0 Views

“ปัง ปัง ปัง ปัง!” ในขณะที่เสียงเคาะเร่งด่วนดังมาจากประตู

 

หลิงฮันเดินไปทางประตูและเปิดประตูจนพบกับคนรับใช้หนุ่ม เขาได้สั่งเอาไว้ว่าถ้าไม่มีเหตุเร่งด่วนอะไร เขาไม่ต้องการจะถูกรบกวนเด็ดขาด เพราะงั้นเขาถึงได้ถามออกไป “เกิดอะไรขึ้น?”

 

“ผู้นำตระกูลกลับมาแล้ว!” คนรับใช้หนุ่มพูดอย่างเร่งรีบ

 

ความตื่นเต้นปรากฏขึ้นในร่างหลิงฮันทันที มันเร่งรีบให้เขาไปพบกับชายคนนั้น นี่คือสัญชาตญาณของร่างกาย

 

“พ่อ…” หลิงฮันพึมพำคนเดียว เขาได้รับร่างกายนี้มารวมไปถึงสายเลือดและภาระของร่างกายนี้ด้วย

 

เขาหันไปยิ้มให้หลิวอู๋ตง “อู๋ตง ไปหาท่านพ่อกับข้า”

 

ใบหน้าของหลิวอู๋ตงแดงขึ้นในทันที นางรู้สึกราวกับนางเป็นลูกสะใภ้ที่จะไปพบกับพ่อตา ‘เพ่ย!’ นางรีบโต้เถียงในใจทันที ทำไมนางถึงได้มีความรู้สึกแบบนี้กัน? ระหว่างนางกับหมอนี่ไม่มีอะไรทั้งนั้น!

 

“ท่านพ่ออยู่ไหน?” หลิงฮันถามคนรับใช้หนุ่ม

 

“ในห้องโถงหลักขอรับ”

 

หลิงฮันมุงไปทางห้องโถงหลัก และการก้าวเดินของเขาเพิ่มจากการเดินไปยังวิ่ง ในใจของเขามีความปรารถนาอันรุนแรง ในตอนที่เขาเข้าไปยังห้องรับรอง เขาเห็นชายอายุประมาณสี่สิบปี ยืนอยู่อย่างภาคภูมิ ร่างของชายคนนั้นสูงใหญ่ ใบหน้าอันหล่อเหลา และปลดปล่อยออร่าอันแข็งแกร่งออกมา

 

ในขณะนั้น หลิงฮันไม่สามารถแยกแยะได้อีกต่อไปว่ามันเป็นเพราะสัญชาตญาณของร่างกายหรือความจริงที่ว่าเขาเป็นเด็กกำพร้าในชาติที่แล้วและปรารถนาความรักจากครอบครัว ดวงตาของเขามีน้ำตาออกมา และด้วยความสัมพันธ์ทางสายเลือดที่ไหลอยู่ในเส้นเลือดทำให้เขาพูดออกไปอย่าง่ายดาย “ท่านพ่อ!”

 

“ฮันเอ๋อร์!” หลิงตงซิงหัวเราะดังออกมาและรีบเดินไปกอดหลิงฮัน อย่างไรก็ตามหลิงตงซิงแสดงอาการตกตะลึงและพูดออกมา “ทำไมเจ้ายังอยู่ในที่พักของตระกูล ไม่ใช่ว่าเจ้าควรจะไปยังสำนักฮูหยางหรอกรึ?”

 

นี่คือความรักจากบิดา นี่คือความรักจากบิดา!

 

หลิงฮันกอดบิดาของเขาอย่างมีความสุข ถึงแม้ในชีวิตที่แล้วของเขา คนที่มีระดับพลังอย่างหลิงตงซิงจะไม่มีคุณสมบัติแม้แต่จะมาอยู่ในสายตาของเขา ตอนนี้เขากำลังสั่นถึงขั้นที่ตาของเขาเต็มไปด้วยน้ำตา ในที่สุดเขาก็สามารถกำจัดตัวตนในชีวิตที่แล้วเพื่อที่จะสนุกกับชีวิตใหม่ได้สักที

 

เขาไม่ได้โดดเดี่ยวไร้ครอบครัวอีกต่อไป เขามีบิดา บิดาที่ดีที่ยอมเสี่ยงชีวิตตัวเองเพื่อเขา!

