0 Views

บทที่ 103

 

______ฉีหนานถึงกับกระตุกมุมปากยิกๆ… มารดาเจ้าสิ! ใครจะไปอยากได้ของเล่นเน่าๆของแกกัน!

 

______ลั่วซิวเจ๋อหรี่ตาลง ก่อนจะยกยิ้มมุมปาก “แต่พวกเรามาถึงก่อนมิใช่หรือ? ฉะนั้นพวกเราย่อมมีโอกาสมากที่สุดที่จะครอบครองสมบัติเหล่านั้นไม่ใช่หรือ?”

 

______“ถูกต้อง… เด็กน้อยของข้า ถูกต้องที่สุด!” ชายแก่หัวเราะลั่นด้วยความพอใจ เขาต้องยอมรับว่า สถานการณ์ในตอนนี้แตกต่างจากความคาดการณ์ของเขาไปมากโขอยู่

 

______ลั่วซิวเจ๋ออมยิ้มมุมปากเล็กน้อยพลางแอบกระซิบกับเสี่ยวเคว่า “เจ้ารู้จักตาแก่คนนี้หรือไม่?”

 

______เสี่ยวเคงุนงงและไม่เข้าใจคำถาม “ทำไม?”

 

______“เจ้าไม่คิดว่า โปรแกรมบันทึกเสียงนี้ออกจะฉลาดเกินไปหน่อยหรือ?”

 

______เสี่ยวเคสะดุ้งเฮือกด้วยความตื่นตกใจสุดขีด “เจ้าคิดว่า จริงๆแล้วมันยังมีชีวิตอยู่หรือ?”

 

______ลั่วซิวเจ๋อเอ่ยตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉย “ข้าไม่รู้… ข้าไม่รู้จักมัน จึงต้องมาถามเจ้าไง”

 

______หนังตาของเสี่ยวเคกระตุกเล็กน้อย “ข้าเอง… ก็ไม่มั่นใจนัก… แต่เมื่อห้าสิบปีก่อน เจ้านี่ก็อายุหนึ่งร้อยเก้าสิบแปดปีแล้ว ข้าคิดว่า ต่อให้มันเก่งขนาดไหนก็คงอยู่อีกไม่ถึงห้าสิบปีกระมัง?”

 

______“อืม” ลั่วซิวเจ๋อพยักหน้ารับอย่างไม่ใส่ใจนัก ไม่เอ่ยถึงเรื่องชายแก่ยังมีชีวิตอยู่หรือไม่อีก… แต่เสี่ยวเคกลับมีท่าทีกระสับกระส่ายด้วยความกังวลอย่างเห็นได้ชัด… มันทราบดีถึงความบ้าคลั่งของคนพวกนั้น ไม่แน่พวกมันอาจจะค้นพบวิธียืดอายุขัยจริงๆก็เป็นได้

 

______ลั่วซิวเจ๋อไม่พูดถึงเรื่องนี้อีก เขาจ้องมองภาพคนกลุ่มหนึ่งที่โผล่มาต่อสู้โรมรันกับกลุ่มคนที่เฝ้าปากทางเข้าอุโมงค์และกำลังจะเข้ามาได้สำเร็จ จากนั้นจึงปิดภาพหน้าจอนั้นไป

 

______ขณะนี้มีคนกำลังตามหลังพวกเขามาอย่างน้อยสองกลุ่ม กลุ่มที่เพิ่งเข้ามาในอุโมงค์ยังไม่ต้องพูดถึง พวกมันคงยังไม่มายุ่งกับพวกตนในเร็วๆนี้เป็นแน่… แต่ควรระวังกลุ่มที่อยู่ในห้องนั่งเล่นที่อาจโผล่มายืนอยู่ตรงหน้าพวกตนได้ทุกเมื่อต่างหาก

 

______อีกอย่างพวกมันดูจะคุ้นเคยกับฐานทัพแห่งนี้ไม่น้อยหรือว่าพวกมันมีแผนที่อยู่ในมือ… ถ้าหากปล่อยให้พวกมันตามมาทันล่ะก็… ลั่วซิวเจ๋อไม่แน่ใจว่า พวกมันจะใจดียอมปล่อยพวกเขาไปง่ายๆเสียด้วย…

 

______“ไปเถิด รีบไปจากที่นี่กัน” ลั่วซิวเจ๋อกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองกล้องวงจรปิดภายในห้องโดยตรง “ในเมื่อพวกเรามาถึงที่นี่ก่อนเป็นกลุ่มแรก ก็ควรจะรักษาสิทธิ์ของตัวเองหน่อย… อีกอย่างพวกเราเป็นคนจัดการบททดสอบพวกนั้นอย่างยากลำบากมาตลอดทาง แต่เจ้าพวกนั้นกลับแค่เดินตามหลังพวกเราเข้ามาเฉยๆ… ไม่คิดว่ามันเอาเปรียบเกินไปหรือ?”

