0 Views

บทที่ 3

_______ทันทีที่ฉีหนานได้ยินเสียงในสมองก็ผวาสุดตัวด้วยความตกใจ…

 

_______“ใครน่ะ!”

 

_______“ข้าเป็นคนช่วยเจ้าเอง  ตอนนี้ข้าต้องการความช่วยเหลือของเจ้า… ข้าอยู่ที่โขดหินก้อนใหญ่บนผิวน้ำทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของเจ้า” เสียงในสมองเอ่ยบอก

 

_______หัวใจของฉีหนานเต้นรัวทันที คิดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะสามารถใช้พลังจิตในการสื่อสารพูดคุยเข้ามาในสมองของเขาได้ พลังจิตแข็งแกร่งถึงขั้นไหนกัน? อย่างน้อยก็ต้องระดับ A สินะ… ไม่สิ ต่อให้เป็นระดับ A ก็ไม่แน่ว่าจะสามารถทำเช่นนี้ได้… เขายังจำช่วงเวลาสั้นๆที่ใช้ชีวิตอยู่ในตระกูลฉีได้ เขาเคยเห็นผู้ใช้พลังจิตระดับ A มาก่อน พวกเขาทำเช่นนี้ไม่ได้แน่นอน…

 

_______หรือว่า…

 

_______สมองของเขานึกถึงข้อสันนิษฐานที่ไม่น่าเชื่อออกมา… อีกฝ่ายเป็นระดับ S งั้นเหรอ?

 

_______แต่… มันจะเป็นไปได้อย่างไร? ทั้งรัฐบาลกลางมีผู้ใช้พลังจิตระดับ S เพียง 7 คนเท่านั้น แต่พวกเขาพักอยู่ที่เมืองหลวงทั้งหมด เพราะการขาดแคลนทรัพยากรในช่วงแรกทำให้โลกถูกละทิ้งไป มันดูดีกว่าการรักษาดาวเคราะห์ขยะนิดหน่อย… ถ้าอีกฝ่ายเป็นผู้ใช้พลังจิตระดับ S จริงๆ เป็นไปได้อย่างไรที่จะอยู่ในที่ที่เหมือนถูกพระเจ้าทอดทิ้งเช่นนี้?

 

_______ไม่ว่าจะเป็นยังไง ในเมื่ออีกฝ่ายช่วยเขา เขาก็ต้องอยากตอบแทนบุญคุณอีกฝ่าย… อันที่จริงอีกฝ่ายแค่ขยับนิ้วก็คงมีตระกูลนับไม่ถ้วนแย่งกันเชิญเขาไปเป็นแขกแน่นอน แต่…  ตอนนี้เขาต้องการความช่วยเหลือจากทหารตัวเล็กๆคนหนึ่งงั้นหรือ?

 

_______ฉีหนานไม่ลังเลที่จะควบคุมหุ่นยนต์ไปยังโขดหินก้อนใหญ่ที่อีกฝ่ายบอก… แน่นอนเพราะเขาค่อนข้างเป็นคนมีไหวพริบ… รู้ว่า ในเมื่ออีกฝ่ายสามารถส่งพลังจิตมาพูดคุยกับเขาในสมองได้ก็ต้องสามารถฆ่าเขาได้ทุกเมื่อ เขาจึงไม่จำเป็นต้องต่อสู้เลย…

 

_______ลั่วซิวเจ๋อแกว่งหางเบาๆ ใบหน้าปรากฏรอยยิ้มออกมา…  เขาชอบคนมีไหวพริบ เพราะคนแบบนี้ช่วยประหยัดแรงของเขาได้มากเลย…

 

_______เขาว่ายไปทางด้านหลังเล็กน้อย ไม่ใส่ใจว่าจะเป็นการเผยหางของตัวเองออกมาสู่สายตา อย่างไรก็ตาม เขาตั้งใจไว้แล้วว่า จะลบความทรงจำของมนุษย์ผู้นี้เกี่ยวกับเขาออกไป… ดังนั้นเขาไม่กลัวที่จะแสดงตัวในฐานะชาวเงือก…

 

_______“โอ้ พระเจ้า!” ฉีหนานอุทานเสียงดังลั่นด้วยความตกใจ เมื่อมองเห็นลั่วซิวเจ๋ออยู่ข้างโขดหิน… เขาเก็บหุ่นยนต์อย่างเร่งรีบ ก่อนที่ตัวเขาจะกระโดดลงมาบนโขดหินพลางมองสำรวจลั่วซิวเจ๋อคร่าวๆ…

