0 Views

บทที่ 109

 

_______“หือ? ทำไมถึงไม่พูดเล่า?” เมื่อฉีหนานไม่ได้รับการโต้ตอบจากเสี่ยวเค ก็หันไปถามด้วยความสงสัย

 

_______หนวดของเสี่ยวเคสั่นระริก ขณะหันหน้ามาสบตาของฉีหนาน ก่อนจะถอนหายใจเฮือกใหญ่อย่างเงียบๆ… ระยะห่างระหว่างทั้งสองคนยิ่งห่างไกลมากขึ้นไปอีก… ไม่แน่ใจว่าหากฉีหนานรู้เรื่องนี้ เขาจะรู้สึกเสียใจหรือไม่…

 

_______เสี่ยวเคเคยเห็นคู่รักมากมายต้องแยกทางกันเพราะสถานะต่างกันมาก ก่อนหน้านี้มันเคยคิดว่า ฉีหนานเองก็มีพรสวรรค์ไม่เลว แม้จะด้อยกว่าลั่วซิวเจ๋ออยู่บ้าง แต่ก็ยังคู่ควรกับเขา… ทว่าหากลั่วซิวเจ๋อแข็งแกร่งยิ่งขึ้นไปอีกล่ะก็  เกรงว่าฉีหนานคง…

 

_______“เฮ้ย! มองแบบนั้นหมายความว่ายังไง!” ฉีหนานถลึงตาใส่เสี่ยวเคอย่างไม่พอใจ แววตาที่ดูสงสารและเห็นใจเขาที่จ้องมองมา ทำให้เขารู้สึกไม่พอใจสุดๆเลย!

 

_______เสี่ยวเคลอบส่ายหน้าไปมา… ช่างเถิด ไม่พูดเรื่องนี้น่าจะดีกว่า… มันได้แต่หวังว่า ลั่วซิวเจ๋อจะมีเยื่อใยต่อฉีหนานบ้าง… คงไม่ถึงกับเลิกรากันในทันทีกระมัง…

 

_______“เมี๊ยวๆๆ!!!” เสี่ยวเคเบิกตากว้างมองฉีหนานด้วยความตกตะลึง ระบบเอไอในร่างของมันเริ่มทำงานปั่นป่วนอย่างหนักอีกครั้ง

 

_______“หือ? นายไม่เป็นไรนะ?” ฉีหนานขมวดคิ้วมุ่นพลางกำลังจะหันไปมองเสี่ยวเคด้วยความเป็นห่วง ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกเหมือนร่างทั้งร่างหนักอึ้งไปหมดราวกับมีอะไรบางอย่างกำลังรัดตัวเขาอยู่

 

_______“นี่มันบ้าอะไรกัน!!!” เสี่ยวเคร้องโหยหวนพลางใช้กรงเล็บข่วนพื้นจนเป็นรอยลึกด้วยความขุ่นเคือง

 

_______ทั้งๆที่ลั่วซิวเจ๋อกำลังดูดซับพลังงานเหล่านั้นอยู่แท้ๆ เหตุใดเจ้าฉีหนานถึงดูดซับพลังงานด้วยเล่า?

 

_______จากที่มันวิเคราะห์สถานการณ์เมื่อสักครู่นี้ พลังงานเหล่านี้จะแทรกซึมเข้าไปในร่างของมนุษย์ตามระดับพลังจิตแฝงของแต่ละคน… พลังจิตของลั่วซิวเจ๋อมีมากมายมหาศาล ฉะนั้นเขาจึงสามารถดูดซับพลังงานไปได้มาก ส่วนฉีหนานที่มีพลังจิตน้อยกว่า จึงดูดกลืนได้น้อยเป็นเรื่องธรรมดา… แต่ทั้งๆที่ตัวฉีหนานหยุดการดูดกลืนแล้วแท้ๆ ทำไมถึงยังสามารถรับพลังงานจากลั่วซิวเจ๋อได้อีก? เป็นไปได้ด้วยหรือที่คนสองคนซึ่งมีระดับพลังที่แตกต่างกันมากจะสามารถส่งผ่านพลังให้แก่กันได้?? เรื่องนี้ไม่มีในฐานข้อมูลของเสี่ยวเคเลย จึงทำให้มันสับสนงุนงงเป็นอย่างมาก

 

