0 Views

บทที่ 15

_____ลั่วซิวเจ๋อเลิกคิ้วขึ้นน้อยๆ “กฎธรรมชาติบนโลกคือ ผู้อ่อนแอย่อมตกเป็นเหยื่อของผู้แข็งแกร่งนั้นไม่มีทางเปลี่ยนแปลง… สิ่งที่แตกต่างระหว่างสมัยก่อนกับปัจจุบันก็คือ คนปัจจุบันอำพรางกฎนี้ในรูปแบบของกฎหมายและระเบียบของรัฐบาลที่ให้ปฏิบัติตาม… เหมือนกับพวกคนตระกูลฉี เพราะเจ้าบ้านของคนพวกนั้นแข็งแกร่ง ฉะนั้นพวกเขาจึงสามารถมีที่ดินให้พักอาศัยในเมืองหลวงได้ ทว่าเจ้าไร้พลัง จึงโดนทิ้งให้มาอยู่บนโลกเช่นนี้”

 

_____เขามองสีหน้าที่เปลี่ยนแปลงของฉีหนานแว่บหนึ่ง ดวงตาพลันเปล่งประกายสดใส… เขาเอ่ยต่อน้ำเสียงนุ่มนวลเจตนาล่อลวงเต็มที่… “ลองคิดดู… หากเจ้ามีสมรรถภาพร่างกายระดับA และพลังจิตระดับ S… พวกคนตระกูลฉีจะยินยอมขับไล่เจ้าออกมาได้อย่างไรกัน?  พูดได้ว่า… ความแข็งแกร่งคือพื้นฐานของทุกสิ่ง… เงินก็ดี อำนาจก็ได้… เพียงแค่เจ้าแข็งแกร่งก็จะได้รับสิ่งดีๆเหล่านั้นมา…”

 

_____ฉีหนานค่อยเงยหน้าขึ้นมา ดวงตาสีดำคู่นั้นทอประกายแวววาวขณะจ้องมองลั่วซิวเจ๋อ…

 

_____ลั่วซิวเจ๋อยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย เขารู้ดีว่าการถูกกดดันอย่างหนักไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุด… หากต้องการให้ฉีหนานอยากไปเมืองหลวงด้วยตนเอง ก็ต้องปลุกใจสู้ของเขาเสียก่อน

 

_____ขณะที่ลั่วซิวเจ๋อคิดจะพูดปลุกใจกับฉีหนานต่อไปนั้น ฉีหนานพลันฉีกยิ้มกว้าง… “ผมแข็งแกร่งแล้วจะมีเงินและอำนาจงั้นหรือ? แต่จากที่ผมเห็น ดูเหมือนคุณจะจนกว่าผมกระมัง มิฉะนั้นคงไม่อยู่ในบ้านของผมและไม่ยอมไปเช่นนี้!”

 

_____ลั่วซิวเจ๋อ “…”

 

_____เหอเหอ… ดูท่าสำหรับเจ้าคนน่าตบคนนี้ คงต้องใช้ความรุนแรงอย่างที่คิด ทั้งประหยัดแรงและเวลาด้วย!!

 

_____พลั่ก!

 

_____ว่าแล้วก็ยกเท้าเตะไปที่บั้นท้ายของอีกฝ่าย ทำให้ฉีหนานถลาล้มลงไปกับพื้นได้สำเร็จ…

 

_____พอเขาลุกขึ้นยืนแล้ว ปากกำลังจะขยับ พลันมีลางสังหรณ์ว่า จะโดนตบหากอ้าปากเอ่ยอะไรออกมา เพื่อบั้นท้ายอันน่าสงสารของตนเองแล้ว เขาควรหุบปากก่อนดีกว่า…

 

_____เมื่อเห็นฉีหนานเดินตามหลังตนมาอย่างว่าง่ายแล้ว ลั่วซิวเจ๋อถึงกับมุมปากกระตุก… เจ้าหมอนี่ถ้าไม่โดนตบแล้วจะรู้สึกไม่สบายหรือไร ต้องตบเขาก่อนถึงจะว่าง่ายขึ้นหรอกหรือ?

