0 Views

        บทที่ 39

_____ตระกูลที่ต้องการตามหาคนที่แข็งแกร่งจากการแข่งขันครั้งนี้ล้วนไม่ใช่ตระกูลใหญ่ที่ทรงอิทธิพลนัก… ทั้งนี้เพื่อความน่าเชื่อถือและปลอดภัยแล้ว พวกเขาไม่ลังเลที่จะละทิ้งลั่วซิวเจ๋อไป…

 

_____อันที่จริงก็สมเหตุสมผลอยู่ แม้ลั่วซิวเจ๋อจะแสดงฝีมือออกมาได้ไม่เลว แต่ก็ไม่โดดเด่นเหนือผู้อื่นมาก ยังมีคนอื่นอีกมากที่โดดเด่นยิ่งกว่า… ทุกคนไหนเลยจะอยากเสี่ยงเลือกคนที่มีประวัติไม่แน่ชัดมาเข้าตระกูลกันเล่า?

 

_____ลั่วซิวเจ๋อไม่อาจรู้ถึงความคิดของตระกูลเหล่านี้ ต่อให้เขารู้อยู่แล้วก็คงไม่มีทางยอมเข้าร่วมกับตระกูลพวกนี้เช่นกัน…

 

_____สำหรับทหารพลเรือนธรรมดาพวกนั้นแล้ว การเข้าร่วมกับตระกูลหนึ่งเปรียบเสมือนการรับรองถึงอนาคตในภายภาคหน้าได้เป็นอย่างดี ทว่าสำหรับลั่วซิวเจ๋อนั้น… ตระกูล? แล้วอย่างไร? แข็งแกร่งกว่าเผ่าพันธุ์เงือกของพวกข้าหรือไร?

 

_____ทั้งสองฝ่ายต่างไม่คิดจะเกี่ยวข้องกัน ฉะนั้นการชักชวนหรือเชื้อเชิญใดๆย่อมไม่จำเป็นต้องพูดถึงเลย…

 

_____เพราะความสามารถอันโดดเด่นของหน่วยลั่วซิวเจ๋อ… ผู้บัญชาการผู้นั้นจึงบัญชาการรบได้อย่างง่ายดายมากขึ้น

 

_____เมื่อสัญญาณเตือนจบการทดสอบดังขึ้น ทุกคนก็ถูกส่งกลับมายังห้องที่พวกเขาเคยอยู่ก่อนหน้านี้ทันที…

 

_____ด้านหน้าของทุกคนพลันปรากฏผลการทดสอบที่บันทึกรายละเอียดของคะแนนในการทดสอบครั้งนี้ทั้งครึ่งแรกและครึ่งหลังอย่างละเอียด…

 

_____“ฮ่าฮ่าฮ่า! เหล่าจื่อได้ที่หนึ่ง!!”

 

_____“บ้าเอ๊ย… อีกนิดเดียวก็จะติดสิบอันดับแรกแล้ว!”

 

_____“เฮ้ ถึงจะไม่ติดสิบอันดับ แต่ฝีมือเราก็ไม่เลวเลย!”

 

_____เวลานี้มีทั้งคนที่มีความสุขและอารมณ์เสียไปทั่วบริเวณ แต่ไม่ว่าจะเป็นเช่นไร การทดสอบก็สิ้นสุดลงแล้ว คะแนนของแต่ละคนยังถูกประกาศบนตารางจัดอันดับอีกด้วย

 

_____ลั่วซิวเจ๋อจ้องมองชื่อของตนที่อยู่ในอันดับเจ็ดบนรายชื่อที่ประกาศออกมาอย่างเป็นทางการแล้ว เผลอยกยิ้มที่มุมปากอย่างพึงพอใจที่คะแนนของตนไม่สูงหรือต่ำเกินไป เป็นเรื่องน่าดีใจเสียจริง… คะแนนในส่วนที่สองนั้น เขายังสามารถช่วยเพิ่มคะแนนของฉีหนานขึ้นมาจนติดสิบอันดับแรกได้สำเร็จ… แน่นอน แค่อันดับสิบเท่านั้น…

 

_____ขอเพียงติดสิบอันดับแรกก็จะสามารถได้รับจดหมายแนะนำของโรงเรียนการทหารอันดับหนึ่งได้สำเร็จ… เรื่องน่ายินดีเช่นนี้ ลั่วซิวเจ๋อย่อมมีความสุขมาก

 

_____เขากลับออกไปยังห้องโถงใหญ่ของสนามรบจำลองแห่งนี้พลางตบไหล่ของฉีหนานอย่างนุ่มนวลและสนิทสนมมากเป็นพิเศษ ทำให้ฉีหนานถึงกับยืนนิ่งอึ้งตกตะลึงสุดขีด “คุณคิดจะทำอะไรอีก?”

