันน่าสะพรึงกลัวถึงเพียงนี้มีคนทำได้ด้วยหรือ?

 

_____ในที่สุดความจริงก็ได้เป็นที่ประจักษ์ว่า มีคนทำสำเร็จจริงๆ… ฉีหนานไม่เพียงแค่ฝึกสำเร็จ ยังมีแรงเหลือพอที่จะหยอกล้อกับลั่วซิวเจ๋ออีกด้วย

 

_____…อันที่จริงฉีหนานแค่ต้องการเอาคืนด้วยการตีบั้นท้ายของลั่วซิวเจ๋อเท่านั้น ทว่าในสายตาของโม่เฟยกับหลัวเสวียนนั้น มันคือการหยอกล้ออย่างมีความสุขชัดๆ!

 

_____หลังจากการฝึกในวันนี้สิ้นสุดลง ลั่วซิวเจ๋อก็ลากฉีหนานกลับไปยังห้องพักของตนทันทีโดยทิ้งโม่เฟยผู้มีสีหน้าฉงนสงสัยไม่หายกับหลัวเสวียนที่ยังคงฝึกซ้อมอยู่…

 

_____“เห็นหรือเปล่า?” โม่เฟยเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่าราวกับยังดึงสติกลับมาจากอาการช็อคเมื่อสักครู่ไม่ได้…

 

_____หลัวเสวียนเผลอหยุดชะงักเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้ารับ “แน่นอน ฉันไม่ใช่คนตาบอด”

 

_____“นายคิดอย่างไรหรือ?” โม่เฟยจ้องมองไปทางหลัวเสวียนด้วยสายตาจริงจัง

 

_____หากคิดว่า หลัวเสวียนที่เรียนสาขาแพทยศาสตร์จะเป็นคนอ่อนแอปวกเปียกล่ะก็คิดผิดเสียแล้ว! อันที่จริงความแข็งแกร่งของตระกูลหลัวกับตระกูลโม่ไม่ต่างกันนัก ทว่าหลัวเสวียนเป็นผู้สืบทอดตระกูลโดยชอบธรรม ทว่าโม่เฟยเป็นเพียงหนึ่งในสามของผู้มีสิทธิ์ได้รับเลือกเป็นผู้สืบทอดเท่านั้น เรียกได้ว่า ทั้งสภาพร่างกายและฐานะของหลัวเสวียนไม่ด้อยไปกว่าโม่เฟยเลยแม้แต่น้อย อีกทั้งยังเหนือกว่าขั้นหนึ่งด้วยซ้ำ… เพียงแต่เขาไม่ใช่คนชอบโอ้อวดฐานะของตนเท่าไหร่นัก…

 

_____แม้หลัวเสวียนจะได้ยินคำพูดของโม่เฟย แต่ก็ยังไม่หยุดการฝึกซ้อมของตน “ฉันควรคิดอย่างไรเล่า? หรือนายคาดหวังให้ฉันคิดอะไรหรือ?” เมื่อพูดจบประโยค หลัวเสวียนก็หันไปจ้องโม่เฟยด้วยสีหน้าเรียบเฉย “ยังไม่ตัดสินใจอีกหรือ?”

 

_____โม่เฟยเองก็สบสายตากับหลัวเสวียนครู่หนึ่ง ก่อนจะเปล่งเสียงหัวเราะออกมาพลางนวดไหล่ให้อีกฝ่ายราวกับต้องการประจบสอพลอ “นายรู้ดีไปหมดจริงๆ”

 

_____หลัวเสวียนเอียงศีรษะมองนิ้วเรียวยาวขาวผ่องของอีกฝ่าย ถ้าโม่เฟยออกแรงเพียงเล็กน้อย ย่อมสามารถหักคอของตนได้อย่างง่ายดาย เพียงแต่…

 

_____เขาลอบกระตุกยิ้มที่มุมปาก “ไม่รู้ยังยากกว่าอีก… ท่าทีของพ่อนายออกจะชัดเจนถึงเพียงนั้น”

 

_____โม่เฟยหัวเราะคิกคักพลางโอบรัดรอบคอของหลัวเสวียน “ฉันว่าแล้ว เสี่ยวหลัวหลัวรู้ใจฉันมากที่สุดจริงๆ…” เขาเอื้อนเอ่ยเสียงกระซิบที่ข้างหูของหลัวเสวียนอย่างสนิทสนม

 

