0 Views

บทที่ 105

_______“ลอฟท์ กลับมา!”

 

_______“ฉีหนาน พอได้แล้ว” ลั่วซิวเจ๋อส่งเสียงเรียกพร้อมกับอีกฝั่งโดยบังเอิญ ก่อนจะชายตามองแกลสด้วยรอยยิ้มบางๆที่มุมปาก ทำเอาแกลสรู้สึกเหมือนในหัวขาวโพลนไปวูบหนึ่ง จนเกือบหลุดสีหน้าโง่ๆออกมาเสียแล้ว

 

_______“เรียกผมกลับมาทำไม? กำลังสนุกเลย” ฉีหนานเช็ดเหงื่อบนใบหน้าของตนอย่างไม่สบอารมณ์ เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้พบกับคู่ต่อสู้ที่มีฝีมือสูสีเช่นนี้… แม้ลั่วซิวเจ๋อจะเก่งกาจมากกว่า แต่อีกฝ่ายแข็งแกร่งเกินไปจนการฝึกซ้อมในแต่ละครั้งแทบจะไม่ได้วัดทักษะการต่อสู้ แต่เป็นแรงใจของเขาต่างหาก!

 

_______แม้จะถูกอัดจนน่วม แต่ก็ลุกขึ้นมาท้าสู้ใหม่อย่างไม่ย่อท้อ เป็นสิ่งที่ฉีหนานภาคภูมิใจเป็นที่สุด

 

_______“ทำไมถึงเรียกข้ากลับมา อีกนิดเดียวข้าก็จะกำจัดไอ้หนุ่มนั่นได้อยู่แล้ว!” ลอฟท์โวยวายด้วยสีหน้าบูดบึ้ง

 

_______แกลสมองหน้าอีกฝ่ายอย่างเงียบงันครู่หนึ่ง ก่อนจะสะบัดมือตบหน้าคนของตนเสียงดังลั่น

 

_______ช่างเป็นฝ่ามือที่รุนแรงนัก ทำเอาลอฟต์หน้าสะบัดไปอีกทางอย่างรุนแรง

 

_______รอจนอีกฝ่ายหันหน้ากลับมามองตนอีกครั้ง แกลสจึงเอ่ยด้วยเสียงเยียบเย็นว่า “ใจเย็นลงแล้วหรือยัง?”

 

_______ลอฟท์หรี่ตาลงพลางพยักหน้ารับอย่างเชื่องช้า

 

_______“ยังจะเป็นหุ่นซ้อมให้คนอื่นอีกหรือไม่?” แกลสถามอีกครั้ง

 

_______ดวงตาของลอฟท์พลันทอประกายวาววับและมองไปทางฉีหนานด้วยแววตาเยือกเย็น “เข้าใจแล้วขอรับ”

 

_______“เข้าใจแล้วก็ดี” แกลสยังคงจ้องมองลอฟท์นิ่ง “จำเอาไว้ให้ดี ลอฟท์… เจ้าคือคนที่ข้าไว้ใจมากที่สุด อย่าทำให้ข้าผิดหวังเล่า”

 

_______“รับทราบ” ลอฟท์โค้งตัวตอบรับอย่างนอบน้อม ก่อนจะกลับไปยืนอยู่ด้านหลังของแกลสอีกครั้ง

 

_______แกลสจ้องมองไปยังลั่วซิวเจ๋อที่เพิ่งจะปรามฉีหนานให้ใจเย็นลงเรียบร้อยแล้ว แถมยังหันมาส่งยิ้มหวานราวกับสายลมอันอบอุ่นในฤดูใบไม้ผลิให้กับเขา แต่แกลสทราบดีว่า มันคือการท้าทายซึ่งๆหน้า

 

_______แกลสหลุบสายตาลงต่ำ แพขนตางอนยาวบดบังแววตาเหี้ยมเกรียมของเจ้าตัว… เขาหลงใหลในตัวของอีกฝ่ายยิ่งนัก แต่เขาจะไม่ยอมให้ภารกิจของเขาล้มเหลวเพราะความลุ่มหลงส่วนตัวเด็ดขาด… บอกตามตรง เขาฉลาดพอที่จะดูออกว่าใครที่ตนไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยว มิเช่นนั้นเขาคงไม่มีทางโดดเด่นกว่าพี่น้องโจรสลัดอวกาศเฮลคนอื่นเช่นนี้แน่

 