 

______“อืม… ที่เจ้าพูดก็ถูก… ข้อมูลงานวิจัยแสนล้ำค่าของข้าไม่ควรตกอยู่ในมือของใครง่ายๆ… ถ้าไม่ผ่านการทดสอบก็เอาสมบัติของข้าไปไม่ได้” ชายแก่พึมพำด้วยสีหน้าชอบใจในความคิดนี้

 

______เมื่อเสี่ยวเคได้ยินเช่นนั้น มันก็รีบดูจอภาพที่ฉายให้เห็นเหตุการณ์ภายในห้องนั่งเล่นทันทีและเกือบจะหลุดเสียงหัวเราะออกมาดังลั่น

 

______อยู่ๆห้องนั่งเล่นที่เคยสุขสบายก็ถูกปิดตายลงพร้อมกับร่างของมนุษย์กึ่งงูจำนวนหลายสิบตัวเลื้อยออกมาจากช่องระบายอากาศและจู่โจมทุกคนในห้องอย่างรวดเร็ว

 

______เสี่ยวเคปิดจอภาพด้วยความสะใจเป็นที่สุด… มนุษย์กึ่งงูพวกนั้นแข็งแกร่งมาก อีกทั้งการหลบการโจมตีของพวกมันในสถานที่คับแคบอย่างห้องนั่งเล่นก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย…

 

______ดีแล้วที่พวกมันมัวแต่ยุ่งอยู่กับมนุษย์กึ่งงูเหล่านั้น จะได้ไม่มาสร้างปัญหาให้พวกเรา!

 

______“มาสิ เด็กๆทั้งหลาย… ในฐานะที่พวกเจ้ามาถึงที่นี่เป็นกลุ่มแรก ข้าจะมอบของขวัญเล็กๆน้อยๆให้แก่พวกเจ้า” ชายแก่หัวเราะเบาๆอย่างชั่วร้ายพร้อมกับเปิดประตูบานใหญ่อีกบาน

 

______เสี่ยวเคที่กำลังแอบยึดระบบอย่างเงียบๆ เริ่มเชื่อมต่อเข้ากับระบบใหม่อย่างระมัดระวัง..ถ้าหากอีกฝ่ายไม่มาตรวจเช็คระบบด้วยตัวเองล่ะก็ ไม่มีทางรู้ตัวแน่ว่า ระบบควบคุมของฐานทัพเกือบครึ่งหนึ่งตกอยู่ในเงื้อมมือของลูกแมวตัวหนึ่งเสียแล้ว

 

______ชายแก่กลับเปิดประตูโกดังเชื้อเชิญพวกเขาเข้าไปอย่างง่ายดายโดยไม่นึกเอะใจใดๆ

 

______ดูเหมือนที่นี่จะเป็นคลังเก็บวัตถุดิบที่ใช้ในการทดลองของพวกมัน ภายในตู้โลหะจำนวนนับไม่ถ้วนที่ตั้งเรียงรายอยู่เต็มห้องคือ ชิ้นส่วนของยีนและชิ้นส่วนอวัยวะหลายสิบสายพันธุ์…

 

______ฉีหนานรู้สึกสะอิดสะเอียนไม่น้อย โชคดีที่ดูเหมือนจะไม่มีอวัยวะของมนุษย์อยู่ด้วย ถ้าเขาต้องเจอกับภาพที่น่าสยดสยองแบบนั้นอีก เกรงว่าเขาคงรับไม่ไหวเป็นแน่

 

______“เอาล่ะ เด็กน้อยของข้า… เห็นวัตถุดิบพวกนี้แล้ว พวกเจ้าคงตื่นเต้นมากกระมัง?”

 

