0 Views

“เจ้าคิดว่าเจ้าเป็นอัจฉริยะ?” หลิวอู๋ตงพูดอย่างเย็นชา

“ในปีนี้ข้าอายุสิบเจ็ดปีเหมือนกับเจ้า แต่ข้าอยู่ในระดับรวมธาตุขั้นเก้าเรียบร้อยแล้ว แล้วเจ้าล่ะ?”

 

“อึก!”

 

คำพูดเหล่านั้นทำให้ทุกคนถึงกับอ้าปากค้างด้วยความตกใจ

 

ระดับรวมธาตุขั้นเก้า… เรื่องบ้าบออันใดกัน?

 

มีเพียงผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในเมืองหมอกเมฆาเท่านั้นที่จะมีพลังบ่มเพาะระดับนี้!

 

เซินจีอันนับว่าเป็นอัจฉริยะ เหล่าคนที่บรรลุหลอมกายาขั้นเก้าตอนอายุสิบเจ็ดปีถือว่าเป็นตัวตนที่ไม่ธรรมดาในประวัติศาสตร์ของเมืองหมอกเมฆา โดยเฉลี่ยแล้วจะมีเพียงอัจฉริยะแบบนี้เพียงหนึ่งหรือสองคนเท่านั้นในทุกๆร้อยปี และแต่ละคนจะแสดงให้เห็นถึงพรสวรรค์อันน่ามหัศจรรย์ในช่วงที่พวกเขามีชีวิตอยู่ พวกเขาจะมีชื่อเสียงและทิ้งเรื่องราวไว้ในประวัติศาสตร์ของแคว้นพิรุณ

 

แต่เมื่อเทียบกับหลิวอู๋ตงแล้ว เซินจีอันไม่นับว่าเป็นอันใดเลย!

 

อายุสิบเจ็ดปีแต่บรรลุถึงระดับรวมธาตุขั้นเก้า… ต่อให้เป็นในดินแดนอันกว้างใหญ่อย่างแคว้นพิรุณ จะมีอัจฉริยะแบบนี้โผล่มาสักกี่คนในรอบร้อยปีกันเชียว?

 

หลิวอู๋ตงไม่ยับยั้งพลังของนางอีกต่อไป และปลดปล่อยกลิ่นอายอันสูงส่งของจอมยุทธระดับรวมธาตุขั้นเก้าออกมา ทุกคนในบริเวณรอบๆสามรถสัมผัสได้ถึงพลังที่ซ่อนอยู่ในร่างกายของนางทันที

 

เซินจีอันได้รับผลกระทบจากการที่อยู่ใกล้หลิวอู๋ตงมากที่สุด ภายใต้กลิ่นอายที่แข็งแกร่งนี้ทำให้นางก้มหัวลงในทันที นางไม่มีคุณสมบัติแม้เพียงมองไปยังหลิวอู๋ตงตรงๆ สำหรับคนที่หยิ่งทะนงอย่างเซินจีอันแล้วนี่เป็นเรื่องที่ไม่สามารถยอมรับได้ นางพยายามดิ้นรนเพื่อเงยหน้ามองไปยังศัตรูของนาง ดวงตาของนางเต็มไปด้วยความหวาดกลัว สิ้นหวังและสับสน

 

ทำไมจู่ๆถึงได้มีคนที่อายุเท่ากับนาง แต่กลับงดงามและอัจฉริยะยิ่งกว่านางถึงขนาดที่นางต้องยอมรับในความด้อยกว่าอย่างไร้ทางเลือกปรากฎตัวขึ้นมากัน? ยิ่งกว่านั้น ทำไมคนแบบนั้นถึงต้องมาตบนางโดยไร้เหตุผลด้วย?

 

“เจ้ากล้าดีอย่างไรถึงไปดูถูกเขา!” หลิวอู๋ตงพูดขึ้นมา หันหน้าชี้ไปยังหลิงฮัน และหันกลับไปมองที่เซินจีอันอีกครั้ง “เจ้าไม่มีคุณสมบัตินั้น!”

 

อะไรกัน นางมาที่นี่เพื่อปกป้องหลิงฮัน?

