0 Views

บทที่ 12

______ผิวสีแทนยังคงหลงเหลือหยดน้ำพราวราวกับไข่มุกจำนวนมาก หยดน้ำเหล่านั้นไหลลงมาตามลำคอมายังไหปลาร้าที่นูนขึ้นเล็กน้อย ผ่านแผงอกสวยและหน้าท้องตึงแน่น ก่อนจะหายเข้าไปในขอบผ้าขนหนูผืนนั้น…

 

______ลูกกระเดือกของลั่วซิวเจ๋อเผลอขยับโดยไม่รู้ตัว รู้สึกคอแห้งขึ้นมาฉับพลัน… จากรูปลักษณ์ของฉีหนานย่อมเป็นชายหนุ่มหล่อเหลาคนหนึ่งแน่นอน บางทีเขาอาจจะ…

 

______“เป็นอะไร? จ้องผมทำไมหรือ? รู้สึกว่า ผมหล่อและมีเสน่ห์มากใช่มั๊ย?” ฉีหนานเงยหน้าขึ้นมาเห็นลั่วซิวเจ๋อกำลังจ้องมองเขา แววตาล้ำลึกคู่นั้นทำให้เขารู้สึกร้อนรนใจ ก่อนที่จะเลือกหันกลับไปพูดหยอกล้อกับอีกฝ่ายตามสัญชาตญาณ…

 

______ใบหน้าของลั่วซิวเจ๋อกระตุก… เหอๆ… หล่อเหลาอะไรกัน มันต้องเป็นภาพลวงตาแน่นอน… เจ้าคนที่อยู่ตรงหน้านี้เป็นเจ้าบ้าน่าตบร้อยเปอร์เซ็นต์! นึกไม่ถึงเขาเพิ่งจะรู้สึกว่า เจ้าหมอนี่ช่างงดงามมาก เขาต้องโดนอึหมาบังตาแน่นอน!!

 

______ลั่วซิวเจ๋อจ้องมองเขาด้วยสีหน้าเรียบเฉย หางพลันรู้สึกคันมากจนนึกอยากตบอีกฝ่ายสักที แต่เมื่อนึกว่า อีกฝ่ายเพิ่งจะออกมาจากห้องฝึกซ้อม ร่างกายคงหมดแรงไปแล้ว… เขายอมทนเก็บความเอาแต่ใจของตนเองสักครั้งล่ะกัน…

 

______“มานี่” ลั่วซิวเจ๋อเอ่ยพลางชี้มาที่โซฟา…

 

______ฉีหนานลอบกระตุกมุมปาก ก่อนจะเดินเข้าไปหาอย่างว่าง่าย…

 

______ลั่วซิวเจ๋อเปิดควอนตัมคอมพิวเตอร์และถามขณะชี้ไปยังโฆษณาหนึ่งบนจอภาพว่า “โฆษณาอันนี้เชื่อถือได้หรือไม่?”

 

______ฉีหนานชะโงกหน้าไปดู พบว่าเป็นโฆษณารับสมัครนักบำบัดโรคด้านพลังจิตหนึ่งตำแหน่ง…

 

______เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย… “นักบำบัดโรคด้านพลังจิตต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพแพทย์เฉพาะทาง… คุณไม่มีอะไรเลย ถึงคุณจะไปสมัคร เขาย่อมไม่รับคุณแน่…”

 

______“ใบอนุญาต” ลั่วซิวเจ๋ออดขมวดคิ้วไม่ได้ ตัวตนของเขาในยามนี้เป็นเหมือนคนเถื่อน เขาย่อมอารมณ์เสียมาก… สถานะชาวเงือกแม้จะมีประโยชน์ แต่รัฐบาลโลกให้การคุ้มครองชาวเงือกเป็นพิเศษแต่สำหรับเขามันไม่ต่างกับการตรวจสอบเลยแม้แต่น้อย…  เขาไม่คิดจะเผยตัวเองให้ตกเป็นเป้าในสายตาของพวกนักวิทยาศาสตร์บ้าคลั่งเหล่านั้นแน่…

 

______ถ้าต้องโดนมนุษย์จับไปผ่าจนกลายเป็นแผ่นปลาดิบ ตายซะยังดีกว่า! อัปยศเกินไปแล้ว!

 

