0 Views

บทที่ 52

_____หนึ่งสัปดาห์ผ่านพ้นไป ยังคงมีนักเรียนจำนวนมากทยอยกันเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย ฉีหนานกับลั่วซิวเจ๋อเองก็อาศัยช่วงเวลาที่ยังไม่เริ่มเรียนเช่นนี้ทำความรู้จักกับคนอื่นไปไม่น้อย…

 

_____การที่นักเรียนเหล่านี้สามารถสอบเข้ามายังโรงเรียนการทหารอันดับหนึ่งได้สำเร็จ ย่อมบ่งบอกถึงพรสวรรค์ของพวกเขา ทว่านักเรียนที่เปี่ยมไปด้วยพรสวรรค์เหล่านี้มักจะเย่อหยิ่งจองหองมากจนเกิดเหตุทะเลาะวิวาทขึ้นหลายครั้งภายในระยะเวลาสั้นๆเพียงหนึ่งสัปดาห์

 

_____“เจ้าพวกโง่…” บุรุษร่างสูงสง่ากำยำผู้ถือถาดอาหารของตนพลางจ้องมองนักเรียนกลุ่มหนึ่งที่มีเรื่องวิวาทอยู่ไม่ไกลด้วยรอยยิ้มเย็นเยียบที่มุมปาก

 

_____“ไง เสี่ยวหลัวหลัว กินข้าวหรือ?” ทันใดนั้นก็มีน้ำเสียงที่บ่งบอกถึงความร่าเริงขี้เล่นเสียงหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลังของเขา ก่อนจะมีแขนเรียวยาวราวกับงูข้างหนึ่งโอบรอบลำคอของเขาอย่างสนิทสนม

 

_____พลันเกิดเส้นเอ็นสีเขียวปูดขึ้นบนขมับของชายร่างสูงสง่าผู้นั้น “โม่เฟย นายคิดจะทำอะไร?”

 

_____ชายหนุ่มเจ้าของใบหน้าสละสลวยและรูปร่างสะโอดสะองทำหน้ามุ่ยด้วยความปวดใจ “ไอ้หยา ทำไมต้องดุด้วยเล่า คนเค้าอุตส่าห์เป็นห่วงนายหรอก…”

 

_____บุรุษร่างสูงสง่าถึงกับมุมปากกระตุกพลางพลิกข้อมืออย่างฉับพลัน เพื่อคว้ามือขวาของอีกฝ่ายที่กำลังจะสัมผัสถาดอาหารของตนอย่างรวดเร็ว “ความเป็นห่วงของนายคือ การวางยาถ่ายใส่ฉันหรือ?”

 

_____ชายหนุ่มถึงกับสะดุ้งเฮือกและเผลอกระตุกนิ้วด้วยความตกใจ ทำให้ขวดแก้วขนาดเล็กเท่านิ้วโป้งหล่นลงมายังถาดอาหารของอีกฝ่าย

 

_____“เสี่ยวหลัวหลัว นายพูดแบบนี้มันช่างทำร้ายจิตใจฉันเหลือเกิน…” โม่เฟยแกล้งทำท่ายกมือขึ้นกุมหน้าอกอย่างเจ็บปวดใจ ก่อนจะเปลี่ยนสีหน้าอย่างฉับพลันและพูดด้วยน้ำเสียงไร้เดียงสา “ฉันก็ต้องวางยาปลุกเซ็กส์ให้นายอยู่แล้ว นายไม่รู้หรือว่า ฉันอยากนอนกับนายมานานแล้ว?”

 

_____ชายร่างสูงจ้องมองอีกฝ่ายด้วยสีหน้าว่างเปล่า ทั้งคู่สบสายตากันเนิ่นนาน สุดท้ายชายหนุ่มหน้าสวยก็ต้องเป็นฝ่ายยอมให้อีกคน “ชิ เสี่ยวหลัวหลัว นายมันไม่น่ารักเอาเสียเลย แค่ล้อเล่นเอง ทำไมต้องจริงจังด้วยเล่า?”