 

ไม่ว่าจะเป็นเซินจีอันหรือคนอื่นๆ พวกมันทุกคนอยู่ในสภาพที่ไม่อยากจะเชื่อโดยสิ้นเชิง

 

หญิงสาวที่สง่างามและมีท่าทางอันสูงศักดิ์คนนี้ อีกทั้งยังมีความงามหาผู้ใดเปรียบและพรสวรรค์อันน่าตกตะลึงเป็นคนรู้จักของขยะหลิงฮันจริงๆรึ?  แค่เป็นคนรู้จักกันก็น่าเหลือเชื่อมากพอแล้ว แต่นางยังปกป้องหลิงฮันอีก! จะให้ทุกๆคนยอมรับได้อย่างไร?

 

โดยเฉพาะผู้ชายในที่นี้ พวกมันทุกคนรู้สึกเหมือนกับพวกมันกำลังจะตายด้วยความอิจฉา!

 

เซินจีอันกัดฟันแน่น แววตามีประกายไฟออกมา ตอนนี้นางได้เปลี่ยนความโกรธทั้งหมดมาลงที่หลิงฮันแทน

 

นั่นเพราะหลิวอู๋ตงแข็งแกร่งเกินไป และนางไม่กล้าแม้แต่จะมีความคิดที่จะแก้แค้นหลิวอู๋ตงแม้แต่น้อย

 

แต่หลินฮันนั้นเป็นอีกเรื่องนึง ด้วยระดับพลังบ่มเพาะหลอมกายาขั้นสี่ของเขา ในสายตาของนาง เขาจะต้องพ่ายแพ้ในกระบวนท่าเดียว

 

ยิ่งกว่านั้นทุกอย่างที่เกิดขึ้นก็เป็นเพราะหลิงฮัน เขาจงใจเล่นตลกกับนาง ทำให้นางต้องพูดจาเยาะเย้ยใส่เขา ซึ่งมันทำให้นางถูกหลิวอู๋ตงตบต่อหน้าคนอื่นจนตัวนางต้องอับอายขายขี้หน้า

 

อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริงถ้านางไม่ดูถูกหลิงฮันตั้งแต่แรก เขาก็คงจะไปจากที่นี่นานแล้ว และหลังจากนั้นก็คงจะไม่มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น

 

แต่ด้วยนิสัยที่เอาตัวเองเป็นศูนย์กลางของนาง จะเป็นไปได้อย่างไรที่นางจะคิดว่าเป็นเพราะการกระทำของตัวนางเอง? เป็นเรื่องปรกติที่นางจะโยนความผิดทุกอย่างไปไว้บ่นไหล่คนอื่น

 

นางชี้ไปยังหลิงฮันและพูดด้วยอารมณ์รุนแรง “หมายความว่าไงที่ข้าไม่มีคุณสมบัติ? ไม่ใช่ว่าหมอนี่เป็นเพียงขยะรึไง?”

 

ขยะ?

 

เจ้าเคยเห็นขยะที่สามารถทะลวงสองขั้นได้ในคือเดียวรึไง? และขยะแบบไหนกันที่ทำให้นักปรุงยาขั้นดำขอร้องที่จะเป็นผู้ติดตามอยู่ข้างกาย?

 

หลิวอู๋ตงไม่คิดว่าบอกเรื่องนี้ต่อเซินจีอัน นางจึงพูดไปเพียงแค่ “เจ้าช่างเป็นผู้หญิงตาต่ำจริงๆที่ไม่สามารถมองเห็นว่าใต้ฝุ่นมีทองคำซ่อนอยู่ ภายใต้ความมืดมีไข่มุกซ่อนเอาไว้ เจ้าได้พลาดโอกาสของเจ้าไปแล้ว ไม่มีประโยชน์ที่จะบอกเจ้าให้รู้ถึงความรุ่งโรจน์ของเขา”

 

พอพูดออกไป ทำให้หลิวอู๋ตงรู้สึกเคืองเล็กน้อย หลิงฮันดันมาหลงใหลในตัวผู้หญิงแบบนี้!

 

แน่นอนว่านางไม่ยอมรับเด็ดขาดว่านางอิจฉา

 

“ฮ่าๆๆๆ!” เซินจีอันหัวเราะดังลั่นก่อนที่จะขี้ไปยังหลิงฮัน

“เขาเป็นทอง? เขาเป็นไข่มุก? เจ้ากำลังพูดเรื่องตลกอันใดกัน! หมอนั่นไม่ใช่อะไรนอกจากเศษขยะ เป็นขยะในหมู่ขยะ!”