 

_____ขณะเดินไปได้ครู่หนึ่ง ฉีหนานก็มองลั่วซิวเจ๋อด้วยความสงสัย… “เฮ้ย!”

 

_____“ข้าไม่ได้ชื่อ ‘เฮ้ย!’ ” ลั่วซิวเจ๋อขัดคำพูดของเขาอย่างไม่พอใจ…

 

_____ฉีหนานลอบเบ้ปากและกรอกตาไปมา ก่อนจะเอ่ยต่อว่า “งั้นให้เรียกคุณว่าอะไร? เสี่ยวเจ๋อเจ๋อหรือ?”

 

_____ลั่วซิวเจ๋อคิ้วกระตุกวูบ “ได้สิ… เสี่ยวหนานหนาน!”

 

_____“…”

 

_____ลั่วซิวเจ๋อยิ้มมุมปาก น่าสะอิดสะเอียน… คิดว่าข้าควรกลัวเจ้าหรือไร?

 

_____ได้ยินลั่วซิวเจ๋อเอ่ยว่า ‘เสี่ยวหนานหนาน’ คำสามคำที่คลื่นเหียนและลำไส้ปั่นป่วนแล้วพลันหลั่งเหงื่อเย็นเยียบไปทั้งตัว… ฉีหนานมองเขาด้วยสีหน้าบิดเบี้ยว… “จะแสดงเป็นคู่รักหวานแววในที่สาธารณะคงไม่ดี… เราเรียกชื่อของอีกฝ่ายล่ะกัน”

 

_____ลั่วซิวเจ๋อสบตากับเขาด้วยสีหน้าเหมือนยิ้มไม่ออก ทันใดนั้นฉีหนานพลันตัวสั่นสะท้าน ตัดสินใจเปลี่ยนเรื่องทันที…

 

_____“พวกเราจะไปที่ไหนหรือ?” เขามองป้ายถนนบริเวณนี้ไม่คุ้นตาเลย นี่มันไม่ใช่เส้นทางกลับบ้าน…

 

_____“แน่นอนว่า ไปทำงานให้เสร็จ… เจ้าคิดว่า ข้ารับงานมากขนาดนั้นเพื่อให้ดูดีหรือไร?” ลั่วซิวเจ๋อพูดราวกับหมดความอดทน…

 

_____“คุณรับงานอะไรมาหรือ?” ฉีหนานถามด้วยความสนใจ…

 

_____ลั่วซิวเจ๋อส่งงานที่ตนรับมาให้เขาดูอย่างง่ายดาย… ทันทีที่เห็น ฉีหนานก็ต้องแสดงสีหน้าตกใจสุดขีด…

 

_____ไม่ใช่เพราะลั่วซิวเจ๋อรับงานอันตรายมา แต่เพราะเขารับงานมามากเกินไป…

 

_____เขาไม่รู้ว่า คนอื่นในพันธมิตรกองทหารรับจ้างทำงานพวกนี้ให้สำเร็จได้ยังไง แต่เพิ่งมาครั้งแรก ลั่วซิวเจ๋อก็รับงานมามากกว่า 30 งานแล้ว…

 

_____ฉีหนานรู้สึกหน้ามืดตาลายกับรายการส่วนหนึ่งที่เห็น… หากมองให้ละเอียดสักครู่ แท้จริงแล้วสิ่งของที่ต้องตามหานั้นมีมากกว่าหลายร้อยชนิดเลยทีเดียว…

 

_____ทว่าป่านอกเมืองไม่ใช่สวนดอกไม้หลังบ้านของพวกเขา… ตอนที่ลูกอุกกาบาตพุ่งตรงมายังโลก ไม่เพียงแต่ทำลายสมดุลของระบบนิเวศทั้งโลกเท่านั้น ยังให้กำเนิดสัตว์ประหลาดที่แข็งแกร่งจำนวนมากด้วย…

 

_____สัตว์ประหลาดเหล่านี้ส่วนใหญ่เกิดจากการพัฒนาของพวกสัตว์ป่าดุร้ายเรื่อยมาจนความแข็งแกร่งที่ได้จากการดิ้นรนเอาชีวิตรอดของพวกมันอาจจะมากพอต่อการสังหารมนุษย์ธรรมดาอย่างง่ายดาย…

 

_____แม้แต่หนูตัวเล็กที่สุดยังมีรูปร่างปราดเปรียวว่องไวและความเร็วอันน่าตกตะลึงขนาดต้องใช้คนธรรมดามากกว่า 2 คนก็ยังปราบได้ยาก ยิ่งไม่ต้องพูดถึงสัตว์ประหลาดขนาดใหญ่ที่ถึงกับต้องใช้หุ่นยนต์ปราบเลยทีเดียว…

