0 Views

บทที่ 124

 

______อา… แต่ลากพวกมันไปกำจัดในมุมมืดสักแห่งก็พอจะทำได้อยู่… ขอแค่ไม่ถูกคนอื่นเจอตัว อธิการบดีฮัลด์คงจัดการเรื่องนี้ได้อยู่แล้ว

 

______หลังจากนั้นทั้งสองคนก็พูดคุยเรื่องงานประลองอีกพักใหญ่… จนกระทั่งเช้าตรู่ของวันต่อมา ลั่วซิวเจ๋อได้รับจดหมายท้าดวลกองโตอย่างที่คิด

 

______มีทั้งอาจารย์ เพื่อน และญาติพี่น้องมา ‘ท้าทาย’ อีกทั้งยังเขียนจดหมายท้าดวลออกมาได้สละสลวยยิ่งนัก ทว่าเมื่อตัดถ้อยคำเสแสร้งตลบตะแลงเหล่านั้นออกไปแล้ว เนื้อความก็มิได้ต่างกันนัก…

 

______ไอ้หน้าสวย! ได้ยินว่าแกเก่งนัก กล้ามาสู้กับคุณชาย/น้องชาย/นักเรียน/เพื่อนของพวกเราไหม พวกเราจะหาสนามสู้ให้เอง…

 

______ด้วยเหตุนี้จึงเกิดการแข่งขันกระชับมิตรนอกรอบหลายครั้ง ซึ่งลั่วซิวเจ๋อเองก็สั่งสอนเจ้าพวกที่มาหาเรื่องถึงความสำคัญของชีวิตอย่างเต็มที่ และรู้ซึ้งถึงความแข็งแกร่งของโรงเรียนการทหารอันดับหนึ่งจนถึงแก่นแท้…

 

______ข่าวเรื่องพลังสมรรถภาพร่างกายและพลังจิตของลั่วซิวเจ๋ออยู่ที่ระดับ S ไม่ใช่ความลับแต่อย่างใด ฉะนั้นจึงมีหลายคนที่แอบสืบหาข้อมูลเบื้องลึกของลั่วซิวเจ๋อและวางแผนรับมืออย่างละเอียด

 

______ข้อมูลของพวกเขารายงานว่า ลั่วซิวเจ๋อเป็นนักศึกษาที่เพิ่งเข้าเรียนในโรงเรียนการทหารอันดับหนึ่งได้เพียงปีเดียว… เมื่อก่อนเขาอาศัยอยู่ที่ดาวเคราะห์ชายแดนอย่างโลก ไม่ว่าอีกฝ่ายเคยผ่านการฝึกฝนฝีมือหรือใช้เทคโนโลยีอะไรก็แล้วแต่ พวกเขาไม่เชื่อโดยเด็ดขาดว่า ดาวเคราะห์แบบนั้นจะสามารถผลิตนักเรียนชั้นยอดเช่นนี้ออกมาได้…

 

______อีกทั้งคนส่วนใหญ่ยังคิดว่า เวลาสั้นๆเพียงปีเดียวไม่มากพอที่ลั่วซิวเจ๋อจะพัฒนาฝีมือไปถึงขั้นนั้นได้อย่างเด็ดขาด ดังนั้นระดับพลัง S คู่ของลั่วซิวเจ๋อน่าจะเป็นเพียงภายนอกเท่านั้น เจ้าตัวคงไม่แข็งแกร่งเท่าพลังที่มีจริงๆ…

 

______ก็เหมือนกับคนทั่วไปที่มีร่างกายแข็งแกร่งคนหนึ่ง เมื่อผ่านการฝึกของทหารฝึกหัดมา ก็ย่อมเป็นเพียงคนธรรมดาที่มีร่างกายแข็งแกร่งเช่นเดิม ทว่าเมื่อเข้าสู่สมรภูมิรบจริง ต่อให้เป็นทหารเด็กที่อายุไม่ถึงสิบห้าปีก็สามารถฆ่าคนธรรมดาคนนั้นได้ภายในไม่กี่วินาที…

 