 

“ภายในไม่เกินสามเดือน เขาจะเป็นบุคคลที่พวกเจ้าทุกคนทำได้เพียงแหงนหน้ามอง!” หลิวอู๋ตงพูดอย่างมั่นใจ นางไม่รู้ว่าทำไมหลิงฮันถึงทำตัวต่ำต้อยในอดีต แต่ตอนนี้เขากำลังจะฉายแสงประกายแห่งความรุ่งโรจน์ของเขาออกมาอย่างแน่นอน เป็นแสงประกายที่สว่างจนดวงอาทิตย์ยังต้องหม่นหมองเมื่อมาเทียบเคียง

 

พอได้ยินคำพูดเหล่านี้ ทุกคนก็ยิ้มเยาะเย้ยออกมา ถึงแม้หลิงฮันจะโค่นเชิงเฮาลงได้จริงๆ แต่ระดับพลังบ่มเพราะจริงๆของเขาก็ยังเป็นเพียงหลอมกายาขั้นสี่หรือขั้นห้าเท่านั้น อย่างมากที่สุดต่อให้พลังบ่มเพาะระดับนี้ไม่นับว่าเป็นขยะ มันก็ยังห่างไกลกับการเรียกว่าอัจฉริยะอยู่ดี… ไม่ต้องกล่าวถึงการที่จะกลายเป็นบุคคลที่ทุกคนต้องแหงนหน้ามองเลย

 

“ฮึ่ม!” ดวงตาอันเรียวยาวของหลิวอู๋ตงเปิดกว้าง กลิ่นอายของจอมยุทธระดับรวมธาตุขั้นเก้าสั่นไหวเล็กน้อย และเสียงหัวเราะเยาะเย้ยทั้งหมดก็ได้หยุดลง

 

“หลิงฮัน เจ้ากล้าดีอย่างไร!” ในตอนนั้นเอง เสียงคำรามแห่งความโกรธก็ดังขึ้นมาพร้อมกับร่างทั้งสองที่พุ่งเข้ามายังลานฝึกต่อสู้อย่างรวดเร็ว

 

ร่างหนึ่งคือเชิงเฮาไม่ใช่ใครอื่น ส่วนอีกร่างหนึ่งดูเหมือนจะแก่กว่ามันเพียงนิดหน่อย โดยมีลักษณะของพวกมันมีความคล้ายคลึงกันเล็กน้อย

 

นี่คือพี่ชายของเชิงเฮา เชิงเซียง ในตอนนี้อายุสิบเก้าปีอยู่ในระดับหลอมกายาขั้นเก้า

 

ทั้งเชิงเซียงและเซินจีอันอยู่ในระดับหลอมกายาขั้นเก้า คนหนึ่งอายุสิบเจ็ด ส่วนอีกคนอายุสิบเก้า พรสวรรค์ติดตัวระหว่างพวกเขาไม่สามารถนำมาเทียบกันได้ แน่นอนว่าอายุสิบเก้าที่บรรลุได้ถึงหลอมกายาขั้นเก้าสำหรับเมืองหมอกเมฆาแล้วก็ยังคงนับว่าเป็นอัจฉริยะอยู่ เพียงแต่ไม่ได้พิเศษเท่าเซินจีอันก็เท่านั้นเอง

 

“ตุบ ตุบ ตุบ ตุบ” การก้าวเดินของเชิงเซียงเกิดเสียงดังสนั่น เหมือนจะบอกเป็นนัยๆว่าตัวมันในตอนนี้กำลังอยู่ในสภาวะโกรธเกรี้ยวเป็นอย่างมาก มันหยุดอยู่ห่างจากด้านหน้าหลิงฮันประมาณสามเมตร ชี้นิ้วไปที่เขาและพูด “เจ้าใช้วิธีการสกปรกอันใดกัน?”

 

หลิงฮันยิ้มอย่างไร้อารมณ์ “ที่ข้าชนะเป็นเพราะข้าใช้วิธีสกปรกงั้นรึ?”