 

_______“คุณมาแช่น้ำแบบนี้ได้อย่างไร? คุณไม่รู้เหรอว่า มันไม่ดีต่อร่างกายของคุณ? บ้าฉิบ! ใครกันที่ไร้ความรับผิดชอบขนาดนี้! ไม่นึกว่าจะปล่อยให้ชาวเงือกที่ล้ำค่ามาอยู่ในทะเลเช่นนี้ ผู้รับผิดชอบที่สถานดูแลเงือกของคุณคือใคร? โอ้ ไม่นะ! คุณคงไม่ได้ถูกคู่ของคุณทอดทิ้งหรอกใช่มั้ย?”

 

_______ลั่วซิวเจ๋อกะพริบตาปริบๆ เขารู้สึกว่า คำพูดของฉีหนานมีข้อมูลอยู่ค่อนข้างมาก…  หมายความว่าอย่างไร… ดูเหมือนว่า การพบชาวเงือกจะเป็นเรื่องปกติมากงั้นหรือ? แล้วที่ว่า ‘ถูกคู่ทอดทิ้ง’ มันหมายความว่ายังไง? ยังมี ‘สถานดูแลเงือก’ มันคืออะไรกัน?

 

_______เขานิ่งคิดครู่หนึ่งพลางค่อยๆเกี่ยวเส้นผมยาวของตนขึ้นมาหมุนเล่น…

 

_______เขาค่อยๆสางเส้นผมยาวสีฟ้าดุจท้องทะเลที่บางส่วนเคยพันยุ่งเหยิงแล้วทัดไว้หลังหู เผยให้เห็นดวงหน้าที่ตรึงสายตาจนยากจะลืมเลือน…

 

_______ใบหน้างดงามหมดจด ผิวขาวเนียนละเอียด แพขนตางอนยาว โดยเฉพาะริมฝีปากบางนั้น… ยิ่งทำให้ใบหน้านั้นดูคล้ายเปล่งประกายดุจท้องทะเล ทำให้ผู้คนรู้สึกอยากสนิทสนมคุ้นเคยด้วย ไม่ว่าเขาจะอ่อนโยนเหมือนกับที่จินตนาการเอาไว้หรือไม่…

 

_______ฉีหนานตะลึงค้างกับความงามนี้ สองตาจับจ้องที่ลั่วซิวเจ๋ออย่างไม่อาจละไปมองอย่างอื่นได้…

 

_______เขาไม่ตั้งใจจะแสดงท่าทีไม่สมชายเช่นนี้ แม้เดิมทีชาวเงือกนั้นเป็นสิ่งมีชีวิตหายาก ทว่าเงือกที่งดงามและมีเสน่ห์อย่างลั่วซิวเจ๋อนั้นยิ่งล้ำค่าที่สุด… ในอดีตที่ผ่านมาของฉีหนานไม่เคยเจอชาวเงือกที่งามสง่าเช่นนี้มาก่อน… เคยแค่จ้องมองรูปภาพโฆษณาชาวเงือกเท่านั้น…

 

_______ลั่วซิวเจ๋องดงามมาก แต่กลับไม่ได้ให้ความรู้สึกของสตรีเพศเลยแม้แต่น้อย ไม่ว่าจะเป็นคิ้วโค้งสวยหรือดวงตาคมคู่นั้นไม่ได้ทำให้ใครเข้าใจผิดว่าเป็นผู้หญิงเลย… ต่อให้มองแค่ใบหน้าก็ไม่เหมือน!

 

_______ยิ่งเห็นลักษณะท่าทางดูสูงส่งของเขา ยิ่งทำให้ฉีหนานไม่กล้าพูดคุยกับอีกฝ่าย…

 

_______เขาพูดอู้อี้ไม่เป็นคำราวกับว่า ความคิดของตัวเองเพิ่งกลายเป็นเรื่องตลกขบขันก็ไม่ปาน…

 

_______ชาวเงือกที่งดงามขนาดนี้ แม้แต่คนตาบอดย่อมไม่มีทางทอดทิ้งได้แน่…  และยังสถานดูแลเงือกอีกเหตุใดถึงปล่อยปละละเลยนำชาวเงือกอันล้ำค่ามาทิ้งไว้ด้านนอกกันเล่า?

