0 Views

 บทที่ 51

 

_____“ศาสตราจารย์หมิ่น คุณทำเกินไปแล้ว” เมื่อรู้ว่า แม้ตนจะส่งคนออกไปตอนนี้ก็ไม่อาจชิงตัวนักเรียนในมือของศาสตราจารย์หมิ่นได้ ทำให้ชายวัยกลางคนอดบ่นพึมพำอย่างไม่พอใจไม่ได้

 

_____ศาสตราจารย์หมิ่นอ้าปากเป่าแก้วชาของตนอย่างแผ่วเบา รอยยิ้มบนใบหน้ายิ่งดูอ่อนโยนและเป็นมิตรมากขึ้น “ช่วยไม่ได้ ผมอายุมากแล้วนี่นา ถ้าไม่ชิงลงมือก่อนคนหนุ่มอย่างพวกคุณ ก็ได้แต่ปล่อยให้เด็กพวกนั้นหลุดมือไปน่ะสิ”

 

_____ชายร่างสูงใหญ่ฮึดฮัดพ่นลมออกมาทางจมูกอย่างหยาบคาย สุดท้ายก็ได้แต่ถอนหายใจและตัดใจจากการแย่งชิงครั้งนี้โดยสมบูรณ์

 

_____ช่วยไม่ได้ ศาสตราจารย์หมิ่นผู้นี้ได้ชื่อว่า เป็นจิ้งจอกเฒ่าแห่งโรงเรียน ชิ้นเนื้อที่เข้าไปในปากของอีกฝ่ายแล้วไม่มีโอกาสแย่งออกมาอย่างแน่นอน!

 

_____ชายร่างกำยำพลันยกมือขึ้นลูบใบหน้า ก่อนจะแสดงสีหน้าอ่อนน้อมและยอมจำนน “ศาสตราจารย์หมิ่น คุณก็รู้ว่า การเรียนในสาขาหุ่นยนต์ของพวกผมไม่อาจปล่อยให้ล่าช้าได้ หากเจ้าหนุ่มคนนั้นมีเวลาพอจะให้เขามาช่วยงานพวกผมได้หรือไม่?”

 

_____สีหน้าของชายร่างสูงใหญ่พลันเคร่งขรึมจริงจังมากขึ้น “ท่านก็ทราบดีว่า การค้นคว้าของพวกผมเข้าสู่ช่วงสำคัญแล้ว แม้ผู้ใช้พลังจิตระดับ A จะสามารถเลี้ยงดูไบโอโรบอทได้ แต่พวกผมคิดมาตลอดว่า มีเพียงผู้ใช้พลังจิตระดับSเท่านั้นที่จะเลี้ยงดูให้เป็นหุ่นยนต์ขั้นสุดยอดที่แท้จริงได้”

 

_____ศาสตราจารย์หมิ่นนิ่งคิดพลางลูบเคราของตนครู่หนึ่ง “ผมไม่สามารถตัดสินใจแทนเจ้าหนุ่มคนนี้ได้ รอให้เขารายงานตัวเสร็จก่อนค่อยว่ากันเถิด ถ้าคุณสามารถเกลี้ยกล่อมให้เขาเต็มใจช่วยคุณได้ ผมย่อมไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ… แต่แน่นอนว่า หลักสูตรของสาขาบัญชาการกองทัพของผมเองก็ไม่อาจปล่อยให้ล่าช้าได้เช่นกัน”

 

_____“ไม่มีปัญหา! ผมจะไปเชื้อเชิญเขาเอง!” ชายร่างกำยำรีบตกลงรับคำทันที… ไม่ได้ตัวนักเรียน แต่ได้มาช่วยงานก็ยังดี… ผู้ที่มีพรสวรรค์ด้านพลังจิตระดับ Sนั้นหายากมากเหลือเกิน อีกทั้งรัฐบาลก็ไม่ยอมส่งยอดฝีมือเหล่านั้นมาช่วยงานวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีแบบใหม่ของพวกเขามานานแล้ว นักเรียนใหม่ผู้นี้เป็นโอกาสเดียวที่เหลืออยู่!