 

_____ใบหน้าของลั่วซิวเจ๋อพลันแข็งค้างเช่นเดียวกับมือเรียวที่ชะงักไปชั่วขณะ “เจ้าคิดว่า ข้าจะทำอะไรหรือ?”

 

_____ฉีหนานลอบสังเกตสีหน้าเรียบเฉยของอีกฝ่ายอยู่นาน ก่อนจะพูดออกมาอย่างระมัดระวัง “ผมขอบคุณที่ทำให้ผมติดสิบอันดับแรก แต่คุณอย่าหวังว่า ผมจะสามารถประมือกับพลตรีเฉิงได้ถึงครึ่งชั่วโมง… ต่อให้คุณจะฆ่าผม ผมก็ทำไม่ได้แน่นอน”

 

_____ลั่วซิวเจ๋อพลันมุมปากกระตุกยิกพลางใช้ฝ่ามือตบแผ่นหลังของฉีหนานลงไปเต็มแรง ก่อนจะกัดฟันกรอดขณะพูดว่า “เจ้าโง่… ข้าขอให้เจ้าเอาชนะพลตรีเฉิงหรือไร? ในเมื่อเจ้าติดสิบอันดับแรกแล้ว เจ้าก็รอให้ทางโรงเรียนการทหารอันดับหนึ่งเรียกตัวไปสัมภาษณ์ได้เลย ต่อให้เจ้ายอมแพ้ในการต่อสู้กับพลตรีเฉิงก็ไม่มีทางกระทบกับแผนการขั้นต่อไปของข้าแน่นอน”

 

_____“ทำอย่างนั้นไม่ได้เด็ดขาด” ฉีหนานแสดงสีหน้าไม่เห็นด้วยอย่างเต็มที่กับคำแนะนำที่จะให้เขายอมแพ้ของลั่วซิวเจ๋อในครั้งนี้ ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นยินดี “โอกาสที่จะได้ต่อสู้กับพลตรีเฉิงเชียวนะ ทั้งชีวิตก็ไม่รู้ว่าจะมีโอกาสแบบนี้หรือไม่… ครั้งนี้เพราะคุณช่วยผมถึงทำสำเร็จได้ แล้วผมจะปล่อยให้มันหลุดมือไปได้อย่างไร!”

 

_____ลั่วซิวเจ๋อเผลอขมวดคิ้วแน่น พรสวรรค์ของฉีหนานนับว่าไม่เลวเลยทีเดียว… แน่นอนว่า หากไม่มีเขาล่ะก็ คงเป็นแค่ทหารเล็กๆคนหนึ่งบนโลกไปตลอดชีวิตแน่นอน… ทว่าตอนนี้ด้วยพรสวรรค์ของฉีหนาน และมีเขาอยู่ข้างกายล่ะก็ อนาคตของเจ้านี่จะต้องเจิดจรัสแน่นอน เขาไม่ชอบให้ฉีหนานมีชีวิตอยู่อย่างต้อยต่ำเช่นนี้…

 

_____“ข้ายังไม่ได้บอกเจ้าว่า  ความจริงแล้วเจ้าเป็นคนที่มีพรสวรรค์มาก แต่ถูกใครบางคนวางยาสะกดพลังเอาไว้ ฉะนั้นจึงกลายเป็นคนห่วยแตกเช่นนี้” ลั่วซิวเจ๋อแสร้งทำท่าตกใจสุดขีดราวกับเผลอลืมบอกเรื่องนี้ ไม่สนใจแม้แต่น้อยว่า เมื่อฉีหนานได้ยินคำพูดนี้แล้วจะรู้สึกเช่นไร

 

_____ฉีหนานถึงกับยืนอึ้งอยู่ครู่ใหญ่ราวกับกำลังพยายามประมวลผลคำพูดนี้และเขาเชื่อว่า ลั่วซิวเจ๋อไม่มีทางเอาเรื่องแบบนี้มาหลอกลวงเขาแน่นอน เพราะโกหกเขาไปก็ไม่มีประโยชน์อะไรเลย…

 

