0 Views

บทที่ 10

______น่าเสียดายที่เพียงครู่เดียว ราวกับเขาสามารถควบคุมไฟโทสะให้มอดดับลงไป ก่อนจะมองสบตากับลั่วซิวเจ๋อด้วยสีหน้าปกติ… “มิผิด เป็นเพราะตระกูลฉีจริงๆ… ผมไม่รู้ว่า คุณรู้เรื่องระหว่างผมกับตระกูลฉีได้อย่างไร… เพียงแต่มันเป็นความจริง  ผมเป็นเด็กที่ถูกทอดทิ้งและเป็นสิ่งยืนยันถึงความอัปยศอดสูแห่งตระกูลฉี ฉะนั้นผมจึงไม่อาจหวนกลับไปยังเมืองหลวงได้..”

 

______“เฮอะ!” ลั่วซิวเจ๋ออดแสยะยิ้มเย้ยหยันไม่ได้… “ตระกูลฉีหรือ? เป็นเพราะพวกคนที่ทอดทิ้งเจ้าเหล่านั้นไม่ให้เจ้ากลับเมืองหลวง เจ้าจึงไม่กลับงั้นหรือ? เจ้าช่างไม่ได้เรื่องเสียจริง!”

 

______เป็นอีกครั้งที่ฉีหนานกำหมัดแน่น ขณะจ้องมองลั่วซิวเจ๋อด้วยความโกรธ… “ผมไม่ได้เรื่องแล้วอย่างไรเล่า! คุณแข็งแกร่งถึงเพียงนี้ ก็ยังต้องให้ผมช่วยไม่ใช่หรือ!”

 

______ลั่วซิวเจ๋อได้ยินเช่นนั้น ดวงตาคู่นั้นทอประกายเฉียบขาด พลันบังเกิดเสียงฉีกขาดขึ้น กางเกงของลั่วซิวเจ๋อขาดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย จากนั้นหางเงือกสีครามสะบัดรุนแรงดังควับ! ทั้งร่างของฉีหนานลอยหวือไปกระแทกผนังห้องเสียงดังปัง!

 

______“ข้าจะบอกเจ้าให้ เมื่ออยู่ต่อหน้าผู้ที่แข็งแกร่งกว่าเจ้า อย่าได้กล่าววาจาโดยไม่ยั้งคิด…” ลั่วซิวเจ๋อกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ…

 

______ฉีหนานผุดลุกขึ้นมาจากพื้นอย่างรวดเร็วและกระโดดเตะไปยังร่างของลั่วซิวเจ๋อ…

 

______สีหน้าของลั่วซิวเจ๋อยังคงไม่เปลี่ยนไปแม้แต่น้อย สองมือวางนาบลงบนฟูก ร่างครึ่งบนพลันขยับยกขึ้นพร้อมกับหางเงือกที่โบกสะบัดใส่ จนเกิดเสียงดังปัง! และฉีหนานก็ต้องโดนตบลอยไปกระแทกผนังอย่างรุนแรงอีกครั้ง…

 

______“เป็นอย่างไรบ้าง? ยังอยากประมือกับข้าหรือไม่?”

 

______ฉีหนานโงนเงนลุกขึ้นมาจากพื้น รู้สึกเหมือนภาพตรงหน้าหมุนคว้างไปมา… กระดูกทั้งร่างกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด เขานึกสงสัยเหลือเกิน… หากเมื่อสักครู่ลั่วซิวเจ๋อไม่ออมมือให้ ไม่แน่ว่า ตนอาจเป็นอัมพาตทั้งตัวจนไม่อาจลุกขึ้นมาอีก…

 

______หางเงือกของลั่วซิวเจ๋อเปลี่ยนกลับเป็นขาสองข้างอีกครั้ง เขาค่อยๆก้าวเดินไปยังข้างกายของฉีหนาน และใช้มือเพียงข้างเดียวคว้าร่างของฉีหนานเหวี่ยงกลับขึ้นไปบนเตียง…

