0 Views

หลิงมู่เหยินที่รู้สึกว่ามันได้เปรียบหลิงฮันอยู่ เป็นธรรมดาที่จะไม่ยอมปล่อยไปง่ายๆ

“นักปรุงยาคือตัวตนที่เป็นที่เคารพที่สุด เป็นตัวตนที่ทรงเกียรติที่สุดในแคว้นพิรุณ แต่เจ้ากลับไม่เพียงไม่ยืนขึ้นทักทายการมาถึงของอาจารย์ข้า แต่ยังนั่งอยู่บนเก้าอย่างเฉยเมยอีก เจ้ามันอวดดีเสียจริง รีบคุกเข่าลงและอ้อนวอนขอรับการลงโทษจากอาจารย์ข้าซะ!”

 

หลิงตงซิงขมวดคิ้ว เป็นความจริงที่นักปรุงยาเป็นตัวตนที่หายากและมีสถานะสูงส่งในแคว้นพิรุณ ตัวอย่างเช่น ถึงแม้หม่าตาจวินจะมีพลังเพียงหลอมกายาขั้นเก้า แต่ก็เป็นนักปรุงยาระดับเหลืองขั้นกลาง ต่อให้เป็นจอมยุทธที่แข็งแกร่งในระดับรวมธาตุเช่นตัวมันและหลิงจงควั่นก็ยังต้องไว้หน้าและทำให้หม่าตาจวินพึงพอใจ

 

ดังนั้นหลิงจงควั่นและหลานของมันจึงใช้เรื่องนี้ในการโจมตีหลิงฮัน ซึ่งหลิงฮันอาจจะต้องเจอกับปัญหาก็ได้

 

หลิงตงซิงกุมหมัดและพูดออกไป “นักปรุงยาหม่าข้าต้องขออภัยด้วย หากบุตรของข้าทำอะไรล่วงเกินท่านข้าต้องขออภัยแทนเขาด้วย”

 

ในตอนแรกหม่าตาจวินไม่ได้สังเกตเห็นหลิงฮัน มันเพิ่งจะรู้ก็เมื่อตอนที่ได้ยินคำตำหนิของหลิงมู่เหยิน มันไม่สามารถหยุดยั้งความไม่พอใจได้และพูดออกไป “ผู้นำหลิง เจ้ามันใช้ไม่ได้จริงๆ เจ้าชวนข้ามากินอาหารค่ำ ข้าจึงให้เกียรติเจ้าโดยการรับคำเชิญและมาที่นี่ แต่เจ้ากลับปล่อยให้บุตรของเจ้ามาดูหมื่นข้า?”

 

“หลิงฮัน คุกเข่าลงเดี๋ยวนี้!” หลิงมู่เหยินยิ้มอย่างเย็นชา มันรู้ดีว่าเม็ดยาเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่ทำให้ตระกูลมีรายได้ ดังนั้นถึงแม้หลิงตงซิงจะไม่ต้องการ แต่ก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากยอมรับและบังคับหลิงฮันทำตามที่มันบอก

 

‘ถูกบิดาบังคับให้คุกเข่า หลิงฮันจะต้องหมดหวังและเป็นทุกข์อย่างมากแน่นอน ฮ่าๆๆๆ’

 

“นักปรุงยาหม่า…” หลิงตงซิงพยายามโน้มน้าวให้หม่าตาจวินปล่อยให้นี้ผ่านไป

 

หม่าตาจวินยกมือขึ้นเพื่อหยุดไม่ให้หลิงตงซิงพูดต่อ มันไม่แม้แต่มองไปยังหลิงฮันและพูดออกไป “ให้บุตรของเจ้าคุกเข่าต่อหน้าข้าซะ”

 

“ปัง!”

 

หลิงตงซิงชกหมัดลงไปที่โต๊ะอย่างรุนแรง “นักปรุงยาหม่า ข้าไม่รู้หรอกนะว่าเจ้ารับผลประโยชน์อันใดมาจากตระกูลเชิงเพื่อที่จะให้ช่วยสร้างปัญหาให้ตระกูลหลิง แต่อย่าให้มันเกินไปนัก เจ้าอยากจะให้บุตรของหลิงตงซิงผู้นี้คุกเข่างั้นรึ? ใส่หัวไปซะ!”