 

_______ทันใดนั้นเขาก็ตั้งสติได้ว่า ตัวเองกำลังอ้าปากค้างน้ำลายไหลขณะจ้องมองอีกฝ่าย… ฉีหนานยกมือมาลูบใบหน้าอย่างอับอาย ได้แต่หวังว่า อีกฝ่ายจะลืมสีหน้าเหมือนหมาป่าเมื่อสักครู่ โชคดีที่เขารู้ว่า ตัวเองดูดีหล่อเหลาเอาการ ถึงจะเผลอแสดงสีหน้าน่าเกลียดไป คงไม่โดนชาวเงือกท่านนี้เข้าใจผิดว่าเป็นผู้ชายต่ำช้า… สินะ?

 

_______เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ… พยายามโยนความคิดประหลาดพวกนั้นในสมองตัวเองออกไป เขาสบตาตรงๆกับอีกฝ่าย พยายามแสดงความจริงใจออกมา… แต่ไม่รู้ทำไม อยู่ๆเขากลับรู้สึกว่าดวงตาคู่นั้นดูลึกล้ำอะไรเช่นนี้ ราวกับจะให้เขาถูกดูดเข้าไปอย่างไร้ทางต่อต้าน…

 

_______ช่างมีสีสันและแวววาวดุจอัญมณีแซฟไฟร์และประกายแสงสีเงินที่พาดผ่านแวบหนึ่ง ฉีหนานกลับไม่สนใจในความเปลี่ยนแปลงอันแปลกประหลาดของดวงตาคู่นี้เลย เขายังจ้องมองอีกฝ่ายอย่างเหม่อลอย…

 

_______ลั่วซิวเจ๋อโค้งมุมปากเล็กน้อย ดวงตาฉายแววขบขัน… เขากำลังจะเปิดปากเอ่ยถาม กลับต้องประหลาดใจกับสีหน้าของทหารคนหนึ่งที่ชื่อ ฉีหนาน ที่แปรเปลี่ยนไปมาชวนสับสน…

 

_______เขาเลิกคิ้วขึ้นด้วยความตกใจ… คนตรงหน้ามีพลังจิตที่ต่ำมากจนน่าสงสาร แต่กลับมีความอึดที่เหนือความคาดหมาย… นึกไม่ถึงว่า ภายใต้การสะกดจิตของเขาจะยังมีแรงต่อต้านอยู่อีก ทำให้ความอยากรู้ของเขามีมากขึ้น…

 

_______เขาลอบปล่อยพลังจิตมาห่อหุ้มที่ปลายนิ้วบางๆชั้นหนึ่ง จากนั้นก็ขยับมือไปยังหน้าผากของฉีหนาน… ไม่คาดคิดว่า อยู่ๆที่หน้าผากของฉีหนานจะปรากฏพลังสายหนึ่งออกมาปกป้อง จนนิ้วของเขาถูกดีดกลับอย่างรุนแรง…

 

_______“น่าสนุกอย่างที่คิดจริงๆด้วย…” ใบหน้าของลั่วซิวเจ๋อปรากฏรอยยิ้มลึกล้ำ เขาลบพลังจิตที่ปลายนิ้วออกไป จากนั้นก็โน้มตัวลงดึงร่างของฉีหนานลงมาจากโขดหินอย่างรวดเร็ว…

 

_______ฉีหนานตกลงไปในน้ำดังตูม! สีหน้ายังคงไม่แปรเปลี่ยน เอาแต่จ้องมองลั่วซิวเจ๋ออย่างเหม่อลอย…

 

_______แม้ว่าจะเพิ่งรู้สึกตัวต่อต้าน ทว่าพลังจิตที่ฉีหนานมีนั้นอ่อนแอเกินไป เมื่อเผชิญหน้ากับลั่วซิวเจ๋อที่มีพลังจิตมากมายมหาศาลราวกับมหาสมุทร การที่สามารถต่อต้านอยู่ได้นั้นคงถือว่าเป็นพรสวรรค์ของเขาแล้วกระมัง…

 

_______ลั่วซิวเจ๋อกอดฉีหนานไว้ในอ้อมแขนแน่นราวกับคู่รักหวานชื่นก็ไม่ปาน ฉีหนานเองก็รับรู้ได้ถึงความอ่อนโยนในอ้อมแขนนี้จึงไม่ขัดขืนอีก…

 