_______เมื่อเงยหน้าขึ้นมาอีกที ใบหน้าของแกลสก็ประดับด้วยรอยยิ้มอบอุ่นเป็นมิตร ไร้ซึ่งความโหดเหี้ยมเย็นชาราวกับเป็นคนละคนก็ไม่ปาน ใต้ตาที่หมองคล้ำทำให้เขาดูอิดโรยเหมือนผู้ป่วยเรื้อรัง แต่ก็ไม่ได้ทำให้เขาดูอ่อนแอปวกเปียกแม้แต่น้อย

 

_______ลั่วซิวเจ๋อถึงกับคิ้วกระตุกวูบกับภาพที่เห็น ในใจลอบจดชื่อแกลสลงไปในรายชื่อบุคคลอันตรายอย่างเงียบงัน… คนที่ปกติดูเจ้าสำราญผูกมิตรกับผู้อื่นไปทั่ว ยามที่ต้องร่วมมือกับผู้อื่นก็สามารถแสดงศักยภาพให้ผู้อื่นเชื่อถือได้ในทันที ยามเป็นศัตรูก็โหดเหี้ยมเฉียบขาดไร้ปราณี… บุคคลเช่นนี้ย่อมไม่มีทางถูกโค่นล้มโดยง่ายแน่

 

_______“ในเมื่อเป็นเช่นนี้พวกเราก็มาร่วมมือกันเถิด” แกลสตัดสินใจพูดออกไปตรงๆอย่างไม่อ้อมค้อม

 

_______ในเมื่ออีกฝ่ายรออยู่ที่นี่ แสดงว่าต้องการร่วมมือกับพวกตนเป็นแน่… ที่สำคัญคือ จากที่เขาสังเกตดู อีกฝ่ายจะต้องไม่ใช่โจรสลัดอวกาศอย่างแน่นอน เพราะสำหรับโจรสลัดอวกาศนั้น ขอเพียงอีกฝ่ายไม่ใช่ศัตรูคู่อาฆาตของกลุ่มตน ก็สามารถจับมือช่วยเหลือกันได้ในทุกสถานการณ์ แม้ว่าอีกฝ่ายจะเป็นโจรสลัดอวกาศที่แอบร่วมมือกับทางกองทัพก็ตาม หากความลับไม่แตกก็ไม่มีปัญหาอันใด

 

_______“ตกลง เจ้าจะช่วยเรายังไง?” ลั่วซิวเจ๋อเองก็ไม่คิดจะเล่นตัวให้เสียเวลา

 

_______“แชร์ข้อมูลและทุกคนสามารถแสดงความคิดเห็นได้อย่างเท่าเทียม” แกลสกวาดสายตามองไปยังชายหน้าตกกระ ชายสวมหน้ากาก และหยุดลงที่ร่างของฉีหนาน

 

_______อีกฝ่ายมีจำนวนคนน้อยกว่าฝั่งเราสองคน แต่แค่มองก็รู้แล้วว่า ทุกคนล้วนเจนศึกสงครามมาอย่างโชกโชนเป็นแน่… หากต้องปะทะกันจริงๆล่ะก็ พวกเขาหกคนก็ไม่แน่ว่าจะเอาชนะได้ แทนที่จะเอาชีวิตไปเสี่ยง ไม่สู้ยอมถอยให้สักก้าวหรือ… ถึงยังไงเป้าหมายหลักของพวกตนก็คือข้อมูลงานวิจัย ซึ่งพอจะแบ่งปันให้อีกฝ่ายได้บ้าง

 

_______“เอาล่ะ พวกเรามาแลกเปลี่ยนข้อมูลกันก่อนเถิด” แกลสเต็มใจเป็นฝ่ายบอกข้อมูลที่ตนมีอยู่ก่อนด้วยความยินดี ซึ่งลั่วซิวเจ๋อเองก็อธิบายสถานการณ์ในตอนนี้ให้อีกฝ่ายรับรู้เช่นกัน

 

_______จากนั้นทั้งสองฝ่ายก็ได้ข้อสรุปว่า ข้อมูลของฐานทัพลับแห่งนี้น่าจะถูกใครบางคน (เป็นไปได้สูงว่าจะเป็นฝีมือของตาแก่โรคจิตผู้นี้) ปล่อยออกไปและคงลอยไปเข้าหูใครต่อใครจนทั่วแล้วเป็นแน่… ถ้าหากพวกเขามาช้ากว่านี้เพียงก้าวเดียว ที่นี่อาจถูกกลุ่มอื่นกวาดทรัพย์สินไปจนหมดเกลี้ยง