 

“แน่นอน ไม่อย่างนั้นขยะอย่างเจ้าจะชนะน้องชายข้าได้อย่างไร?” เชิงเซียงพูดออกมาดังลั่น พวกมันไม่เหมือนกับหลิงฮันที่มีชื่อเสียงอันต่ำต้อยอย่างเศษขยะ ถ้าวันนี้ปัญหาไม่ถูกจัดการให้เรียบร้อย ชื่อเสียงของตระกูลเชิงจะต้องได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน

 

ดังนั้น ไม่ว่าเรื่องที่หลิงฮันใช้วิธีการสกปรกจะเป็นความจริงหรือไม่ก็ตาม มันก็ต้องยืนกรานให้ได้ว่ามันทำแบบนั้น

 

พอได้ยินคำว่า “ขยะ” สีหน้าของทุกก็เปลี่ยนเป็นไป

 

เซินจีอันเองก็เพิ่งพูดอะไรที่คล้ายๆแบบนี้ออกไป และผลก็คือนางถูกหลิวอู๋ตงตบซ้ำไปซ้ำมา จอมยุทธหัวกะทิในระดับรวมธาตุขั้นเก้ายังอยู่ที่นี่ แต่เจ้าก็ยังกล้าสาปแช่งหลิงฮันอย่างเปิดเผยอยู่อีก? ไม่ใช่ว่านี่คือการหาปัญหาใส่ตัวรึไง?

 

ด้วยประสบการณ์ของหลิงฮัน เป็นธรรมดาที่เขาจะสามารถบอกความคิดของเชิงเซียงได้เพียงแค่การชำเลืองมอง อย่างไรก็ตามเขาก็ไม่คิดจะเปิดเผยมันออกไป แต่กลับพูดกลับไปอย่างช้าๆ “โอ้ แล้วข้าจะต้องพิสูจน์ยังไงล่ะว่าข้าไม่ได้ใช้วิธีการสกปรกอะไรพวกนั้นอย่างที่เจ้ากล่าว?”

 

“ฮึ เจ้าใช้วิธีการสกปรกใชการรังแกน้องชายของข้า ในฐานะพี่ชายแล้วจะให้ข้าทำเป็นไม่เห็นอะไรงั้นรึ? ในเมื่อเจ้ากล้าขนาดนั้น งั้นข้าขอท้าให้เจ้ามาสู้กับข้า!” เชิงเซียงเตรียมพร้อมมาอย่างดี

 

‘ไร้ยางอาย!’ ทุกคนคิดขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้

 

เจ้าอยู่ในหลอมกายาขั้นเก้าแล้ว แต่หลิงฮันยังอยู่เพียงหลอมกายาขั้นสี่ ด้วยความต่างทั้งห้าขั้น หลิงฮันจะไปเทียบเจ้าได้อย่างไร?

 

แต่อย่างไรก็ตาม ตราบใดที่หลิงฮันถูดจัดการอย่างโหดเหี้ยม มันจะทำให้ความอับอายที่เกิดจากกระทำของเมื่อครู่ของเชิงเฮาลดลง แถมยังเป็นการช่วยแก้แค้นให้เชิงเฮาอีกด้วย นี่นับว่าเป็นการลงมือที่ฉลาดมาก เรียกได้ว่าตีนกสองตัวด้วยหินก้อนเดียว

 

รอยยิ้มของหลิงฮันหายไปและส่ายหัว “เจ้าอยู่ในระดับหลอมกายาขั้นเก้า แต่ข้าอยู่เพียงหลอมกายาขั้นสี่เท่านั้น นี่มันไม่ยุติธรรมอย่างมากเลยไม่ใช่รึไงกัน?”

 

“ข้าไม่ว่าหากเจ้าจะหาคนมาสู้แทน!” เชิงเซียงหัวเราะลั่น ตัวมันรู้ดีว่าฉายาของหลิงฮันคือขยะ ด้วยชื่อเสียงแบบนี้ทั้งสำนักใครจะไปอยากเป็นสหายด้วย? เพราะงั้นเขาจะไปหาใครที่ไหนมาช่วยได้กัน?

 

ยิ่งกว่านั้น ถึงแม้เขาสามารถหาคนมาช่วยได้แล้วมันจะยังไงล่ะ? เชิงเซียงอยู่ในระดับหลอมกายาขั้นเก้า และเป็นหนึ่งในคนที่แข็งแกร่งที่สุดในสำนัก เขาจำเป็นต้องไปกลัวอะไรกัน?

 

สีหน้าของทุกคนเปลี่ยนไปอีกครั้ง หลิงฮันมีคนคนหนึ่งอยู่ข้างกาย ยิ่งกว่านั้นคนคนนั้นยังเป็นจอมยุทธสุดแกร่งที่อยู่ในระดับรวมธาตุขั้นเก้า โดยเพียงกระบวนท่าเดียวก็สามารถสังหารคนที่อยู่ในระดับหลอมกายาขั้นเก้าได้ภายในพริบตา!

 

ไม่ใช่ว่านี่เป็นเพียงการแส่หาความตายรึไง?