 

_____ชายวัยกลางคนถึงกับทรุดตัวนั่งบนเก้าอี้ด้วยสีหน้าเศร้าหมอง คนสามคนแย่งชิงนักเรียนเพียงคนเดียว มีแต่เขาที่ไม่ได้อะไรเลย…  พ่ายแพ้อย่างหมดรูป…

 

_____ศาสตราจารย์หมิ่นจ้องมองชายวัยกลางคนพลางหัวเราะในลำคอ “เสี่ยวฉวีเอ๋ย อย่าร้อนรนไป คุณก็เห็นว่า ครั้งนี้มีนักเรียนสองคนมิใช่หรือ… เจ้าคนที่ชื่อลั่วซิวเจ๋อนั้นไม่เลวจริงๆ แต่ฉีหนานเองก็ไม่ธรรมดาเลย อืม… คุณลองดูในรายงานสิ เขาสามารถเลื่อนระดับความสามารถของเขาถึงสองระดับภายในเวลาแค่เดือนเดียว แม้จะเป็นการทลายขีดจำกัดจากสมุนไพรไม่ทราบชนิดก็ตาม แต่ใครสามารถยืนยันได้ว่า หลังจากนี้เขาจะไม่ทลายขีดจำกัดอีกครั้งเล่า? อีกอย่าง… ตอนที่นักเรียนเข้ามาในเขตโรงเรียนจะต้องผ่านการตรวจสอบพลังแฝงครั้งหนึ่งมิใช่หรือ? ไม่แน่เขาอาจทำให้คุณประหลาดใจก็เป็นได้นะ”

 

_____ชายวัยกลางคนลองครุ่นคิดดู… ฉีหนานเองก็นับว่าเป็นนักเรียนที่มีฝีมือไม่เลวคนหนึ่งเลยทีเดียว… จากที่เขาดูเมื่อครู่นี้ มีพื้นฐานการต่อสู้และหน่วยก้านดีไม่เบาเลย… เพียงแต่พลังจิตระดับS ของลั่วซิวเจ๋อเย้ายวนสายตาของทุกคนมากเกินไปจนมองข้ามฉีหนานที่เป็นอีกตัวเลือกที่ดี…

 

_____ชายวัยกลางคนเผยรอยยิ้มกว้างออกมาโดยไม่รู้ตัว สาขาศาสตร์การต่อสู้ด้วยหุ่นยนต์ของเขาให้ความสำคัญในด้านสมรรถภาพร่างกายมากกว่าพลังจิต ฉะนั้นการกระทำของเขาเมื่อครู่ช่างเสียแรงและเสียเวลาเปล่าเสียจริง!

 

_____เมื่อคิดว่า ตัวเองจะไม่กลับไปมือเปล่าแล้ว ชายวัยกลางคนยิ่งรู้สึกตื่นเต้นดีใจไม่น้อยพลางมองจอภาพที่ฉายภาพของนักเรียนสองคนที่ถูกพาไปยังตึกของสาขาบัญชาการกองทัพทันทีที่จบการสอบสัมภาษณ์… ดวงตาของชายวัยกลางคนพลันเปล่งประกายแวววาว เขาไม่อาจแย่งชิงตัวลั่วซิวเจ๋อคนนั้นมาจากศาสตราจารย์หมิ่นได้ ทว่าฉีหนานผู้นี้จะพลาดไม่ได้เป็นอันขาด…

 

_____เขารีบเปิดควอนตัมคอมพิวเตอร์ของตนขึ้นมาติดต่อไปยังนักเรียนของตนอย่างรวดเร็ว ไม่นานนัก ภายในจอภาพก็ปรากฏร่างของนักเรียนอีกสองคนขึ้นมา

 

_____นักเรียนสองคนนั้นพูดคุยบางอย่างกับฉีหนาน ซึ่งฉีหนานก็หันไปสนทนากับลั่วซิวเจ๋อครู่หนึ่ง ก่อนจะโบกมือลากับลั่วซิวเจ๋อและขึ้นไปบนรถยนต์ลอยฟ้าที่เพิ่งมาจอดเมื่อครู่ ท่ามกลางสายตาลุ้นระทึกของชายวัยกลางคนผู้นั้น

 

_____“สำเร็จ!” ชายวัยกลางคนร้องลั่นด้วยความดีใจสุดขีด การที่ฉีหนานตัดสินใจเลือกเขาโดยไม่ลังเลเช่นนี้ทำให้เขาประทับใจมาก เด็กที่มีแววเช่นนี้จะต้องดูแลเป็นอย่างดี!!