_______ลั่วซิวเจ๋ออดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา พลางค่อยๆก้มหัวลงทาบหน้าผากของตนเข้ากับฉีหนานและค่อยๆหลับตาลง…

 

_______ผ่านไปครู่หนึ่ง เขาถึงลืมตาขึ้นมาอีกครั้งพลางจ้องมองฉีหนานด้วยสีหน้าซับซ้อน…

 

_______“ที่จริง… มันผ่านไปหลายพันปีแล้วต่างหาก…” สีหน้าของลั่วซิวเจ๋อไม่สบอารมณ์อย่างเห็นได้ชัด วันเวลาหลายพันปีเกิดการเปลี่ยนแปลงของโลกมากมาย… เผ่าพันธุ์และเหล่าคนที่เขารักล้วนหายไปหมดแล้ว แม้ว่าพวกเขาจะโชคดีรอดชีวิตจากวันสุดท้ายแห่งภัยพิบัติในครั้งนั้นได้ ก็เกรงว่า คงมีชีวิตอยู่ไม่ถึงวันนี้…

 

_______ด้วยความทรงจำของฉีหนาน ทำให้ลั่วซิวเจ๋อเข้าใจโลกในยุคปัจจุบันมากขึ้น มันเริ่มจากวันสุดท้ายแห่งภัยพิบัติที่สร้างความเสียหายอย่างหนัก โชคดีที่เวลานั้นมีการโจมตีกลับของโลก มิฉะนั้นอุกกาบาตลูกนั้นคงพุ่งชนโลกจนแตกเป็นเสี่ยงๆอย่างแน่นอน…

 

_______ทว่าผลกระทบจากการโจมตีกลับของโลกก็ไม่ได้ดีนัก… เมื่อผ่านการโจมตีอันหนักหน่วงราวกับว่าโลกเข้าสู่ยุคตกต่ำถึงที่สุด ไม่ว่ามนุษย์จะพยายามศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับแกนกลางของโลกแค่ไหน ทว่าสุดท้ายก็ไม่อาจหาที่มาของคลื่นพลังสายนั้นได้…

 

_______คล้ายกับโลกเข้าสู่ระยะหลับใหล ทรัพยากรบนพื้นโลกเริ่มเหือดแห้งและค่อยๆหมดลงไปอย่างช้าๆ เหล่าผู้นำประเทศที่เหลือรอดได้เปิดประชุมและลงมติว่า จะออกจากโลกไปใช้ชีวิตอยู่ในดาวเคราะห์อันห่างไกล…

 

_______วันเวลาหลายร้อยปีอันเหน็ดเหนื่อยชนิดที่ไม่ได้กินไม่ได้นอน มนุษย์พยายามหาวิธีประทังชีวิตของทุกคนภายในยานอวกาศลำใหญ่ซึ่งพวกเขาจะใช้หนีก่อนที่ทรัพยากรของโลกจะหมดไป…

 

_______มนุษย์ทุกคนพกความหวาดกลัวและความหวังต่อสิ่งที่รออยู่ข้างหน้า… แต่ก็แทบจะหมดหวังกับการก้าวขึ้นไปบนยานอวกาศลำนั้นแบบไม่รู้ชะตากรรม…

 

_______เคราะห์ดีที่โชคชะตายังคุ้มครองมนุษยชาติอยู่… ไกลออกไปจากโลกหลายร้อยปีแสง มนุษย์ก็พบกับดาวเคราะห์ที่น่าอยู่ดวงหนึ่ง หนำซ้ำบนดาวเคราะห์ดวงนั้นยังมีแร่ธาตุที่ทรงพลังชนิดหนึ่ง ซึ่งจะเป็นแรงผลักดันใหม่ให้กับความเจริญก้าวหน้าของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้อย่างเหลือเฟือ…

 

_______ด้วยแรงผลักดันของแร่ชนิดนี้ จึงมีการพัฒนาทางเทคโนโลยีของมนุษย์สูงมากในช่วงหลายพันปีต่อมาจนถึงปัจจุบัน…

 

_______ทว่าความก้าวหน้าในเทคโนโลยีที่จำเป็นต้องแสดงถึงความยิ่งใหญ่ของอาณาจักรด้วยนั้น… กลุ่มคนที่เดิมทีนั่งยานอวกาศมายังดาวเคราะห์ดวงนี้ในตอนนั้นจึงก่อตั้งรัฐบาลโลกขึ้น… จากประวัติศาสตร์ของรัฐบาลโลกนั้นได้ค้นพบดาวเคราะห์น่าอยู่อีกหลายร้อยดวงและด้วยการขยายอาณาเขตเช่นนี้ ทำให้มนุษย์ต้องพบกับศัตรูจำนวนนับไม่ถ้วน…