 

เขาเช็ดขอบตาของตัวเอง ส่ายหน้าและพูดออกไป “ข้าไม่อยากไปสำนักฮูหยาง”

 

“ทำไมกัน?” หลิงตงซิงถาม เขารู้ว่าของรากฐานวิญญาณของบุตรตัวเองนั้นแย่แค่ไหน ถึงจะใช้ความพยายามมากมายขนาดไหน การบ่มเพาะของเขาก็ยังไม่ก้าวหน้า นี่เป็นเรื่องที่ช่วยอะไรไม่ได้ และตัวเขาได้พยายามอย่างหนักเพื่อส่งหลิงฮันไปยังสำนักฮูหยาง เพื่อจะใช้ทรัพยากรหลากหลายมากมายที่สำนักฮูหยางมีอยู่ในการเพิ่มระดับการบ่มเพาะของหลิงฮันให้ไปยังระดับรวมธาตุ มีเพียงแค่สิ่งนั้นที่จะทำให้เขาตายได้โดยไม่เหลืออะไรให้เสียใจ

 

แต่หลิงฮันกลับพูดว่าเขาไม่ต้องการไปยังสำนักฮูหยาง! สิ่งนี้ทำให้ความโกรธของหลิงตงซิงเพิ่มขึ้น การเกิดมามีพรสวรรค์แย่เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ แต่ถ้าไม่มีแม้แต่ความปรารถนาที่จะพัฒนาตนเอง มันก็หมดหนทางจะเยียวยาจริงๆ!

 

เป็นธรรมดาที่หลิงฮันจะบอกไม่ได้ว่าเขาเคยเป็นจอมยุทธ์ในระดับสวรรค์ในชีวิตที่แล้วและในหัวเขามีทักษะบ่มเพาะระดับสูงและทักษะต่อสู้นับไม่ถ้วนเก็บเอาไว้อยู่ หรืออีกเรื่องที่เขาได้รับคัมภีร์สวรรค์นิรันดร์ซึ่งเขาจำเป็นต้องใช้เวลากว่าหมื่นปีเพียงเพื่อเข้าใจในส่วนแรก ต่อให้เขาไปยังสำนักฮูหยาง แล้วเขาจะได้เรียนรู้อะไรล่ะ?

 

ถ้าเขาพูดออกไปแบบนั้น หลิงตงซิงคงคิดว่าเขาถูกผีสิงแน่ๆ

 

“อู่ตง มานี่ๆ นี่คือท่านพ่อของข้า” เขาพูดพร้อมกับมองไปยังหลิวอู๋ตง รีบโบกมือเรียกให้นางมาหา

 

“อู๋ตงเคารพผู้นำตระกูลหลิง!” หลิวอู๋ตง ทำความเคารพตามมารยาทของผู้เยาว์

 

หลิงตงซิงตกตะลึง มันไม่รู้ว่าหลิวอู๋ตงเป็นใคร แต่มันสามารถบอกได้ว่านางเป็นจอมยุทธ์ในระดับรวมธาตุเหมือนกับตัวมันเอง และพลังบ่มเพาะของนางเองก็ไม่ได้ต่างจากตัวมันเท่าไหร่นัก ทั้งสองคนอยู่ในระดับรวมธาตุขั้นเก้าเหมือนกัน

 

จอมยุทธ์ส่วนใหญ่จะสามารถบอกระดับบ่มเพาะของคนที่อ่อนแอกว่าตัวเองได้ แต่หลิงฮันเป็นข้อยกเว้น เพราะอย่างไรเขาก็มีความรู้อันน่าอัศจรรย์ของจอมยุทธ์ระดับสวรรค์จากชีวิตที่แล้ว

 

ด้วยระดับพลังนี้ นางสามารถยืนเผชิญหน้ากับตัวมันได้ในระดับเดียวกันได้เลย ไม่จำเป็นที่นาวจะต้องมาทำความเคารพในฐานะผู้เยาว์

 

เดี๋ยวก่อน… หรือว่า!