 

_____เมื่อทั้งสามคนบรรลุวัตถุประสงค์ของตน บรรยากาศภายในห้องสังเกตการณ์จึงแปรเปลี่ยนชนิดที่ไม่เหลือเค้าเดิมแม้แต่น้อย… กว่าจะมีการประกาศไปยังคณาจารย์ที่ปรึกษาในแต่ละสาขา นักเรียนผู้มีฝีมือโดดเด่นทั้งสองคนก็ผ่านขั้นตอนการลงทะเบียนทุกขั้นตอนเรียบร้อยเสียแล้ว รวดเร็วขนาดที่พวกเขาไม่ทันเห็นแม้แต่ปลายเส้นผมสักเส้น ทำให้เหล่าคณาจารย์ที่ปรึกษาเหล่านั้นได้แต่กำหมัดแน่นด้วยความผิดหวัง…

 

_____“ฟู่… เหนื่อยชะมัดเลย” ฉีหนานเอนตัวนอนลงบนเตียงเตี่ยวพลางบิดเอวไปมาอย่างเกียจคร้าน… เนื่องจากฉีหนานกับลั่วซิวเจ๋อรายงานตัวพร้อมกัน ทำให้พวกเขาถูกจัดให้พักอยู่ในห้องเดียวกัน

 

_____สภาพแวดล้อมภายในโรงเรียนการทหารอันดับหนึ่งนั้นดีเยี่ยมนัก… นักเรียนธรรมดาจะถูกจัดให้อยู่ในห้องคู่ของหอพัก ส่วนนักเรียนอัจฉริยะจะได้รับอนุญาตให้พักในห้องเดี่ยวได้ หนำซ้ำหัวหน้าชั้นปียังสามารถมีบ้านพักเป็นของตัวเองอีกด้วย

 

_____ทว่าการเป็นนักเรียนอัจฉริยะหรือหัวหน้าชั้นปีนั้นจะต้องผ่านการสอบวัดระดับอย่างเป็นทางการของโรงเรียนและชนะในการแข่งขันเสียก่อน ฉะนั้นลั่วซิวเจ๋อกับฉีหนานจึงต้องพักอยู่ในหอพักของนักศึกษาธรรมดาชั่วคราว…

 

_____“เอาล่ะ ลุกขึ้นมาเร็ว” ลั่วซิวเจ๋อกำลังยืนพิงอยู่หน้าประตูห้องนอนพลางคลี่ยิ้มมุมปากเล็กน้อยขณะจ้องมองฉีหนานที่กลิ้งไปมาบนเตียงหลังใหญ่

 

_____“เอ๋? ลุกขึ้นมาทำไม?” ฉีหนานถามด้วยความฉงนสงสัย

 

_____ลั่วซิวเจ๋อจ้องมองเขาด้วยแววตาประหลาดใจ “เจ้าคงไม่คิดว่า เข้ามาในโรงเรียนแห่งนี้แล้วจะสามารถประมาทได้หรอกนะ? ยังมีสิ่งที่ต้องเรียนรู้อีกมากนัก… ไม่ต้องมองไกลตัวเลย ตัวเจ้าในตอนนี้ปรับตัวให้เข้ากับสมรรถภาพร่างกายระดับ B ของตัวเองได้แล้วหรือ? แม้พลังจิตของเจ้าจะเป็นแค่ระดับ F แต่เจ้าไม่อยากฝึกให้แข็งแกร่งขึ้นเพื่อเลื่อนระดับหรือ?”