_______โชคดีที่แม้ระบบเอไอของเสี่ยวเคจะกำลังทำงานอย่างบ้าคลั่ง แต่เสี่ยวเคยังมีสติพอที่จะยุติการค้นคว้าและวิเคราะห์หาข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องเหลือเชื่อตรงหน้า เพื่อมิให้ระบบเอไอของมันจะโอเวอร์ฮีทเสียก่อน…

 

_______“แปลก… ทำไมอยู่ๆถึงรู้สึกง่วงแบบนี้…” ฉีหนานพยายามจะพูดกับเสี่ยวเค ทว่าหัวของเขากลับหนักอึ้งและง่วงงุนจนแทบจะหลับเสียเดี๋ยวนี้

 

_______เสี่ยวเคได้แต่เอ่ยตอบว่า “หลับเถอะ… มันเป็นกลไกป้องกันตัวเองของร่างกายเจ้า ไม่ต้องฝืนหรอก… ข้าไม่เป็นไร ตอนนี้ข้ามีพลังมากพอที่จะปกป้องพวกเจ้าแล้ว เพราะฉะนั้นสบายใจได้นะ”

 

_______“อืม…” ฉีหนานสะลึมสะลือพยักหน้ารับอย่างมึนงง ก่อนจะจมดิ่งลงสู่ห้วงนิทรา

 

_______เสี่ยวเคได้แต่มองฉีหนานผู้ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรกำลังรับพลังมหาศาลจากลั่วซิวเจ๋อด้วยความหงุดหงิด

 

_______ทว่าเมื่อลองคิดดูอีกที ลั่วซิวเจ๋อช่วยฉีหนานมากถึงเพียงนี้ ไม่รู้ว่าในอนาคตฉีหนานต้องนอนทอดร่างกายให้อีกฝ่ายสักกี่ครั้งกว่าจะตอบแทนหมด…

 

_______เสี่ยวเคจัดการปลอมเสียงของลั่วซิวเจ๋อ เพื่อใช้ควอนตัมคอมพิวเตอร์ติดต่อไปยังชายหน้าตกกระกับชายสวมหน้ากากกลับไปรายงานสถานการณ์กับอาจารย์หลินหลินก่อน ส่วนพวกเขาทั้งคู่จะตามไปทีหลัง

 

_______จากนั้นมันก็นอนบิดขี้เกียจไปมาบนพื้นอย่างสบายอารมณ์ เพื่อสะสมพลังงานเข้าไปในร่างตลอดเวลาพร้อมกับระวังภัยให้กับลั่วซิวเจ๋อและฉีหนานที่กำลังหลับใหลอยู่…

 

_______เสี่ยวเคเองก็ไม่รู้ว่า ร่างกายของฉีหนานที่กำลังนอนหลับได้เกิดการเปลี่ยนแปลงบางอย่างที่น่าประหลาดขึ้น

 

_______ลวดลายสีเลือดที่เคยปรากฏบนร่างของฉีหนานครั้งหนึ่ง บัดนี้มันได้ปรากฏขึ้นมาอีกครั้งแถมยังมีสีเข้มกว่าครั้งก่อน…

 

_______อยู่ๆฉีหนานที่ยังคงไม่ได้สติก็ขยับขาทั้งสองข้างหนีบเข้ากัน ข้อเท้าของเขาเริ่มปรากฏเกล็ดสีแดงอ่อนบางๆและค่อยๆลามไปตามลวดลายบนร่างอย่างรวดเร็ว หลังจากนั้นไม่นานพวกมันก็ปกคลุมไปทั่วเรียวขาทั้งสองข้าง

 

_______ใบหูทั้งสองข้างเริ่มยืดยาวออกอย่างช้าๆ จนกระทั่งมีลักษณะคล้ายคลึงกับครีบปลา…

 

_______ฉีหนานหาได้รู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงทุกอย่างที่ค่อยๆเกิดขึ้นใต้ร่มผ้าแม้แต่น้อย… เขาแค่รู้สึกร้อนผ่าวไปทั่วตัวและฝันว่า ตัวเองกลายเป็นเงือกและได้แหวกว่ายเล่นน้ำกับลั่วซิวเจ๋ออยู่ใต้มหาสมุทรลึกอย่างสนุกสนาน… ก่อนจะโดนลั่วซิวเจ๋อใช้หางตบจนกระเด็น!