 

_______“ถ้าอย่างนั้น… เจ้าคิดว่าอย่างไร?” ลั่วซิวเจ๋อพยักเพยิดไปทางเก้าอี้โลหะที่ตั้งอยู่กลางห้องตัวนั้น

 

_______แกลสนิ่งคิดครู่หนึ่ง… เก้าอี้ตัวนั้นจะต้องมีอะไรไม่ชอบพากลแน่ๆ เขาไม่คิดว่ามันจะทำให้พลังจิตของคนคนหนึ่งสามารถควบคุมดาวเคราะห์ทั้งดวงเอาไว้ในมือได้

 

_______พวกเขากระซิบโต้ตอบกันเสียงเบา เพื่อป้องกันไม่ให้ระบบเอไอของตาแก่นั่นได้ยิน แม้ลั่วซิวเจ๋อจะไม่คิดว่า ระบบเอไอพรรค์นี้จะมีปัญญาทำร้ายพวกตนได้ แต่ป้องกันไว้ก่อนก็ไม่เสียหาย…

 

_______ขณะเดียวกันตั้งแต่ที่พวกเขาก้าวเข้ามาในห้องนี้ เสี่ยวเคก็เริ่มแฮ็คระบบควบคุมทั้งหมดภายในฐานทัพแห่งนี้ที่อยู่ในมือของอีกฝ่ายอย่างเงียบงัน ซึ่งขณะนี้เพิ่งชิงมาได้กว่าเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ ถ้าหากเสี่ยวเคไม่กลัวแหวกหญ้าให้งูตื่นล่ะก็ มันคงชิงมาได้เร็วกว่านี้แล้ว

 

_______“เจ้าไปลองดูสิ” แกลสชี้นิ้วไปยังทหารรับจ้างที่ได้รับบาดเจ็บนายหนึ่งให้เดินไปนั่งบนเก้าอี้ตัวนั้น

 

_______ทหารรับจ้างนายนั้นถึงกับสะดุ้งเฮือกสุดตัว ไม่กล้าสบตากับแกลสผู้เป็นนายจ้างของตน

 

_______แกลสเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ลอฟท์จัดการคว้าคอเสื้อของชายผู้โชคร้ายอย่างรวดเร็ว

 

_______หลัวซีเซ่อถึงกับหน้าเปลี่ยนสี… เขาสูญเสียเพื่อนพ้องไปในภารกิจครั้งนี้มากนัก ทหารรับจ้างที่ได้รับบาดเจ็บผู้นั้นคือ ลูกน้องเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่ของเขา ทว่าแค่อ้าปากเตรียมจะเอ่ยทักท้วง เขาก็ถูกผู้คุ้มกันอีกสองคนของแกลสขวางเอาไว้เสียได้

 

_______หลัวซีเซ่ออ้าปากพะงาบๆ แต่สุดท้ายก็ไม่ปิดปากพูดอันใด…

 

_______แววตาที่เปี่ยมไปด้วยความหวังของทหารรับจ้างที่มองไปยังหลัวซีเซ่อพลันแปรเปลี่ยนเป็นความสิ้นหวัง

 

_______“อย่าห่วงไปเลย” แกลสกลั้วหัวเราะอย่างรื่นเริง “จะได้ควบคุมดาวเคราะห์ทั้งดวงเชียวนะ… เจ้าไม่อยากลองหรือ?”

 

_______ทหารรับจ้างผู้นั้นถลึงตาใส่แกลสด้วยความโกรธแค้น ซึ่งเจ้าตัวหาได้สะทกสะท้านไม่ แถมยังหันไปส่งสายตาให้ลอฟท์วางเจ้าหมอนั่นลงบนเก้าอี้พร้อมกับใส่หมวกครอบศีรษะให้อีกฝ่ายและกดสวิตซ์เริ่มใช้งานเสร็จสรรพ

 

_______ชั่วพริบตาที่กระแสพลังบางอย่างวิ่งผ่านร่าง ตนคิดว่าจะต้องตายเป็นแน่แท้… แต่ไม่นึกเลยว่า ทั้งๆที่ตัวเขาไม่มีพลังจิตที่แข็งแกร่งอันใดกลับรู้สึกปลอดโปร่งเหมือนถูกดึงขึ้นไปลอยอยู่บนท้องฟ้าสีครามและแผ่กระจายไปทั่วดาวเคราะห์ดวงนี้

