0 Views

บทที่ 42

_____สำหรับลั่วซิวเจ่อนั้น พลตรีเฉิงได้มอบคำพูดแฝงนัยบางอย่างให้กับเขาประโยคหนึ่ง… ฉันจะรอนายอยู่ที่กองทหารที่ 16…

 

_____ลั่วซิวเจ๋อไม่ปฏิเสธน้ำใจที่พลตรีเฉิงหยิบยื่นให้ ทว่าเขาก็ไม่แสดงท่าทีว่าจะเข้าร่วมกองทหารที่ 16 ทันทีที่จบการศึกษาจากโรงเรียนการทหารอันดับหนึ่งแน่นอน…

 

_____ลั่วซิวเจ๋อเป็นนายเงือกที่รู้จักประมาณกำลังของตนเองมาก แต่ไหนแต่ไรมาเขาไม่เคยคิดจะทำเรื่องที่เกินกำลังของเขาอยู่แล้ว… ดูจากชื่อเสียงของพลตรีเฉิงในตอนนี้ หากเขาร่วมทัพในฐานะกองทหารที่ 16 ย่อมเป็นได้แค่ผู้ใต้บังคับบัญชาของพลตรีเฉิงเท่านั้น ทว่าหากเขาเข้าร่วมกองทหารอื่นก็เป็นไปได้มากว่า พอพวกตาแก่ผู้บัญชาการเกษียณไป เขาคงขึ้นไปแทนในตำแหน่งของผู้บัญชาการแน่นอน…

 

_____มันเป็นความแตกต่างที่เรียบง่ายมาก ยังไงลั่วซิวเจ๋อก็ไม่ใช่คนที่จะยอมก้มหัวให้ใคร! อยากให้เขาเป็นผู้ช่วย ก็ต้องมีพลังมากพอที่จะควบคุมเขาให้ได้เสียก่อน มิเช่นนั้นก็เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด…

 

_____พลตรีเฉิงอาจแข็งแกร่งมาก แต่ก็ไม่อาจควบคุมเขาได้อย่างแน่นอน ฉะนั้นลั่วซิวเจ๋อจึงไม่มีทางที่จะเข้าร่วมกับกองทหารที่ 16 เด็ดขาด… แต่ถ้าในอนาคตเขาได้เข้าร่วมกองทหารหนึ่งแล้วมีโอกาสร่วมงานกับกองทหารที่ 16 นี้ ลั่วซิวเจ๋อก็ยังชื่นชมในความแข็งแกร่งของพลตรีเฉิงผู้นี้อยู่ดี…

 

_____“เฮ้ย คุณเหม่ออะไรอยู่?” ฉีหนานโบกมือไปมาตรงหน้าของลั่วซิวเจ๋อ

 

_____ลั่วซิวเจ๋อได้สติกลับมาทันที “ไม่มีอะไร ก็แค่เมื่อครู่ข้าปฏิเสธคำเชิญของพลตรีเฉิงไป…”

 

_____“อะไรนะ!!!” ฉีหนานเบิกตาโตทันควัน “ไม่มีอะไรหรือ! นั่นมันพลตรีเฉิงนะ คุณยังจะ…” พูดยังไม่ทันจบประโยคก็พบกับสายตาเฉียบขาดของลั่วซิวเจ๋อจนต้องกลืนคำพูดที่เหลือลงคอไป แต่ฉีหนานก็ยังรู้สึกไม่พอใจมาก… นั่นมันพลตรีเฉิงนะ หากได้ก้าวเข้าไปในกองทหารของพลตรีเฉิงก็เปรียบเสมือนก้าวขึ้นไปสู่สวรรค์ก็ไม่ปาน แต่เจ้าหมอนี่กลับปฏิเสธงั้นหรือ?

 

_____“เจ้ารู้สึกว่า การที่ข้าปฏิเสธคำเชิญของพลตรีเฉิงมันโง่เขลามากหรือ?” ลั่วซิวเจ๋อเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย

 

_____ฉีหนานไม่เอ่ยตอบ แค่มองหน้าของเจ้าเงือกบ้าตนนี้ก็รับรู้ได้ทันทีว่า เจ้าตัวกำลังไม่สบอารมณ์อย่างมาก เขาไม่มีทางเปิดโอกาสให้อีกฝ่ายมาตีก้นเขาหรอก!