 

______ฉีหนานรู้สึกเหมือนฟ้าดินกลับตาลปัตรไปมา ก่อนที่ร่างของตนจะนอนแผ่อยู่บนฟูกนอนอันอ่อนนุ่ม… เขาจ้องมองลั่วซิวเจ๋อด้วยสติลางเลือน รับรู้ได้อย่างชัดเจนว่า อีกฝ่ายใช้แค่นิ้วเดียวก็สามารถบดขยี้ตัวเขาได้อย่างง่ายดาย…

 

______ฉีหนานตัดสินใจยอมรับฟังการสั่งสอนอีกครั้ง ใครใช้ให้เขาอ่อนแอกันเล่า… อย่างไรก็ตามเขาไม่สามารถทำร้ายเจ้าเงือกบ้าตนนี้ได้… ชอบอย่างไหนได้อย่างนั้นจริงๆ!

 

______“เข้าใจแล้วหรือ?” ลั่วซิวเจ๋อสังเกตเห็นสีหน้ายอมแพ้ของฉีหนาน จึงเอนกายนอนหงายอยู่บนเตียงอย่างเงียบงัน ก่อนจะเอ่ยปากถาม…

 

______ฉีหนานไม่พูดตอบกลับ… เขารับฟังย่อมคือรับฟัง แต่ไม่นึกเสวนากับเจ้าเงือกบ้าแต่หน้าตาดีเช่นนี้แน่!

 

______ลั่วซิวเจ๋อไม่สนใจท่าทีของฉีหนาน… จากแผนการที่เขาคิด มนุษย์ผู้นี้เป็นสะพานที่จะทำให้เขาไปยังเมืองหลวงได้ ไยต้องสนใจว่า สะพานนี้เต็มใจโดนเขาตบหรือไม่กัน?

 

______ฉะนั้นหากอยากให้อีกฝ่ายแข็งแกร่งขึ้นย่อมหวังให้ตนเองได้รับค่าตอบแทนอย่างงาม… แท้จริงแล้วชื่อของตนเป็นคู่ชีวิตของเขาแล้วไม่ใช่หรือ เมื่อก่อนเขาอาจไม่มีสถานะใดๆทางกฎหมาย ดังนั้นตอนนี้รายได้ของฉีหนานย่อมเป็นรายได้ของเขาเช่นกัน…

 

______เพราะรัฐบาลโลกให้การดูแลชาวเงือกอย่างดี ทำให้สิ่งอำนวยความสะดวกทุกชิ้นของชาวเงือกล้วนมีราคาแพงมาก… อยากเอาใจเงือกของตนย่อมไม่มีเพียงเรื่องของ ‘ความสะดวกสบาย’ ได้ แม้ว่าลั่วซิวเจ๋อจะดูถูกเงือกปลอมเหล่านั้น แต่กลับไม่อาจดูถูกสิ่งของเหล่านั้นได้…

 

______สระน้ำทะเลในร่มเอย… เครื่องถูเกล็ดของชาวเงือกเอย… หรือรถอันสะดวกสบายที่ให้ชาวเงือกใช้เดินทางนั้นอีก ราคาของเหล่านี้ย่อมไม่ใช่สิ่งที่ฉีหนานที่เป็นเพียงร้อยตรีเล็กๆจะหาซื้อได้…

 

______เพื่อให้ตนเองมีชีวิตที่สุขสบาย ฉีหนานจะต้องเลื่อนขั้นให้ได้!

 

______“เข้าใจแล้วก็ลุกขึ้น” หางของลั่วซิวเจ๋อปัดฉีหนานกลิ้งลงไปบนพื้น…

 

______“ทำอะไรน่ะ!” ฉีหนานเอ่ยอย่างไม่พอใจ…

 

______“ไม่ได้ทำกระมัง” ลั่วซิวเจ๋อเลิกคิ้วน้อยๆ “วันนี้เปลี่ยนร่างไปมาทั้งวัน ข้าเหนื่อยแล้ว อยากพักผ่อน…”

 

______“คุณ!” ฉีหนานพลันหงุดหงิดสุดขีด เห็นได้ชัดว่า นี่เป็นเตียงของเขา ทั้งห้องและเตียงนี้เขาล้วนจ่ายเงินซื้อมา ทำไมต้องให้เจ้าเงือกตนนี้นอนสบายด้วยเล่า!