______ในประวัติศาสตร์ของเผ่าเงือก เคยมีเงือกที่ยังไม่เป็นผู้ใหญ่ส่วนหนึ่งหลงทางเตร็ดเตร่อยู่นอกที่ตั้งของเผ่าเงือกแล้วโชคไม่ดีโดนมนุษย์จับตัวไปวิจัย… เคราะห์ดีที่เชื้อพระวงศ์เผ่าเงือกไม่เคยตกอยู่ในมือของพวกมนุษย์ ถ้าหากลั่วซิวเจ๋อเป็นผู้บุกเบิกประวัติศาสตร์นี้ ต่อให้ตายไปแล้ว เหล่าบรรพบุรุษคงลุกขึ้นมาจากหลุมฝังศพเพื่อรุมกระทืบเขาอย่างแน่นอน…

 

______เพื่อหลีกเลี่ยงภัยพิบัติที่อาจจะเกิดขึ้น เขารู้สึกว่า การอยู่เงียบๆน่าจะดีกว่า…

 

______ความคิดที่จะแฮ็กใบอนุญาตสำหรับคนเถื่อนถูกโยนออกจากหัวอย่างเงียบๆ นอกจากนึกกังวลถึงเทคโนโลยีตรวจหาคนเถื่อนซึ่งอาจทำให้ถูกมนุษย์ค้นพบได้แล้ว เงินก็เป็นปัญหาใหญ่เช่นกัน…

 

______ลั่วซิวเจ๋อนวดขมับด้วยความหดหู่ใจ… เงินหนึ่งตำลึงล้มวีรบุรุษ(1)… นึกไม่ถึงว่า สุภาษิตโบราณประโยคนี้จะถูกนำมาใช้กับตัวเขาเองเสียได้…

 

______ฉีหนานเมื่อเห็นใบหน้านิ่วคิ้วขมวดของลั่วซิวเจ๋อก็แอบหันหน้าหนีไปหัวเราะเบาๆอย่างอดไม่ได้… ตัวเขาแม้จะไม่อาจทำร้ายเจ้าเงือกบ้านี้ได้ แต่ขอแค่เขากลุ้มใจก็รู้สึกยินดีมากแล้ว

 

______การเคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อยของฉีหนานย่อมไม่อาจรอดพ้นสายตาของลั่วซิวเจ๋อไปได้ เห็นเจ้าหมอนั่นหัวเราะอย่างมีความสุขเช่นนั้น ลั่วซิวเจ๋อก็ไม่คิดมากอีก สะบัดหางเงือกออกไปทันที…

 

______ฉีหนาน “…” บัดซบ…  ไม่ช้าก็เร็วในสักวันเหล่าจื่อจะเอาเจ้าไปทอดเป็นปลาทอดสามรส!

 

______เขากลอกตาไปมา ในหัวปรากฏความคิดอันร้ายกาจขึ้นมาอย่างหนึ่งได้ เขาคลี่ยิ้มอบอุ่นให้กับลั่วซิวเจ๋อ.. “อันที่จริง… ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีทางหาเงินได้อย่างรวดเร็วหรอกนะ…”

 

______“หือ?” ลั่วซิวเจ๋อเลิกคิ้วข้างหนึ่ง…

 

______“มิผิด มีจริงๆ!” ฉีหนานพยักหน้ารัวๆ “คุณไม่รู้ว่า บนโลกนี้มีงานที่เรียกว่าคู่ฝึกหรอกหรือ? แค่คุณไปรับงานคู่ฝึกที่ฟิตเนสสาธารณะพวกนั้น ผมเชื่อว่าจะต้องมีคนมากมายที่เต็มใจให้คุณเป็นคู่ฝึกด้วยแน่นอน! ฮะฮะฮะฮะ…”

 

______พอลั่วซิวเจ๋อได้ยินเสียงหัวเราะอวดดีนั้นพลันปรากฏเส้นเอ็นสีเขียวขึ้นที่ขมับอย่างควบคุมไม่ได้… เขาย่อมทราบดี งานที่เรียกว่าคู่ฝึกนั้นแท้จริงแล้วเป็นเพียงชื่อเรียกให้ฟังดูดีเท่านั้น หน้าที่ผิวเผินของพวกเขาคือ ดูแลช่วยเหลือคู่ฝึกของพวกเขา ทว่าโดยส่วนใหญ่แล้วพวกเขาจะโดนซ้อมเสียมากกว่า…

 

______ลั่วซิวเจ๋อจะทำงานเช่นนี้ได้อย่างไรกันเล่า? ฉะนั้นเขาจึงไม่ลังเลที่จะเหวี่ยงฉีหนานขึ้นไปบนเตียงทันที ก่อนจะใช้ทั้งร่างกดอีกฝ่ายไว้และใช้หางเงือกตบรัวลงบนบั้นท้ายของอีกฝ่ายเป็นชุด…