 

_______…..

 

_______…..

 

_______อ๊าก!

 

_______ฉีหนานร้องเสียงดังลั่นพร้อมกับสะดุ้งตื่นจากความฝัน ก่อนจะรีบใช้มือลูบขาของตัวเองในทันที… โชคดีที่ขาทั้งสองข้างยังอยู่ ไม่ได้เปลี่ยนเป็นหางปลาเหมือนในความฝัน

 

_______เกล็ดสีแดงที่ปกคลุมไปทั่วขาพลันสลายหายวับกลับสู่สภาพเดิมอย่างรวดเร็วจนมองเห็นได้ชัดเจน แม้แต่ใบหูก็กลับมาเป็นปกติเช่นกัน… พอฉีหนานสะดุ้งตื่นจากฝันร้าย เขาก็ตาสว่างในทันที…

 

_______“ฮ้าว ตื่นแล้วหรือ” เสี่ยวเคหาวหวอดอย่างเกียจคร้าน

 

_______“ฉันเป็นอะไรไป? ซิวเจ๋อล่ะ?” ฉีหนานยังมึนงงสับสนเล็กน้อย ก่อนจะนึกขึ้นได้ถึงเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้

 

_______ลั่วซิวเจ๋อกำลังยืนอยู่ที่ขอบหน้าผาพลางจ้องเขม็งไปยังต้นไม้ยักษ์ตรงหน้า

 

_______ลั่วซิวเจ๋อที่เป็นเผ่าเงือกสามารถดูดซับพลังงานเหล่านั้นได้ดีกว่าฉีหนาน รวมถึงการปรับสภาพให้เข้ากับร่างกายก็ดีกว่า ฉะนั้นเขาจึงตื่นก่อนฉีหนาน

 

_______“กำลังมองอะไรอยู่?” ฉีหนานเดินไปอยู่ข้างกายของลั่วซิวเจ๋อ

 

_______“เจ้ามองไม่เห็นหรือ?” ลั่วซิวเจ๋อหันมามองฉีหนาน มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย

 

_______ฉีหนานงุนงงกับคำถามนี้ของลั่วซิวเจ๋อ… ก่อนหน้านี้เขาบอกไปแล้วไม่ใช่เหรอว่า เขามองไม่เห็นแสงสีเขียวที่อีกฝ่ายพูดถึง? แล้วทำไมถึงถามซ้ำอีกเล่า?

 

_______ลั่วซิวเจ๋อยกมือขึ้นมาปิดตาของฉีหนานอย่างนุ่มนวล พร้อมกับเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “อย่าใช้ตามอง… ลองใช้พลังจิตของเจ้ามองโลกใบนี้ดู”

 

_______ฉีหนานทำตามคำพูดของลั่วซิวเจ๋อทันทีด้วยความเคยชิน แต่กลับพบว่า พลังจิตของตนควบคุมยากมาก เมื่อก่อนเขายังสามารถควบคุมมันได้เหมือนแขนขาของตนด้วยซ้ำ ทว่าตอนนี้เหมือนแขนของเขาโดนเส้นเชือกจำนวนนับไม่ถ้วนมัดเอาไว้แน่น จนเขาต้องออกแรงมหาศาลกว่าจะขยับแขนข้างนั้นได้

 

_______“พยายามเข้า… มันเป็นพลังจิตของตัวเจ้าเอง เจ้าสามารถควบคุมพวกมันได้ พวกมันแค่ถูกสะกดอยู่…  แค่เจ้าตั้งสมาธิให้ดี พวกมันจะทำทุกสิ่งที่เจ้าต้องการ” เสียงนุ่มนวลอ่อนละมุนราวกับสายลมในฤดูใบไม้ผลิของลั่วซิวเจ๋อดังอยู่ข้างหู ทำเอาฉีหนานรู้สึกคันหูยุบยิบเหมือนหัวใจของเขาในตอนนี้

 

_______เขาค่อยๆตั้งสมาธิเพื่อรับรู้ถึงพลังจิตของตนมากขึ้น… จริงอย่างที่ลั่วซิวเจ๋อบอก นี่เป็นพลังจิตของเขา ไม่มีเหตุผลที่เขาจะควบคุมพลังของตัวเองไม่ได้

 

_______รู้ตัวอีกที โลกทั้งใบพลันแปรเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง!

 

_______ทั้งๆที่ยังหลับตาอยู่ แต่เขากลับ ‘มองเห็น’ ภายในถ้ำแห่งนี้ได้อย่างชัดเจน

 