______ทุกคนล้วนนึกไม่ถึงว่า ลั่วซิวเจ๋อจะเป็นอัจฉริยะ… ใช้เวลาเพียงไม่นาน เขาก็เชี่ยวชาญทั้งด้านศิลปะการต่อสู้ การบัญชาการทัพ รวมถึงพืชพลังงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการวางแผนยุทธศาสตร์ที่เชี่ยวชาญเป็นพิเศษ

 

______ใครจะไปคิดว่า ลั่วซิวเจ๋อจะเป็นที่รักของพระเจ้าขนาดนี้ ไม่เพียงแต่มีพลังจิตและสมรรถภาพร่างกายอันล้ำเลิศ  แต่ยังมีพรสวรรค์ในการเป็นแม่ทัพอีก… พรสวรรค์อันเก่งกาจนี่เองที่อีกฝ่ายใช้สั่งสอนพวกคนที่มาหาเรื่องตลอดหลายวันที่ผ่านมาอย่างโหดเหี้ยม หนำซ้ำเจ้าตัวยังแค่นั่งสั่งการอยู่ด้านหลังโดยไม่ลงมือเองเสียด้วย

 

______ดังนั้นเหล่าอธิการบดีคนอื่นจึงพากันกระทืบเท้าด้วยความคับแค้นใจ… ทำไมนักเรียนที่สุดยอดขนาดนี้ถึงตกอยู่ในมือของตาแก่ฮัลด์ได้ น่าแค้นใจจริงๆ!

 

______“หึๆ! เข้าใจก็ดีแล้ว…” ฮัลด์หัวเราะเยาะด้วยสีหน้าเย่อหยิ่ง  ก่อนจะดูดซิการ์เข้าปอดเฮือกใหญ่และพ่นควันสีขาวใส่ตาแก่ที่อยู่ตรงหน้า…

 

______เหล่าอธิการบดีมองท่าทางของฮัลด์แล้ว ต่างรู้สึกอยากถุยน้ำลายใส่หน้าเหี่ยวย่นนั้นเป็นอย่างมาก… ตาแก่บัดซบ คิดว่าพวกเขาไม่กล้ารุมสหบาทามันหรือไง!

 

______“ฟู่!” ฮัลด์พ่นควันสีขาวออกมาอีกชุดใหญ่ ขณะมองเหล่าคู่สนทนาที่กำลังหน้าเขียวด้วยความโกรธ “ผมว่า… มันก็แค่พวกเด็กๆเล่นกันไม่ใช่หรือ… พวกคุณก็เห็นทั้งตัวคนและพลังของเขาแล้วยังไม่พอใจอีก? หรือต้องให้มาสู้กันต่อหน้าพวกคุณกัน!”

 

______ชายชราร่างกำยำผู้หนึ่งกล่าวลอดไรฟันว่า “ฮัลด์ อย่าโอหังให้มันมากนัก!”

 

______“โอ๊ะ…” ฮัลด์แสร้งร้องอุทานอย่างน่าหมั่นไส้พลางลอบหัวเราะเย้ยหยันในใจ… ฉันโอหังในถิ่นของฉันแล้วจะทำไม? แกมีปัญญาทำอะไรฉันหรือไง!

 

______ชายชราผู้นั้นถลึงตามองเขาด้วยแววตาแค้นเคือง “การแข่งขันครั้งนี้ นอกจากการสังเกตการณ์นักเรียนของพวกคุณแล้ว เรายังมีอีกเป้าหมายหนึ่ง”

 

______“อะไรนะ?” ฮัลด์เปลี่ยนสีหน้า… ก่อนหน้านี้เขาก็พอจะเดาได้ว่า พวกอธิการบดีที่ปกติจะงานยุ่งตัวเป็นเกลียวไม่มีทางมาเยือนเมืองหลวงโดยไร้เหตุผลอย่างแน่นอน…

 

______ชายชราผู้มีดวงตาเพียงข้างเดียวกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งเครียดว่า “คนของจักรวรรดิวาเนสซ่ากำลังจะมาถึง”

 

______ทันทีที่ฮัลด์ได้ยิน ดวงตาคู่นั้นพลันทอประกายวาววับ สีหน้าผ่อนคลายค่อยๆเลือนหายไปจนกลายเป็นดุดันจริงจัง “ทูตพิเศษ?”

 

______ชายชราตาเดียวพยักหน้ารับ “พวกเขายื่นข้อเสนอให้พวกเราส่งนักเรียนแลกเปลี่ยนไม่เกินสิบคนไปเรียนที่จักรวรรดิวาเนสซ่า”

 

______คิ้วของฮัลด์พลันขมวดเข้าหากัน ก่อนจะหัวเราะเสียงเย็น “พวกเขานึกใจดียอมเปิดโอกาสให้พวกเราเข้าไปศึกษาเทคโนโลยีของพวกเขาหรือ?”