 

_____ชายหนุ่มไม่คิดจะสนใจเจ้าบ้าตรงหน้านี้อีก จึงถือถาดอาหารของตนเดินตรงไปนั่งที่โต๊ะตัวหนึ่งอย่างเงียบงัน

 

_____ชายหนุ่มหน้าสวยรีบเดินตามหลังอีกฝ่ายต้อยๆราวกับอนุภรรยาคนหนึ่งก็ไม่ปาน ทำให้ชายหนุ่มร่างสูงสง่าถึงกับเส้นเลือดปูดขึ้นมาบนหน้าผากอีกเส้นอย่างช่วยไม่ได้

 

_____“หลัวเสวียน! โม่เฟย!” ฉีหนานที่มองเห็นคนคุ้นเคยทั้งสองมาแต่ไกล ส่งเสียงทักอย่างร่าเริงพลางดึงลั่วซิวเจ๋อที่ถือถาดอาหารเดินตามมาด้วย

 

_____โม่เฟยกวักมือเรียกอีกฝ่ายด้วยรอยยิ้ม ซึ่งทั้งคู่ก็นั่งลงฝั่งตรงข้ามกับหลัวเสวียนและโม่เฟยทันที…

 

_____หลัวเสวียนกับโม่เฟยเป็นเพื่อนสมัยเด็ก แม้จะไม่อยู่ในตระกูลเดียวกันก็ตาม… ซึ่งโม่เฟยยืนกรานเสียงแข็งว่า พวกเขาเป็นเนื้อคู่กัน น่าเสียดายที่หัวเด็ดตีนขาด ยังไงหลัวเสวียนก็ไม่ยอมรับเลย

 

_____พวกเขามาถึงสถานที่แห่งนี้ช้ากว่าฉีหนานกับลั่วซิวเจ๋อเพียงสองวันและผ่านการสอบสัมภาษณ์ไปได้อย่างราบรื่น… แม้โม่เฟยจะดูเปราะบางอ่อนแอ ทว่าความจริงแล้วเขาเชี่ยวชาญในด้านการต่อสู้ด้วยหุ่นยนต์เป็นอย่างมาก เพราะบิดาของเขาเป็นนายทหารผู้เก่งกาจท่านหนึ่ง จึงเคี่ยวเข็ญฝึกฝนโม่เฟยตั้งแต่เด็ก อีกทั้งตัวโม่เฟยเองก็มีพรสวรรค์ในด้านนี้มากจนได้รับใบรับรองด้านศาสตร์การต่อสู้ด้วยหุ่นยนต์ระดับกลางด้วยอายุเพียงสิบเก้าปี…

 

_____ในขณะที่หลัวเสวียนผู้มีร่างกายกำยำสูงใหญ่ กลับใฝ่ฝันที่จะเป็นแพทย์มาตลอด ฉะนั้นเขาจึงเข้าเรียนในสาขาแพทยศาสตร์ของโรงเรียนการทหารอันดับหนึ่งซึ่งเป็นสาขาที่ไม่ได้รับความนิยมมากนัก ทว่ากลับมีอุปกรณ์ที่ต้องใช้ในการเรียนการสอนมากมายยิ่งนัก ถ้าไม่ใช่เพราะโม่เฟยตามตื้อเขาตลอดเวลาจนแทบจะตัวติดกัน เขาก็ไม่จำเป็นต้องสอบเข้าโรงเรียนการทหารอันดับหนึ่ง

 

_____ทั้งสองคนรายงานตัวต่อโรงเรียนการทหารอันดับหนึ่งพร้อมกันและบังเอิญได้พักอยู่ในห้องถัดไปของห้องที่ฉีหนานและลั่วซิวเจ๋อพักอยู่พอดี… ฉีหนานทราบดีว่า กองทัพไม่ใช่สถานที่ที่จะต่อสู้เพียงลำพังได้ แม้บัดนี้เขาจะแข็งแกร่งขึ้นแล้ว แต่สิ่งแรกที่ควรทำคือ เริ่มผูกมิตรกับผู้อื่น เพื่อสร้างพรรคพวกของตนเอง

 