_____หลัวเสวียนกลับไม่มีท่าทีใดๆและยังคงฝึกซ้อมต่อไปโดยไม่ชะงักแม้แต่น้อยราวกับไม่รู้ตัวว่า ท่าทีของทั้งสองคนในยามนี้ล่อแหลมมากเพียงใด

 

_____โม่เฟยถอนหายใจด้วยความเสียดาย ก่อนจะทรุดกายนั่งลงเคียงข้างหลัวเสวียน “เรื่องนี้รับมือลำบาก… ในเมื่อท่านพ่อของฉันลำเอียง ฉันย่อมทำอะไรไม่ได้เลย… ใครใช้ให้ฉันไม่ใช่ลูกรักของเขาเล่า”

 

_____หลัวเสวียนขมวดคิ้วมุ่น “ท่านพ่อของนายยังไม่เลิกยุ่งกับลูกนอกสมรสคนนั้นหรือ?”

 

_____โม่เฟยหัวเราะด้วยน้ำเสียงเยียบเย็น “ไม่ใช่แค่ไม่เลิกยุ่ง เขายังพาเจ้าหมอนั่นไปหาท่านปู่เป็นการส่วนตัวอีกด้วย”

 

_____หลัวเสวียนยิ่งขมวดคิ้วแน่นขึ้น “ท่านปู่ของนายยอมให้เขาพาลูกนอกสมรสคนนั้นกลับบ้านด้วยหรือ?”

 

_____โม่เฟยแหงนหน้าขึ้นมองเพดานด้วยแววตาหม่นหมองพลางเหยียดสองมือออกไปทางด้านหลัง “ใช่… ท่านปู่ไม่มีทางปล่อยให้พลังสมรรถภาพร่างกายแฝงระดับSหลุดมือไปแน่นอน นายก็รู้ว่า ช่วงหลายปีมานี้ตระกูลของฉันตกต่ำลงไม่น้อยจนอันดับของตระกูลลดต่ำลงไปหลายลำดับ ท่านปู่จึงอยากฟื้นฟูตระกูลให้กลับมารุ่งโรจน์อีกครั้ง”

 

_____“หึ ฟื้นฟูอย่างไร? ฝากความหวังไว้ที่ลูกนอกสมรสคนหนึ่งงั้นหรือ?” หลัวเสวียนค่อนข้างไม่สบอารมณ์นัก… สมัยที่ปู่ของโม่เฟยยังเป็นหนุ่มวัยฉรรจ์นั้นเก่งกาจและกล้าหาญชาญชัยมาก น่าเสียดายที่พอแก่ตัวลงกลับไม่อบรมสั่งสอนลูกหลานของตนให้ดี บัดนี้ถึงกับต้องพึ่งพาลูกนอกสมรสคนนั้นเพื่อรักษาชื่อเสียงและอำนาจของตนเอาไว้ …

 

_____โม่เฟยถึงกับกระตุกมุมปาก “ไม่ใช่แค่ลูกนอกสมรสแล้ว ตอนนี้เขากลายเป็น ‘บุตรบุญธรรม’ ของท่านพ่อ หนำซ้ำยังมีสิทธิ์ได้รับเลือกเป็นผู้สืบทอดโดยชอบธรรมอีกด้วย” ยามที่เอ่ยคำว่า ‘บุตรบุญธรรม’ออกมา โม่เฟยจงใจดัดนิ้วเรียวไปมาอย่างมีเลศนัย

 

_____หลัวเสวียนจ้องมองเขาด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึก… ทั้งที่ตำแหน่งผู้สืบทอดตระกูลกำลังจะถูกขโมยไปต่อหน้าต่อตา หมอนี่กลับยังทำหน้าระรื่นเช่นนี้เล่า!

 

_____“เอ๋? ทำไมเสี่ยวหลัวหลัวมองฉันแบบนี้ล่ะ? หลงเสน่ห์ฉันแล้วหรือ? มาสิ อ้อมกอดของฉันพร้อมสำหรับนายเสมอ!” โม่เฟยผายมือออกทั้งสองข้างพลางพยายามโอบกอดหลัวเสวียนไว้ในอ้อมแขนนี้ น่าเสียดายที่อีกฝ่ายไม่สนใจแม้แต่น้อย แถมยังเปลี่ยนอุปกรณ์ฝึกซ้อมของตนด้วยสีหน้าเยือกเย็น

 

_____“เหอะ… น่าปวดใจจริงๆ เสี่ยวหลัวหลัวเองก็ไม่รักฉันแล้วหรือ?” โม่เฟยแสร้งทำท่าสะเทือนใจพลางจ้องมองหลัวเสวียนด้วยแววตาตัดพ้อราวกับสาวน้อยบอบบางคนหนึ่ง

 

_____หลัวเสวียนถึงกับมีเส้นเอ็นปูดขึ้นมาบนหน้าผาก “ทั้งที่สิทธิ์ในการเป็นผู้สืบทอดของนายกำลังจะหายไปแล้ว ยังมีหน้ามากวนประสาทฉันอีกหรือ?”