 

______“แน่นอนว่า มันไม่ง่ายเช่นนั้น” ชายชราร่างกำยำกล่าวพลางคลี่ยิ้มเย็นเยียบ “ไอ้พวกแร้งจอมโลภนั่นจะใจดีปานนั้นได้ยังไง… ช่วงนี้สงครามระหว่างพวกมันกับกองทหารพันธมิตรพิเศษโคลรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นพวกมันเลยต้องหากำลังเสริมเพิ่ม”

 

______“สถานการณ์ทางเผ่าสแตนเป็นยังไงบ้าง?” ฮัลด์ถาม

 

______“ก็ไม่ยังไง…” ชายชราตาเดียวแค่นหัวเราะเย้ยหยัน “พวกสแตนก็ไม่โง่… พวกมันจะยอมเสี่ยงชีวิตเพื่อกองทหารพันธมิตรพิเศษโคลได้ยังไง… อีกอย่างถ้าเหยื่อตายไปหมดแล้ว หมาล่าเนื้อจะทำอะไรได้? พวกเราคือนักล่าเหยื่ออย่างเผ่าสแตน ซึ่งแกนนำของแต่ละฝ่ายก็รู้ดีอยู่แก่ใจ ก็แค่ปิดบังไม่ให้ประชาชนรู้เท่านั้น”

 

______ฮัลด์ดับบุหรี่ในมือของตน ก่อนจะถอนหายใจออกมาอย่างเงียบงัน… เขาเคยได้ชื่อว่า เทพสงครามของรัฐบาล แต่ตัวเขารู้ดีว่า เขาแข็งแกร่งแค่ในสายตาของคนทั่วไป แต่สำหรับคนชนชั้นสูงแล้ว เขาก็เป็นเพียงเศษสวะตัวหนึ่งเท่านั้น

 

______รัฐบาลโลกในปัจจุบันยังมีอารยธรรมที่ตกต่ำ… หากมองผิวเผินก็เหมือนได้รับการปกป้องภายใต้ปีกของจักรวรรดิวาเนสซ่า แต่แท้ที่จริงแล้ว หากไร้ซึ่งกฏบัญญัติระหว่างดวงดาว อารยธรรมของพวกเขาคงถูกจักรวรรดิวาเนสซ่ากลืนกินจนสูญสิ้นแล้ว

 

______ความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีระหว่างทั้งสองฝ่ายแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว… หากต้องการจะแข็งข้อกับจักรวรรดิวาเนสซ่าใช่ว่าจะทำไม่ได้ แต่รัฐบาลจะต้องเตรียมใจรับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เสียก่อน

 

______“ถ้าเช่นนั้น… พวกคุณมีแผนยังไง” ฮัลด์ตื่นจากภวังค์… ความเจริญรุ่งเรืองของอารยธรรมมิใช่สิ่งที่คนเพียงกลุ่มเดียวจะเปลี่ยนแปลงได้ พวกเขาได้แต่พยายามต่อสู้อย่างเงียบๆเพื่อที่สักวันคนของเราจะสามารถยืดอกได้อย่างเต็มภาคภูมิว่า พวกเราเองก็มีอารยธรรมที่เจริญรุ่งเรืองแล้วเช่นกัน…

 

______เหล่าอธิการบดีท่านอื่นต่างมีสีหน้าเคร่งเครียด… ชายชราร่างกำยำกล่าวด้วยท่าทีเคร่งขรึมว่า “พวกเราต้องการให้ทุกโรงเรียนร่วมกันคัดเลือกนักเรียนชั้นยอดสิบคน เพื่อส่งไปยังวิทยาลัยหลวงของอาณาจักรวาเนสซ่า”

 

______ฮัลด์อดขมวดคิ้วมุ่นไม่ได้ “การแลกเปลี่ยนในครั้งนี้ไม่ใช่ว่าคัดเลือกจากนักวิชาการชั้นยอดหรือ? ทำไมถึงเลือกจากโรงเรียนทหารได้เล่า?”