_____เป็นอย่างที่เขาเคยพูดกับลั่วซิวเจ๋อ แม่ทัพผู้เก่งกาจเพียงลำพังเข้าสู่สนามรบย่อมไม่ต่างอะไรกับเศษเนื้อที่จะโดนห่ากระสุนเป่ากระจุย… มีเพียงแม่ทัพผู้นำทัพนับล้านเท่านั้นที่จะสามารถต่อสู้ในสมรภูมิรบนี้และพากองกำลังของตนไปสู่ชัยชนะได้…

 

_____คำพูดนี้ของฉีหนานช่วยเตือนสตินัก เพราะที่ผ่านมาลั่วซิวเจ๋อทำตามแผนการของตนอย่างราบรื่นเกินไปมาโดยตลอดจนกระทั่งฉีหนานเอ่ยถ้อยคำนี้ ถึงทำให้ลั่วซิวเจ๋อรู้สึกตัวว่า ต่อให้เขาแข็งแกร่งและทรงพลังมากเพียงใด ก็ไม่อาจต่อกรกับกองทัพนับล้านได้… สมัยที่เขาอาศัยอยู่ใต้ทะเลลึกเองก็เป็นคนนำทัพเผ่าเงือกโรมรันต่อสู้คว้าชัยชนะมานับครั้งไม่ถ้วน เพราะเขาสืบสายเลือดแห่งเชื้อพระวงศ์โดยกำเนิด ฉะนั้นชาวเงือกจึงเชื่อใจในตัวเขาอย่างเต็มที่และเต็มใจที่จะทำตามคำบัญชาของเขาทุกประการ ต่อให้ส่งพวกเขาไปตายก็ตาม

 

_____ทว่าสถานการณ์ในตอนนี้นั้นแตกต่างออกไป… แม้สถานะของเขาจะไม่เปลี่ยนไป แต่เผ่าพันธุ์เงือกได้หายสาบสูญไปเสียแล้ว… ผู้คนเหล่านี้ย่อมไม่มีทางเชื่อใจเขาโดยไร้ข้อกังขาแน่นอน ตัวเขาในตอนนี้เป็นเพียงนายทหารธรรมดาๆคนหนึ่ง หากต้องการสร้างฐานอำนาจของตนขึ้นมาอีกครั้งก็ต้องพยายามอย่างหนักเลยทีเดียว

 

_____มาลองคิดดูแล้ว เมื่อก่อนเขาสามารถนำทัพใหญ่แห่งเผ่าเงือกได้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเขาคือเชื้อพระวงศ์ อีกส่วนเกิดจากความจงรักภักดีของเหล่าบริวารที่เติบโตมาด้วยกันตั้งแต่เด็ก

 

_____เพราะมีบริวารเหล่านั้น ทำให้เขาสามารถสั่งการทั้งกองทัพได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากไม่มีคนเหล่านั้น ต่อให้เขาแข็งแกร่งโดดเด่นอีกครั้ง ทว่ามีคนไม่มากพอที่จะทำตามคำสั่งของเขาล่ะก็ ชัยชนะก็เป็นเพียงภาพฝันอันว่างเปล่าเท่านั้น

 

_____ลั่วซิวเจ๋อที่ถูกฉีหนานเตือนสติแทบจะรู้ซึ้งถึงความสำคัญของบริวารในทันที บัดนี้ข้างกายของเขาไม่มีใครอื่นนอกจากฉีหนานเลย  เพื่อนพ้องที่เติบโตมาด้วยกันกับเขาก็ไม่รู้ว่า หายตัวไปอยู่มุมไหนของจักรวาลนี้ เขาต้องสร้างฐานอำนาจของตนขึ้นมาใหม่อีกครั้ง…

 

_____ก่อนหน้านี้เพราะเขายุ่งอยู่กับสถานะของตนเองจนมองข้ามความสำคัญของเหล่าบริวารไป ทันทีที่ลั่วซิวเจ๋อรู้ตัว เขาก็เริ่มเฟ้นหาเป้าหมายที่เหมาะสมภายในโรงเรียนแห่งนี้

 