 

______“โอ๊ย! เจ็บ! อ๊าก! ….หยุดเดี๋ยวนี้! โอ๊ย!”

 

______ประตูห้องนอนที่ปิดสนิทได้ปิดกั้นเสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดของฉีหนานไว้… หลังจากโดนหางเงือกของลั่วซิวเจ๋อตบชุดใหญ่ เขาก็ไม่กล้าเอ่ยปากอีก… อา อย่างน้อยต่อหน้าก็ไม่กล้า  แต่ลับหลังนั้น… เหอๆ…

 

______ยามเช้าในวันรุ่งขึ้น ฉีหนานโดนปลุกด้วยหางของลั่วซิวเจ๋ออีกครั้ง เขากุมบั้นท้ายด้วยสีหน้าบิดเบี้ยวพลางลุกขึ้นมาทำอาหารเช้า… เพราะมาตรฐานของลุงเงือกค่อนข้างสูง แล้วมาตรฐานของเขานับเป็นอย่างไรได้ ย่อมกลายเป็นของลุงเงือกจนหมดสิ้น… เขากระเสือกกระสนอยู่ในห้องครัวถึง 3 ชั่วโมงเต็ม ระหว่างนั้นก็โดนลุงเงือกตบบั้นท้ายหลายครั้งหลายครา ในที่สุดก็ยกถ้วยข้าวต้มปลาเดินออกมา เขารู้สึกเหมือนบั้นท้ายของตนเองบวมไปหมดแล้ว…

 

______“ของคุณ! อาหารเช้า!” ฉีหนานกล่าวอย่างหัวเสียสุดขีด…

 

______ท่วงท่าสง่างามของลั่วซิวเจ๋อขณะนั่งอยู่หน้าโต๊ะพลางจ้องมองข้าวต้มปลาที่ถูกวางไว้ตรงหน้าตน ก่อนจะหันไปส่งยิ้มบางๆให้กับฉีหนาน… “หากเจ้ามีไหวพริบเช่นนี้ตั้งแต่แรกไม่ง่ายกว่าหรือ?”

 

______ฉีหนานยกมือขึ้นมากอดอกอย่างเงียบงัน เขาจะไม่โกรธ… จริงๆนะ… เขาไม่โกรธเลยแม้แต่นิดเดียว!

 

______เขาวางชามข้าวต้มปลาของตนลงบนโต๊ะเสียงดัง ก่อนจะกระแทกตัวนั่งลงอย่างไม่พอใจ จนกระทั่งบั้นท้ายของเขาได้สัมผัสกับเก้าอี้ เขาพลันตัวแข็งทื่อทั้งร่างครู่หนึ่งทันที สีหน้าราวกับอยากเด้งตัวลุกขึ้นมาอย่างฉับพลัน…

 

______ผ่านไปครู่ใหญ่ เขาถึงปรับสีหน้าเป็นปกติและค่อยๆนั่งลงไปอย่างช้าๆ ก่อนจะเริ่มทานข้าวต้มปลาอย่างเงียบงัน…

 

______ลั่วซิวเจ๋อเจตนาจ้องมองเป็นนัยไปทางบั้นท้ายของอีกฝ่าย จนฉีหนานสังเกตเห็นสายตาของเขา จึงจ้องตากลับอย่างดุดัน…

 

______ลั่วซิวเจ๋อยกมุมปากโค้งขึ้น อันที่จริงบั้นท้ายของฉีหนานก็ให้สัมผัสที่ไม่เลวเลยทีเดียว… หางเงือกของเขาฟาดลงไปจนรู้สึกถึงแรงยืดหยุ่นกำลังดีของก้นที่เด้งกลับมาหลังจากโดนเขาตี…

 

______เพียงแต่… โดนฟาดหลายครั้งเช่นนี้ ต่อให้เขาไม่ได้ออกแรงมาก ยังไงก็คงบวมแดงไม่น้อย อีกฝ่ายเพิ่งกระแทกตัวลงนั่งเช่นนั้นย่อมรู้สึกเจ็บปวดมากแน่นอน…

 

______ลั่วซิวเจ๋อจ้องมองบั้นท้ายของฉีหนานด้วยแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความมาดร้าย ราวกับว่าอยากมองทะลุกางเกงทหารเพื่อดูบั้นท้ายของอีกฝ่ายว่า แดงเป็นปื้นหรือไม่…

 