 

_______และศัตรูที่รับมือยากที่สุดคือ ชนเผ่นสแตนอย่างไม่ต้องสงสัย…

 

_______ชนเผ่าสแตนนั้นเป็นแมลงชนิดหนึ่ง พวกเขาถูกเรียกว่ามนุษย์แมลง เพราะส่วนสูงที่ใกล้เคียงกับมนุษย์ ทว่ารูปลักษณ์ภายนอกกลับถูกปกคลุมด้วยเปลือกหนาชั้นหนึ่ง…

 

_______ถ้าหากพวกเขาไม่มีหุ่นยนต์ มีเพียงมนุษย์ที่มีสมรรถภาพร่างกายระดับ A เท่านั้นถึงจะสามารถต่อสู้กับชาวสแตนด้วยมือเปล่าได้… แต่เมื่อสามารถใช้หุ่นยนต์ได้ ต่อให้เป็นมนุษย์ที่ร่างกายแข็งแกร่งระดับD ก็ยังสามารถสู้กับหุ่นยนต์ของเผ่าสแตนได้อย่างสูสี…

 

_______นี่คงเกิดจากความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีที่แตกต่างกัน!

 

_______เพราะการมีอยู่ของชนเผ่าสแตน ดังนั้นรัฐบาลโลกจึงให้การต้อนรับและดูแลพวกทหารเป็นอย่างดีเช่นนี้ ขอเพียงเป็นทหารก็จะได้รับปูนบำเหน็จอย่างง่ายดาย และได้รับสิทธิ์ในการครอบครองชาวเงือกด้วย…

 

_______เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ ก็ต้องกล่าวถึงเรื่องของชาวเงือก…

 

_______ลั่วซิวเจ๋อพบว่า รัฐบาลโลกได้กล่าวถึงชาวเงือกพวกนั้นเพียงจากภาพชิ้นส่วนเล็กๆน้อยๆที่พบเท่านั้น เดิมทีไม่ได้คิดว่า จะมีชาวเงือกอยู่จริง…

 

_______เพิ่งนึกได้ว่านี่เป็นเพียงคำบรรยายเกี่ยวกับชาวเงือกที่เห็นจากสมองของฉีหนานเท่านั้น เขานึกอยากหัวเราะเยียบเย็นออกมา… ชาวเงือกเป็นกะเทยงั้นหรือ? ชาวเงือกโดนมนุษย์จับเป็นเชลยหรือเปล่า? นั่นคือชาวเงือกจริงๆใช่มั้ย?

 

_______โอ้ ไม่… พวกเขาไม่ใช่ชาวเงือก พวกเขาเป็นเพียงสินค้าตัวใหม่ในห้องทดลองเท่านั้น!

 

_______ลั่วซิวเจ๋อไม่รู้ว่า คนอื่นคิดอย่างไร แต่ว่าเขาไม่อาจยอมรับไอ้ของที่มีหางปลายาวๆพวกนั้นให้เป็นเผ่าพันธุ์เงือกได้อย่างแน่นอน!

 

_______ฉีหนานที่หมดสติไปแล้วถูกวางไว้บนโขดหิน ขณะเดียวกันลั่วซิวเจ๋อก็จับจ้องร่างของฉีหนานด้วยสีหน้าหลากหลาย…

 

_______เห็นได้ชัดว่า อดีตที่ผ่านมาหลายพันปีทำให้ทั้งโลกเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ขนาดที่ปัจจุบันเขายังกลายเป็นผู้ที่ไม่มีตัวตนใดๆหลงเหลืออยู่ ก็มากพอที่จะทำให้เขาปวดหัวได้…

 

_______เขาก้มหัวลง มองข้อมือของฉีหนานมีสิ่งที่เรียกว่า ควอนตัมคอมพิวเตอร์อยู่ ก็อดยกมือขึ้นมานวดขมับไม่ได้… เขายังไม่รู้อะไรมากเกี่ยวกับโลกใบนี้ การรับรู้จากความทรงจำของฉีหนานเพียงอย่างเดียวไม่พอที่เขาจะมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ได้…

 

—————-