 

_____ฉีหนานถึงกับเปล่งเสียงครวญครางราวกับจะร่ำไห้พลางหันไปฝังใบหน้าลงไปในหมอนใบนุ่ม ทันทีที่นึกถึงการฝึกหนักบนโลก เขาก็รู้สึกปวดหนึบที่บั้นท้ายขึ้นมา…

 

_____ลั่วซิวเจ๋อเข้มงวดกับการฝึกหนักของเขามาก อีกฝ่ายจะคอยเคี่ยวเข็ญให้เขาทำตามเป้าหมายในการฝึกแต่ละครั้งให้ได้… ถ้าหากเขาเผลอเกียจคร้านขณะฝึกหนักแม้แต่น้อยล่ะก็ อีกฝ่ายก็จะฟาดหางใส่เขาโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย… เวลาผ่านไปพักใหญ่ มันก็กลายเป็นปฏิกิริยาอัตโนมัติไปเสียแล้วว่า ทุกครั้งที่ลั่วซิวเจ๋อเปลี่ยนร่างกลับเป็นชาวเงือก เขาจะต้องกุมบั้นท้ายของตัวเองเพื่อป้องกันการประทุษร้ายทันที…

 

_____“เอาละ ลุกขึ้นได้แล้ว! เจ้ายังต้องฝึกหนักอีกมาก!” ลั่วซิวเจ๋อเดินมายังข้างกายของฉีหนานพร้อมกับใช้ฝ่ามือตบลงบนบั้นท้ายของเขาทันที

 

_____ฉีหนานพลันเงยหน้าขึ้นมาจากหมอนอย่างหัวเสีย “ผมบอกคุณแล้วว่า อย่าตีก้นผมไม่ใช่หรือ? ถึงมันจะไม่เจ็บแต่ก็น่าอายมาก เข้าใจไหม?”

 

_____ลั่วซิวเจ๋อกลั้วหัวเราะขณะเอ่ยตอบ “ข้าไม่ตีเจ้าต่อหน้าผู้อื่นหรอก อีกอย่าง…” นัยน์ตาของเขาเปล่งประกายวาววับ “กล้ามเนื้อส่วนอื่นในร่างกายของเจ้าจะต้องรับการฝึกหนัก หากบาดเจ็บขึ้นมาคงไม่ดีเท่าไหร่”

 

_____ฉีหนานถึงกับหางตากระตุก “พูดอีกอย่างคือ ก้นผมจะบาดเจ็บหรือไม่ก็ไม่เกี่ยวสินะ”

 

_____ลั่วซิวเจ๋อสบสายตากับอีกฝ่ายด้วยแววตาที่แฝงความนัยลึกซึ้งบางอย่าง “บั้นท้ายของเจ้า อันที่จริงก็สำคัญมากเช่นกัน แต่ตอนนี้… ยังไม่ต้องใช้”

 

_____ฉีหนานพลันรู้สึกเสียวสันหลังวูบอย่างบอกไม่ถูก แต่เขาก็ปัดความรู้สึกนี้ออกไปจากหัวอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเอ่ยด้วยความขุ่นเคืองใจว่า “อะไรคือตอนนี้ยังไม่ต้องใช้ ผมต้องฝึกท่าลุกนั่งทุกวันมิใช่หรือ!”

 

_____ลั่วซิวเจ๋อเผลอกระดิกนิ้วเล็กน้อยพลางหัวเราะเบาๆ ก่อนจะเปลี่ยนเรื่องสนทนาว่า “เอาล่ะ อย่ามัวแต่คุยเรื่องปัญหาก้นของเจ้าเลย บัดนี้เจ้าเป็นนักเรียนใหม่แห่งสาขาศาสตร์การต่อสู้ด้วยหุ่นยนต์แล้ว เจ้ารู้เรื่องงานต้อนรับนักเรียนใหม่ของโรงเรียนการทหารอันดับหนึ่งหรือยัง?”