 

“เจ้ากล้าดีอย่างไร!” หลิงจงควั่นตะโกนออกมาในทันที

“หลิงตงซิง เจ้าคิดจะทำอะไรกันแน่? คิดจะนำความล่มสลายมาสู่ตระกูลรึไง? ตระกูลไม่ได้เป็นเพียงของเจ้าคนเดียว! คนที่ไม่สนใจต่อประโยชน์ส่วนรวมของตระกูล ยังมีคุณสมบัติที่เจ้าจะครอบครองตำแหน่งผู้นำตระกูลอยู่อีกรึ?”

 

แววตาของหลิงตงซิงเปลี่ยนเป็นดุร้าย “ในที่นี้ใครกันแน่ที่ไม่สนใจต่อประโยชน์ส่วนรวมของตระกูล? เพราะข้าเห็นว่าเราใช่แซ่หลิงร่วมกันจึงไม่ได้เปิดโปงเรื่องบางอย่างของเจ้าออกไป

แต่ถึงอย่างนั้นเจ้าก็ยังมาข่มเหงบุตรของข้าแบบนี้ เจ้าคิดว่าหลิงตงซิงผู้นี้ตายไปแล้วรึไง?”

 

“พอได้แล้ว ถ้าพวกเจ้าจะโต้เถียงกันเองก็ไปทำกันที่บ้านของพวกเจ้า” หม่าตาจวินเข้ามาขัดจังหวะ

“รีบๆทำให้เจ้าเด็กนั่นคุกเข่าขอโทษต่อหน้าข้าซะ”

 

“หม่าตาจวิน เจ้าบอกให้ใครคุกเข่ากัน?” ในที่สุดหลิงฮันก็เปิดปากพูดออกไปอย่างสงบนิ่ง

 

หม่าตาจวิน?

 

ในตอนแรกที่ได้ยินทั้งหลิงจงควั่นและหลิงมู่เหยินต่างก็ตกใจกันทั้งคู่ พวกมันแอบคิดในใจว่า หลิงฮันช่างกล้าจริงๆที่เรียกชื่อนักปรุงยาหม่าห้วนๆแบบนั้น แต่ถึงจะแบบนั้นพวกมันก็มีท่าทางพึงพอใจขึ้นมาในทันที ตอนนี้หลิงฮันได้ล่วงเกินหม่าตาจวินอย่างกลับตัวไม่ได้แล้ว! หลิงตงซิงกับบุตรของมันได้จบสิ้นแล้วแน่นอน!

 

‘ฮ่าๆ ข้ากะแล้วเชียวว่าเจ้าหนูนี่จะต้องนำความย่อยยับมาสู่บิดาของมัน’

 

“เจ้าขยะ เจ้ากล้าเรียกชื่ออาจารย์ข้าห้วนๆได้อย่างไร!” หลิงมู่เหยินตะโกนขึ้นมาในทันที มันต้องการใช้โอกาสนี้ในการประจบหม่าตาจวิน

 

อย่างไรก็ตาม มันไม่เห็นหม่าตาจวินจะมีสีหน้าเปลี่ยนไปเป็นหน้าเกลียดหรืออะไรเลย แต่กลับลุกขึ้นมาจากเก้าอี้แทน

 

เสียงนี้… หม่าตาจวินจะไปลืมได้อย่างไร?

 

“จงคุกเข่า…”

 

“ปัง!”

 

หลิงมู่เหยินยังไม่ทันจะพูดจบก็ถูกหม่าตาจวินพุ่งเข้ามาหาราวกับลูกธนู และยกมือขึ้นตบใส่มันอย่างรุนแรง

 

หลิงมู่เหยินถูกตบอย่างโง่งม แม้แต่หลิงตงซิงกับหลิงจงควั่นยังอยู่ในอาการเหม่อลอย ถ้าหลิงมู่เหยินจะตบใครสักคน ไม่ใช่ว่าคนคนนั้นต้องเป็นหลิงฮันรึไง? ทำไมจู่ๆเขาถึงมาตบหลิงมู่เหยินแทนกัน?

