0 Views

    บทที่ 40

 

_____การต่อสู้ของพลตรีเฉิงย่อมไม่ใช่สิ่งที่จะหาดูได้โดยง่ายอย่างเด็ดขาด… อาจพูดเกินจริงไปบ้าง… มันเป็นความลับทางกองทัพ เพราะการเก็บข้อมูลและนิสัยความเคยชินของคู่ต่อสู้เป็นสิ่งที่สายลับพึงกระทำ… เห็นได้ชัดว่า การต่อสู้กับพลเรือนเหล่านี้ พลตรีเฉิงไม่คิดจะลงมือเต็มที่และยังมั่นใจว่า จะสามารถกำจัดคนเหล่านี้ได้อย่างง่ายดายอีกด้วย…

 

_____บนอัฒจันทร์ของผู้ชมนั้น คนส่วนใหญ่จะเป็นคนที่ติดร้อยอันดับแรกในการทดสอบเมื่อสักครู่… น้อยคนนักที่พอรู้ว่าตัวเองไม่ติดสิบอันแรกก็ออฟไลน์ไปอย่างหัวเสียทันทีที่การทดสอบจบลง อย่างเช่น เจ้าพวกดวงซวยที่โดนผู้บัญชาการพันตรีคนนั้นฆ่าทิ้ง…

 

_____นอกจากพวกเห็นแก่ตัวเหล่านั้นแล้ว ทุกคนล้วนนั่งอยู่บนอัฒจันทร์เพื่อดูการต่อสู้ของพลตรีเฉิง…

 

_____แต่ละคนจะมีเวลาต่อสู้ 30 นาที รวมสิบคนก็ประมาณห้าชั่วโมง… และแน่นอนว่า ทั้งสิบคนย่อมไม่มีทางเชี่ยวชาญในการบัญชาการรบกันหมด… นอกจากบางคนที่ดูมีฝีมือแล้ว เกรงว่า แค่สิบนาทีก็ไม่อาจต้านทานการโจมตีของพลตรีเฉิงได้เสียแล้ว

 

_____ผู้ที่ได้อันดับหนึ่งเป็นทหารมืออาชีพคนหนึ่ง… เขามีความสุขเหลือเกินที่ได้ต่อสู้กับพลตรีเฉิง อีกทั้งหากสามารถต้านทานไว้ได้ถึงสามสิบนาทีก็จะได้รับจดหมายแนะนำของโรงเรียนการทหารอันดับหนึ่งด้วย หากสร้างความเสียหายให้อีกฝ่ายได้สามสิบเปอร์เซ็นต์ ก็ย้ายเข้าไปในกองทหารที่สิบหกทันที ช่างเป็นโอกาสที่หาไม่ได้อีกแล้ว!

 

_____ทันทีที่การแข่งขันเริ่มขึ้น ชายผู้นี้ก็สั่งให้กองทัพโจมตีไปยังบริเวณที่พลตรีเฉิงบัญชาการอยู่… หากมองให้ดีแล้ว กองทัพของพลตรีเฉิงมีจำนวนน้อยกว่ากองทัพของชายผู้นี้ประมาณครึ่งหนึ่งเลยทีเดียว เรือรบของทั้งสองฝ่ายแทบจะเหมือนกัน เขาจึงไม่คิดจะใช้เล่ห์เหลี่ยมใดๆและใช้ความได้เปรียบด้านปริมาณแทน หากสู้สองต่อหนึ่งแล้วไม่ชนะ อย่างน้อยก็คงไม่แพ้อย่างน่าอนาถกระมัง? ต่อให้แพ้อย่างน่าสมเพชจริงๆ ก็ควรจะเล่นงานฝ่ายตรงข้ามได้ถึงสามสิบเปอร์เซ็นต์มิใช่หรือ?