_______ยามนี้ต้นไม้ใหญ่ตรงหน้าต่างจากต้นไม้ที่เขาใช้ดวงตามองก่อนหน้านี้ราวกับเป็นคนละต้นก็ไม่ปาน

 

_______ต้นไม้ใหญ่ที่เขาใช้ดวงตามองเป็นแค่ต้นไม้ที่อุดมสมบูรณ์มากเท่านั้น ทว่าเมื่อมองผ่านพลังจิตของเขาก็พบว่า ต้นไม้ทั้งต้นกำลังปล่อยละอองพลังงานสีเขียวออกมาเต็มไปหมด

 

_______“มัน…คือพืชพลังงานหรือ?” ฉีหนานเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง ภาพที่เหมือนความฝันเมื่อครู่พลันหายวับไปในทันที… ตอนนี้เขายังไม่คุ้นชินกับการควบคุมพลังจิตนัก จึงลืมตาขึ้นมามองอีกครั้ง

 

_______ลั่วซิวเจ๋อคลี่ยิ้มบาง “ไม่น่าเชื่อเลยเนอะ” เขาพยักเพยิดไปทางต้นไม้ยักษ์ตรงหน้าด้วยแววตาที่ฉายชัดถึงความตื่นเต้นยินดีอัดแน่นอยู่ในอก “นี่คงเป็นพืชพลังงานที่ใหญ่โตที่สุดในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติแน่”

 

_______“นี่มันน่าเหลือเชื่อเกินไปแล้ว” ฉีหนานพึมพำอย่างแผ่วเบา ก่อนจะใช้พลังจิตมองต้นไม้ตรงหน้าอีกครั้ง… ในสายตาของเขา มองเห็นต้นไม้ใหญ่ตรงหน้ากำลังดูดกลืนละอองพลังงานสีแดงที่อยู่เบื้องล่างของหุบเหว ก่อนจะคายละอองพลังงานสีเขียวออกมาทางยอดไม้

 

_______ฉีหนานเห็นละอองพลังงานสีเขียวลอยทะลุเข้าไปในกำแพงหิน เพื่อหล่อเลี้ยงพืชพลังงานบนดาวเคราะห์ทั้งดวงกับตา

 

_______ดูเหมือนว่าต้นไม้ต้นนี้จะเป็นศูนย์กลางของดาวเคราะห์ดวงนี้ มันดูดกลืนพลังงานจำนวนมาก เพื่อเลี้ยงดูพืชพลังงานบนดาวเคราะห์ดวงนี้

 

_______ก่อนหน้านี้เขาคิดว่า งานวิจัยเรื่องพืชพลังงานของตาแก่โรคจิตเป็นแค่เรื่องเพ้อฝัน… พวกเขาคิดว่า ดวงเคราะห์ถูกสร้างขึ้นมาเพื่องานวิจัยของพวกมัน แต่แท้ที่จริงถ้าหากไร้ซึ่งแกนกลางของดาวเคราะห์ แถมยังเป็นต้นไม้ที่ทรงพลังถึงเพียงนี้ล่ะก็ ไม่มีทางที่พืชพลังงานเหล่านั้นจะเจริญเติบโตอยู่บนดาวเคราะห์ดวงนี้ได้อย่างแน่นอน!

 

_______“ท่านเรียกพวกข้ามาหรือ?” ลั่วซิวเจ๋อจ้องมองพลางลองแผ่คลื่นพลังจิตไปยังต้นไม้ตรงหน้า… เขาสังหรณ์ว่า การที่พวกตนมาถึงที่นี่จะไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ดูเหมือนว่าต้นไม้ต้นนี้จะมีปณิธานอันแรงกล้า และสิ่งนี้เองที่ชักนำให้ตนมาที่นี่…

 

_______หลังจากที่พลังจิตของลั่วซิวเจ๋อสัมผัสเข้ากับต้นไม้ต้นนี้ เขาพลันสั่นสะท้านไปทั้งร่าง… ชิ้นส่วนความทรงจำมากมายนับไม่ถ้วนไหลบ่าเข้ามาในหัวสมองของเขาอย่างรวดเร็ว ถ้าไม่ใช่เพราะเขาจิตแข็งพอล่ะก็ คงปวดหัวกับชิ้นส่วนความทรงจำพวกนี้จนตายไปแล้ว!