 

_____“ไม่ได้กวนประสาทนะ!” โม่เฟยรีบอธิบายด้วยสีหน้าหนักแน่นจริงจัง “ฉันแค่แสดงความรัก…”

 

_____หลัวเสวียน ‘เชื่อนายก็ควายแล้ว’

 

_____โม่เฟยเปล่งเสียงหัวเราะร่าออกมาราวกับสนุกสนาน ทว่านัยน์ตาคู่นั้นกลับฉายชัดถึงความระทมทุกข์ที่แบกรับไว้

 

_____“พอเถิด… ไม่อยากหัวเราะก็ไม่ต้องหัวเราะ ถ้านายต้องการให้ช่วยก็แค่พูดออกมา… ฉันจะช่วยอัดเจ้าหมอนั่นให้”หลัวเสวียนเบือนหน้าหนีราวกับไม่อาจทนมองใบหน้าของโม่เฟยได้อีก…

 

_____โม่เฟยกะพริบตาปริบๆพลางจ้องมองด้านหลังศีรษะของหลัวเสวียนครู่ใหญ่ ก่อนจะคลี่รอยยิ้มหวานล้ำที่มุมปาก ทว่า…

 

_____“ไม่เป็นไร เดี๋ยวจะพาครอบครัวของนายซวยไปด้วย… ฉันจัดการเองได้”

 

_____“จัดการอย่างไร? พลังอำนาจในมือของนายไม่มีทางต่อกรกับปู่จอมเลอะเลือนและพ่อจอมลำเอียงของนายแน่นอน… ถ้าฉันจำไม่ผิด ตระกูลสาขาของนายแต่ละตระกูลสามารถมีผู้มีสิทธิ์ได้รับเลือกเพียงคนเดียวมิใช่หรือ? ถ้าปู่ของนายต้องการสนับสนุนเจ้าหมอนั่นจริงๆล่ะก็ นายจะทำอย่างไรเล่า? ตระกูลของนายยังจะมีโอกาสอีกหรือ?” หลัวเสวียนเอ่ยด้วยสีหน้าเคร่งเครียดพลางนึกไม่พอใจผู้นำตระกูลโม่คนนี้เป็นที่สุด

 

_____เดิมทีการเลือกผู้สืบทอดตระกูลโม่จะมีผู้ได้รับสิทธิ์ในการคัดเลือกราวสิบกว่าคน ทว่าหลายปีมานี้มีหลายคนถูกลอบสังหารตั้งแต่เด็กจนเหลือเพียงสามคนเท่านั้น ซึ่งโม่เฟยเป็นคนที่มีโอกาสมากที่สุด… ทว่าเวลานี้ท่านพ่อของเขากลับพาลูกชาย ‘สุดที่รัก’ ออกมาเปิดตัวเสียได้ น่าขำสิ้นดี! ต่อให้เจ้าหมอนั่นมีพลังแฝงอันแข็งแกร่ง แต่สุดท้ายก็ไม่อาจเปิดเผยฐานะบุตรนอกสมรสต่อสาธารณชนได้ ตาแก่โม่เลยใช้สถานะบุตรบุญธรรมปิดบังฐานะนั้น… นี่คิดว่า คนในตระกูลอื่นเป็นเจ้าโง่กันหมดหรือไร?

 

_____“ใช่ว่าจะไม่มีโอกาสเสียทีเดียว” โม่เฟยผายมือออกอย่างไม่ยี่หระ “โชคดีที่ท่านอาอยู่ฝ่ายเดียวกับฉัน เพราะเขาช่วยปิดบังปู่เรื่องที่ฉันเข้าเรียนในโรงเรียนการทหารอันดับหนึ่งให้… ถ้าฉันหาผู้สนับสนุนที่แข็งแกร่งได้ล่ะก็ ปัญหาทุกอย่างก็จะคลี่คลายทันที”

 

_____“ปิดบังปู่ของนายหรือ?” หลัวเสวียนรู้สึกอยากเปล่งเสียงหัวเราะออกมาเหลือเกิน… แม้ตาแก่โม่จะเป็นตาแก่จอมเลอะเลือน ทว่าเรื่องที่เขาเป็นผู้กุมบังเหียนของตระกูลโม่ก็ยังคงเป็นความจริง… หากปิดบังเรื่องเล็กน้อยภายในตระกูลโม่กับชายชรา หลัวเสวียนพอจะเชื่อในคำพูดนี้ได้ แต่เรื่องที่โม่เฟยมาเรียนในโรงเรียนการทหารอันดับหนึ่งนั้น ถ้าตาแก่นั่นไม่เห็นด้วยล่ะก็ ให้ตายยังไงท่านอาของโม่เฟยก็ทำไม่ได้แน่นอน!