 

_____วิธีคิดของชายผู้นี้ไม่เลว… ทว่าน่าเสียดายที่พลตรีเฉิงกลับไม่ให้โอกาสเขาเลย แม้จะเผชิญหน้ากับกองทัพจำนวนมหาศาล แต่พลตรีเฉิงกลับยังคงบัญชาการรบอย่างสุขุมเยือกเย็น ใช้กองกำลังที่อ่อนแอของตนทะลวงผ่านการโอบล้อมของกองทัพของชายผู้นั้น

 

_____บัดนี้สามารถเห็นความห่างชั้นของทั้งสองฝ่ายได้อย่างชัดเจน แม้ทั้งสองจะมีแต่ทหารราบเหมือนกัน ทว่าพลตรีเฉิงใช้เรือรบร่วมโจมตีในจังหวะที่เหมาะสมมาก หากเรือรบได้รับความเสียหายอย่างหนักก็จะถอนตัวจากสนามรบ เพื่อกลับไปซ่อมแซมทันที จังหวะนั้นก็ใช้เรือรบลำอื่นเข้าโจมตีแทน… ทว่าเมื่อเทียบกับชายผู้นี้ที่ตั้งใจจะใช้ความได้เปรียบในเรื่องจำนวนเอาชนะตั้งแต่เริ่ม จนไม่สนใจความเสียหายของเรือรบ… เมื่อเวลาผ่านไป กองกำลังของทั้งสองฝ่ายก็เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไม่ทันตั้งตัว

 

_____เรือรบของชายผู้นั้นพลันระเบิดขึ้นกลางอากาศอย่างต่อเนื่อง ทว่าเรือรบของพลตรีเฉิงกลับอยู่ในสภาพพร้อมสู้และเข้าสู่สมรภูมิอีกครั้ง แม้จะไม่อาจต่อสู้กับศัตรูด้วยกำลังทหารซึ่งๆหน้า แต่ก็ใช้ป้อมปืนของเรือรบเข้าช่วยในสมรภูมินี้แทน…

 

_____ชายคนนั้นไม่ใช่ไม่อยากเรียนรู้วิธีการของพลตรีเฉิง ทว่าเทคนิคขั้นสูงที่ยอดเยี่ยมไม่ใช่สิ่งที่จะเรียนรู้ภายในเวลาเพียงครู่เดียวได้…  ทั้งๆที่สภาพทหารและเรือรบของทั้งสองฝ่ายไม่ต่างกันนัก แต่ผลลัพธ์กลับแตกต่างกันมากถึงเพียงนี้ก็เพราะพวกทหารเต็มใจทำตามคำบัญชาที่เปี่ยมไปด้วยอำนาจของพลตรีเฉิงอย่างเต็มที่…

 

_____แต่ชายผู้นี้ไม่มีอำนาจเช่นนี้อย่างเห็นได้ชัด… สุดท้ายกองทัพของเขาก็ถูกเรือรบของพลตรีเฉิงกวาดล้างไปจนหมด อีกทั้งยังล้อมศูนย์บัญชาการของเขาด้วย…

 

_____“ผมยอมแพ้” ชายผู้นี้ได้แต่ยอมรับความพ่ายแพ้แต่โดยดี ขณะเหลือบมองเวลาเล็กน้อย… โชคดีนักที่ตนทนได้เกือบสี่สิบวินาที แม้จะสร้างความเสียหายให้กับเรือรบของพลตรีเฉิงได้บ้าง แต่ก็ถูกซ่อมแซมไปเกือบหมดจนความเสียหายนี้ไม่ถึงห้าเปอร์เซ็นต์ด้วยซ้ำ

 

_____ทุกคนเล่าขานว่า พลตรีเฉิงเป็นเทพสงครามแห่งยุคนี้… จึงไม่มีใครแปลกใจกับผลการต่อสู้ครั้งนี้เลย….

 

_____“ฝีมือเจ้าก็ไม่เลว… ยังขาดความชำนาญอยู่” พลตรีเฉิงเอ่ยกับชายผู้นี้

 

_____อีกฝ่ายพลันมีท่าทีตื่นเต้นยินดีทันทีพลางมองพลตรีเฉิงด้วยใบหน้าแดงก่ำ “กระผมขอติดตามภายใต้ธงของท่านตลอดไป!”

 

_____พลตรีเฉิงพยักหน้าให้ชายหนุ่มเล็กน้อย ก่อนจะส่งจดหมายเชิญของโรงเรียนการทหารอันดับหนึ่งให้กับชายผู้มีท่าทีตื่นเต้นสุดขีด… เขาทำความเคารพให้กับพลตรีเฉิงทันที ก่อนจะออฟไลน์ออกไปด้วยสีหน้าที่แทบจะกระโดดโลดเต้นอย่างมีความสุข

 

_____สำหรับเขาแล้ว การต่อสู้ครั้งนี้สำคัญมากเพราะทำให้เขารู้ถึงความสามารถของตนเองได้อย่างชัดเจน…

 