 

จะต้องมีอะไรผิดพลาดแน่ๆ!

 

“อะ…อาจารย์!” สีหน้าของหลิงมู่เหยินแสดงออกถึงความสับสน ทำไมมันจึงโดนตบกัน?

 

ภายใต้การสายตาที่มึนงงของทั้งสามคน หม่าตาจวินรีบวิ่งไปยืนขึ้นข้างหน้าหลิงฮันและก้มหัวลงอย่างเคารพราวกับตัวมันเป็นคนรับใช้ผู้ซื่อสัตย์

“แขกคนสำคัญในคืนนี้คือนายน้อยฮันนี่เอง โปรดอภัยให้กับสายตาของข้าด้วยที่ไม่ได้สังเกตุเห็นนายน้อยฮันเมื่อสักครู่นี้”

 

ถึงแม้ก่อนหน้านี้มันจะถูกทุกตีโดยหลิงฮันแต่มันก็ไม่รู้ว่าชื่อของหลิงฮันคืออะไร ส่วนจูเฮอซินเองก็ไม่จำเป็นต้องอธิบายอะไรให้มันฟังอยู่แล้ว มันจึงไม่รู้เรื่องอะไรเลย

 

อะไรกัน?

 

ทั้งสามคนที่เหลือต่างตกตะลึงจนตัวแข็งทื่อ นี่ใช่นักปรุงยาหม่าที่หยิ่งยโส ยิ่งใหญ่และมีอำนาจคนเมื่อครู่จริงๆรึ? พวกมันรู้สึกว่าเขาได้กลายเป็นสุนัขแสนเชื่อง ยิ่งกว่านั้นทำไมเขาต้องเรียกหลิงฮันว่า‘นายน้อยฮัน’ด้วย?

 

ถึงแม้พลังบ่มเพาะของหม่าตาจวินจะไม่นับได้ว่าสูงมาก แต่เขาก็เป็นนักปรุงยา

 

ทั้งสามคนรู้สึกราวกับว่าพวกมันกลายเป็นหินไปแล้ว พวกมันไม่สามารถทำใจเชื่อสิ่งที่พวกมันกำลังเห็นและได้ยินอยู่ได้

 

“นี่คือลูกศิษย์ของเจ้ารึ? มันช่างอวดดีเสียจริง!” หลิงฮันพูดพร้อมกับมองไปยังหลิงมู่เหยิน น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความเยือกเย็น

 

หม่าตาจวินตกใจจนเกือบช็อกตาย มันตบไปที่หลิงมู่เหยินอีกครั้งและพูดออกไป “เจ้าคิดว่าเจ้าเป็นใครกันถึงได้กล้ามาเสียมารยาทกับนายน้อยฮันแบบนี้? ข้าไม่มีลูกศิษย์อย่างเจ้า! ตั้งแต่วันนี้ไปอย่าได้เรียกข้าว่าอาจารย์อีกเด็ดขาด”

 

หลิงมู่เหยินแสดงสีหน้าไม่อยากจะเชื่อออกมาทันที มันถูกไล่ออกเพียงเพราะคำพูดเดียวของหลิงฮันเนี่ยนะ?

 

มันนึกถึงคำพูดของหลิงฮันที่บอกมันว่ามันจะไม่มีทางได้เป็นนักปรุงยาขึ้นมาในหัว

คำพูดพวกนั้นกลายเป็นความจริง!