 

_______“โอ้พระเจ้า!” เขาถึงกับเบิกตาโพลงด้วยความตื่นตกใจสุดขีด เขารู้สึกได้ถึงพลังจิตของตนที่ปกคลุมไปทั่วทุกซอกทุกมุมของดาวดวงนี้ ไม่มีที่ใดรอดพ้นไปจากสายตาของเขาได้

 

_______เขา ‘มองเห็น’ กระทั่งผู้คนที่กำลังเก็บพืชพลังงานในผืนป่าสีเขียว ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนปรากฏสู่สายตาของเขาอย่างชัดเจน

 

_______“นี่มัน… เหลือเชื่อเกินไปแล้ว…” เขาพึมพำเสียงพร่า

 

_______เขารู้สึกเหมือนพลังจิตของเขาช่างยิ่งใหญ่และแข็งแกร่งนัก เขามั่นใจว่า ถ้าให้ตัวเขาในตอนนี้บังคับหุ่นยนต์ล่ะก็ จะต้องเก่งกาจกว่าเดิมหลายเท่าตัวแน่นอน

 

_______ขณะที่เขานึกอยากลองสำรวจให้ทั่วนั้น ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกเหมือนพลังจิตของตนถูกตัดฉับจนขาดห้วง พร้อมกับร่างกายที่ร่วงหล่นลงจากฟากฟ้าอย่างรวดเร็วดุจหุ่นยนต์ที่พลังงานหมดตัวหนึ่งก็ไม่ปาน ทำเอาเขาเผลอหวีดร้องเสียงหลงขวัญกระเจิดกระเจิงไปหมด

 

_______ชั่วขณะที่เขาหลงคิดว่า จะต้องตกตายเป็นแน่นั้น… เขากลับพบว่า ตนกำลังเบิกตาโพลงและมีร่างของแกลสยืนอยู่ตรงหน้า เขาสับสนงุนงงอยู่ครู่ใหญ่กว่าจะตั้งสติได้ว่า เมื่อครู่เป็นแค่พลังจิตของเขาที่หลุดลอยออกไป ส่วนตัวเขายังคงนั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวนี้ไม่เปลี่ยนแปลง

 

_______“เป็นยังไง? เจ้ามองเห็นอะไรบ้าง?” แกลสจ้องมองทหารรับจ้างตรงหน้าด้วยแววตาวาวโรจน์

 

_______นายทหารผู้โชคร้ายกลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดเฝื่อน เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อครู่มันน่าอัศจรรย์มากจนหลงลืมความบาดหมางที่ตนมีต่อแกลสก่อนหน้านี้ไป

 

_______“ผม… รู้สึกเหมือนผมบินได้” เขาพูดตะกุกตะกักด้วยความตื่นเต้น

 

_______ดวงตาของแกลสพลันทอประกายวาววับพลางเค้นถามต่อ “หลังจากนั้นเล่า?”

 

_______“หลังจากนั้น… ผมก็มองเห็นดาวดวงนี้ทั้งดวง รู้สึกเหมือน…ดาวดวงนี้คือร่างกายของผมที่สามารถสั่งการควบคุมทุกส่วนได้ตามใจชอบ” เขาหวนนึกถึงความรู้สึกเมื่อครู่ด้วยสีหน้าเหม่อลอย… อำนาจที่สามารถควบคุมทุกสิ่งมาไว้ในมือมันช่างหอมหวานจริงๆ

 

_______แกลสขมวดคิ้วมุ่นพลางจ้องมองเก้าอี้โลหะตรงหน้าด้วยแววตาสงสัยปนหวาดระแวง

 

_______ทันใดนั้นชายชราที่ถูกทุกคนเมินมาตลอดพลันถอนหายใจเฮือกใหญ่ “เด็กๆที่น่ารักของข้า ข้าเข้าใจดีที่พวกเจ้าหวาดระแวงในตัวข้าที่เป็นเพียงคนแปลกหน้าคนหนึ่ง แต่ตอนนี้พวกเจ้าได้เห็นความวิเศษของเก้าอี้ตัวนี้ด้วยตาของตัวเองแล้ว พวกเจ้ายังจะกังวลอะไรอยู่อีก? ยังคิดว่า การครอบครองดาวเคราะห์ดวงนี้เป็นแค่เรื่องเพ้อฝันอีกหรือ?”