_____ลองคิดดูก็รู้แล้ว การช่วยคนที่มีพรสวรรค์ติดตัวในการดึงพลังซ่อนเร้นอยู่ออกมา กับการช่วยให้คนไร้ประโยชน์คนหนึ่งได้รู้จักใช้พลังใหม่ๆแล้ว… เห็นได้ชัดว่า อย่างหลังชวนให้รู้สึกซาบซึ้งและประทับใจมากกว่า เพราะคนประเภทหลังนั้นไม่มีอะไรเลยตั้งแต่แรก ทว่าคนประเภทแรกคล้ายกับพบเส้นทางที่โปรยด้วยกลีบกุหลาบแล้วเท่านั้น

 

_____“คุณ… ทำไมถึงบอกผม?” ฉีหนานรู้สึกสับสนไปหมด เขาไม่เข้าใจว่า เหตุใดลั่วซิวเจ๋อถึงบอกเขาเรื่องนี้… ถ้าอีกฝ่ายไม่พูด เขาคงไม่มีทางรู้ความจริงไปตลอดชีวิต… ความจริงที่ยาชนิดนี้สามารถหลอกคนตระกูลฉีได้ตั้งแต่เด็ก… อีกทั้งเขาไม่เชื่อว่า อีกฝ่ายจะไม่รู้วิธีที่ดีที่สุดในการใช้งานเขาหรอก…

 

_____ลั่วซิวเจ๋อเบ้ปากเล็กน้อย ก่อนจะกลายเป็นรอยยิ้มเหยียดหยามทันที “เจ้าคิดว่า ข้าจำเป็นต้องให้เจ้ารู้สึกสำนึกในบุญคุณอย่างน่าสมเพชหรือ? ไม่สิ พูดอีกอย่างคือ มีสิ่งใดที่พลังของข้าทำไม่ได้กัน? ความรู้สึกอยากตอบแทนบุญคุณของเจ้าช่วยอะไรข้าได้หรือไร?”

 

_____ฉีหนาน “…”

 

_____บัดซบ! ช่างเป็นคำพูดที่เอาแต่ใจเสียจริง… ยิ่งได้ยินกับหูก็ยิ่งไม่สบอารมณ์เอาเสียเลย… เหมือนตัวเขาไม่มีประโยชน์อีกต่อไป… เจ้าเก่งนัก ก็ไปสอบเข้าโรงเรียนการทหารอันดับหนึ่งเองสิ!

 

_____หืม…

 

_____สีหน้าของฉีหนานพลันซีดสนิท ก่อนหน้านี้ลั่วซิวเจ๋อไม่มีประวัติที่เหมาะสม จึงต้องพึ่งพาตนในการผ่านเข้าไปยังเมืองหลวง ทว่าตอนนี้มีจดหมายแนะนำของพลตรีเฉิงแล้ว อีกฝ่ายก็เหมือนกับ… ไม่จำเป็นต้องมีเขาอีกแล้ว?

 

_____อยู่ๆฉีหนานก็รู้สึกแปลกประหลาดมาก ทั้งๆที่เขาพบวิธีไล่เจ้าเงือกตรงหน้าออกไปจากชีวิตได้แล้ว แต่ทำไมเขากลับรู้สึกไม่ดีเลยเล่า? อืม… จะต้องเป็นเพราะตัวเขายังไม่ได้ตอบแทนบุญคุณแน่นอน! เขาเป็นคนจิตใจดีงามและซื่อตรงปานนี้ มีบุญคุณและยังไม่ตอบแทนย่อมทำให้เขารู้สึกไม่สบายใจอยู่แล้ว!

 

_____ฉีหนานในตอนนี้ไม่รู้สึกโกรธแค้นลั่วซิวเจ๋อเหมือนตอนแรกอีก แถมยังแอบรู้สึกขอบคุณสวรรค์ที่ส่งเจ้าเงือกบ้าตนนี้มาอยู่เคียงข้างเขา… ถ้าไม่มีเงือกตนนี้ ไม่แน่ว่าตัวเขาอาจจะไม่มีทางรู้ความลับที่ซ่อนอยู่ในตัวไปตลอดชีวิตเลยก็ได้…

 

_____เขาคลี่ยิ้มเย้ยหยันกับตัวเอง… เดิมทีท่านพ่อของเขาก็ค่อนข้างมีอำนาจและอิทธิพลในตระกูลฉีไม่น้อย น่าเสียดายนัก หลังจากที่เขาเกิดมา… ไม่สิ ควรกล่าวว่า หลังจากที่เขาโดนตรวจสอบและพบคุณสมบัติและพรสวรรค์อันห่วยแตกแล้ว เห็นได้ชัดว่าฐานะของท่านได้รับผลกระทบอย่างใหญ่หลวง… ภายในเวลาสั้นๆก็หย่าร้างกับท่านแม่และแต่งงานใหม่กับหญิงสาวจากอีกตระกูล เพื่อให้ฐานะของท่านมั่นคงดังเดิม