______ทุกคนต่างพูดอะไรไม่ออก… ถ้าหากพวกเขาเป็นนักวิจัยผู้เชี่ยวชาญด้านพันธุกรรมล่ะก็ คงกระโดดโลดเต้นด้วยความตื่นเต้นยินดีทันทีที่เห็นโกดังที่เต็มไปด้วยวัตถุดิบมากมายเช่นนี้แน่ แต่พวกเขาสี่คน… สองคนเป็นทหารรับจ้าง อีกสองคนเป็นนักเรียนทหาร แม้แต่ลั่วซิวเจ๋อที่ชอบเรียนรู้สิ่งต่างๆยังขยะแขยงกับภาพที่เห็น หาได้รู้สึกดีหรือตื่นเต้นแม้แต่น้อย

 

______แน่นอนว่า ชายแก่ย่อมไม่รู้ถึงความรู้สึกสะอิดสะเอียนของพวกเขา เพราะถึงพวกเขาจะไม่ชอบใจนัก แต่ก็ไม่คิดจะแสดงสีหน้าให้อีกฝ่ายรับรู้แน่นอน…

 

______ชายแก่เริ่มสาธยายความเป็นมาของวัตถุดิบเหล่านี้ด้วยความภาคภูมิใจ บางครั้งก็อธิบายผลการทดลองของยีนเหล่านั้น… ดูเหมือนชายแก่จะไม่รู้ตัวเลยว่า การทดลองที่เขาพูดถึงมันโหดร้ายป่าเถื่อนมากแค่ไหน ในหัวของเขามีเพียง ‘อุดมการณ์อันยิ่งใหญ่’ ของตัวเองเท่านั้น

 

______“แล้วพวกเราต้องทำอะไรต่อ?” ลั่วซิวเจ๋อทนฟังชายแก่พล่ามอุดมการณ์ของตัวเองต่อไม่ไหว จึงเอ่ยแทรกอีกฝ่ายอย่างไม่ไว้หน้า

 

______ชายแก่ทำเสียงจิ๊จ๊ะในลำคออย่างไม่พอใจ แต่ก็ยอมอดกลั้นความหงุดหงิดนี้เอาไว้ก่อนและบอกให้พวกลั่วซิวเจ๋อใช้วัตถุดิบและอุปกรณ์ภายในห้องนี้ปลูกต้นไม้พันธุ์หนึ่งที่อยู่ในแคปซูลให้ได้

 

______ลั่วซิวเจ๋อเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยด้วยความแปลกใจ… ปลูกพืช? เจ้าแก่นี่สนใจแค่การทดลองผสมยีนระหว่างสิ่งมีชีวิตเพียงอย่างเดียวมิใช่หรือ? ทำไมถึงกลายเป็นพืชได้เล่า?

 

______เขาแอบเหลือบสายตามองเสี่ยวเค ทว่าเสี่ยวเคกลับส่ายหน้าปฏิเสธเพราะตัวมันเองก็ไม่รู้เรื่องเช่นกัน

 

______ลั่วซิวเจ๋อเดินเข้าไปมองแคปซูลทดลอง  ก่อนจะหรี่ตาลงด้วยความเคร่งเครียด!

 

______ชายแก่ได้จัดเตรียมอุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับการทดสอบและแคปซูลทดลองเอาไว้อย่างครบครัน ทว่าตัวทดลองที่อยู่ในแคปซูลนั้นกลับเป็นแมลงอัญมณีที่พวกเขาเคยเจอก่อนหน้านี้!

 

______“นี่มันอะไร?” ลั่วซิวเจ๋อแกล้งถามด้วยสีหน้าสนอกสนใจ

 

______ชายชราตอบกลับด้วยน้ำเสียงร่าเริงโดยไม่คิดจะปิดบังแม้แต่น้อย “มันคือพืชพลังงานชั้นสูงยังไงเล่า”

 

______“พืชพลังงาน?” ลั่วซิวเจ๋อเอียงคอพลางเอ่ยทวนอีกครั้ง

 

______“ผิดแล้ว!” ชายแก่ไม่สบอารมณ์อย่างมาก “พืชพลังงานพรรค์นั้นจะมาเทียบกับพืชพลังงานชั้นสูงของข้าได้อย่างไรกัน!”

 

______“หืม? แล้วมันแตกต่างกันยังไง?”

 

______“แตกต่างกันมาก! กว่าจะสกัดแท่งพลังงานออกมาได้สักก้อนหนึ่ง พวกเจ้าต้องใช้พืชพลังงานไปมากแค่ไหนกัน? แต่พืชพลังงานชั้นสูงของข้าเพียงต้นเดียว สามารถสกัดแท่งพลังงานทั้งก้อนออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ”