 

_______“แต่ถ้าพวกเจ้ายังระแวงอยู่ล่ะก็ จะให้คนมาลองอีกครั้งก็ได้… ข้าเฝ้ารออยู่ในที่แห่งนี้มานานแสนนาน รอคอยใครสักคนที่จะทำให้งานวิจัยของข้ากลับมาเจิดจรัสอีกครั้ง… เด็กๆทั้งหลาย เอาสิ… เชื่อมั่นในตัวเอง… ถ้าพวกเจ้าได้ลองดูสักครั้งก็จะรู้ว่า นี่ไม่ใช่ของแหกตา แต่มันเป็นของจริง” คำพูดและน้ำเสียงของชายชรายิ่งดูจริงจังและมีน้ำหนักมากขึ้น ทว่าแกลสก็ยังระแวงสงสัยอยู่ดี

 

_______เขารู้ว่า ดาวเคราะห์กรีนฟอเรสแห่งนี้มีฐานทัพลับซ่อนอยู่ ทว่าประวัติความเป็นมาของเจ้าของแห่งนี้กลับไม่มีเบาะแสใดๆเลย… เขารู้เพียงสถานที่แห่งนี้เคยมีนักวิจัยสติไม่ดีจำนวนหนึ่งอาศัยอยู่และพวกเขาต้องการส่งต่อผลงานวิจัยของตนไปสู่ทายาทร่วมอุดมการณ์ของตน… ทว่าปัญหาคือ หนึ่ง เจ้าของฐานทัพแห่งนี้คือนักวิจัยจริงๆหรือ? สอง พวกเขาได้รับการยอมรับให้เป็นผู้สืบทอดของตาแก่คนนี้แล้วหรือไม่?

 

_______แกลสลอบเหลือบสายตามองลั่วซิวเจ๋อแว่บหนึ่ง สีหน้าของลั่วซิวเจ๋อดูสุขุมเยือกเย็นผิดกับเขาที่ยังลังเลมากนัก

 

_______คนอื่นอาจไม่รู้ แต่ใช่ว่าเขาจะไม่รู้ด้วย! ผู้ควบคุมระบบทั้งหมดของฐานทัพคือ ตาแก่วิปริตคนนี้จริงๆ… อีกทั้งจากการตรวจสอบของเสี่ยวเค ทำให้ลั่วซิวเจ๋อเชื่อสนิทใจว่า ฐานทัพนี้คือห้องทดลองแห่งสุดท้ายก่อนตายของตาแก่เสียสติผู้นี้แน่นอน!

 

_______เพียงแต่ก่อนตาย ตาแก่บ้านี่คงนึกไม่ถึงว่า พวกเขาจะมีเสี่ยวเคที่สามารถชิงอำนาจในการควบคุมระบบทั้งหมดมาไว้ในมือได้ ทำให้พวกตนเป็นฝ่ายได้เปรียบ มิเช่นนั้น…

 

_______ลั่วซิวเจ๋อแค่นหัวเราะเยียบเย็น นึกโล่งใจที่ก่อนหน้านี้มิได้หาเรื่องกวนโทสะตาแก่วิปริตคนนี้นัก… บัดนี้เสี่ยวเคยึดระบบของฐานทัพมาได้กว่าเก้าสิบห้าเปอร์เซ็นต์แล้ว ซึ่งรวมถึงระบบอาวุธของที่แห่งนี้ด้วย

 

_______แม้ห้องนี้จะดูเหมือนมิดชิดปลอดภัย ทว่าแท้ที่จริงแล้ว หลังกำแพงทั้งสี่ด้านรอบห้องล้วนติดตั้งปืนเลเซอร์กว่าพันกระบอกซึ่งกำลังชี้ตรงมายังกลางห้อง อีกทั้งใต้พื้นห้องยังฝังระเบิดปฏิสสารเอาไว้ถึงสามลูก… ถ้าตาแก่นั่นกดสวิตซ์ล่ะก็ อย่าว่าแต่ฐานทัพแห่งนี้เลย แม้แต่ดาวเคราะห์ดวงนี้ก็ไม่เหลือแม้แต่ซาก!

 


จะเป็นยังไงต่อไปน๊า… รับรองได้เลยว่า พี่ลั่วไม่ยอมเป็นฝ่ายขาดทุนแน่นอนจ้า อิอิ 🙂

ขอบคุณสำหรับทุกคอมเม้นท์ทุกกำลังใจมากๆเลยนะคะ 🙂