 

_____ลั่วซิวเจ๋อเองก็ไม่หวังให้เขาตอบกลับมา “เจ้าโง่ ข้าเคยบอกเจ้าแล้วว่า เป้าหมายของข้าคือตามหาคนในเมืองหลวง… การตามหาคนเป็นเป้าหมายของข้า ส่วนการเข้าโรงเรียนการทหารอันดับหนึ่งเป็นเพียงเส้นทางที่จะนำไปสู่เป้าหมายนั้น… หากข้าเข้าร่วมกองทหารที่ 16 ก็ต้องติดตามพลตรีเฉิงไปยังฐานทัพนั้น แล้วจะออกไปตามหาคนได้อย่างไรกัน?”

 

_____ฉีหนานนิ่งเงียบพูดอะไรไม่ออก พอเขาได้ยินเรื่องคำเชิญของพลตรีเฉิงก็เผลอตื่นเต้นยินดีมากเกินไป… เวลานี้มาคิดดูแล้ว สาเหตุที่เจ้าเงือกตรงหน้าตนนี้อยากไปเมืองหลวงก็คือ ตามหาคน  แต่ถ้าเข้าร่วมกับกองทัพซึ่งมีกฎระเบียบมากมายล่ะก็… พอคิดเช่นนี้แล้ว เจ้าเงือกบ้านี่ก็ไม่สามารถเข้าร่วมกับกองทหารที่ 16 ของพลตรีเฉิงได้จริงๆ

 

_____“ทีนี้เข้าใจแล้วหรือยัง!” ลั่วซิวเจ๋อเอ่ยด้วยน้ำเสียงเฉียบขาดดุดัน

 

_____ฉีหนานพยักหน้าน้อยๆอย่างเศร้าสลดหดหู่ แม้จะมีเหตุผลที่เหมาะสม แต่นั่นมันคำเชื้อเชิญของพลตรีเฉิงนะ… ถ้าโอกาสที่ได้รับคำเชิญนั้นมาหล่นใส่หัวตนล่ะก็…

 

_____ลั่วซิวเจ๋อหัวเราะด้วยน้ำเสียงหยามหยัน “อย่าฝันเฟื่องไป… ด้วยพลังของตัวเจ้าในตอนนี้ พลตรีเฉิงจะมาเชื้อเชิญเจ้าได้อย่างไรเล่า?”

 

_____ฉีหนานมีสีหน้าจืดเจื่อนลงทันที เพราะเขารู้ว่า ลั่วซิวเจ๋อพูดความจริง… แม้ตอนต่อสู้เขาจะทำได้ไม่เลว แต่ก็แค่ไม่เลวเท่านั้น ในฐานะนักบินเองก็เป็นเพียงระดับปานกลาง…  ทุกปีมีนักเรียนที่จบการศึกษาจากโรงเรียนการทหารมาสอบเข้ากองทหารที่ 16 นับล้านคน ย่อมมีคนที่แข็งแกร่งกว่าเขาอย่างน้อยแปดร้อยคน แล้วจะเอาอะไรมาทำให้พลตรีเฉิงเชื้อเชิญเขาเป็นการส่วนตัวเล่า?

 

_____“อีกอย่าง…” ลั่วซิวเจ๋อเอ่ยต่อว่า “เจ้าเป็นคนเดียวที่ข้าฝึกสอนให้ ในอนาคตข้าต้องทุ่มเทแรงกายแรงใจเพื่อพัฒนาระดับพลังจิตของเจ้าให้สูงยิ่งขึ้นอีกมาก เจ้าใช้ประโยชน์จากข้าถึงเพียงนี้กลับต้องการหนีตามพลตรีเฉิงผู้นั้นไป… นี่คือสิ่งที่ควรกระทำต่อผู้มีพระคุณหรือไร?”

 

_____ฉีหนาน “…”

 

_____รอเดี๋ยว… ผู้มีพระคุณยังพอเข้าใจอยู่ แต่‘หนีตามไป’หมายถึงอะไรกัน? เขาแค่ยกย่องนับถือพลตรีเฉิงเท่านั้น ทำไมพอเอ่ยออกมาจากปากคุณแล้วกลายเป็นหนีตามกันเล่า?

 

_____เมื่อเห็นสีหน้าไม่มั่นใจนักของฉีหนาน ลั่วซิวเจ๋อพลันหัวเราะด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ “ทำไม? หรือว่าเจ้าไม่ยอมรับ?”