 

______ลั่วซิวเจ๋อแอบหนังตากระตุกวูบพลางแสยะยิ้มเจ้าเล่ห์ “แค่แมลงตัวเล็กๆตัวเดียวจะสะสมพลังงานไว้ในตัวได้มากแค่ไหนกันเชียว? เป็นไปไม่ได้หรอก”

 

______“ทำไมจะเป็นไปไม่ได้!” ชายแก่พลันโกรธจัดเพราะคำพูดสบประมาทของลั่วซิวเจ๋อ “พืชพลังงานชั้นสูงของข้าสามารถดูดซับพลังงานที่ปะปนอยู่ในอากาศโดยอัตโนมัติ อีกอย่างระดับความหนาแน่นในตัวของพวกมันก็สูงมากพอที่จะเก็บสะสมพลังงานเหล่านั้นได้อย่างสบายๆ!”

 

______ลั่วซิวเจ๋อพยักหน้าด้วยสีหน้าบ่งบอกว่า ไม่ค่อยเชื่อคำอธิบายของอีกฝ่ายนัก “ถ้าเช่นนั้นสิ่งนี้ก็สามารถใช้พัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของมนุษยชาติได้ดีกว่าพืชพลังงานทั่วไป?”

 

______ชายชราพลันชะงักกึก ก่อนจะอธิบายด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าวว่า “พืชพลังงานชั้นสูงของข้ามีคุณสมบัติอันเยี่ยมยอด ชนิดที่พืชพลังงานทั่วไปไม่มีทางเทียบติด… ถ้าพวกมันถูกนำออกไปใช้ล่ะก็ ข้าคงมีชื่อเสียงและโด่งดังไปทั่วจักรวาลแล้ว!”

 

______ลั่วซิวเจ๋อเบ้ปากอย่างไม่เห็นด้วย… ต่อให้ไม่มีของพรรค์นี้ แค่ป่าวประกาศเรื่องการทดลองในฐานทัพแห่งนี้ออกไป ตาแก่วิปริตนี้ก็โด่งดังไปทั่วจักรวาลได้อยู่แล้ว… แน่นอนว่าเป็นชื่อเสีย!

 

______ดูเหมือนชายแก่จะไม่พอใจกับคำถามของลั่วซิวเจ๋อที่ดูจะไม่เข้าใจในอุดมการณ์อันยิ่งใหญ่ของตนนัก จึงเร่งรัดให้อีกฝ่ายลงมือเสียที

 

______ลั่วซิวเจ๋อไม่มีความรู้ทางด้านนี้เลย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงคนที่เหลือ… บอกให้ชายหน้าตกกระกับชายสวมหน้ากากถือดาบไปฆ่าคนย่อมเป็นเรื่องง่ายๆ แต่จะให้พวกเขามาทำการทดลอง? อภัยให้พวกเขาด้วย…

 

______โชคดีที่เสี่ยวเคเคยอยู่ในสถาบันวิจัยมาก่อนและคุ้นเคยกับการทดลองประเภทนี้มาก มันจึงแอบบอกลั่วซิวเจ๋อให้นำสารเคมีที่ใช้เร่งการเจริญเติบโตใส่เข้าไปในแคปซูลที่มีแมลงอัญมณีอยู่ได้อย่างถูกต้อง ทำให้พวกเขาผ่านการทดสอบในครั้งนี้ไปได้อย่างสวยงาม

 

______ก่อนจะเดินออกไปจากโกดัง ลั่วซิวเจ๋อแอบหยิบแคปซูลที่ใส่แมลงอัญมณีเข้าไปในคลังเก็บของชนิดพกพาของตนอย่างแนบเนียน… ถ้าเป็นอย่างที่ชายแก่พูด แมลงอัญมณีหนึ่งตัวสร้างแท่งพลังงานระดับสูงหนึ่งก้อน… แม้ตัวเขาในตอนนี้จะไม่รู้วิธีสกัดพลังงานออกมาจากตัวมัน แต่หยิบติดมือไปก่อนจะดีกว่า…

 

______“ส่วนประกอบของสารเคมีที่ใช้เร่งการเจริญเติบโตพวกนั้นเหมือนกับส่วนประกอบในเลือดเนื้อของมนุษย์ไม่มีผิดเพี้ยนเลย” เมื่อเดินออกมาจากโกดัง เสี่ยวเคแอบกระซิบคุยกับลั่วซิวเจ๋อเสียงแผ่วเบา