_____ข้อห้ามของโรงเรียนแห่งนี้คือ ห้ามใช้อำนาจทางการเมืองแทรกแซงเรื่องภายในโรงเรียนแห่งนี้อย่างเด็ดขาด ทว่ากลับไม่ห้ามนักเรียนใช้เสน่ห์ส่วนตัวในการรวบรวมสหายร่วมอุดมการณ์…

 

_____เดิมทีลั่วซิวเจ๋อมีนิสัยเย็นชาไม่น้อย ทว่าเมื่อเขาต้องการผูกมิตรกับผู้อื่นก็สามารถทำให้ทุกคนรู้สึกอุ่นใจราวกับสายลมในฤดูใบไม้ผลิก็ไม่ปานได้อย่างง่ายดาย

 

_____ลั่วซิวเจ๋อจึงฉวยโอกาสเล็งเป้าหมายมายังกลุ่มนักเรียนที่ได้รับจดหมายแนะนำมายังโรงเรียนแห่งนี้ก่อนเป็นอันดับแรก เพราะนักเรียนเหล่านี้ย่อมมีความสามารถพิเศษเฉพาะตัว มิเช่นนั้นย่อมไม่มีคุณสมบัติที่จะได้รับจดหมายแนะนำแน่นอน และในกลุ่มคนเหล่านั้น… คนที่ลั่วซิวเจ๋อให้ความสนใจเป็นคนแรกคือหลัวเสวียน

 

_____ถูกต้อง ไม่ใช่โม่เฟย… แต่เป็นหลัวเสวียน

 

_____ทันทีที่ฉีหนานรู้เรื่องนี้ก็มีท่าทีประหลาดใจมากอย่างเห็นได้ชัด เขาไม่เข้าใจว่า ทำไมลั่วซิวเจ๋อถึงต้องการจะตีสนิทกับแพทย์ทหารคนหนึ่งนัก?

 

_____ไม่ใช่ว่าแพทย์ทหารไม่ดี ทว่าสาขาวิชาที่โด่งดังและได้รับความนิยมส่วนใหญ่เป็นสาขาบัญชาการกองทัพ หรือสาขาศาสตร์การต่อสู้ด้วยหุ่นยนต์ และสาขาค้นคว้าและพัฒนาหุ่นยนต์เหล่านี้ ในขณะที่แพทยศาสตร์… เอาล่ะ เขายังไม่เคยเห็นใครสนใจสาขาแพทยศาสตร์ถึงเพียงนี้มาก่อน

 

_____ลั่วซิวเจ๋อไม่อธิบายถึงความสำคัญของแพทย์ทหารให้ฉีหนานเข้าใจ อันที่จริงสาเหตุที่เขาต้องการตีสนิทกับหลัวเสวียนมีสองประการ… ประการแรกคือ เทคนิคในการรักษาของหลัวเสวียนนั้นไม่เลวเลยทีเดียว หากได้ร่วมงานกันในอนาคต ย่อมเพิ่มโอกาสรอดชีวิตของทุกคนได้ไม่น้อย… โดยเฉพาะอย่างยิ่งโอกาสที่ฉีหนานจะอยู่รอดปลอดภัย

 

_____แม้ว่าในร่างกายของฉีหนานจะมีคำสาบานแห่งพันธมิตรเงือกของเขาอยู่ ทำให้พละกำลังของฉีหนานแข็งแกร่งขึ้นมาก แต่ใครจะกล้ารับประกันว่า จะปกป้องชีวิตน้อยๆของเขาได้อย่างแน่นอน… ฉะนั้นการมีแพทย์ทหารอยู่ในทีมจะช่วยเรื่องความปลอดภัยได้บางส่วน

 

_____ประการที่สองคือ เจ้าโง่ฉีหนานคงดูไม่ออก… อา บางทีเจ้าตัวหลัวเสวียนเองก็ไม่รู้ตัว แต่ลั่วซิวเจ๋อผู้มีประสาทสัมผัสอันเฉียบแหลมพบว่า โม่เฟยสนใจในตัวหลัวเสวียนไม่น้อย

 