 

______“เป็นอะไร? ไม่พอใจหรือ?” ลั่วซิวเจ๋อขยับหางเงือกของตนขึ้นมา เป็นสัญญาณว่า เขาไม่ลังเลที่จะลงมือ หากตนไม่พอใจ…

 

______ฉีหนานก้มหน้าลงอย่างโมโห… บัดซบ ผมไม่ได้โง่… โดนคุณตบตั้งหลายครั้ง ยังจะเสนอหน้าหาเรื่องให้โดนฟาดอีกได้อย่างไรกัน!

 

______“ฮึ่ม!” ฉีหนานได้แต่ส่งเสียงในลำคอและแสดงสีหน้าอึดอัดใจพลางถอดเครื่องแบบทหารตัวนอกออก ก่อนจะล้มตัวลงนอนบนโซฟา… เขาเลี่ยงออกมาคงไม่เป็นไรกระมัง… ตอนนี้หนีไม่ได้ก็ไม่ได้หมายความว่าอนาคตจะหนีไม่ได้ รอให้เขาออกไปจากห้องนี้ จะรีบไปรายงานต่อหัวหน้าให้รวบรวมหุ่นยนต์มาขับไล่เจ้าเงือกบ้าตนนี้เสีย!

 

______พลังจิตระดับ S แล้วอย่างไร? สมรรถภาพร่างกายระดับ A ย่อมเป็นอย่างไรได้ ถ้าโดนหุ่นยนต์จำนวนมหาศาลล้อมโจมตีก็ต้องกลายเป็นฝุ่น!

 

______ฉีหนานใช้เสื้อชั้นนอกปิดบังใบหน้าที่เผยรอยยิ้มร้ายกาจออกมา… เจ้าเงือกบ้าหลอกลวงความรู้สึกของเราและยังทำร้ายอีก… เจ้ารอให้ถึงวันพรุ่งนี้ก่อนเถอะ…

 

______“ข้าคิดว่า เจ้าน่าจะรู้อยู่แล้วว่า ข้าเป็นผู้ใช้พลังจิตระดับ S ” ทันใดนั้นเสียงของลั่วซิวเจ๋อก็ดังขึ้นในหัวของฉีหนาน ใบหน้าที่ประดับด้วยรอยยิ้มพลันแข็งทื่อ…

 

______“แล้ว… แล้วเป็นอย่างไรเล่า?” ฉีหนานเอ่ยเสียงแผ่ว..

 

______“ก็ไม่อย่างไร…” น้ำเสียงของลั่วซิวเจ๋อนั้นเรียบเฉยมาก… “ข้าแค่อยากเตือนสติเจ้า ภายในสมองเจ้ามีพลังจิตของข้าแฝงอยู่… ตราบใดที่ข้ายังมีชีวิตอยู่ พลังจิตที่แฝงไว้ในตัวเจ้าจะไม่ส่งผลกระทบอะไร ถ้าหากข้าตายล่ะก็… หึหึ…”

 

______“คุณตายแล้วจะเป็นยังไง?” ฉีหนานเด้งตัวขึ้นมาฉับพลัน เบิกตาโตจ้องมองไปยังเงือกตนนั้น…

 

______ลั่วซิวเจ๋อนอนตะแคงบนเตียงพลางใช้สองมือประสานไว้หลังหัว ขณะจ้องมองฉีหนานด้วยรอยยิ้มบางๆ “เจ้าเคยเห็นแตงโมที่โดนเด็กตีจนแตกหรือไม่?”

