0 Views

     บทที่ 35

_____ “ฮ่าฮ่าฮ่า… เจ้าหมอนี่ยังกล้าทำแบบนี้อีก ช่างใจกล้าเสียจริง” หมายเลขเจ็ดหัวเราะร่าอย่างบ้าคลั่งจนแทบจะหายใจไม่ทัน

 

_____ หมายเลขเก้ายืนอยู่ข้างกายเขาด้วยสีหน้าว่างเปล่า “เจ้าหนุ่มนี่ทำแบบนี้ไม่กลัวว่า ท่านพลตรีจะไม่พอใจเขาหรือไร?” เขาเป็นแฟนคลับของพลตรีเฉิง ย่อมไม่อาจทนเห็นใครทำอะไรโง่ๆต่อหน้าพลตรีเฉิงแน่นอน

 

_____ หมายเลขเจ็ดชี้นิ้วไปมา “ก็เข้าใจนะว่า วิธีนี้ใช้ได้ผลดีมาก… ชักถูกใจเจ้าหนุ่มนี่แล้วสิ แกดูสิ… โอ้โห เจ้าหนุ่มนี่ไม่เลวจริงๆ คาดการณ์ได้แม่นยำมาก”

 

_____ หมายเลขเก้าจ้องมองหน้าจอ “ไม่เลวจริงๆ ถึงจะไม่ใช่วิธีที่ถูกต้องนัก… แต่เมื่อเทียบกับเจ้าคนที่ควบคุมด้วยมือแล้ว ผมถูกใจเขามากกว่าอีก… คุณดูการเคลื่อนไหวของเขาสิ คล่องแคล่วขึ้น…” พูดยังไม่ทันจบประโยค หมายเลขเก้าพลันหยุดชะงักลงทันที…

 

_____ “ผมคิดไปเองหรือเปล่า?” เขาหันไปสบตากับหมายเลขเจ็ดด้วยความฉงนสงสัย “ทำไมผมรู้สึกว่าเจ้าหนุ่มนี่พัฒนาขึ้นมาก ทั้งที่ผ่านไปได้ไม่นานกัน?”

 

_____ หมายเลขเจ็ดจ้องเขม็งอย่างละเอียดครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้ารับเห็นด้วย… “เจ้าหนุ่มสองคนนี้ใช้ได้เลย… เจ้าคนที่ควบคุมด้วยมือนั้นคงเพิ่งหัดใช้ได้ไม่นาน ทักษะการเคลื่อนไหวให้สอดคล้องกับร่างกายจึงยังไม่ชำนาญนัก แต่พอมีเจ้าหนุ่มด้านหลังช่วยแนะนำให้ การเคลื่อนไหวของเขาก็สมบูรณ์แบบขึ้นเรื่อยๆแล้ว”

 

_____ จากนั้นเขาจึงชี้ไปยังลั่วซิวเจ๋ออีกครั้ง “เจ้าหมอนี่ไม่ต้องพูดถึงเลย  มันเป็นสัตว์ประหลาดชัดๆ โห… ในประวัติบอกว่า เจ้าหมอนี่อายุไม่ถึงยี่สิบปี แกลองดูสิว่า มีตรงไหนเหมือนเจ้าหนุ่มไฟแรงที่เพิ่งรับปริญญามาไม่นานบ้างฟ่ะ ดูแล้วแทบไม่ต่างจากนายทหารในกองของพวกเราเลย… นึกไม่ถึงจริงๆว่า จะมีสัตว์ประหลาดตัวนี้ปรากฏตัวบนดาวเคราะห์อย่างโลกได้”

 

_____ หมายเลขเจ็ดอดครางเสียงแผ่วไม่ได้ เมื่อเห็นประวัติของลั่วซิวเจ๋อกับฉีหนานที่ถูกส่งเข้ามายังควอนตัมคอมพิวเตอร์ของพวกเขา… ประวัติของทั้งคู่ธรรมดามากจนแทบไม่อยากเชื่อ หมายเลขเจ็ดคิดยังไงก็ไม่เข้าใจว่า เหตุใดอีกฝ่ายถึงมีประสบกาณ์มากขนาดนี้ได้กัน…

 

_____ จิ๊ น่าเสียดายที่ท่านพลตรีกำลังยุ่งอยู่กับข่าวที่คู่หูของเขารายงานไป จนไม่อาจมารับชมในห้องโถงใหญ่ได้ มิเช่นนั้นด้วยสายตาอันเฉียบคมของท่านพลตรีย่อมมองทักษะความสามารถของเจ้าหนุ่มคนนี้ออกได้อย่างแน่นอน