_____เขาไม่เข้าใจว่า เพราะเหตุใดทั้งๆที่โม่เฟยชอบหลัวเสวียนมากถึงเพียงนี้ทว่ากลับไม่พูดออกมา อีกทั้งยังใช้วิธีพูดแซวหยอกล้อเช่นนี้อีก… แต่เขาทราบดีว่า หากตนตีสนิทกับหลัวเสวียน ย่อมมีโอกาสตีสนิทกับโม่เฟยด้วยถึงแปดส่วนเลยทีเดียว

 

_____แน่นอนว่า การชวนอีกฝ่ายเข้ากลุ่มในตอนนี้ย่อมเป็นการเร่งรัดมากเกินไป ในเมื่อทั้งสองฝ่ายยังไม่สนิทสนมมากพอ หนำซ้ำลั่วซิวเจ๋อยังไม่มีโอกาสแสดงความแข็งแกร่งของตนให้อีกฝ่ายเห็น ฉะนั้นการเชื้อเชิญหลัวเสวียนเข้ากลุ่มจึงเป็นเรื่องไม่เหมาะสมนัก ทำให้เขากับฉีหนานเป็นเพียงเพื่อนของหลัวเสวียนกับโม่เฟยไปก่อน

 

_____“อา… พวกนายสองคนนี่มันตัวติดกันจริงๆ… รักกันปานจะกลืนกินขนาดนี้คิดจะบาดตาบาดใจคนโสดอย่างฉันหรือไร?” โม่เฟยผู้กำลังม้วนเส้นผมสีแดงเพลิงราวกับมีเปลวไฟกำลังลุกโชนอยู่ก็ไม่ปานด้วยความเกียจคร้าน เมื่อรวมเข้ากับใบหน้างดงามที่ด้อยกว่าลั่วซิวเจ๋อเพียงไม่กี่ส่วนแล้ว ยิ่งสะกดสายตาของผู้คนโดยรอบนัก

 

_____“เฮ้ย พ่อหนุ่มเจ้าเสน่ห์… ระวังหน่อย อย่ายั่วผู้ชายไปทั่วสิ” ฉีหนานพูดกลั้วหัวเราะด้วยน้ำเสียงร่าเริงพลางโยนหมั่นโถวลูกหนึ่งใส่อีกฝ่ายอย่างรวดเร็ว

 

_____โม่เฟยผู้มีความคล่องแคล่วที่ไม่ธรรมดา ย่อมไม่โดนหมั่นโถวลอบทำร้ายแน่นอน ทันทีที่เขาคว้าหมั่นโถวลูกนั้นได้ก็นำไปวางไว้บนถาดอาหารของหลัวเสวียน “ของว่างนะ”

 

_____หลัวเสวียนพลันมีสีหน้าจืดเจื่อนพลางกัดลงไปหนึ่งคำอย่างเงียบงัน ‘อืม… หมั่นโถวในโรงอาหารฝาดลิ้นถึงเพียงนี้เลยหรือ…’

 

_____โม่เฟยเองก็คว้าแอปเปิ้ลหนึ่งลูกขึ้นมาจากถาดอาหารของหลัวเสวียน ก่อนจะกัดเข้าไปเต็มคำและพูดอย่างไม่ยี่หระว่า “นายอิจฉาที่ฉันมีเสน่ห์ถึงเพียงนี้หรือไง?”

 

_____“ฉันต้องอิจฉาที่นายโปรยเสน่ห์ล่อผีเสื้อด้วยหรือ” ฉีหนานพลันเปล่งเสียงหัวเราะเยาะออกมาพลางหยิบน่องไก่ขึ้นมากัดเข้าไปคำใหญ่…

 

_____โม่เฟยจ้องมองเขาด้วยสีหน้ารังเกียจ “นายช่วยระวังมารยาทในการกินอันทุเรศของนายหน่อยได้ไหม? เรียนจากลั่วซิวเจ๋อของนายไม่ได้หรือ?”