 

______ชายชราร่างกำยำยิ้มเจื่อนๆ “นักวิชาการ… คุณควรรู้ว่า วิทยาลัยหลวงของจักรวรรดิวาเนสซ่ามีนโยบายจำกัดอายุของนักศึกษา ต่อให้เป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนก็ห้ามอายุเกินสามสิบปีเด็ดขาด… อีกทั้งจักรวรรดิวาเนสซ่ายังเป็นดินแดนแห่งการต่อสู้ ถ้าเราส่งนักวิชาการไปล่ะก็ เกรงว่าคงถูกรับน้องตาย ก่อนที่จะได้เรียนแน่นอน”

 

______ฮัลด์นึกถึงสภาพแวดล้อมของจักรวรรดิวาเนสซ่าแล้วอดกลอกตาไม่ได้

 

______เป็นไปได้สูงมากที่จะเกิดเรื่องนั้นขึ้น แถมพวกเขายังไม่สามารถใช้เหตุผลใดๆมาเอาผิดอีกฝ่ายได้… เพราะนักศึกษาในวิทยาลัยหลวงล้วนคลั่งไคล้การต่อสู้ ถ้าคุณพ่ายแพ้ก็ไปหาทางรักษาเอง… ใครใช้ให้คุณอ่อนแอกันเล่า!

 

______ด้วยพลังของลั่วซิวเจ๋อในตอนนี้ย่อมติดอันดับยอดฝีมืออย่างไม่ต้องสงสัย แต่เมื่ออยู่ในวิทยาลัยหลวงของจักรวรรดิวาเนสซ่า เกรงว่าเขาคงเป็นเพียงนักศึกษาธรรมดาๆคนหนึ่งเท่านั้น

 

______ฮัลด์นิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะส่ายหน้าไปมาและบอกกับอธิการบดีคนอื่นว่า “ผมขอไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้… ผมวางแผนไว้ให้ลั่วซิวเจ๋อแล้ว”

 

______เหล่าอธิการบดีต่างหันมามองหน้ากันด้วยแววตาฉงนสงสัย

 

______พวกเขาคิดว่า ต้นกล้าชั้นดีอย่างลั่วซิวเจ๋อควรจะถูกส่งไปเรียนต่อที่วิทยาลัยหลวงวาเนสซ่า เพื่อเปิดหูเปิดตาและพัฒนาฝีมือยิ่งขึ้นไป… ต่อให้เขารั้งอยู่ที่นี่ต่อไปก็มีแต่จะเสียเวลาเปล่า…

 

______“วางใจเถอะ” ฮัลด์ย่อมตระหนักดีว่า พวกเขากังวลเรื่องใด “ผมจัดการเรียบร้อยแล้ว ไม่ปล่อยให้พวกเขาเสียเวลาเปล่าๆแน่นอน… อีกอย่างโรงเรียนของผมยังมีนักเรียนชั้นยอดอีกหลายคนอย่างดีเจย์ คลิฟฟอร์ด”

 

______เมื่ออธิการบดีคนอื่นรับรู้ถึงการตัดสินใจของฮัลด์ พวกเขาย่อมไม่กล้าพูดอะไรอีก… อีกอย่างดีเจย์เองก็เป็นนักเรียนที่มีพรสวรรค์โดดเด่น ในเมื่อฮัลด์อยากส่งดีเจย์ไปแลกเปลี่ยนก็เป็นเรื่องของเขา… พวกเขาจึงได้แต่บอกลาอย่างเงียบงัน

 

______หลายวันต่อมา งานแข่งขันได้สิ้นสุดลง ซึ่งผู้ชนะส่วนใหญ่เป็นนักเรียนของโรงเรียนการทหารอันดับหนึ่งตามคาด…

 