 

_____“งานอะไรหรือ?” ฉีหนานนิ่งตะลึงงัน… เรื่องราวภายในโรงเรียนส่วนใหญ่จะถูกเก็บเป็นความลับ เขาที่ไม่มีเส้นสายใดๆในเมืองหลวงย่อมไม่เคยได้ยินเรื่องพรรค์นี้อยู่แล้ว

 

_____ลั่วซิวเจ๋อมีโอกาสได้ล้วงข้อมูลจากรุ่นพี่สองคนที่มาต้อนรับเขาไปไม่น้อย ซึ่งรุ่นพี่ทั้งสองคนทราบดีว่า รุ่นน้องผู้นี้มีพลังจิตระดับS จึงยินดีดูแลเขาเป็นอย่างดีและเล่าเรื่องราวต่างๆภายในโรงเรียนให้เขาฟังอย่างไม่ปิดบัง

 

_____“อันที่จริงก็ไม่มีอะไรมาก แค่รุ่นพี่จะแสดงอำนาจบาตรใหญ่และรังแกรุ่นน้องเท่านั้น… แน่นอน ถ้ารุ่นน้องแข็งแกร่งพอก็สามารถตอบโต้รุ่นพี่กลับไปได้…  หรือก็คือ ที่จริงงานต้อนรับนักเรียนใหม่ก็คือ ให้พวกรุ่นพี่ประมือกับนักเรียนใหม่เพื่อทำความรู้จักกัน หนำซ้ำในการต่อสู้นี้ยังเป็นการคัดเลือกนักเรียนอัจฉริยะและหัวหน้าชั้นปีของเราด้วย”

 

_____“เอ๋ ถ้าเป็นเช่นนั้นแค่เข้าร่วมก็พอแล้วสินะ ถึงอย่างไรก็มีคุณอยู่ด้วย ผมพนันได้เลยว่า ตำแหน่งหัวหน้าชั้นปีแห่งสาขาบัญชาการกองทัพไม่มีทางหนีไปจากคุณแน่นอน” ฉีหนานล้มตัวลงไปนอนอย่างเกียจคร้านอีกครั้ง

 

_____ลั่วซิวเจ๋อเห็นท่าทีขี้เกียจของอีกฝ่ายแล้ว พลันรู้สึกคันหางของตนเองมากเหลือเกิน ทว่าเพราะที่นี่คือโรงเรียนซึ่งแม้แต่ตัวเขาก็ไม่กล้ายืนยันว่า ที่นี่จะไม่มีกล้องวงจรปิดแอบซ่อนอยู่  ฉะนั้นในการสอบสัมภาษณ์ก่อนหน้านี้จึงเผยพลังจิตระดับSของตนเองออกไปโดยไม่รู้ตัว ถ้าหากฐานะชาวเงือกถูกเปิดโปงอีกล่ะก็ เขาจะต้องถูกจับไปชำแหละเพื่อค้นคว้าวิจัยแน่นอน…

 

_____เขาได้แต่กดความรู้สึกอยากฟาดอีกฝ่ายออกไป “ข้าได้ยินมาว่า งานต้อนรับนักเรียนใหม่ของสาขาศาสตร์การต่อสู้ด้วยหุ่นยนต์ของเจ้านั้นป่าเถื่อนและบ้าระห่ำมาก ทุกปีจะต้องมีนักเรียนแขนขาหักถูกส่งเข้าโรงพยาบาลไม่เคยขาด… แต่เจ้าเป็นคนของข้า ถ้าเจ้า ‘ถูก’ รังแกล่ะก็ ย่อมเสื่อมเสียเกียรติของข้ามากมิใช่หรือ?”

 

_____ฉีหนาน “…”

 

_____ลั่วซิวเจ๋อเหลือบสายตามองเขาพลางเอ่ยถ้อยคำแฝงความนัยบางอย่าง “ข้าเคยบอกเจ้าแล้วว่า มีเพียงข้าเท่านั้นที่จะรังแกคนของข้าได้… ผู้ใดกล้าแตะต้อง ข้าจะสับมือของมันออกเป็นชิ้นๆ!”

 

_____ฉีหนานพูดอะไรไม่ออก ทว่าภายในส่วนลึกของหัวใจกลับรู้สึกมีความสุขและดีใจอย่างบอกไม่ถูก… เขาส่งเสียงกระแอมไอออกมาเล็กน้อย ก่อนจะพูดอย่างตรงไปตรงมา “รุ่นพี่รังแกรุ่นน้องก็ถือเป็นเรื่องปกติ ตอนที่ผมเข้าเกณฑ์ทหารเองก็ไม่ย่ำแย่นักมิใช่หรือ? ไม่มีอะไรหรอก”

 

_____ลั่วซิวเจ๋อเลิกคิ้วขึ้นทันควัน “เมื่อก่อนข้าไม่รู้จักเจ้า ย่อมไม่เกี่ยวกับข้าแน่นอน แต่ตอนนี้ความสัมพันธ์ของพวกเราไม่เหมือนเดิมแล้ว ข้าจะปล่อยให้เจ้าโดนผู้อื่นรังแกได้อย่างไรกัน?”