_____“คนต่อไป” พลตรีเฉิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย พร้อมกับที่อันดับสองปรากฏตัวขึ้นในห้องบัญชาการด้วยสีหน้ากระตือรือร้นอย่างมาก

 

_____หลังจากนั้น… ก็ไม่มีอะไรเลย เจ้าหมอนี่เทียบกับอันดับหนึ่งไม่ติดเลยแม้แต่น้อย เจ้าตัวมีพลังที่แข็งแกร่งไม่เบา ทว่าในด้านบัญชาการรบและยุทธศาสตร์นั้น… เหอะๆ…

 

_____แม้แต่ฉีหนานยังทนดูไม่ได้เลย…

 

_____ชายผู้นี้เองก็ทราบดีถึงความห่วยแตกในด้านนี้ของตน ฉะนั้นจึงไม่คิดจะเสียเวลาด้วย… ทันทีที่ได้ยินเสียงขานหมายเลขของตน เขาก็ออกคำสั่งประจัญบานกับกองทัพของตน ส่วนเจ้าตัว… ก็ควบคุมหุ่นยนต์กระโจนเข้าใส่พลตรีเฉิงที่อยู่ในห้องบัญชาการอย่างรวดเร็ว

 

_____พลตรีเฉิงชื่นชมจิตวิญญาณอันกล้าหาญของนักรบ ทว่าสำหรับการกระทำอันไร้สมองนี้ เขาอยากตำหนิด่าทออย่างรุนแรง… ล้อเล่นหรือไร เจ้าคิดว่า ห้องบัญชาการเป็นสถานที่เช่นไรกัน? ตัวเองสามารถบุกเดี่ยวฝ่าเข้ามาได้หรือ? เจ้าคิดว่า ตัวเองเป็นยอดฝีมือระดับ S หรือไร?

 

_____ต่อให้เป็นยอดฝีมือระดับ S อย่างลั่วซิวเจ๋อ… หากต้องเจอกับการรุมโจมตีของเรือรบอวกาศ หุ่นยนต์และอาวุธภาคพื้นดินจำนวนนับไม่ถ้วน ยังถือเป็นการเอาชีวิตไปทิ้งอย่างไร้ค่า…

 

_____แม้จะโดนพลตรีเฉิงด่าทอต่อว่าอย่างหนักหน่วง ชายผู้นี้กลับยังมีสีหน้าเปี่ยมสุขราวกับพลตรีเฉิงไม่ได้พูดต่อว่า แต่กำลังพูดคำหวานอยู่ก็ไม่ปาน…

 

_____เมื่อเห็นชายผู้นั้นพุ่งออกไปจากห้องบัญชาการของตนด้วยรอยยิ้มเปี่ยมสุขแล้ว ฉีหนานพลันมุมปากกระตุก… ถูกด่าทอต่อว่าแล้วมีความสุขปานนี้ เจ้าหมอนี่ต้องเป็นสายเอ็มแน่นอน…

 

_____คนที่สาม คนที่สี่… แต่ละคนถูกเรียกเข้าไปในสนามรบเรื่อยๆ ทว่าก็มีคนที่แข็งแกร่งที่สุด เขาสามารถต้านการโจมตีของพลตรีเฉิงถึงหนึ่งชั่วโมงโดยใช้วิธีป้องกันเต็มรูปแบบ ก่อนจะถูกกองทัพของพลตรีเฉิงปิดล้อมอย่างสมบูรณ์แบบ แต่เขาก็ยังไม่ยอมแพ้จนถูกเล่นงานไปในที่สุด…

 

_____พลตรีเฉิงสามารถจัดการทุกคนที่เข้ามาได้อย่างง่ายดาย… ประมาณสองชั่วโมงต่อมา ในที่สุดก็มาถึงอันดับที่เจ็ดของลั่วซิวเจ๋อ

 

_____ลั่วซิวเจ๋อลุกขึ้นยืน ทำให้ฉีหนานที่นั่งอยู่ข้างกายอดกระซิบเสียงแผ่วเบาไม่ได้ว่า “ก็… พยายามเข้านะ”

 

_____“หืม?” ลั่วซิวเจ๋อเลิกคิ้วขึ้นน้อยๆ

 

_____ฉีหนานแกล้งเม้มปากเหมือนไม่เต็มใจ “แค่กแค่ก… ในเมื่ออยากเป็นคนคอยสนับสนุนผม ก็ทำให้สมกับผู้สนับสนุนของผมเถิด… อย่าแพ้อย่างน่าสมเพชนัก! อาย!”