 

มันดูมีท่าทางดีใจและตกใจพร้อมกันในทันที หรือว่าจะเป็นเพราะหลิงฮัน! หรือว่าแม่นางคนนี้จะชอบบุตรของมัน? พอคิดแบบนี้แล้ว ทำให้มันไม่สามารถยับยั้งความสุขที่มีได้ หญิงสาวคนนี้ดูแล้วคงอยู่ในวัยประมาณสิบเจ็ดหรือสิบแปดปี แต่ช่างน่าตกใจอย่างมากที่นางบรรลุถึงขั้นเก้าของระดับรวมธาตุแล้ว! พรสวรรค์ของนางจะต้องสูงมากแน่ๆ!

 

ด้วยการมีสหายที่ยอดเยี่ยมเช่นนี้ หากพลังบ่มเพาะของหลิงฮันจะแย่ไปมากกว่านี้แล้วมันจะมีปัญหาอะไรกันล่ะ?

 

ไม่แปลกเลยที่เจ้าเด็กนี่ไม่อยากไปสำนักฮูหยาง ต้องเป็นเพราะเขาไม่ต้องการจะแยกกับนางแน่ๆ เหอะๆ เจ้าเด็กคนนี้ช่างมีนิสัยหลงในความรักเสียจริง

 

“เจ้าสารเลวน้อย!” หลิงตงซิงจ้องไปยังหลิงฮันก่อน และจึงกลับมาพูดกับหลิวอู๋ตง “แม่นาง เจ้ามาจากที่ใดกัน?”

 

“ตระกูลหลิวแห่งเมืองจักรพรรดิ” หลิวอู๋ตงตอบ

 

หลิงตงซิงถึงกับผวาตกใจ ตระกูลหลิวแห่งเมืองจักรพรรดิ? ถึงแม้จะมีนามสกุลหลิวมากมายในโลกนี้ แต่ตระกูลหลิวแห่งเมืองจักรพรรดิมีเพียงตระกูลเดียวเท่านั้น หนึ่งในแปดตระกูลใหญ่ โดยทั้งแคว้นพิรุณนี้ มีอำนาจเป็นรองเพียงตระกูลจักรพรรดิเท่านั้น

 

เป็นเบื้องหลังที่ยิ่งใหญ่จริงๆ

 

“เดี๋ยวก่อน เจ้าคงถูกส่งมาจากสำนักฮูหยางเพื่อพาฮันเอ๋อร์ไปสำนักใช่หรือไม่?” มันเริ่มเห็นแสงสว่าง ถ้าไม่ใช่อย่างงั้น จะเป็นไปได้อย่างไรที่คนจากตระกูลหลิวแห่งเมืองจักรพรรดิจะมาปรากฏตัวที่นี่

 

“ใช่แล้ว ผู้นำตระกูลหลิง” หลิวอู๋ตงตอบด้วยเสียงบางเบา

 

หลิงตงซิงอดไม่ได้ที่จะมองไปยังหลิงฮัน และในใจของมันคิดว่าถึงแม้บุตรของมันจะไม่มีศักยภาพและไร้พรสวรรค์ในด้านวรยุทธ แต่ความสามารถในการตกหญิงนั้นใช้เวลาเพียงลมหายใจเดียวเท่านั้น อีกฝ่ายเพียงมาพาตัวเขาไป แต่แล้วเขาใช้วิธีใดกันจึงสามารถกุมหัวใจของอีกฝ่ายได้? ยิ่งกว่านั้น ยังทำสำเร็จเพียงไม่กี่วันด้วย!

 

หลิงฮันต้องได้รับสืบทอดความสง่าและท่าทางอันมีเสน่ห์ของมันในวัยเยาว์ไปแน่ๆ… ใช่แล้ว ต้องเป็นแบบนั้นแน่นอน…

 

แต่ในเมื่อหลิวอู๋ตงเป็นคนจากสำนักฮูหยาง ทำไมหลิงฮันไม่ตามนางไปล่ะ? หากทั้งสองคนไปอยู่ด้วยกันที่สำนักฮูหยาง จะไม่มีปัญหาในเรื่องที่ต้องแยกกันอยู่คนละที่

 