______หลังจากที่งานแข่งขันจบลง ลั่วซิวเจ๋อถูกเรียกตัวไปยังห้องทำงานของอธิการบดี ซึ่งเมื่อเขาก้าวออกมา สีหน้าของเขาดูไม่ดีเอามากๆแถมยังกัดฟันกรอดอย่างหัวเสีย…

 

______“มีอะไรหรือ?” ฉีหนานถาม

 

______“ไม่มีอะไร…” ลั่วซิวเจ๋อทำหน้าฮึดฮัด “ก็แค่คืนเข้าหอของพวกเราต้องถูกเลื่อนออกไปอีก”

 

______ฉีหนานทำหน้าหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก… อันที่จริงคืนเข้าหอก็คือฤดูผสมพันธุ์ต่างหาก… เดิมทีลั่วซิวเจ๋อตั้งใจจะเริ่มฤดูผสมพันธุ์ทันทีที่กลับมาจากดาวกรีนฟอเรส แต่กลับต้องเลื่อนออกไปเพราะงานแข่งขันที่เกิดขึ้น…

 

______ใครจะไปรู้ว่า พองานแข่งขันจบลงก็ยังมีเรื่องอื่นอีก… มิน่าล่ะ สีหน้าของเขาถึงดูไม่ได้ขนาดนี้… ทุกคนคงเข้าใจถึงสภาพของผู้ชายที่ต้องเก็บกดความต้องการมานานกระมัง…

 

______สามวันต่อมา ลั่วซิวเจ๋อกับฉีหนานกำลังนั่งอยู่บนรถยนต์ลอยฟ้าเพื่อเดินทางออกจากโรงเรียนการทหารอันดับหนึ่งอย่างลับๆ

 

______เมื่อพวกเขามาถึงท่าอากาศยาน ก็ถูกพาตัวไปขึ้นเรือรบอวกาศลำเล็กต่อถึงหนึ่งวันหนึ่งคืนเต็มๆ… เมื่อพวกเขาลงจอดบนดาวเคราะห์ดวงเล็กอย่างปลอดภัยแล้ว คนขับเรือรบอวกาศทั้งสามคนล้วนปลีกตัวจากไป…

 

______สามชั่วโมงถัดมา หุ่นยนต์สีรัตติกาลตัวหนึ่งก็แล่นเข้ามาโบกไม้โบกมือให้เปิดประตูของยาน…

 

______“เป็นคุณหรือ?” ลั่วซิวเจ๋อแปลกใจเล็กน้อย ไม่นึกว่าหัวหน้าทีมที่อธิการบดีบอกให้พวกเขารอคอยจะเป็นบุรุษผู้นี้…

 

______“อืม” ซิเรียสพยักหน้ายืนยันด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยหนวดเคราเช่นเดิม… ลั่วซิวเจ๋อสงสัยมากว่า ถ้าซิเรียสยอมโกนหนวดสักครั้ง ตนอาจจะจำอีกฝ่ายไม่ได้…

 

______“ขับเรือรบอวกาศเป็นไหม?” ซิเรียสถามพลางนั่งประจำตำแหน่งกัปตัน

 

______“เรียนมานิดหน่อย” ลั่วซิวเจ๋อตอบอย่างระมัดระวัง

 

______ซิเรียสหันมามองหน้าเขาเล็กน้อย “งั้นแกมาช่วยฉัน… ฉันขับคนเดียวไม่ไหว”

 

______ลั่วซิวเจ๋อนั่งลงที่ตำแหน่งผู้ช่วยนักบิน… ฉีหนานนิ่งคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะประจำตำแหน่งเนวิเกเตอร์ของเรือรบอวกาศลำนี้…

 

______ซิเรียสพยักหน้าด้วยความพอใจ “ดีมาก ที่ที่พวกเรากำลังจะไปนั้นอันตรายมาก…” เขาเหลือบตามองคนทั้งคู่อีกครั้ง “อันตรายถึงชีวิตด้วย… ถ้าพวกแกไม่อยากไปก็รีบพูดออกมาจะดีกว่านะ”

 

______


สงสารพี่ลั่วอ่ะ โดนขัดตลอดเลย ^ ^

ขอบคุณสำหรับทุกกำลังใจนะคะ 🙂