 

_____“หึๆ…” ลั่วซิวเจ๋อหัวเราะน้อยๆพลางจ้องมองฉีหนานด้วยแววตาลึกล้ำ “ข้าไม่มีทางทำให้คนของข้าผิดหวังแน่นอน”

 

_____ทันทีที่พูดจบประโยค ร่างของลั่วซิวเจ๋อพลันหายไปจากอัฒจันทร์และปรากฏตัวขึ้นในห้องกัปตันเรือบนเรือรบอวกาศลำหนึ่ง ทิ้งให้ฉีหนานผู้นั่งอยู่ที่เดิมและนึกทวนคำพูด ‘คนของข้า’ ในหัวอีกครั้งแล้วรู้สึกใบหน้าร้อนผ่าวอย่างประหลาด…

 

_____ลั่วซิวเจ๋อถอนหายใจเฮือกใหญ่ ขณะมองอวกาศอันกว้างใหญ่บนจอภาพ… เขาเคยเป็นผู้บัญชาการในสงครามครั้งใหญ่ก็จริง แต่นั่นมันใต้ทะเลลึก ไม่ใช่บนท้องฟ้า…

 

_____แม้ทั้งสองสถานที่จะใกล้เคียงกัน แต่เขาก็ไม่กล้าประมาท… กลเทคนิคและยุทธศาสตร์ที่เคยร่ำเรียนล้วนมาจากท่านพ่อของเขาทั้งสิ้น… ไม่เคยเรียนเป็นหลักสูตรมาก่อน อีกทั้งยังไม่มีข้อมูลของเรือรบอวกาศพวกนี้ด้วย… หากทำอะไรผิดพลาดแม้แต่นิดเดียว ย่อมส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงแน่นอน…

 

_____โชคดีที่เวลานี้เขาเพียงต้องการต้านไว้ให้ถึงสามสิบนาทีเท่านั้น มิฉะนั้นแรงกดดันที่เขาต้องแบกรับคงมากกว่านี้หลายสิบเท่า

 

_____เมื่อสัญญาณเปิดฉากการต่อสู้ดังขึ้น ลั่วซิวเจ๋อยังไม่สั่งเคลื่อนพลทันที กลับใช้โทรศัพท์มือถือหาข้อมูลของเรือรบอวกาศอย่างเร่งด่วน… สมองของเขารีบประมวลผลข้อมูลเหล่านี้ซึ่งอาจทำให้มีโอกาสที่จะเอาชนะพลตรีเฉิงได้…

 

_____ย้ำ… แค่อาจมีโอกาส… ยามที่ต้องเผชิญหน้ากับผู้บัญชาการที่เก่งกาจระดับเดียวกับตน ย่อมไม่กล้าโอ้อวดว่า ตนจะได้รับชัยชนะแน่นอน… การใช้น้อยชนะมากเป็นกลยุทธ์ที่พบบ่อยในประวัติศาสตร์…

 

_____เมื่อวิเคราะห์ข้อมูลบางส่วนเสร็จแล้ว ลั่วซิวเจ๋อจึงเลือกใช้ยุทธวิธีที่ปลอดภัยที่สุด

 

_____เขาแบ่งกองกำลังของตัวเองออกเป็นสองกลุ่ม… กลุ่มแรกคอยอารักขาตนเอง ในขณะที่ส่งอีกกลุ่มออกไปลอบโจมตีกองทัพของพลตรีเฉิง

 

_____ผู้ชมโดยรอบพลันส่งเสียงเอะอะแตกตื่นด้วยความสับสนวุ่นวาย… ขนาดคนอื่นต่อสู้แบบสองต่อหนึ่งยังพ่ายแพ้อย่างน่าอนาถ แต่เจ้าหมอนี่กลับกล้าแบ่งทหารลดลงไปอีก วอนหาที่ตายหรือไร?

 

_____บนอัฒจันทร์เองก็มีผู้คนจำนวนไม่น้อยส่งเสียงโห่ร้องอย่างไม่พอใจ… พวกเขาทุกคนต่างเคารพนับถือพลตรีเฉิงเป็นอย่างมาก คนอื่นล้วนต่อสู้อย่างเต็มกำลัง แล้วการแบ่งกองทัพของเจ้าหมอนี่จะไม่เป็นการดูถูกพลตรีเฉิงหรือ?