 

_____ลั่วซิวเจ๋อที่กำลังทานอาหารด้วยท่วงท่าอันสง่างามนั้น เงยหน้าขึ้นมามองฉีหนานเล็กน้อย ก่อนจะใช้ผ้าเช็ดหน้าของตนเช็ดที่มุมปากของอีกฝ่ายอย่างนุ่มนวล…

 

_____โม่เฟยถึงกับตัวสั่นเทิ้มไปทั้งร่าง “โอ๊ย จะบ้าตาย! พวกนายสองคนนี่มันสุดทนจริงๆ! หวานกันเกินไปแล้ว!”

 

_____ฉีหนานทานอาหารของเขาอย่างมูมมามพลางนึกประชดประชันในใจ… นายไม่เคยเห็นว่า อีกฝ่ายทรมานเขาในห้องฝึกอย่างไรบ้าง เวลาในการฝึกของเขาจะต้องแม่นยำทุกวินาที หากทานอาหารไม่หมดหรือไม่ทันในแต่ละมื้อล่ะก็ จะถูกเจ้าเงือกบ้าเพิ่มเวลาในการฝึกตอนกลางคืนเข้าไปอีก!

 

_____“เฮ้ย พวกนายคิดว่า เจ้าโง่กลุ่มนั้นจะโดนลากออกไปเมื่อไหร่?” โม่เฟยทำท่าบุ้ยใบ้ไปทางนักเรียนประมาณห้าคนที่กำลังทะเลาะกันอยู่อีกด้าน

 

_____“ใครจะไปรู้เล่า” ฉีหนานพยายามกลืนเนื้อคำโตลงคออย่างยากลำบาก ก่อนจะเอ่ยปากพูดออกมา

 

_____“ก็แค่เจ้างั่งกลุ่มหนึ่งที่คิดว่า ทางโรงเรียนไม่สนใจก็ไม่เป็นไรเท่านั้น เดี๋ยวพวกมันจะต้องร้องไห้แน่นอน” ลั่วซิวเจ๋อหัวเราะเย้ยหยันด้วยน้ำเสียงที่ฉายชัดถึงความรู้สึกดูถูกเหยียดหยามคนกลุ่มนั้น

 

_____หลัวเสวียนพยักหน้าเห็นด้วย “แค่โรงเรียนการทหารอันดับหนึ่งเป็นสถานที่เช่นไรก็ยังไม่รู้… ไม่เข้าใจจริงๆว่า พวกเขาสอบผ่านเข้ามาได้อย่างไรกัน”

 

_____เพียงครู่เดียวก็ปรากฏร่างของรุ่นพี่หลายคนตรงเข้ามาเคลียร์สถานการณ์และลากคนเหล่านั้นออกไป…

 

_____ลั่วซิวเจ๋อก้มหน้าลงทานอาหารของตน ทว่ามุมปากกลับโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มเย้ยหยัน เหล่าคนที่ทะเลาะวิวาทกันกลุ่มนั้นล้วนเป็นลูกหลานของตระกูลร่ำรวยบนดาวเคราะห์น้อย ซึ่งมักจะมีนิสัยโอ้อวดและหยิ่งผยองบนดาวเคราะห์ของตนโดยใช้ฐานะและพลังแฝงของตนเข้าข่มผู้อื่น ทำให้ไม่มีใครกล้ามีเรื่องกับพวกเขา ทว่าที่นี่คือที่ใดกัน? ที่นี่คือเมืองหลวง! คือโรงเรียนการทหารอันดับหนึ่ง การทำตัวหยาบคายเฉกเช่นอันธพาล ย่อมเป็นการหาเรื่องตายโดยแท้!

 

_____หลังมื้ออาหารนี้ผ่านพ้นไป ทั้งสี่คนก็มุ่งหน้าไปยังห้องฝึกซ้อมด้วยกัน… ทุกคนที่สามารถสอบเข้ามายังโรงเรียนแห่งนี้ส่วนใหญ่มักมีความขยันหมั่นเพียรมาก แม้จะเป็นลูกหลานตระกูลใหญ่อย่างโม่เฟยหรือหลัวเสวียนก็ต้องพยายามฝึกฝนตัวเองอย่างหนัก เพื่อไม่ให้ถูกคนอื่นทิ้งห่างออกไป

————————