 

______“…” ฉีหนาน

 

______บ้าฉิบ! มันใช่เรื่องล้อเล่นที่มีความสุขด้วยกันหรือไง! คุณทำแบบนี้ผมจะจัดการคุณได้อย่างไรกัน!

 

______“ข้าเดาว่า เจ้าเป็นคนฉลาดคงไม่ทำเรื่องโง่ๆอย่างแน่นอนใช่หรือไม่?” ลั่วซิวเจ๋อไม่กังวลแม้แต่น้อยว่า ฉีหนานจะหนีไปจากการควบคุมของตนได้… น่าขำ… หากไม่สามารถควบคุมมนุษย์ตัวเล็กๆผู้นี้ได้ ก็เสียทีที่เขาเป็นเชื้อพระวงศ์แห่งเผ่าเงือกแล้ว…

 

______ลั่วซิวเจ๋อยิ้มกว้างอย่างมีความสุขมาก พลางมองลึกเข้าไปในดวงตาคับแค้นใจของฉีหนาน… ฉีหนานเผลอเลียบาดแผลที่ตนกัดภายในโพรงปาก ความเจ็บปวดเล็กน้อยนี้ช่วยเตือนสติเขา… บุคคลตรงหน้าสามารถล้มหุ่นยนต์ทั้ง 4 ตัวที่แข็งแกร่งได้ด้วยมือเปล่า… เขา… เขาทนได้

 

______ได้แต่ยกเสื้อชั้นนอกขึ้นมาคลุมใบหน้าอย่างเงียบงัน ฉีหนานตัดสินใจปล่อยให้หัวสมองว่างเปล่า ไม่นึกกังวลว่า เจ้าเงือกบ้านี่คิดจะทำอะไรกันแน่… ถึงอย่างไรเขาก็เป็นเพียงทหารตัวเล็กๆคนหนึ่ง คนอันตรายเช่นนี้คงต้องให้พวกคนใหญ่คนโตจัดการเอาเองแล้ว…

 

______เพราะความช่างสังเกตและปรับตัวง่ายของฉีหนาน ทั้งสองจึงสามารถอยู่ร่วมกันได้โดยไร้ปัญหา… ในคืนเข้าหอที่ควรเปี่ยมไปด้วยกลิ่นอายแห่งความรักสีชมพูกลับมีผู้หนึ่งนอนหลับพักผ่อนอย่างสบายใจ และอีกผู้หนึ่งอึดอัดกับความรู้สึกที่แตกต่างกันสองแบบตีรวนอยู่ภายในใจ

 

______เช้าวันที่สอง ฉีหนานตื่นขึ้นแต่กลับยังไม่เอาเสื้อตัวนอกที่ใช้คลุมใบหน้าออกไป… เขาพยายามสะกดจิตตัวเองว่า เรื่องเมื่อวานล้วนเป็นเพราะเขาเหนื่อยเกินไปจนฝันร้าย แค่เขาลืมตาขึ้นมาก็จะเจอเสี่ยวเจ๋อแสนน่ารักอ่อนโยนของตนกำลังรอเขาพร้อมกับอาหารเช้าที่เตรียมไว้เรียบร้อย…

 

______เขาโอบกอดความฝันแสนหวานนี้ไว้ ขณะหลับตานอนอยู่บนโซฟาเพื่อรอให้เงือกน้อยแสนน่ารักของตนมาปลุกเขา… ทว่าน่าเสียดายนัก…

 

______“ลุกได้แล้ว เจ้าคิดจะขี้เกียจไปถึงไหนกัน?”

 

______ป๊าบ!

 

______เสียงด่าว่าดังขึ้นพร้อมกับมีพลังสายหนึ่งตบลงบนบั้นท้ายของฉีหนานอย่างแรง เจ็บจนเขาหลุดร้องอุทานเสียงดังและลุกพรวดขึ้นมาทันที…