 

_____ในฐานะเด็กไร้ค่าที่เกิดจากภรรยาเก่า เขาย่อมพยายามเก็บตัวและหลีกเลี่ยงที่จะไปขัดใจหรือขัดลูกตาของฮูหยินคนใหม่อย่างเต็มที่

 

_____น่าเสียดาย… ท่านไม่รู้ว่า อันที่จริงลูกชายของท่านไม่ใช่คนไร้ประโยชน์ แต่เป็นอัจฉริยะ… แต่สำหรับฉีหนานที่ออกจากตระกูลฉีแล้วมันไม่มีความหมายใดๆเลยแม้แต่น้อย

 

_____เขา! เป็นแค่ฉีหนานเท่านั้น เขาไม่มีภูมิหลัง ไม่มีอำนาจและไม่เกี่ยวข้องใดๆกับตระกูลฉีในเมืองหลวงอีกต่อไป

 

_____“ขอบคุณที่บอกความจริงกับผม แต่ว่า…” ฉีหนานยิ้มบางๆ “สำหรับตัวผมในตอนนี้ ความจริงมันไม่สำคัญอีกต่อไปแล้ว ต่อให้รู้ว่า ผมโดนคนวางยาตั้งแต่เด็กแล้วอย่างไรเล่า… แม้แต่คนตระกูลฉียังไม่รู้ถึงความผิดปกตินี้เลย… แม้จะหาตัวการที่อยู่เบื้องหลังได้ เกรงว่าผมคงไม่มีทางแก้แค้นได้อย่างแน่นอน”

 

_____ลั่วซิวเจ๋อเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ใบหน้าเนียนละเอียดเริ่มฉายแววไม่พอใจ ริมฝีปากสีแดงอิ่มอ้าปากน้อยๆ ทว่าคำพูดที่เอ่ยออกมากลับทำให้ฉีหนานแทบจะล้มหน้าคะม่ำ “ไร้สาระ!”

 

_____ฉีหนาน “…” บัดซบ เจ้าเงือกที่มีใบหน้าที่งดงามปานนี้กลับเอ่ยคำพูดหยาบคายไม่สมกับหน้าตาเอาเสียเลย!

 

_____คุณเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการแสดงมิใช่หรือ อย่างน้อยก็ช่วยแสร้งทำเป็นอ่อนโยนน่ารักกับผมหน่อย!!!

 

_____ลั่วซิวเจ๋อหัวเราะหึ “อะไรคือไม่มีทางแก้แค้น? เจ้ายังไม่ทันคิดก็บอกว่าไม่มีทางเสียแล้วหรือ? เจ้าคิดว่าตัวเองเป็นอะไร? กองอึสุนัขบนพื้นหรือ? ใครนึกจะเหยียบก็เหยียบย่ำได้ตามสบาย?”

 

_____“ผมไม่ใช่คนที่จะโดนเหยียบย่ำได้ง่ายๆ!!” ฉีหนานเถียงกลับทันควัน

 

_____“อืม” ลั่วซิวเจ๋อพยักหน้าเล็กน้อย “เจ้ามีอะไรที่จะป้องกันไม่ให้โดนคนเหยียบ? ในฐานะกองอึหมา เจ้าอยากให้คนอื่นขยะแขยงจนไม่กล้าเหยียบเจ้าหรือไร?”

 

_____ฉีหนาน “…”

 

_____“งั้นคุณก็พูดออกมาเลย! ผมเป็นแค่ทหารธรรมดาคนหนึ่งที่ถูกตระกูลทอดทิ้งแล้ว คุณคิดว่าผมยังจะทำอะไรได้อีก!”  ฉีหนานตวาดด้วยความหงุดหงิด

 

_____ลั่วซิวเจ๋อพลันตบบั้นท้ายของอีกฝ่ายเต็มฝ่ามือทันที

 

_____“…!! บ้าเอ้ย คนเยอะขนาดนี้ คุณช่วยระวังหน่อยไม่ได้หรือ!”

 

_____ผู้คนโดยรอบอดหันมามองพวกเขาไม่ได้ แม้ว่าภายในเครือข่ายอวกาศนี้จะเกิดอะไรขึ้นก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะทุกคนที่สามารถยืนอยู่ภายในห้องนี้ได้ล้วนเป็นพลเรือนที่เก่งกาจในการควบคุมหุ่นยนต์ทั้งสิ้น ทว่าเรื่องบั้นท้าย… อะแฮ่ม เป็นเรื่องที่พบได้ยากจริงๆ…