“ท่านพ่อ ข้าอยากอยู่ข้างกายท่านไปอีกสักพัก เพราะอย่างไรข้าก็สามารถไปสำนักตอนไหนก็ได้ในภายหลังอยู่แล้ว” หลิงฮันพูดออกไป เขาไม่อยากจะทำให้บิดาของเขาตกใจ เขาตั้งใจจะให้เหตุการณ์ดำเนินไปอย่างช้าๆ และทำให้หลิงตงซิงยอมรับความเปลี่ยนแปลงในตัวเขาไปทีละน้อย

 

หลิงตงซิงส่งเสียงหัวเราะออกมา “ดี ดี ดีมาก!” เพราะอย่างไรคนที่จะนำตัวเขาไปสำนักก็ยังอยู่ที่นี่ เพราะงั้นหลิงฮันจึงไปสำนักฮูหยางได้ทุกเมื่อที่เขาต้องการ

 

มันตบไหล่หลิงฮันและกำลังจะพูดบางอย่างเพิ่ม แต่ก็ต้องแสดงท่าทีตกใจเมื่อสังเกตเห็น “ฮันเอ๋อร์ เจ้าทะลวงผ่านแล้ว!”

 

‘ในที่สุดก็มีคนมาร่วมแบ่งความตกใจอย่างที่เกิดขึ้นกับข้า’ หลิวอู๋ตงคิดในใจ

 

“อืม ข้าทะลวงผ่านแล้ว” หลิงฮันพยักหน้า

 

“ข้าออกเดินทางไปเพียงสิบวัน แต่เจ้าไม่ใช่แค่ทะลวงผ่านขั้นเดียว… แต่กลับทะลวงได้ถึงสองขั้น!” ความตกตะลึงของหลิงตงซิงไม่ได้ลดลงแม้แต่น้อย ความเร็วในการก้าวหน้าระดับนี้มันน่าช่างเหลือเชื่อยิ่งนัก!

 

ถ้าหลิงฮันทะลวงผ่านเพียงขั้นเดียว มันก็สามารถอธิบายได้ว่าหลิงฮันเตรียมตัวมาดี และได้ติดอยู่ในขั้นเดิมมาเป็นเวลานานแล้ว จึงชักนำให้ปราณต้นกำเนิดที่สั่งสมมานานระเบิดออกในทีเดียว แต่สำหรับสองขั้นนั้น… มันเกือบจะทำให้คนอื่นตกใจจนตายได้เลย!

 

บุตรของมันเป็นขยะจริงๆงั้นรึ? ถ้านี่ยังเรียกว่าเป็นขยะ แล้วจะยังมีใครในโลกนี้ที่เป็นอัจฉริยะรึไงกัน?

 

เมื่อเห็นมุมปากที่กระตุกของหลิงตงซิง หลิวอู๋ตงก็รู้สึกสบายใจขึ้นมาทันที นางไม่อยากเป็นคนเดียวที่ตลอดเวลาต้องมาคอยตกอยู่ในอาการตกใจแบบนี้

 

“อืม มันก็เป็นที่น่าพอใจอยู่บ้าง” หลินฮันพยักหน้า

 

ทั้งหลิงตงซิงและหลิวอู๋ตงกรอกตามองบน เพียงแค่ “น่าพอใจ” งั้นรึ?

แต่จะอย่างไร หลิงตงซิงก็หัวเราะออกมาทันที และพูดออกไป “ฮ่าๆๆ ดูสิว่าในอนาคตใครจะกล้ามาพูดว่าบุตรของข้าเป็นขยะ!”

 

มีพ่อคนไหนบ้างที่ไม่อยากให้ลูกตัวเองประสบความสำเร็จในชีวิต? เมื่อก่อน หลิงฮันเป็นได้เพียงขยะเพราะข้อจำกัดของรากฐานวิญญาณของเขา แต่ตอนนี้หลิงตงซิงรู้สึกเหมือนกับเขามองเห็นประกายแสงแห่งความหวัง

 

“ท่านพ่อ ข้าได้รับการพบเจอแห่งวาสนา” หลิงฮันพูดออกไป

 

หลิงตงซิงพยักหน้า ถ้าไม่มีการพบเจอแห่งวาสนา หลิงฮันจะก้าวหน้าได้อย่างรวดเร็วแบบนี้ได้อย่างไร? แต่อย่างไรก็ตามการพบเจอแห่งวาสนาครั้งนี้นั้นยิ่งใหญ่เหนือธรรมดายิ่งนัก!