 

______“คุณทำบ้าอะไร!” ฉีหนานจ้องเขม็งไปทางลั่วซิวเจ๋อด้วยความโกรธ

 

______ลั่วซิวเจ๋อขมวดคิ้วแน่น… “ควรเป็นเจ้าต่างหากที่ทำบ้าอะไร… นี่มันกี่โมงแล้ว เหตุใดเจ้ายังหลับอยู่?”

 

______ฉีหนานเอ่ยด้วยความโกรธว่า “เหล่าจือลาพักช่วงแต่งงาน…”

 

______ป๊าบ!

 

______หางเงือกของลั่วซิวเจ๋อฟาดลงไปบนตัวฉีหนานจนล้มคว่ำไปกับพื้น

 

______“ข้อแรก ห้ามเจ้าแทนตัวเองว่า ‘เหล่าจือ’ ต่อหน้าข้า” ลั่วซิวเจ๋อกล่าวน้ำเสียงเย็นเยียบ…

 

______ฉีหนานเด้งตัวขึ้นมาจากพื้นอย่างรวดเร็วดุจปลาคาร์พ “ผมแค่พูดเล่นเท่านั้น”

 

______“พูดเล่นก็ไม่ได้…  ข้าไม่ชอบให้ใครแทนตัวเองว่า ‘เหล่าจือ’ ต่อหน้าข้า” สีหน้าของลั่วซิวเจ๋อเย็นยะเยือกมาก

 

______ฉีหนานบ่นพึมพำครู่หนึ่งแล้วไม่กล้าเปล่งเสียงอะไรออกมาอีก

 

______“ข้อที่สอง ข้าจะทานอาหารเช้าทุกวันตอน 7โมง ฉะนั้นเจ้าต้องตื่นก่อนเพื่อเตรียมอาหารเช้าให้เรียบร้อย”

 

______“ข้อที่สาม พลังของเจ้าอ่อนแอเกินไป ต้องออกกำลังกายมากขึ้น”

 

______“เดี๋ยวๆ…” ไม่รอให้ลั่วซิวเจ๋อร่ายยาวจนจบ ฉีหนานรีบยกมือขึ้นขัดเขาเสียก่อน…

 

______“พูด” ลั่วซิวเจ๋อชำเลืองมองเขาทีหนึ่ง…

 

______“คุณพูดถึงเรื่องอะไร?” ฉีหนานถามด้วยความแปลกใจ

 

______ลั่วซิวเจ๋อขมวดคิ้วอีกครั้ง… “แน่นอนว่าการมาอยู่ด้วยกันกับข้าต้องเคารพกฎระเบียบ”

 

______ดวงตาของฉีหนานเบิกกว้าง… “กฎระเบียบเหลวหละ…” เมื่อเห็นลั่วซิวเจ๋อขยับหางเงือกขึ้น ฉีหนานก็กลืนครึ่งคำที่เหลือกลับลงคอไปอย่างยากลำบาก…

 

______เงือกทุกตนในสถานดูแลเงือกเปราะบางอ่อนแอไม่ใช่หรือ? ในสถานการณ์ที่ไม่มีรถเงือก การจะไปไหนต้องพึ่งให้มนุษย์อุ้มไป ทว่าของบ้านเขานั้นกลับแตกต่างนัก นิสัยโหดร้ายป่าเถื่อนและบ้าพลัง แถมยังสามารถใช้หางเงือกยืนได้… และยังสามารถกระโดดมาฟาดคนด้วย!!! นี่ยังเป็นชะตาชีวิตของมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งอยู่หรือไม่!