 

_______ทันทีที่ความทรงจำเหล่านั้นหลั่งไหลเข้ามาส่วนหนึ่ง ลั่วซิวเจ๋อก็รู้ตัวทันทีว่า สิ่งที่เขาได้รับรู้เมื่อครู่คือ ความทรงจำของต้นไม้ต้นนี้

 

_______จากความทรงจำที่เขาได้รับ ดูเหมือนว่าต้นไม้ต้นนี้จะไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่อยู่บนดาวดวงนี้ มันมาจากดาวเคราะห์ที่ห่างไกลและมืดมิดดวงหนึ่ง ดาวดวงนั้นยังมีต้นไม้ที่ใหญ่โตมากกว่าต้นไม้ตรงหน้าหลายสิบเท่าอยู่…

 

_______ต้นไม้ต้นนั้นเองก็เจริญเติบโตอยู่ใต้หุบเหวอันมืดมิดเช่นกัน ดูเหมือนต้นไม้มหัศจรรย์ชนิดนี้จะชอบอยู่ในที่มืดๆ

 

_______ต้นไม้มหัศจรรย์ต้นนั้นไม่ได้เติบโตอย่างโดดเดี่ยวและเงียบเหงา… ในความทรงจำที่เขาเห็น มีผู้คนมากมายสักการะบูชามันในฐานะต้นไม้แห่งพระเจ้า… อีกทั้งยังมีกลุ่มคนที่แต่งกายด้วยชุดสีดำสนิทคอยถวายเครื่องเซ่นอยู่เรื่อยๆ และต้นไม้แห่งพระเจ้าจะแสดงอิทธิฤทธิ์บางอย่างให้พวกเขานำไปพูดคุยกับกลุ่มที่เคยมาก่อนหน้านี้อย่างสนุกสนาน…

 

_______ต้นอ่อนของต้นไม้แห่งพระเจ้าจะได้รับพรจากต้นไม้แห่งพระเจ้ามาอย่างยาวนาน แน่นอนว่าเวลาของพืชพันธุ์กับมนุษย์ย่อมแตกต่างกันมาก

 

_______สำหรับต้นอ่อนเหล่านั้นมันก็ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่แสนยาวนานเช่นกัน กลุ่มคนมากหน้าหลายตายังคงเข้ามาสักการะพวกมันโดยไม่ซ้ำหน้ากันเลย… พวกเขานับถือศรัทธาต้นไม้แห่งพระเจ้าจากใจจริง ฉะนั้นต้นไม้แห่งพระเจ้าจึงมอบพรแก่พวกเขา

 

_______จนกระทั่งวันหนึ่งต้นไม้แห่งพระเจ้าถูกชะตากับมนุษย์สองคนเป็นอย่างมาก ฉะนั้นมันที่เป็นเพียงหนึ่งในสิบล้านของต้นอ่อนจึงถูกมอบให้กับพวกเขา

 

_______ต้นอ่อนอาศัยอยู่บนดาวที่แปลกประหลาดยิ่งนัก ที่แห่งนั้นเต็มไปด้วยพลังงานอันเข้มข้น ทิวทัศน์งดงาม บางครั้งก็จะมีเพื่อนตัวน้อยมาคุยเล่นกับมัน ทั้งปลาหมึกหัวโล้น ปลาคาร์ฟสีดำตัวน้อย และที่น่ามหัศจรรย์ที่สุดคือ สายฟ้าสีม่วง…

 

_______ภาพที่ลั่วซิวเจ๋อมองเห็นดูสับสนวุ่นวายไปหมด เขาไม่นึกว่า สายฟ้าจะสามารถมีร่างกายเป็นของตัวเองได้

 

_______ลั่วซิวเจ๋อสังเกตเห็นว่า ดาวที่ต้นอ่อนอาศัยอยู่ไม่ใช่ดาวเคราะห์ดวงนี้… ที่นั่นมีแต่คนที่มีพลังแข็งแกร่งจนสามารถฆ่าตนได้ในภายในพริบตา

 


แง้ม…ความลับของน้องฉีออกมาให้ยลแล้ว

เชื่อว่า หลายคนอ่านตอนนี้คงเกิดคำถามว่า พี่ลั่วรู้หรือเปล่า ก็ขอตอบเลยว่า พี่แกไม่รู้ไม่เห็นจ้า

ว่าแต่น้องฉี… ลูกอยากโดนฟาดก้นจนเก็บไปฝันเลยเรอะ! ลูกเป็นมาโซเต็มตัวแล้วใช่ไหม ตอบ!