 

_____ เพราะ ‘คำชี้แนะ’ ของลั่วซิวเจ๋อ ทำให้ฉีหนานกำจัดมนุษย์แมลงสีดำได้ภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งนาที  ขณะที่ฉีหนานกำลังต่อสู้อยู่ ลั่วซิวเจ๋อก็ไม่ยอมเสียเวลาเปล่า เร่งหาเป้าหมายต่อไปทันที…

 

_____ ฉะนั้นด้วยพลังจิตอันมหาศาลของลั่วซิวเจ่อ ทำให้ทั้งสองออกไล่ล่าไปทั่วบริเวณได้อย่างรวดเร็ว คาดไม่ถึงว่า ด้วยระยะเวลาสั้นๆเพียง15นาที พวกเขาก็สามารถกำจัดมนุษย์แมลงสีดำได้ถึงสิบสามตน

 

_____ เมื่อศูนย์กลางส่งสัญญาณเตือนให้เตรียมป้องกันการโจมตีของเผ่าสแตนออกมา ลั่วซิวเจ๋อก็รีบพาฉีหนานไปยังจุดรวมพลที่ใกล้ที่สุดด้วยความรวดเร็ว

 

_____ กว่าเรือรบอวกาศจะผ่านชั้นบรรยากาศลงมายังพื้นดินจะต้องใช้เวลาประมาณสิบนาที… เป็นสิบนาทีที่ไม่ยาวนาน แต่สำคัญมากเหลือเกิน…

 

_____ ขณะที่พวกเขาลงมือกำจัดพวกมนุษย์แมลงนั้น ฝ่ายวิศวกรของพวกเขาก็สร้างท่าเรืออวกาศชั่วคราวไว้เรียบร้อยแล้ว การลงจอดของเรือรบอวกาศจะต้องระมัดระวังเรื่องความปลอดภัยของท่าเรืออวกาศเป็นพิเศษ… ท่าเรืออวกาศชั่วคราวนี้ไม่มีอะไรที่จะช่วยคุ้มกันด้านความปลอดภัยเลย ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของพวกเขาที่จะต้องทำทุกวิถีทางเพื่อป้องกันการโจมตีของศัตรูให้ได้

 

_____ ฉีหนานกับลั่วซิวเจ๋อมาถึงท่าเรืออวกาศที่ใกล้ที่สุดซึ่งบัดนี้แออัดไปด้วยทหารอย่างน้อยสองหมื่นคน…

 

_____ กองทัพหุ่นยนต์ที่อยู่กันอย่างหนาแน่นดูจะตื่นเต้นฮึกเหิมกันไม่น้อย ทว่ากลับขาดระเบียบวินัยโดยสิ้นเชิง… คนส่วนใหญ่เลือกที่จะจับกลุ่มกันเองหรืออยู่กับเพื่อนพ้องของตนเท่านั้น แม้ที่แห่งนี้จะมีกำลังคนมากมาย แต่ไร้ซึ่งระเบียบทหารอย่างที่ควรจะเป็น

 

_____ ลั่วซิวเจ๋ออดขมวดคิ้วไม่ได้ นึกไม่พอใจกับการทดสอบในครั้งนี้ของพลตรีเฉิง… การทำศึกด้วยกองทัพขนาดใหญ่ถึงเพียงนี้ สิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ใช่ความแข็งแกร่งเฉพาะคนแต่เป็นความสามัคคีต่างหาก…

 

_____ ต่อให้ทุกคนในที่นี้เป็นนักรบยอดฝีมือทั้งหมด หากเจอกับการโจมตีของศัตรูเป็นระลอกๆย่อมโดนถล่มจนย่อยยับในพริบตาแน่นอน… ทหารที่ไม่สามารถต่อสู้ร่วมกับสหายร่วมรบนั้นไม่อาจเรียกว่า ทหารได้อย่างเด็ดขาด

 

_____ “ทุกคนเงียบก่อน พวกเรายังมีเวลาอีกหนึ่งนาที… ผมรู้ว่า พวกคุณทราบดีว่า สิบนาทีสุดท้ายนี้สำคัญขนาดไหน… หากไร้ซึ่งผู้นำทัพ พวกเราก็เป็นเพียงกรวดทรายกองหนึ่งเท่านั้น อย่าว่าแต่กำจัดพวกมนุษย์แมลงเลย แค่รักษาฐานที่มั่นไว้ก็ไม่อาจทำได้แน่” บุรุษร่างสูงสมส่วนผู้หนึ่งยืนอยู่บนหุ่นยนต์ของตนพลางเอ่ยเสียงดัง