 

_____“ท่านปู่ของนายคิดจะทำอะไรกันแน่?” หลัวเสวียนขมวดคิ้วมุ่นด้วยความฉงนสงสัย เขาไม่เข้าใจจริงๆว่า ตาแก่ตระกูลโม่ต้องการจะทำอะไรกันแน่…

 

_____โม่เฟยเอนกายนอนลงบนอุปกรณ์ฝึกซ้อมเครื่องหนึ่งพลางพูดด้วยท่าทีไม่ยี่หระว่า “ยังมีอะไรอีกเล่า ก็แค่จับปลาสองมือ… ถึงอย่างไรฐานะบุตรนอกสมรสก็ไม่น่าฟังหรอก แม้จะใช้สถานะบุตรบุญธรรมอำพรางก็ตาม ทว่าหากใครไม่โง่ย่อมไม่เชื่ออย่างเด็ดขาด… ทว่าพลังแฝงระดับ Sของเจ้าหมอนั่นก็เย้ายวนสายตามากจนท่านปู่ไม่อาจปล่อยมือได้… ในขณะเดียวกันพลังแฝงยังไงก็เป็นแค่พลังแฝง… แม้จะมีคนครอบครองพลังแฝงระดับS ไม่มากนัก แต่ก็ไม่น้อยเช่นกัน เพียงแต่คนที่ไปถึงระดับSได้อย่างแท้จริงมีเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น… โอกาสเพียงห้าสิบเปอร์เซ็นต์… ในกรณีที่เจ้าหมอนี่ดวงซวยเป็นห้าสิบเปอร์เซ็นต์ที่ไม่อาจไปถึงขั้นนั้นและท่านปู่ไม่เตรียมแผนสำรองเอาไว้ล่ะก็ คงปวดใจมาก…เมื่อเทียบกับพลังระดับSแสนเลื่อนลอยแล้ว ฉันที่มีพลังสมรรถภาพร่างกายและพลังจิตระดับ A ถือว่าไม่เลวเลยทีเดียว”

 

_____เมื่อหลัวเสวียนได้ยินเช่นนั้นก็อดหัวเราะหยามหยันออกมาไม่ได้ “ท่านปู่ของพวกนายช่างรอบคอบเสียจริง”

 

_____โม่เฟยกลับไม่ใส่ใจนัก… ตระกูลใหญ่ล้วนเป็นเช่นนี้ ยังโชคดีที่ท่านปู่พิจารณาในด้านผลประโยชน์ระยะยาวของตระกูล ฉะนั้นจึงยอมรับ ‘บุตรบุญธรรม’คนนั้นอย่างง่ายดาย ทว่าท่านพ่อของเขากลับจดจ่ออยู่กับการสนับสนุนลูกนอกสมรสของตนให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น… ไม่เข้าใจจริงๆว่า ในเมื่อเขารักและทะนุถนอมลูกรักคนนั้นถึงเพียงนี้ แล้วทำไมถึงแต่งงานกับท่านแม่ของเขาได้เล่า!

 

_____โชคดีที่ท่านแม่ของเขาร่างกายอ่อนแอจนเสียชีวิตไปนานแล้ว จึงไม่เห็นใบหน้าอันอัปลักษณ์ของบุรุษผู้นั้น

 

_____“ถ้าอย่างงั้น… ลั่วซิวเจ๋อคือหนึ่งในเป้าหมายของนาย?” หลัวเสวียนวกกลับมายังปัญหาของโม่เฟยอย่างรวดเร็ว

 

_____“ถูกต้อง” โม่เฟยพยักหน้ารับ “แต่ฉันไม่นึกว่า ลั่วซิวเจ๋อผู้เดินทางมาจากดาวโลกอันน่าเวทนา จะแข็งแกร่งเหนือความคาดหมายของฉันมากขนาดนี้”

 

_____หลัวเสวียนเปลี่ยนอุปกรณ์ฝึกซ้อมอีกครั้ง “ช่างคาดไม่ถึงจริงๆ… ทั้งบุคลิกภาพ รสนิยมและท่วงท่าการเคลื่อนไหวของเจ้าหมอนั่น ไม่ว่าจะมองจากมุมไหนล้วนแสดงถึงตระกูลอันยิ่งใหญ่และเก่าแก่ของเจ้าตัว ดาวโลก…” เขาแค่นหัวเราะเสียงเยียบเย็นเล็กน้อย “ที่นั่นมีแต่พวกนอกรีต อา… บางที… ตระกูลลับในตำนาน?”