 

_____ฉีหนานเบิกตากว้างอ้าปากหวอมองลั่วซิวเจ๋อ ไม่เข้าใจแม้แต่นิดเดียวว่า คนผู้นี้คิดจะทำอะไรกันแน่…

 

_____ปริมาณขนาดนี้ต้องใช้เวลาในการรวบรวมถึงครึ่งเดือนเต็ม… วงเล็บ หากมีเจ้าเงือกบ้าพลังตนนี้อาจสามารถทำได้… แต่ถ้าจะให้เขาพูดในฐานะคนอ่อนแอล่ะก็… ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เวลา แต่เขาจะสามารถอยู่ได้นานแค่ไหนต่างหาก…

 

_____เขากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก “คุณ… คุณอยากตายหรือไง… งานเยอะขนาดนี้ ต้องทำถึงตอนไหนหรือ?”

 

_____ลั่วซิวเจ๋อเหลือบมองเขาพร้อมกับคลี่ยิ้มอบอุ่นนุ่มนวล…

 

_____ฉีหนานรู้สึกเสียวสันหลังวาบ เผลอก้าวถอยหลังสองสามก้าว… ซวยแล้ว… ทำไมถึงรู้สึกเหมือนจะมีเรื่องซวยมหาซวยเล่า?

 

_____ลั่วซิวเจ๋อกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลอ่อนโยนเป็นพิเศษ “ข้าอยากตายหรือไม่เจ้าไม่จำเป็นต้องรู้… เจ้ารู้แค่ว่า เจ้าต้องรับผิดชอบงานพวกนี้ไปหนึ่งในสามส่วนก็พอ”

 

_____“อะไรนะ!!” ฉีหนานร้องตะโกนเสียงหลง “คุณต้องล้อเล่นแน่ๆ ผมทำงานพวกนี้ไม่ได้!”

 

_____ลั่วซิวเจ๋อยิ้มมุมปาก “เชื่อข้าสิ เจ้าทำได้”

 

_____ฉีหนาน “…”

 

_____เมื่อเห็นสีหน้ามั่นอกมั่นใจเกินเหตุของลั่วซิวเจ๋อแล้ว ฉีหนานก็รู้สึกถึงวิกฤตที่คืบคลานเข้ามา… อีกฝ่ายดูไม่เหมือนกำลังพูดเล่นอยู่เลย…

 

_____เมื่อออกจากประตูเมืองแล้ว ลั่วซิวเจ๋อก็ใช้ใบหน้าอันงดงามของตนโบกรถคันหนึ่งได้สำเร็จ

 

_____คนขับรถเป็นลูกหลานของผู้มีอิทธิพลในสมัยของเติ้งเสี่ยวผิงปี 1980…  รูปร่างหน้าตาไม่เลว เสียแต่แววตาหยาดเยิ้มหยาบโลนที่มองไปทั่วร่างของลั่วซิวเจ๋อ ทำให้เขาดูเป็นคนชั้นต่ำเลยทีเดียว…

 

_____ฉีหนานขึ้นรถมาก็นั่งนิ่งไม่พูดอะไร… เขาไม่มีความรู้สึกที่ดีกับพวกผู้ชายที่เป็นลูกหลานจากชาวโลกเหล่านี้แม้แต่น้อย… ในฐานะทหารธรรมดาคนหนึ่งที่ไร้พลังและภูมิหลัง… ครั้งหนึ่งพวกเขาเคยไม่สามารถลาดตระเวนได้เพราะอิทธิพลของลูกหลานพวกนี้…

 

_____เหมือนกับที่ลั่วซิวเจ๋อเคยกล่าวไว้… ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปี สิทธิพิเศษพวกนี้จะไม่มีวันหายไป… และกับฉีหนานที่ไม่มีสิทธิพิเศษใดๆย่อมโดนลูกหลานพวกนี้ดูถูกเหยียดหยามแน่นอน…

 

_____ตอนนี้สีหน้าของเจ้าโง่ที่ขับรถคนนั้นฉายชัดถึงความหื่นกระหาย…  ดวงตาคู่นั้นราวกับอยากกอดรั้งร่างของลั่วซิวเจ๋อไว้ไม่ให้ลงจากรถอีกเลย… ไม่กลัวเจ้าเงือกบ้าตนนี้โกรธจนควักลูกตาออกมาหรือไง?