 

_____ เมื่อเห็นบุคคลผู้นี้แล้ว ผู้คนโดยรอบกลับค่อยๆเงียบเสียงลงราวกับกำลังคิดตามคำพูดของอีกฝ่ายอยู่

 

_____ ลั่วซิวเจ๋อเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะกระซิบถามเสียงแผ่วเบา “เจ้านี่เป็นใคร?”

 

_____ ฉีหนานเบ้ปากเล็กน้อย “ดูจากเครื่องแบบแล้ว คงเป็นทหารของกองกำลังพิทักษ์ดวงดาว” เขาซูมจอภาพให้ขยายใหญ่ขึ้นเพื่อพิจารณาอย่างละเอียด “ไม่เลวเลย พันตรีเชียว…”

 

_____ “ยศพันตรีหรือ?” ลั่วซิวเจ๋อไม่เข้าใจ “นั่นเป็นยศระดับสูงแล้วมิใช่หรือ? ทำไมถึงเข้าร่วมการทดสอบครั้งนี้อีกเล่า?”

 

_____ ฉีหนานถอนหายใจ “คุณคงไม่เข้าใจ… กองกำลังของรัฐบาลโลกแบ่งออกเป็นกองกำลังฝ่ายรบกับฝ่ายป้องกัน ซึ่งสวัสดิการ เงินเดือนและสถานะของกองกำลังฝ่ายรบจะดีกว่า ทว่าย่อมกำหนดมาตรฐานไว้สูงมากเช่นกัน อีกทั้งกองทหารที่สิบหกยังถือว่าเป็นสุดยอดของสุดยอด ถ้ามีโอกาสเข้าไปในนั้นได้ พวกคนที่มีใจทะเยอทะยานย่อมยินดีทำทุกวิถีทางแน่นอน”

 

_____ ลั่วซิวเจ๋อพยักหน้ารับ… กองกำลังฝ่ายรบมีหน้าที่เผชิญหน้าสู้กับเผ่าสแตน สิ่งที่รัฐบาลโลกให้ความสำคัญที่สุดก็คือ ยศทหาร ซึ่งเปรียบเสมือนการยกระดับสถานะทางสังคมของคนผู้นั้น มิน่าเล่าคนเหล่านี้ถึงกระตือรือร้นและตั้งใจในการทดสอบครั้งนี้นัก…

 

_____ ขณะที่ลั่วซิวเจ๋อกับฉีหนานกำลังพูดคุยกันถึงชายผู้นั้น ผู้คนจำนวนไม่น้อยเลือกที่จะเข้าร่วมเป็นกองกำลังของพันตรีคนนั้น พวกเขาไม่ได้หลงไปกับคำปราศรัยของพันตรีคนนั้น แต่เพราะทราบดีว่า พวกเขาไม่มีประสบการณ์ในการเป็นผู้นำทัพในสมรภูมิรบมาก่อน… ถ้าต้องไปสู้ตามคำสั่งของไอ้ห่วยที่ไหนก็ไม่รู้ ไม่สู้อยู่ภายใต้คำบัญชาของพันตรีผู้นี้หรือ ถึงอย่างไรเขาก็เป็นถึงพันตรี ย่อมต้องเก่งกาจอยู่ไม่น้อย ฉะนั้นการปกป้องท่าเรืออวกาศก็ไม่น่าจะมีปัญหาได้…

 

_____ ดังนั้นทุกคนจึงยอมรับให้พันตรีผู้นี้เป็นผู้บัญชาการหลักไปโดยปริยาย แม้ว่าจะยังมีคนบางกลุ่มที่ไม่ยอมรับให้เขาเป็นผู้นำ แต่ตราบใดที่ทำให้คนส่วนใหญ่ยอมรับฟังคำสั่งแต่โดยดี สงครามครั้งนี้คงไม่ยากที่จะเอาชนะได้…

 

_____ พันตรีผู้นี้รู้สึกพึงพอใจมาก คะแนนในช่วงห้าสิบนาทีก่อนหน้านี้ของเขานั้นไม่ดีนัก แต่เขากลับไม่สนใจแม้แต่น้อย

 