______ฉีหนานโดนเขาจ้องจนรู้สึกเหมือนเลือดในกายแทบผนึกเป็นน้ำแข็ง… ทุกครั้งที่ได้อยู่ใกล้กับเจ้าเงือกบ้าตนนี้ เขาพลันรู้สึกอยากวิ่งหนีเดี๋ยวนี้ น่าเศร้านักที่… บัดนี้เขากับเจ้าเงือกบ้านี่ถูกผูกมัดเข้าด้วยกัน อยากหนีก็หนีไม่รอด…

 

______“ดีล่ะ ไปฝึกซ้อมเถิด” ทานอาหารเช้าเรียบร้อยแล้ว ลั่วซิวเจ๋อจึงดันชามออกไปพลางคว้าฉีหนานกลับเข้าห้องนอน…

 

______ฉีหนานมองลั่วซิวเจ๋อด้วยความประหลาดใจ บอกให้ฝึกซ้อมมิใช่หรือ? จากประสบการณ์อันเลวร้ายเมื่อวานนี้ คิดหรือว่า จะทำให้เจ้าเงือกบ้าตนนี้ปล่อยเขาในวันนี้ได้…

 

______ลั่วซิวเจ๋อเหลือบตามองเขาเล็กน้อย ก่อนจะค้นหาชุดลำลอง 2 ชุดในตู้เสื้อผ้าและส่งชุดหนึ่งให้กับอีกฝ่าย… “ไปเปลี่ยนให้เรียบร้อย วันนี้พวกเราจะออกไปข้างนอก”

 

______“ไปที่ไหนหรือ?” ฉีหนานอุ้มเสื้อผ้าไปในอกพลางจ้องมองเขาด้วยความฉงนสงสัย… เจ้าเงือกบ้าตนนี้อยากออกไปข้างนอกงั้นหรือ? ภายในบ้านยังพอรับได้ หากออกมาข้างนอกจะสร้างเรื่องเดือดร้อนอะไรอีก ซวยจริงๆ! เขาไม่ได้มีความสามารถขนาดจะตามจัดการเรื่องให้อีกฝ่ายได้หรอกนะ!

 

______“ออกไปแล้วเจ้าจะรู้เอง!” ลั่วซิวเจ๋อไม่ยอมบอกฉีหนาน เพียงถอดเสื้อคลุมยาวออกเพื่อเปลี่ยนเป็นเสื้อผ้าของฉีหนาน…

 

______ฉีหนานทำอะไรไม่ถูก ได้แต่เปลี่ยนเสื้อผ้าของตนเป็นเสื้อผ้าชุดนั้น… จะให้ลุงท่านนี้ออกไปหาเรื่องเดือดร้อนตามลำพัง ไม่สู้ให้เขาติดตามไปด้วย ไม่แน่อาจสามารถคุ้มกันและคอยดูไม่ให้เขาโดดเด่นเกินไป…

 

______ลั่วซิวเจ๋อที่สวมชุดลำลองธรรมดากลับดูสง่างามอย่างเห็นได้ชัด หรือพูดได้ว่า ตัวเขานั้นสะดุดตาอยู่แล้วและเสื้อผ้าบนร่างยิ่งช่วยเสริมความสง่านั้นไปอีกหลายระดับ…

 

______ฉีหนานเองก็สวมชุดลำลองที่คล้ายคลึงกัน ทว่าเมื่อยืนอยู่กับลั่วซิวเจ๋อแล้ว ชายหนุ่มผู้หล่อเหลาพลันกลายเป็นผู้ติดตามทั่วไป…

 

______ฉีหนานได้แต่ร้องไห้น้ำตาตกใน…  ถ้าจะมีอะไรที่มากกว่าความกลัว เจ้าเงือกบ้าตนนี้คือสิ่งนั้น… เขาที่เคยหล่อเหลากลับโดนเมินในทันทีเสียแล้ว…

 

______“ไปสิ” ลั่วซิวเจ๋อจัดคอเสื้อให้เรียบร้อย เสื้อผ้าของฉีหนานใหญ่กว่าเขาเบอร์หนึ่ง เมื่อสวมแล้วคอเสื้อจึงค่อนข้างกว้างจนเผยให้เห็นกระดูกไหปลาร้าขาวเนียนออกมาเล็กน้อย…

 

______ฉีหนานเผลอมองผิวขาวนวลจนเหมือนจะโปร่งแสงของอีกฝ่าย ต้องลอบวิจารณ์อีกฝ่ายในใจ… นี่ใช่เจ้าเงือกบ้าจริงหรือ จะงดงามเช่นนี้ไปเพื่ออะไร… เหอๆ เจ้าตัวกาลกิณี!