 

_____มีเพียงฉีหนานที่ลอบเบ้ปากกับตัวเอง เขาย่อมรู้ถึงความแข็งแกร่งของเจ้าเงือกบ้าตนนั้น… แม้จะไม่ค่อยเข้าใจในยุทธวิธีของอีกฝ่าย ทว่าตั้งแต่พวกเขารู้จักกัน เขายังไม่เคยเห็นเจ้าเงือกตนนั้นพ่ายแพ้มาก่อน…

 

_____อืม… หากคิดในกรณีเลวร้าย เจ้าเงือกตนนี้เองก็พ่ายแพ้ในการแข่งขันครั้งนี้เช่นกัน ทว่าต่อให้แพ้ ก็ต้องไม่ใช่เพราะการแบ่งกองทัพแน่นอน!

 

_____จะว่าไป แม้แต่ตัวฉีหนานเองก็แปลกใจที่เขาเชื่อมั่นในตัวเงือกตนนี้ถึงเพียงนี้เลยหรือ? แต่จะคิดมากไปทำไม… ไม่ว่าแพ้หรือชนะ อีกไม่ช้าผลลัพธ์ก็จะปรากฏออกมาอยู่ดี… ถึงเขาจะคิดมากเช่นนี้แล้วจะช่วยอะไรได้?

 

_____ลั่วซิวเจ๋อไม่รู้ว่า ผู้ชมด้านนอกด่าทอต่อว่าจนแทบจะเอาเขาไปเปรียบกับสุนัขแล้ว นอกจากว่าที่คู่ครองที่เคยเห็นความแข็งแกร่งของเขาแล้ว ไม่มีใครคิดว่า การแบ่งกองทัพของเขาจะเป็นวิธีที่ถูกต้อง…

 

_____ลั่วซิวเจ๋อใจเย็นมาก เขาส่งกลุ่มลอบโจมตีออกไปใกล้ห้องบัญชาการของพลตรีเฉิง พร้อมกับแบ่งทีมออกเป็นหลายสิบหน่วย ก่อนจะ… กระจายออกไปโดยรอบบริเวณ

 

_____พวกผู้ชมพลันแตกตื่นวุ่นวายมากขึ้น… แบ่งกองทัพครั้งหนึ่งแล้วยังจะแบ่งออกเป็นหน่วยเล็กๆหลายสิบหน่วยอีก เจ้าหมอนี่บ้าไปแล้วหรือไร?

 

_____ทว่าพลตรีเฉิงที่นั่งอยู่ในเรือรบอวกาศอีกลำ กลับแสดงสีหน้าประหลาดใจและค่อยๆยกมุมปากขึ้น “ใช้ได้…”

 

_____พลตรีเฉิงแบ่งกองทัพของตนให้คอยอารักขาครึ่งหนึ่ง ก่อนจะส่งที่เหลือกระจายออกไปไล่ฆ่าหน่วยเล็กๆเหล่านั้น ทว่าลั่วซิวเจ๋อยังไม่ฉวยโอกาสนี้โจมตี กลับแบ่งกองทัพที่คอยอารักขาออกไปอีกส่วน และสั่งให้บินไปยังดาวเคราะห์ใกล้ๆทันที

 

_____สมรภูมิรบครั้งนี้ถูกจัดให้มีสภาพแวดล้อมที่เหมือนจริง แม้กองทัพของทั้งสองฝ่ายจะมีกำลังพลที่แตกต่างกัน ทว่าทั้งสองฝ่ายล้วนครอบครองดาวเคราะห์ที่อุดมสมบูรณ์ดวงหนึ่งเช่นกัน

 

_____ไม่ใช่ว่าคนที่ต่อสู้ก่อนหน้านี้ไม่มีใครคิดถึงดาวเคราะห์เหล่านี้ แต่ปัญหาคือ เมื่อเจอกับการบุกโจมตีของพลตรีเฉิง ซึ่งกองกำลังของทั้งสองฝ่ายต่อสู้กันอย่างดุเดือด หากส่งเรือรบอวกาศไปยังดาวเคราะห์ล่ะก็ ย่อมทำให้สถานการณ์พลิกกลับตาลปัตรและปล่อยให้พลตรีเฉิงลงมือได้อย่างง่ายดายมากขึ้นมิใช่หรือ?