 

______ฉีหนานพูดพลางขมวดคิ้วแสดงอาการไม่เห็นด้วยอย่างเงียบงัน “ผมไม่เห็นด้วยกับกฎระเบียบพวกนี้ของคุณ”

 

______ลั่วซิวเจ๋อเหลือบตามองเขาด้วยสายตาเรียบเฉยแว่บหนึ่ง “ข้าไม่ต้องการความคิดเห็นของเจ้า นี่เป็นประกาศที่เจ้าต้องปฏิบัติตาม”

 

______“…” ฉีหนาน

 

______พลังเช่นไรยังไม่เท่าความรู้สึกอึดอัดใจนี้เลย!!

 

______“รอเดี๋ยว… คุณเพิ่งพูดอะไร… อยู่ด้วยกันกับคุณหรือ?” ฉีหนานกดความรู้สึกเศร้าหมองลงไปในส่วนลึกของหัวใจ เพิ่งนึกได้ถึงคำพูดของลั่วซิวเจ๋อเมื่อสักครู่ ตอนนั้นมัวแต่สนใจครึ่งหลังของประโยค ตอนนี้ถึงคิดได้ว่า สิ่งสำคัญจริงๆคือ ครึ่งประโยคหน้าต่างหาก!

 

______ลั่วซิวเจ๋อแสดงสีหน้าเหมือนกำลังมองคนบ้าอยู่  สองมือกอดอก “ตอนนี้ข้าเป็นคู่ชีวิตของเจ้า อยู่ด้วยกันกับเจ้ามีอะไรน่าแปลกใจ? อีกอย่างข้าเป็นเงือกที่ ‘อ่อนไหวและเปราะบาง’ เจ้าคงไม่ให้ข้าไปอยู่หอพักตามลำพังสินะ? อย่าลืมล่ะว่า ตอนนี้พวกเราเป็นคู่แต่งงานใหม่และอยู่ในช่วงฮันนีมูน… เจ้าหน้าที่ตรวจสอบของสถานดูแลเงือกยังสนใจเจ้าอยู่ หรือเจ้าอยากเข้าไปอยู่ในคุกกัน?”

 

______ฉีหนานเหมือนเห็นสีหน้าที่ฉายชัดถึงความมุ่งร้ายของลั่วซิวเจ๋อเข้าเต็มๆ…

 

______การดูแลเฝ้าระวังชาวเงือกเป็นพิเศษ… การล่วงละเมิดและทำร้ายชาวเงือกถือเป็นอาชญากรรม…  น่ารังเกียจนัก นั่นเป็นกฎระเบียบที่ออกเพื่อปกป้องชาวเงือกที่อ่อนแอ แล้วชาวเงือกที่แตกต่างสุดขั้วอย่างคุณไปเกี่ยวอะไรด้วย!!!

 

______ราวกับว่า สีหน้าของเขาจะบอกอะไรได้หลายอย่าง ลั่วซิวเจ๋อจึงคลี่ยิ้มมาดร้าย ก่อนเปลี่ยนสีหน้าอย่างฉับพลัน เผยสีหน้าเศร้าหมองราวกับจะร่ำไห้ “ขอ… ขอโทษ… ข้า… ไม่ทราบว่าจะทำให้เจ้าโมโห…”

 

______ฉีหนาน “…” บัดซบ! คุณเสแสร้งเปลี่ยนเป็นอ่อนแอเช่นนี้คิดจะทำอะไร?

 

______ลั่วซิวเจ๋อปรับสีหน้ากลับมาเป็นปกติและเอ่ยด้วยความสุขุมว่า “ถ้ามีคนมาตรวจสอบความเป็นอยู่ของข้า เจ้าคิดว่า หากข้าร้องไห้เช่นนี้ให้พวกเขาเห็น เจ้าจะเป็นเช่นไรกัน?”

 

______ฉีหนานได้แต่ร้องไห้อยู่ในใจ… เจ้าเป็นราชาแห่งการแสดงหรือไง นี่มันน่าชิงชังเกินไปแล้ว!

 

—————————–

มาย้อนอ่านดูก็สมน้ำหน้าพี่ลั่วแฮะ อยากรังแกน้องฉีนัก หึหึ