 

______ฉีหนานในยามนี้เหมือนยังไม่ได้สตินัก ในฐานะผู้ชายที่อยู่ข้างกาย ‘ตัวกาลกิณี’คนหนึ่ง เขาจะต้องเป็นเป้าหมายแรกที่จะโดนพวกผู้ชายวัยกำหนัดรุมกระทืบแน่นอน!

 

______แม้ว่าจะเป็นครั้งแรกที่ออกมาข้างนอก แต่ลั่วซิวเจ๋อกลับมีท่าทีเคยชินกับระบบคมนาคมภายในเมืองนี้เป็นอย่างดี…

 

______ในฐานะผู้ใช้พลังจิตระดับ S ความสามารถในการเรียนรู้ของเขานับว่า น่าอัศจรรย์ใจมาก… นอกจากผู้คนเหล่านั้นจะเคยชินกับสิ่งที่ปฏิบัติกันมาและบนหนังสือแล้วก็ไม่ได้พัฒนาสิ่งที่อยู่ในสามัญสำนึกเลย… ความเข้าใจต่อโลกใบนี้ของเขาไม่ได้ด้อยกว่าฉีหนานเลย…

 

______ฉีหนานจ้องมองลั่วซิวเจ๋อที่พาขึ้นรถด้วยความคุ้นเคยจนผิดปกติอย่างเงียบงัน… ขึ้นรถ… ลงจากรถ… พาเดินไปหยุดอยู่หน้าฟิตเนสเซ็นเตอร์…

 

______มองป้ายโฆษณาใหญ่โตหน้าห้องโถงแล้ว ฉีหนานพลันหันหน้าไปมองลั่วซิวเจ๋อด้วยแววตาตื่นตระหนกจนคอแทบเคล็ด… ผมบอกเอง… เมื่อวานผมพูดถึงคู่ฝึกเพราะจงใจแกล้งคุณ… คุณคงไม่ได้จะบังคับผมให้เป็นคู่ฝึกหรอกนะ!!!

 

______ลั่วซิวเจ๋อสนใจแววตาตื่นตระหนกของฉีหนานจึงโค้งมุมปากขึ้นเล็กน้อย… มองเข้าไปในดวงตาของฉีหนานก็พบแววตาสั่นเครือด้วยความตกใจ… จบๆ ครั้งนี้ตายแน่ๆ… เจ้าเงือกบ้านี่ต้องบังคับให้เขาไปทำงานเป็นคู่ฝึกแน่เลย…

 

______ฉีหนานถูกดึงไปอย่างไม่เต็มใจ ทั้งคู่เดินเข้าไปในฟิตเนสเซ็นเตอร์ด้วยกัน…

 

______หลังจากมาถึงชั้นสอง ลั่วซิวเจ๋อไม่ได้ทำอย่างที่ฉีหนานคาดการณ์ กลับพาเดินมายังบันไดเลื่อนที่ตั้งอย่างสันโดษแทน…

 

______“อีกครู่หนึ่ง ไม่ว่าเจ้าจะเห็นอะไรก็ตามห้ามพูดโดยพลการเด็ดขาด เข้าใจหรือไม่?” เพิ่งก้าวลงไปบนบันไดเลื่อน ลั่วซิวเจ๋อกระซิบข้างหูฉีหนานอย่างแผ่วเบา…

 

______สีหน้าของฉีหนานพลันเย็นยะเยือก ในใจกลับนึกอยากคุกเข่าให้ลั่วซิวเจ๋อ…

 

______นึกดูถึงได้รู้ การที่ลั่วซิวเจ๋อเข้ามาในสถานที่ด้วยท่าทีระมัดระวังตัวเช่นนี้จะต้องอันตรายมากแน่นอน ทว่าปัญหาคือ…  ในเมื่อที่นี่อันตรายเช่นนี้ ลุงเงือกจะมาที่นี่เพื่ออะไรกันแน่!!!

 

——————–

อื้อหือ คราวนี้ยังถูกใจก้นฉีหนานอีกนะ แหมๆ = ., =

(1) หนึ่งตำลึงล้มวีรบุรุษ (一文钱难倒英雄汉) หมายถึง บุคคลที่มีความสามารถมากเผชิญกับปัญหาเล็กน้อยมากแต่กลับทำอะไรไม่ถูก หรือ เรื่องยุ่งยากเพียงเล็กน้อยกลับเป็นอุปสรรคที่ทำให้งานใหญ่ไม่สามารถดำเนินต่อไปจนสิ้นสุดได้ (ข้อมูลจากเว็บ http://baike.baidu.com/view/300104.htm )