 

_____ฉีหนานลอบเบ้ปากอย่างทนไม่ได้… ต่อหน้าเขามีแต่ช่วงเวลาอันเลวร้าย แต่ต่อหน้าลูกหลานพวกนั้นกลับยิ้มให้อ่อนโยนนุ่มนวลปานนี้… จิ๊ เจ้าเงือกบ้าตนนี้เลือกที่รัก มักที่ชังจริงๆ!

 

_____เขาจ้องมองลั่วซิวเจ๋อด้วยความไม่พอใจอย่างยิ่ง…  นึกไม่ถึงว่าลั่วซิวเจ๋อจะหันมายิ้มให้เขาอ่อนหวานอย่างยิ่งแถมยังกะพริบตาส่งให้อย่างซุกซนราวกับจะบอกว่า ‘เด็กดี อย่าโวยวายล่ะ!’

 

_____ฉีหนานนิ่งตะลึงกับท่าทีสนิทสนมของลั่วซิวเจ๋อ… ไม่ได้นิ่งตะลึงเพราะความปลาบปลื้มใจแต่เป็นความหวาดกลัวจริงๆ… เจ้าเงือกบ้าพลังกำลังจะเล่นลูกไม้อะไรอีก!

 

_____ไม่ทันที่เขาจะได้เอ่ยปากพูดอะไร ชายหนุ่มผู้ขับรถกล่าวด้วยสีหน้าอิจฉาว่า “เอริค คุณดูจะรักคนรักของคุณมากสินะ”

 

_____ลั่วซิวเจ๋อยิ้มด้วยสีหน้าเอาอกเอาใจ “ช่วยไม่ได้ ใครใช้ให้เขาตามตื้อฉันขนาดนั้นเล่า เขาจริงใจขนาดนั้น ฉันก็ปฏิเสธเขาไม่ลงจริงๆ”

 

_____ฉีหนานพลันสีหน้าบิดเบี้ยวทันที เจ้าเงือกบ้านี่กำลังพล่ามเรื่องไร้สาระอะไรกัน!

 

_____ชายหนุ่มจ้องมองฉีหนานด้วยสายตาโกรธเกลียด ก่อนจะหันหน้าไปคุยกับลั่วซิวเจ๋อว่า “เอริค คุณรูปงามปานนี้ ไม่สนใจไปเข้าร่วมการประกวดของดาวโลกหรือ… ท่านพ่อของผมเป็นหนึ่งในคณะกรรมการตัดสิน… ผมเชื่อว่า หากคุณเข้าร่วม จะต้องเจิดจรัสในวงการบันเทิงแน่นอน”

 

_____ลั่วซิวเจ๋อหุบยิ้มทันทีพลางเหลือบมองฉีหนานเล็กน้อย ดูเหมือนจะสนใจความคิดนี้มาก…

 

_____ยามนี้ฉีหนานกำลังนิ่งตะลึง สีหน้ายังคงเรียบเฉยแต่ก็ดูออกว่า ไม่เห็นด้วยแม้แต่น้อย… ลั่วซิวเจ๋อเห็นสีหน้าเคร่งขรึมนั้นแล้วจึงยิ้มอย่างไม่เต็มใจนัก “ไม่ล่ะ คนรักของฉันไม่ชอบให้ฉันเป็นจุดเด่นน่ะ”

 

_____ฉีหนานได้ยินคำพูดนี้แล้วหางตากระตุกยิกๆ ในใจนึกอยากตัดความสัมพันธ์คู่ชีวิตของตนกับลั่วซิวเจ๋อ… น่าเศร้านักที่อีกฝ่ายลอบส่งสายตาอำมหิตมาข่มขู่ให้เขาหุบปากทันที…

 

_____เขาลอบเบ้ปากอย่างไม่พอใจ แต่เขาก็ไม่ได้พูดแฉลั่วซิวเจ๋อออกไปจริงๆ… เขาแค่ไม่เข้าใจว่าทำไมลั่วซิวเจ๋อถึงสร้างภาพให้เขาเป็นผู้ชายใจจืดใจดำกัน…  สงสัยจะไม่มีเหตุผลอะไรกระมัง!