_____ เขามั่นใจว่า ตนมองเจตนาของพลตรีเฉิงออกอย่างทะลุปรุโปร่งแล้ว การทดสอบเมื่อห้าสิบนาทีก่อนใช้คัดเลือกยอดฝีมือรูปแบบเดี่ยว แต่การทดสอบในสิบนาทีหลังนี้จะเป็นการคัดเลือกผู้บังคับบัญชาของกองทหาร… เมื่อเทียบกันแล้วควรให้ความสำคัญกับอย่างหลังมากกว่าแน่นอน…

 

_____ ในฐานะทหารคนหนึ่งย่อมมีบทเรียนพื้นฐานในเรื่องการเป็นผู้นำทัพ แม้เขาเองก็ไม่โดดเด่นด้านนี้นัก ทว่าเมื่อเทียบกับพวกพลเรือนไร้ประสบการณ์พวกนี้ย่อมเพียงพอแล้ว

 

_____ พันตรีผู้นี้เลือกที่จะทำตามบทเรียนคือ ออกคำสั่งแบ่งคนเหล่านี้ออกเป็นส่วนๆ… แต่ละส่วนจะเฝ้าระวังตำแหน่งสำคัญของฐานทัพโดยรอบ ส่วนตัวเขาจะคอยเฝ้าระวังอยู่ตรงกลางของฐานทัพซึ่งถือเป็นหัวใจหลักของสถานที่แห่งนี้ หากที่นี้ถูกตีแตกล่ะก็ ฐานที่มั่นทั้งหมดย่อมกลายเป็นอัมพาตแน่นอน…

 

_____ ชาวสแตนไม่ใช่แมลงธรรมดาที่โง่เขลาพวกนั้น ความรู้ด้านวิชาทหารทั้งทางเทคนิคและยุทธวิธีต่างๆของพวกมันแทบไม่ต่างจากมนุษย์เลย

 

_____ เรื่องศัตรูแอบแฝงตัวเข้ามาในค่ายเพื่อลอบสังหารผู้นำทัพสูงสุดนั้น เผ่าสแตนไม่ใช่ไม่เคยทำมาก่อน… เขาเคยได้ยินถึงเรื่องนี้ย่อมไม่อาจปล่อยให้การคุ้มกันที่นี่หละหลวมได้

 

_____ ลั่วซิวเจ๋อไม่ได้กระโจนออกไปแย่งซีนอีกฝ่าย แต่กลับพาฉีหนานร่วมทัพไปกับกองกำลังของพันตรีผู้นั้นอย่างเงียบงัน

 

_____ เขาเข้าใจหมดแล้ว เหตุผลที่ทุกคนเชื่อฟังคำสั่งของพันตรีผู้นี้ไม่ใช่เพราะคำพูดของเขาดึงดูดใจหรือคำสั่งของเขาลึกล้ำอะไร… แท้จริงแล้วเป็นเพราะคนส่วนใหญ่ในที่นี้เป็นพลเรือนที่ไม่เคยเรียนรู้ถึงการเป็นผู้นำทัพเลย… ถึงพันตรีคนนั้นจะจบการศึกษาระดับสูงในโรงเรียนการทหารเท่านั้น แต่ก็แข็งแกร่งกว่าพวกเขาแน่นอน…

 

_____ หนำซ้ำสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ ยศพันตรีที่ถือว่าเป็นยศที่สูงที่สุดในสถานที่แห่งนี้ หากตอนนี้พวกเขาเป็นทหารราบของพลตรีเฉิง ย่อมให้ผู้มียศสูงสุดเป็นผู้บัญชาการตามระเบียบทหารแน่นอน…

 

_____ ลั่วซิวเจ๋อมีท่าทีเรียบเฉยมาก ขณะทำตามคำสั่งของพันตรีคนนั้นอย่างเคร่งครัด ในขณะที่ฉีหนานมีสีหน้าบิดเบี้ยวไปมา เขาเป็นเพียงคนเดียวที่รู้ถึงพลังของลั่วซิวเจ๋อ การร่วมทัพกับกองกำลังของพันตรีผู้นี้ย่อมเป็นเพียงการทำตามคำสั่งเท่านั้น ยอดฝีมือทุกคนล้วนหยิ่งยโส โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับลั่วซิวเจ๋อที่เก่งกาจเหนือกว่ายอดฝีมือด้วย…

 

_____ “อะไร? ข้าทำตามคำสั่งของคนอื่นแล้วมันแปลกมากหรือ?” ลั่วซิวเจ๋อราวกับคาดเดาความคิดของฉีหนานออก จึงเอ่ยถามขึ้นมาอย่างไม่คาดฝัน

 

_____ ฉีหนานลังเลครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้ายอมรับ “ใช่… นิสัยของคุณไม่ใช่คนที่จะฟังคำพูดของผู้อื่นเช่นนี้”

 

_____ ลั่วซิวเจ๋อหัวเราะเล็กน้อย “นิสัยของข้ามันเป็นอย่างไรหรือ?”

 

_____ ฉีหนานเบ้ปากใส่ “หยิ่งยโส อวดดี เจ้าอารมณ์ อยู่ดีๆก็อยากใช้หางตบคน…”

 

_____ ลั่วซิวเจ๋อ “….”

 

_____ ฉีหนานยังคงพูดต่อไปว่า “นิสัยแบบนี้ของคุณ ถ้าไม่มีพลังอันแข็งแกร่งนี้ไว้ข่มชาวบ้านล่ะก็คงโดนคนกระทืบตายไปนานแล้ว!”

 

_____ ลั่วซิวเจ๋อคิ้วกระตุกวูบ “โชคดีที่ข้ามีพลังอันแข็งแกร่งอยู่สินะ?”

 

_____ เขาสบสายตากับฉีหนานราวกับแฝงความนัยอย่างลึกซึ้ง “ก่อนหน้านี้ข้าเคยบอกแล้วว่า พลังคือสิ่งที่ใช้กำหนดสถานะของคน… เจ้าดูสิ… ข้ามีพลัง ฉะนั้นต่อให้ข้าหยิ่งยโสจองหอง ก็ไม่มีใครกล้าทำอะไรข้ามิใช่หรือ?”

 

_____ ฉีหนานพลันรู้สึกปวดใจขึ้นมาทันที ใช่สิ… ตอนนี้ย่อมไม่มีใครกล้าทำอะไรเจ้าแน่นอน เจ้าคนที่โดนคุณเล่นงานไปตอนนั้นยังนอนอยู่ในโรงพยาบาลอยู่เลย… นึกถึงชายร่างใหญ่ดวงซวยคนนั้นแล้ว ฉีหนานชักอยากหลั่งน้ำตาด้วยความเห็นใจและสงสารอีกฝ่าย… ยั่วโมโหใครไม่ยั่ว ทำไมมายั่วโมโหเจ้าเงือกบ้าตัวนี้เล่า? สุดท้ายเงินในกระเป๋าก็ต้องจ่ายให้โรงพยาบาลไป…

 

_____ “เออ… ไม่สิ คุณยังไม่บอกเลยว่า ทำไมถึงยอมทำตามคำสั่งของพันตรีคนนั้นกัน?” ฉีหนานรีบวกกลับมาเรื่องเดิม

 

_____ ลั่วซิวเจ๋อหัวเราะเบาๆ “ตอนนี้เจ้าเป็นทหารอะไร?”

 

_____ “ทหารราบ” ฉีหนานตอบกลับทันควัน

 

_____ “ข้าล่ะ?”

 

_____ “ก็ทหารราบเช่นกัน”

 

_____ “เข้าใจแล้วมิใช่หรือ” ลั่วซิวเจ๋ออธิบายต่อ “ในเมื่อพันตรีผู้นั้นเป็นผู้บัญชาการของกองทัพนี้ ข้าย่อมปฏิบัติตามคำสั่งของเขาตามระเบียบวินัยของทหารอยู่แล้ว… ถ้าไม่อยากทำตามระเบียบแล้วทำไมต้องร่วมทัพเล่า ในเมื่อข้าเองก็ได้คะแนนหากแยกตัวออกมาเช่นกัน”

 

_____ “เช่นนั้นหรือ?” ฉีหนานรู้สึกแปลกๆอย่างบอกไม่ถูก

 

_____ ลั่วซิวเจ๋อเหลือบตามองเขาพลางเอ่ยถามด้วยความฉงน “เจ้าคิดอะไรหรือ? ลำพังพลังของคนเพียงคนเดียวไม่ใช่สิ่งที่สำคัญที่สุดในสมรภูมิรบ เป้าหมายของข้าคือเลื่อนขึ้นเป็นสิบอันดับแรก… ในเมื่อร่วมทางกับพันตรีผู้นี้แล้วจะทำงานสำเร็จได้โดยง่าย ทำไมข้าต้องเปลืองแรงให้มากเรื่องด้วยเล่า?”

 

_____ ฉีหนานนิ่งตะลึง เหตุผลที่เจ้าเงือกบ้าตนนี้ไม่ออกไปฉายเดี่ยวแท้จริงแล้วเป็นเพราะเจ้าตัวขี้เกียจหรือนี่…

————————-