 

_____“ผมยอมรับเรื่องอะไร?” ฉีหนานงุนงงมากจนจับต้นชนปลายไม่ถูก เจ้านี่มัน…ไม่อยากเจอคนที่ไม่มีเหตุผล ยิ่งถ้าคนที่ไม่มีเหตุผลผู้นั้นแข็งแกร่งกว่าคุณด้วยยิ่งซวยหนักเลย…

 

_____“ยอมรับว่า เจ้าหลงรักพลตรีเฉิงคนนั้น!” ลั่วซิวเจ๋อตะคอกด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด

 

_____“พลตรีเฉิงแต่งงานแล้ว…” ฉีหนานอดกรอกตาไม่ได้…

 

_____“แต่งงานแล้วอย่างไร? มีคนกล่าวไว้ว่า แม้จะแต่งงานแล้ว แต่รักแท้ใช่ว่าจะมีอยู่จริงมิใช่หรือ!”

 

_____ฉีหนานถึงกับเกาศีรษะด้วยความว้าวุ่นใจ “วันนี้คุณเป็นอะไรไปหรือ… ทำไมถึงพยายามยืนกรานให้ผมกับพลตรีเฉิงอยู่ด้วยกันนักเล่า? ในรัฐบาลมีคนที่ชื่นชอบพลตรีเฉิงมากมายก็จริง แต่ปัญหาคือ ผมแค่เคารพนับถือเขาเท่านั้นจริงๆ!”

 

_____“จริงหรือ?” ลั่วซิวเจ๋อจ้องมองฉีหนานด้วยแววตาเฉียบขาดแต่ก็แฝงไปด้วยความฉงนสงสัย “เจ้ากล้ารับประกันว่า เจ้าไม่เคยคิดถึงพลตรีเฉิงตอนที่เจ้าอยากช่วยตัวเองหรือ?”

 

_____ทันทีที่ฉีหนานได้ยินคำพูดนี้ ก็ต้องขนลุกซู่ไปทั้งตัว ก่อนจะโวยวายเสียงดังด้วยใบหน้าแดงระเรื่อ “พูดบ้าอะไร! ใครจะไปทำอะไร… ยังไงผมก็ไม่เคยคิดเด็ดขาด!”

 

_____“อืม ไม่เคยคิดก็ดีแล้ว” ลั่วซิวเจ๋อพลันใจเย็นลงอย่างรวดเร็วราวกับท่าทีโกรธเคืองและเค้นถามเมื่อครู่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

 

_____ฉีหนาน “….”

 

_____บัดซบ! วันนี้เจ้าเงือกบ้าตนนี้ลืมกินยาแน่นอน!

 

_____ลั่วซิวเจ๋อเหลือบมองด้วยท่าทีนิ่งเฉย “ข้าแค่เตือนสติเจ้า… พลตรีเฉิงไม่เหมาะกับเจ้า อย่าดันทุรังต่อไปเลย ตอนนี้เจ้ายังเด็กนัก เรื่องความรักรอให้เจ้าประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานก่อนถึงจะดี อีกอย่าง…” ลั่วซิวเจ๋อเอ่ยด้วยน้ำเสียงเน้นหนักว่า “อย่าลืมเล่าว่า เจ้ามีเจ้าของแล้ว อย่าได้ริอาจมีชู้เด็ดขาด”

 

_____เหอะๆ… ทำไมรู้สึกไม่มีแรงจะโต้กลับเล่า?  ตอนที่เจ้าเงือกบ้าตนนี้เรียนการใช้ภาษากลางจะต้องไม่มีสมาธิแน่นอน มิเช่นนั้นไหนเลยจะเอาคำว่า ‘มีชู้’มาใช้กับตัวเขาได้กัน?

 

_____บทสนทนาเกี่ยวกับพลตรีเฉิงของทั้งสองคนจึงสิ้นสุดลงเช่นนี้ หลังจากวันนั้นพวกเขาทั้งคู่ก็เข้าสู่การฝึกฝนอันแสนทรมานอีกครั้ง

 

_____ความทรมานของฉีหนานคือ การโดนเจ้าเงือกบ้าตนนี้เคี่ยวกรำฝึกซ้อมอยู่ทุกวัน หนำซ้ำวิธีฝึกซ้อมสารพัดแบบแต่ละอย่างยังสามารถทำให้กระอักเลือดได้อย่างง่ายดาย

 

_____ทว่าความทรมานของลั่วซิวเจ่อนั้นคือ แม้ว่าเขาจะมีความสามารถในการจดจำที่เป็นเลิศ ทว่าการจะเรียนรู้ทุกสิ่งให้ชำนาญภายในเวลาสั้นๆนั้นยังเป็นเรื่องลำบากมากสำหรับเขา…  จนเขาต้องลดเวลานอนหลับพักผ่อนในเวลากลางคืนลงด้วย ฉะนั้นฉีหนานจึงรู้สึกละอายใจยิ่งนัก…

 

_____“คือ… คุณแข็งแกร่งถึงเพียงนี้แล้ว ยังต้องพยายามมากขนาดนี้อีกหรือ?” ฉีหนานมองลั่วซิวเจ๋อที่กำลังแช่น้ำอยู่อย่างผ่อนคลาย ก่อนจะเอ่ยถามด้วยความฉงนสงสัย