 

_____เขายกมือขึ้นเท้าคางพลางครุ่นคิดถึงความเป็นไปได้นี้

 

_____ตระกูลลับเป็นเรื่องเล่าที่กล่าวขานในรัฐบาลมาอย่างยาวนานเรื่องหนึ่ง… ไม่เคยมีใครพบคนในตระกูลลับนี้มาก่อน ทว่าในทุกยุคสมัยจะปรากฏบุคคลแสนมหัศจรรย์ที่ทำให้รัฐบาลต้องตื่นตะลึง… บางคนกล่าวว่า พวกเขาคือลูกหลานที่ถูกเลี้ยงดูในตระกูล ทว่าทุกครั้งพวกเขากลับปรากฏตัวอย่างไร้ร่องรอยราวกับโผล่ออกมาจากก้อนหินก็ไม่ปาน

 

_____การหายตัวเข้ากลีบเมฆอย่างไร้ร่องรอยเช่นนี้ไม่อาจบอกได้ว่า พวกเขาไม่มีตัวตน ทว่าเป็นเพราะวิถีชีวิตของพวกเขาเรียบง่ายเหลือเกินราวกับว่า ก่อนหน้าที่พวกเขาจะแสดงพลังอันแข็งแกร่งนั้น พวกเขาเป็นเพียงหินก้อนเล็กอันไม่สะดุดตาจึงไม่ดึงดูดความสนใจของผู้คนนัก

 

_____บางคนนึกสงสัยว่า บันทึกเกี่ยวกับคนพวกนี้อาจเป็นของปลอมหรือไม่ ทว่าส่วนใหญ่คนเหล่านี้มักเดินทางมาจากดาวเคราะห์แสนกันดาร ฉะนั้นการตรวจตราในดาวเคราะห์เหล่านั้นจึงไม่เข้มงวดมากนัก แม้บันทึกเหล่านี้จะเป็นของปลอม… เหล่าตระกูลใหญ่ก็ไม่อาจหาเบาะแสใดๆเพิ่มเติมได้

 

_____ซึ่งดาวเคราะห์ที่มีบุคคลแสนอัศจรรย์เหล่านั้นอยู่มักกลายเป็นดาวเคราะห์ดวงใหม่อันเจิดจรัส แม้จะมีบางส่วนที่ล้มเหลวกลางทาง ทว่าไม่ต้องสงสัยเลยว่า ตระกูลที่สามารถอบรมเลี้ยงดูลูกหลานให้เก่งกาจถึงเพียงนี้ได้ย่อมมีการฝึกสอนผู้สืบทอดที่ไม่ด้อยไปกว่าตระกูลอื่นอย่างแน่นอน… คล้ายกับว่า ตระกูลนี้เพียงรักษากฎที่จะไม่ยุ่งเกี่ยวกับโลกภายนอกมาโดยตลอด อย่างมากแค่ปล่อยให้ลูกหลานของตนออกมาสั่งสมประสบการณ์เท่านั้น ฉะนั้นตัวตนของพวกเขาจึงอยู่ในรูปแบบไม่แน่ชัด… ไม่มีใครกล้ายืนยันว่า ตระกูลลับมีตัวตนอยู่จริง ทว่าขณะเดียวกันก็ไม่มีใครไม่ให้การยอมรับต่อตระกูลลับนี้

 

_____หลัวเสวียนตัดสินใจไม่เดามั่วซั่วถึงสถานะของลั่วซิวเจ๋อ หากความจริงแล้วอีกฝ่ายอยู่ที่นั่นล่ะก็ เรื่องพลังไม่ต้องพูดถึง ทว่าบุคลิกภาพและท่วงท่าการเคลื่อนไหวของอีกฝ่าย สิ่งเหล่านี้ย่อมไม่ใช่สิ่งจะฝึกฝนภายในระยะเวลาอันสั้นได้อย่างแน่นอน…

——————————–