 

_____“ทว่า…” น้ำเสียงของลั่วซิวเจ๋อกลับเปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน “ตัวเจ้าเองก็ต้องพยายามด้วย… ข้ารู้ว่า เจ้าไม่อยากให้ผู้อื่นนินทาหาว่าเจ้าได้แต่เกาะข้าเพียงฝ่ายเดียว!”

 

_____ฉีหนานพยักหน้ารับอย่างเงียบงัน ไม่นึกว่า อยู่ๆลั่วซิวเจ๋อก็ตบบั้นท้ายของเขาเต็มฝ่ามืออีกครั้ง “ฉะนั้นรีบไปฝึกซะ เจ้าต้องแข็งแกร่งขึ้นก่อนงานต้อนรับนักเรียนใหม่ให้ได้!”

 

_____ฉีหนานกุมบั้นท้ายของตัวเองแน่นพลางถลึงตาจ้องอีกฝ่ายด้วยความโกรธ พูดก็พูดไปสิ จะมาตีก้นผมทำไมเล่า!

 

_____ลั่วซิวเจ๋อคลี่ยิ้มเล็กน้อยพลางขยับมือลากฉีหนานออกมาจากเตียง เพื่อพาอีกฝ่ายไปฝึกหนักอีกครั้ง

 

_____ครึ่งเดือนต่อมา ผู้ที่ได้รับจดหมายแนะนำอีกกลุ่มก็ทยอยกันเข้ามารับการสอบสัมภาษณ์ของตน ซึ่งส่วนใหญ่จะผ่านการทดสอบของโรงเรียนการทหารไปได้ด้วยดี แต่ก็มีส่วนน้อยเช่นกันที่ไม่ผ่านจนถูกตัดสิทธิ์ออกไป

 

_____ในช่วงครึ่งเดือนนี้ ฉีหนานต้องลิ้มรสการฝึกนรกแตกอีกครา หนำซ้ำอุปกรณ์สำหรับฝึกซ้อมของโรงเรียนการทหารอันดับหนึ่งเพียบพร้อมมากกว่าห้องฝึกซ้อมแสนเรียบง่ายบนโลกของเขาไม่รู้ตั้งกี่เท่า จนเจ้าเงือกบ้าลั่วซิวเจ๋อถึงกับเพิ่มระดับความโหดในการฝึกของเขาขึ้นไปอีกขั้น…

 

_____ทุกวันที่การฝึกฝนจบสิ้นลง เขาจะถูกเจ้าเงือกบ้าลากกลับห้องนอนเสมอ โชคดีที่วิทยาการทางการแพทย์ของโรงเรียนนั้นร้ายกาจยิ่งนัก เขาจึงไม่มีอาการบาดเจ็บตกค้างหลงเหลือจากการฝึกอย่างบ้าระห่ำเช่นนี้เลย

 

_____นับว่า การฝึกในช่วงครึ่งเดือนนี้ไม่สูญเปล่า… ไม่เพียงแค่ทำให้เขาคุ้นเคยกับสมรรถภาพร่างกายระดับBอย่างสมบูรณ์ ซ้ำยังแข็งแกร่งขึ้นจนแตะขอบพลังระดับA อีกด้วย… ที่สำคัญยิ่งกว่าคือ เขายังทำให้ชายวัยกลางคนผู้นั้นประทับใจในตัวเขา หรือฉวีซื่อผู้พึงพอใจในตัวฉีหนานก่อนหน้านี้… ในฐานะอาจารย์ที่ปรึกษาแห่งสาขาศาสตร์การต่อสู้ด้วยหุ่นยนต์ เขาย่อมมีความสุขที่เห็นนักเรียนขยันฝึกฝนอย่างหนักเช่นนี้แน่นอน…

 

————————