 

_____ลั่วซิวเจ๋อปรือตามองฉีหนานนิ่งๆอยู่ครู่ใหญ่ จนฉีหนานรู้สึกอึดอัดไปทั้งตัว ราวกับตัวเองถามคำถามที่ไร้สาระมากออกไป…

 

_____ลั่วซิวเจ๋อคลี่ยิ้มบางๆ “ในอดีตมีนักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่เคยกล่าวไว้ว่า ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่จะมาจากหยาดเหงื่อ 99 % และแรงบันดาลใจอีก 1% แต่แรงบันดาลใจ 1%นั้นกลับสำคัญยิ่งกว่าหยาดเหงื่อ 99%เสียอีก… เจ้าคิดว่า คำพูดนี้ถูกต้องหรือไม่?”

 

_____ฉีหนานนิ่งคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยตอบอย่างลังเลว่า “น่าจะถูกต้อง”

 

_____ลั่วซิวเจ๋อพยักหน้ารับ “ไม่ผิด… ย่อมถูกต้องแน่นอน… แรงบันดาลใจนี้ก็เหมือนกับพรสวรรค์ของพวกมนุษย์อย่างเจ้า พรสวรรค์ด้านพลังจิตเองก็เช่นกัน… มีก็คือมี ไม่มีก็คือไม่มี… ไม่ใช่สิ่งที่เจ้าจะพยายามครอบครองได้หากเจ้าไม่มีมัน แต่ในทางตรงกันข้าม ต่อให้เจ้ามีพรสวรรค์ด้านพลังจิต ทว่าเจ้ากลับไม่พยายาม เจ้าจะประสบความสำเร็จได้หรือ?”

 

_____ฉีหนานนิ่งตะลึงงันไปครู่หนึ่ง “ถ้าเช่นนั้น… ก็เป็นอย่างที่นักวิทยาศาสตร์ผู้นั้นกล่าวไว้หรือ นอกจากแรงบันดาลใจแล้วยังต้องมีหยาดเหงื่อ”

 

_____“ใช่แล้ว…” ลั่วซิวเจ๋อถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ “ข้ามีพรสวรรค์ที่ดีมากก็จริง แต่เจ้าคิดว่า หากข้าหลงระเริงและเที่ยวเล่นมาโดยตลอด บัดนี้จะยังมีพลังที่ข้ามีอยู่อีกหรือ?”

 

_____“แม้พวกเราเผ่าพันธุ์เงือกจะแข็งแกร่งมาก ทว่าในมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ไร้ขอบเขตกลับมีศัตรูอีกนับไม่ถ้วนจ้องเล่นงานพวกข้าอยู่ การประมาทแม้เพียงน้อยนิดอาจนำไปสู่การสูญสิ้นของเผ่าพันธุ์ในสมรภูมิรบครั้งต่อไปได้ เจ้าคิดว่า พวกข้ายังจะเกียจคร้านได้อีกหรือ?” เมื่อเอ่ยจบ ลั่วซิวเจ๋อก็ค่อยๆปิดเปลือกตาลง เพื่อเพลิดเพลินกับช่วงเวลาสงบสุขอันแสนหายากนี้ให้มากที่สุด

 

_____ฉีหนานพูดอะไรไม่ออกด้วยความตกตะลึง เขาไม่นึกว่า เบื้องหลังพลังอันแข็งแกร่งของลั่วซิวเจ๋อจะต้องแลกมาด้วยแรงกดดันอันมหาศาลที่แบกรับไว้บนบ่าทั้งสองข้างเช่นนี้

 

_____เขาไม่เข้าใจถึงวิถีชีวิตของชาวเงือก… อา ไม่สิ ควรพูดว่า ของเผ่าพันธุ์เงือกโดยกำเนิดอย่างลั่วซิวเจ๋อมากนัก… เขาเห็นแค่ความแข็งแกร่งอันมหาศาลของอีกฝ่าย ทว่ากลับไม่เคยมองเห็นความพยายามที่อยู่เบื้องหลังความแข็งแกร่งของเขาเลย

 

_____เมื่อคิดเช่นนี้ ฉีหนานพลันนึกตำหนิตัวเองไม่น้อย… เมื่อเร็วๆนี้ลั่วซิวเจ๋อได้จัดแผนการฝึกซ้อมอันหนักหนาสาหัสให้กับเขาที่ถึงจะไม่พูดอะไรออกมา แต่ในใจของเขาก็นึกโมโหและบ่นที่เจ้าเงือกบ้าตนนี้ที่เข้มงวดและโหดร้ายกับเขามากเกินไป… ตอนนี้มาคิดดูแล้ว รู้สึกว่าโทสะของตนนั้นช่างน่าขำเสียจริง… ก่อนหน้านี้ตอนที่เขายังอ่อนแอและใช้ชีวิตอย่างสงบสุข แต่ก็ต้องโดนพวกทายาทแห่งตระกูลน้อยใหญ่พูดจาด่าทอข่มเหงทหารหน่วยลาดตระเวนอย่างพวกเขาตามใจชอบมาตลอด… ช่วงเวลาพรรค์นั้นยังไม่พออีกหรือไร?