 

“ไม่นะท่านอาจารย์ อย่าไล่ข้าออกเลย ได้โปรดให้โอกาสข้าอีกครั้ง!” หลิงมู่เหยินอ้อนวอนอย่างเอาเป็นเอาตาย รีบนำตนเองลงไปที่เท้าของหม่าตาจวิน

 

เขาไม่ใช่อัจฉริยะในด้านการบ่มเพาะและยังเสียโอกาสที่จะเข้าร่วมสำนักฮูหยางไปอีก ดังนั้นการเป็นนักปรุงยาจึงเป็นโอกาสสุดท้ายของมัน ไม่เช่นนั้นมันจะต้องเป็นดังเช่นบิดาและปู่ของมัน ความแข็งแกร่งที่สุดที่มันจะไปถึงได้มีเพียงระดับรวมธาตุเท่านั้น และตำแหน่งที่มันจะได้รับคงจะเป็นเพียงสถานะอันต่ำต้อยในเมืองหมอกเมฆาที่แสนห่างไกลนี่

 

“ไสหัวไป! เจ้ากล้าเสียมารยาทกับนายน้อยฮันแบบนี้ ข้าเมตตาขนาดไหนแล้วที่ไม่สังหารเจ้า? แต่เจ้ากลับยังฝันว่าจะเป็นนักปรุงยาอีกรึ?” หม่าตาจวินส่งเสียงขึ้นจมูกอย่างฉุนเฉียว ขนาดผู้อาวุโสจูเฮอซินยังเคารพหลิงฮันขนาดนั้น ถ้าเกิดเขารู้เข้าว่าหลิงมู่เหยินกล้าที่จะทำท่าทีแบบนี้กับหลิงฮันแล้วล่ะก็ เขาจะต้องรีบพุ่งมาที่นี่เพื่อสังหารเจ้าเด็กนี่ด้วยมือเขาเองแน่นอน!

 

และด้วยหนึ่งคำพูดจากผู้อาวุโสจูเฮอซิน นักปรุงยาคนใดกันในแคว้นพิรุณแห่งนี้จะกล้ารับหลิงมู่เหยินเป็นศิษย์

 

หลิงมู่เหยินไม่สามารถควบคุมสีหน้าที่ซีดเผือดบนใบหน้าได้ มันตกอยู่ในอาการเหม่อลอยจนดูราวกับวิญญาณได้ออกจากร่างไปแล้ว

 

“กลับกันได้แล้ว!” หลิงจงควั่นดึงตัวหลานของมันกลับไป มันรู้ว่าต่อให้พูดอะไรไปก็ไม่มีประโยชน์ แทนที่จะอยู่ให้อับอายไปยิ่งไปกว่านี้ สู้กลับไปซะยังจะดีกว่า

 

“ไม่! ข้าจะเป็นผู้ช่วยนักปรุงยา ในอนาคตข้าจะต้องเป็นนักปรุงยา!” หลิงมู่เหยินดิ้นรนอย่างเต็มที่จนราวกับเป็นคนบ้า แต่หลิงจงควั่นได้จับตัวมันไว้แน่น คนที่ยังอยู่ในห้องส่วนตัวสามารถได้ยินเพียงเสียงร้องโหยหวนที่ได้ไกลออกไปจนในที่สุดเสียงก็ไม่ได้ยิน

 

ในห้องส่วนตัวหลิงตงซิงตกตะลึงจนพูดไม่ออก ในขณะที่หลิงมู่เหยินเองก็ตัวเปียกไปด้วยเหงื่อ มันรู้ว่าจะต้องทำอย่างไรให้หลิงฮันหายโมโห ถ้ามันรู้ก่อนล่ะก็มันคงไม่กล้าจะล่วงเกินนายน้อยคนนี้อย่างแน่นอน

 

“เมื่อสักครู่เจ้าเสียมารยาทกับบิดาข้าเอาไว้ไม่น้อย” หลิงฮันพูดออกไปอย่างสงบนิ่งแต่มีความไม่พอใจอยู่ในน้ำเสียง

 

“นายน้อยฮัน จนถึงเมื่อครู่ข้าไม่ทราบจริงๆว่าผู้นำหลิงเป็นบิดาของท่าน ไม่เช่นนั้นข้าคงไม่กล้าหยิ่งผยองต่อหน้าผู้นำหลิงอย่างเด็ดขาด!” มันพูดด้วยสีหน้าอันเจ็บปวด

“ข้ามันไร้ค่า! ข้าสมควรตาย!”

 

มันตัดสินใจอย่างหนักแน่น และตบไปที่ตัวมันเองซ้ำไปซ้ำมา!

 

**ติดตามข่าวสารได้ที่ เพจ**