 

_____แน่นอนว่า รวมถึงการมีคู่รักข้าวใหม่ปลามันด้วย ฉะนั้นจึงมีคนจำนวนไม่น้อยที่พอเห็นใบหน้าแดงก่ำของผู้ที่โดนตีแล้ว ต้องแอบเมินหน้าหนีด้วยความหงุดหงิดอยู่ในใจ…

 

_____แสดงความรักกันเหลือเกิน? ไม่รู้หรือว่า คนส่วนใหญ่ในที่นี้ยังโสดกัน… หากรู้เร็วกว่านี้จะเผาพวกแกทั้งสองคนให้ตายไปด้วยกันระหว่างการทดสอบเสียเลย!

 

_____เห็นได้ชัดว่า ลั่วซิวเจ๋อไม่สนใจความอับอายของฉีหนาน… เมื่อครู่ที่เขาลงมือเป็นปฏิกิริยาอัตโนมัติจริงๆ… ถ้าไม่ใช่เพราะในเครือข่ายอวกาศไม่สามารถเปลี่ยนขาเป็นหางเงือกได้ อันที่จริงเขาอยากใช้หางเงือกฟาดซะด้วยซ้ำ…

 

_____“เจ้าคิดว่า ข้าเป็นเจ้าบ้าหรือ!” ลั่วซิวเจ๋อตะคอกออกมา

 

_____ฉีหนานนึกในใจ… ผมไม่เคยคิดว่า คุณเป็นคนบ้าหรอก… แค่คิดว่า คุณเป็นเจ้าเงือกบ้าเอง…

 

_____“เจ้ามีข้าคอยหนุนหลังอยู่ ยังต้องกลัวว่าไม่มีโอกาสแก้แค้นคนอื่นอีก… เจ้านี่มัน… อนาคตอันสดใสรออยู่แท้ๆ!” ลั่วซิวเจ๋อพลันมีสีหน้าร้อนใจราวกับหมายมั่นปั้นมือบางอย่าง!

 

_____ฉีหนานรู้สึกเหมือนสมองของตัวเองเกิดช็อตไปชั่วขณะ… อะไรคือมีเขาคอยหนุนหลังอยู่? เจ้าเงือกบ้านี้ไม่ใช่คนที่คอยกดดันเขามาตลอดหรือ? กลายเป็นคนหนุนหลังของเขาตั้งแต่เมื่อไหร่?

 

_____ลั่วซิวเจ๋อพลันต่อว่าอย่างไม่พอใจ “มียอดฝีมือระดับ S คนหนึ่งคอยหนุนหลังเจ้า น่าจะเป็นไอ้พวกคนที่เคยกลั่นแกล้งเจ้ากลัวว่าเจ้าจะไปล้างแค้นถึงจะถูก… เจ้าโง่เอ้ย แม้แต่เรื่องแค่นี้ยังคิดไม่ออก เสียดายที่เจ้าเกิดในตระกูลใหญ่ของเมืองหลวงเสียจริง เคยได้ยินเรื่องการกลั่นแกล้งหรือไม่? เคยได้ยินเรื่องเด็กที่ถูกตามใจจนเหลิงหรือไม่? ถึงจะไม่เคยเจอกับตัวก็น่าจะเคยได้ยินไม่ใช่หรือ? เจ้าเห็นใครที่มีคนคอยหนุนหลังแล้วยังขี้อายเรื่องอะไรก็ไม่กล้าทำเล่า? เจ้าคงไม่คิดว่า ข้าทุ่มเทให้เจ้ามากถึงเพียงนี้แล้วจะปล่อยให้เจ้าโดนคนอื่นรังแกได้กัน!”

 

_____เมื่อโดนลั่วซิวเจ๋อตำหนิใส่หน้า ฉีหนานพลันพูดอะไรไม่ออก….

 

_____ถึงจะรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างไม่ถูกต้อง แต่จากที่ลั่วซิวเจ๋อพูดก็ดูสมเหตุสมผลดี… ในหัวของฉีหนานสับสนปั่นป่วนไปหมด… น่าเสียดายที่เขายังไม่ทันได้ไตร่ตรองให้ดี การต่อสู้ระหว่างพลตรีเฉิงกับผู้ที่ติดสิบอันดับแรกกำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว และตัวเขาเองก็เป็นหนึ่งในผู้ที่ติดสิบอันดับแรก จึงถูกระบบส่งเข้าไปยังห้องประชุมระดับวีไอพีท่ามกลางแสงสว่างอันเจิดจ้า

——————————————–