 

_____“ขอโทษ” ฉีหนานเอ่ยขอโทษลั่วซิวเจ๋อจากใจ

 

_____ลั่วซิวเจ๋อลืมตาขึ้นมาสบสายตากับดวงตาสีนิลคู่นั้นที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความจริงใจอย่างเห็นได้ชัด มุมปากพลันกระตุกขึ้นน้อยๆ… ดีมาก ฉีหนานไม่อาจกดดันสุ่มสี่สุ่มห้าได้ การใช้ความรู้สึกผิดในใจของอีกฝ่ายให้เหมาะสมจะช่วยให้เขาขยันฝึกซ้อมมากขึ้นแน่นอน…

 

_____“ข้าจะรอดู” ลั่วซิวเจ๋อเอ่ยเพียงสี่คำก็จมลงไปในน้ำลึกมากขึ้น

 

_____ฉีหนานโดนอีกฝ่ายใช้หางสะบัดน้ำใส่หน้าเขา… เขารู้ว่า อีกฝ่ายจงใจ แต่กลับไม่โกรธเลยแม้แต่น้อย…

 

_____อันที่จริงหากลองคิดในอีกด้านหนึ่ง ถ้าเขาต้องเจอกับคนที่มีโอกาสเปลี่ยนแปลงตัวเองอันหายาก แต่กลับขี้เกียจและไม่คิดที่จะพัฒนาตัวเอง เขาย่อมโกรธมากเช่นกัน… บัดนี้เขาไม่นึกโกรธเคืองอีกฝ่ายแล้ว แม้แต่ตอนที่ลั่วซิวเจ๋อใช้หางเงือกฟาดเขาทุกวันเพื่อลงโทษเขาเมื่อไม่กี่วันก่อนก็กลายเป็นแรงผลักดันอย่างหนึ่ง…

 

_____หลังจากพูดคุยกันวันนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างลั่วซิวเจ๋อกับฉีหนานยิ่งสนิทสนมกันมากขึ้น ฉีหนานไม่เพียงร่วมมือในโปรแกรมฝึกของลั่วซิวเจ๋ออย่างเต็มที่ เมื่อตนเคยชินกับการฝึกระดับหนึ่งแล้วยังเสนอให้เพิ่มระดับมากขึ้นด้วยตัวเองอีก

 

_____ลั่วซิวเจ๋อปฏิเสธข้อเสนอของเขา… การฝึกสมรรถภาพร่างกายควรเป็นไปตามขั้นตอนที่เหมาะสม อยากเพิ่มพลังความแข็งแกร่งให้กับทุกส่วนของร่างกายย่อมต้องใช้เวลาอย่างน้อยสองถึงสามปี… ตอนนี้เขาแค่กระตุ้นพลังที่สะสมไว้ของฉีหนานออกมาเท่านั้น ถ้าเพิ่มระดับการฝึกซ้อมเข้าไปอีกจะกลายเป็นการเร่งรัดเกินไปจนเสียเรื่อง

 

_____“ข้าว่า… วันหยุดของเจ้าหมดลงวันพรุ่งนี้ใช่หรือไม่?” ลั่วซิวเจ๋อเอ่ยถามพลางเปิดดูข้อมูลในเครือข่ายอวกาศอย่างสบายใจ

 

_____“อ๋า?” ฉีหนานมีสีหน้างงงวยเล็กน้อย เขามัวแต่ฝึกฝนอย่างบ้าระห่ำจนลืมแม้แต่วันที่ตนต้องไปรายงานตัวที่หน่วยหรือ…

 

_____“อ๊า!” ฉีหนานพลันร้องเสียงดังลั่นทันทีที่นึกได้ เขาไม่ได้ติดต่อกับพวกเพื่อนในหน่วยทั้งเดือนเลย… วันพรุ่งนี้ไอ้พวกปศุสัตว์นั่นต้องซักฟอกเขาจนขาวสะอาดแน่นอน อ๊ากกกกก!

——————-