 

______ทันใดนั้นแววตาของลั่วซิวเจ๋อพลันเย็นยะเยือกจนน่าขนลุก… ความหมายของเสี่ยวเคคือ แมลงอัญมณีเหล่านี้ต้องใช้เลือดเนื้อของมนุษย์ในการดำรงชีวิตและสะสมพลังงาน ซึ่งหากร่างกายของมันอ่อนแอเกินไปล่ะก็ แมลงอัญมณีจะต้องออกล่ามนุษย์เพื่อความอยู่รอดของมันเป็นแน่

 

______เมื่อนึกถึงเหตุการณ์ที่หุบเขาก่อนหน้านี้แล้ว ถ้าไม่มีความช่วยเหลือของเสี่ยวเคล่ะก็ พวกเขาอาจจะถูกแมลงอัญมณีกัดกินเลือดเนื้อจากด้านในจนเหลือแต่กระดูกเป็นแน่

 

______มิน่าเล่ามันถึงไม่สามารถนำไปใช้ได้จริงและตาแก่วิปริตนั่นก็ไม่คิดจะแพร่งพรายออกไปสู่โลกภายนอกด้วย… เพราะถ้าพวกมันกับห้องทดลองนี้ถูกพบเข้าล่ะก็ จะต้องสร้างความปั่นป่วนอย่างหนักแน่นอน

 

______หลังจากผ่านการทดสอบเมื่อสักครู่ ทุกคนต่างอารมณ์ไม่ค่อยดีนัก เพราะพวกเขาบางคนเคยอาเจียนแมลงอัญมณีเหล่านั้นออกมาจากท้องแล้ว ช่างน่าพะอืดพะอมจริงๆ

 

______“โอ้ เด็กน้อยที่น่ารักทั้งหลาย… ยินดีต้อนรับสู่บททดสอบสุดท้าย!” ประตูบานใหญ่ถูกเปิดออกอีกครั้ง ซึ่งพอพวกเขาเดินผ่านเข้าไปก็มองเห็นห้องที่ดูประหลาดมาก

 

______มันดูเหมือนห้องทดลอง แต่บรรยากาศกลับแตกต่างจากห้องทดลองสิ่งมีชีวิตก่อนหน้านี้อย่างสิ้นเชิง

 

______บริเวณกลางห้องมีเก้าอี้ตัวหนึ่งที่ถูกเชื่อมต่อกับสายไฟจำนวนมาก อีกทั้งด้านบนเก้าอี้ยังมีที่ครอบรูปครึ่งวงกลม ซึ่งดูจากขนาดแล้ว น่าจะพอดีกับศีรษะของมนุษย์…

 

______ผนังห้องทดลองประดับไปด้วยรูรับแสงโลหะหลากสีจำนวนมากซึ่งถูกเชื่อมต่อเข้ากับเก้าอี้กลางห้องด้วยสายไฟดูไม่น่าไว้ใจเป็นอย่างยิ่ง

 

______“นี่มันอะไร?” ชายหน้าตกกระเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ

 

______“หึๆ… มันคือหนึ่งในสมบัติล้ำค่าของข้า มันคือเครื่องขยายคลื่นพลังจิตโดยเชื่อมต่อเก้าอี้ตัวนี้กับรูรับแสงที่ติดตั้งอยู่โดยรอบ… แค่เจ้านั่งลงไปก็จะสามารถมองเห็นทุกสิ่งทุกอย่างบนดาวเคราะห์ดวงนี้ผ่านทางพลังจิตของเจ้าได้” น้ำเสียงของชายแก่เต็มเปี่ยมไปด้วยความภาคภูมิใจ

 

______ลั่วซิวเจ๋อกระตุกคิ้วเล็กน้อย ถ้าสิ่งนี้ทำได้จริงอย่างที่ตาแก่นั่นพูดล่ะก็ จะต้องเป็นการค้นพบที่ยิ่งใหญ่แน่ แต่… อยู่ๆนักวิจัยที่ทำการทดลองด้านชีวภาพมาทั้งชีวิตก็นึกอยากเปลี่ยนแนวขึ้นมากลางคันหรือไร? ยังไงก็เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด!

 

——————————————————-

อืม… นั่งแล้วหัวจะเละหรือเปล่านั่น?

ขอบคุณสำหรับทุกคอมเม้นท์และทุกกำลังใจมากๆเลยค่ะ 🙂