 

_____ขณะที่ฉีหนานคิดยังไงก็ไม่เข้าใจนั้น บัดนี้ได้มาถึงป่าแห่งหมอกแล้ว

 

_____เส้นทางเข้าป่าแห่งหมอกนั้นมีหลายทาง ซึ่งเส้นทางที่ชายผู้นี้ใช้นั้นเป็นเส้นทางที่ผู้คนสำรวจไปค่อนข้างมากแล้ว อันที่จริงพวกเขามาสำรวจที่นี่เพราะรู้สึกถึงอันตรายในป่าเท่านั้น แต่นึกไม่ถึงจริงๆว่า จะเป็นการเข้าไปเสี่ยงในพื้นที่อันตราย มิฉะนั้นพวกเขาคงไม่พกอุปกรณ์และอาวุธไปมากขนาดนี้ แต่จะพายอดฝีมือมาคุ้มกันสักสามนายแทน…

 

_____ลั่วซิวเจ๋อปฏิเสธคำเชิญให้ร่วมเดินทางไปด้วยกันของอีกฝ่าย แต่กลับพาฉีหนานลงมายังทางเข้าอีกทางด้วยสีหน้าตื่นเต้นดีใจ…

 

_____ระยะทางระหว่างเส้นทางทั้งสองนั้นไม่ไกลมาก ทว่าเส้นทางที่ทอดยาวออกไปนั้นกลับหันไปคนละทิศโดยสิ้นเชิง… ลั่วซิวเจ๋อพาฉีหนานมาหยุดตรงปากทางเข้า ทำให้ฉีหนานมองเขาอย่างไม่เข้าใจ… “แล้วยังไง?”

 

_____ลั่วซิวเจ๋อยิ้มบางๆ “เจ้าพร้อมฝึกนรกแตกแล้วหรือไม่?”

 

_____“อะไรคือฝึกนรกแตกหรือ?” ฉีหนานถามกลับด้วยความระแวงทันที…

 

_____ลั่วซิวเจ๋อส่งใบรายการมาให้เขาชุดหนึ่งจากควอนตัมคอมพิวเตอร์ของเขา… “พวกนี้คืองานที่เจ้าต้องทำให้เสร็จ ถ้าเจ้าไม่อยากตายอย่างที่พูด ก็ควรค่อยๆเข้าไปตามเครื่องหมายของข้าตามลำดับ… โอ้ ใช่แล้ว… เพื่อไม่ให้มีเรื่องหยุมหยิมมาขัดขวางการทำงาน ข้าจะมอบเซอร์ไพรส์เล็กน้อยให้เจ้าอย่างหนึ่ง”

 

_____“เซอร์ไพรส์อะไร?” ฉีหนานยิ่งระแวงหนักขึ้น อันที่จริงสิ่งของที่อยู่ในรายการล้วนเป็นสิ่งที่เขาเพิ่งจะเคยเห็นเป็นครั้งแรก และยังสัตว์ประหลาดที่เขารู้ดีว่าไม่ใช่คู่ต่อสู้ แม้ว่าจะเตรียมใจพร้อมแล้ว แต่ ‘เซอร์ไพรส์’ นั้นก็ทำให้เขากระวนกระวายใจมาก… เขารู้สึกได้จากนิสัยชั่วร้ายของลั่วซิวเจ๋อว่า เซอร์ไพรส์นั้นต้องไม่ใช่เรื่องดีอย่างแน่นอน!

 

_____ลั่วซิวเจ๋อยักคิ้วขึ้น “รอสักครู่แล้วเจ้าจะรู้เอง! หวังว่าเจ้าจะมีชีวิตรอดออกมาจากป่านะ ถ้าเจ้าตาย ข้าต้องไปหาคนอื่นอีก ลำบากจริงๆ”

 

_____ทันทีที่พูดจบประโยค สีหน้าของฉีหนานพลันเปลี่ยนเป็นซีดขาวด้วยความเศร้าใจ แววตาของเขาแฝงด้วยความไม่มั่นใจ ราวกับได้ยินข่าวร้ายก็ไม่ปาน… ทันทีที่เห็นเช่นนั้น ลั่วซิวเจ๋อพลันโมโหสุดขีดจนตบหน้าฉีหนานฉาดหนึ่งเต็มแรง ก่อนจะวิ่งหนีจากไปอย่างรวดเร็ว…

 

_____ฉีหนานที่แก้มบวมแดงไปครึ่งหน้า “…”

 

_____บัดซบ!!!

 

—————–

สู้ๆนะ ฉีหนาน จะเจออะไรมั้ยหนอ? 🙂