0 Views

เมื่อผ่านเข้าประตูทางเข้า ปรากฏเส้นทางบนภูเขาทอดยาวไปเบื้องหน้ากว่าห้ากิโลเมตร ปลายสุดของเส้นทางคือหมู่บ้านกระบี่สวรรค์ หลังจากผู้คนจากพรรคตระกูลเซี่ยวทั้งเจ็ดเข้าสู่ประตูทางเข้า สำนึกแบ่งแยกถูกแสดงออกมาชัดเจนผ่านทางจังหวะก้าวเท้า ระยะห่างระหว่างพวกมันยิ่งแจ้งชัด เซี่ยวเจวี๋ยเทียน เซี่ยวกวงหยูและเซี่ยวกวงเหล่ยเดินนำหน้า เซี่ยวป๋อหยุน และเซี่ยวเจิ้นเดินอยู่ตรงกลาง ขณะที่เซี่ยวอู๋จี้และเซี่ยวหนานรั้งท้ายขบวน

เซี่ยวเจวี๋ยเทียนผู้นำพรรคตระกูลเซี่ยวมีบุตรชายทั้งหมดสี่คน ทั้งสี่มีชื่อเรียงตามลำดับคือ วายุพิรุณอสนีและเมฆา เรียงตามความอาวุโส ทั้งหมดถูกเรียกว่า เซี่ยวกวงเฟิง(ลม) เซี่ยวกวงหยู(ฝน) เซี่ยวกวงเหล่ย(สายฟ้า) และเซี่ยวกวงหยุน(เมฆ) เซี่ยวกวงเฟิงเป็นที่รู้จักจากการประลองยุทธ์วายุครามก่อนครั้งล่าสุด เซี่ยวกวงหยูเองได้อันดับสามเมื่อครางานประลองครั้งที่แล้ว ทั้งยังมีชื่อเสียงทัดเทียมกัน ทว่าในครั้งนี้ เซี่ยวกวงเหล่ยผู้มีอายุครบยี่สิบในปีนี้เป็นผู้เข้าร่วมประลอง สำหรับกับบุตรคนสุดท้องเซี่ยวกวงหยุน แม้ว่ามันเพียงอ่อนวัยกว่าเซี่ยวกวงเหล่ยเพียงหนึ่งเดือน และมีอายุครบยี่สิบปีพอดี เป็นที่รู้กันดีว่าเซี่ยวกวงหยุนผู้นี้เป็นบุรุษเจ้าสำราญ หากกล่าวตามตรง มันคือตัวโง่งมอย่างสิ้นเชิงที่เพียงสนใจในสุรานารีเท่านั้น ดังนั้น พรรคตระกูลเซี่ยวจึงไม่นำพามันมาสร้างความอับอายให้แก่ตนเอง

ทว่า ภายในพรรคตระกูลเซี่ยวแล้ว เซี่ยวกวงหยุนได้รับการประคบประหงมอย่างที่สุด อย่างไรเสีย มันยังเป็นเพียงบุตรชายคนเดียวของเฟินเจวี๋ยเทียนกับภริยาหลวงของมัน

เซี่ยวเจวี๋ยเทียนเหลือบตามองไปยังด้านหลังด้วยสีหน้าเฉื่อยชาคราหนึ่ง ก่อนจะกล่าวกับเซี่ยวกวงเหล่ย “ลูกเหล่ย ภาระหน้าที่อันยิ่งใหญ่ในการลบล้างฉายา อันดับสามหนึ่งพันปี ของการประลองยุทธ์วายุครามในครั้งนี้ต้องพึ่งพาเจ้าแล้ว ข้า บิดาของเจ้า ไม่หวังว่าเจ้าจะสามารถเอาชัยหลิงหยุนได้จากพรสวรรค์ของเจ้า ทว่านอกเหนือจากหลิงหยุนแล้ว ไม่มีเหตุผลใดที่เจ้าจะพ่ายแพ้ให้แก่บุคคลอื่น…นี่แน่นอนว่ารวมถึงเซี่ยว เจิ้นด้วยเช่นกัน มันเปรียบดังพยัคฆ์จ้องตะครุบเหยื่อ เฝ้ารอคอยการพิสูจน์ความสูงต่ำกับเจ้า”

“ผู้บุตรเข้าใจดี ข้าจะไม่ทำให้ท่านพ่อและพรรคตระกูลเซี่ยวของเราต้องผิดหวัง” เซี่ยวกวงเหล่ยกล่าวพร้อมผงกศีรษะ สีหน้าแสดงออกถึงความตั้งมั่นเด็ดเดี่ยวในใจ

“ลูกหยู รายละเอียดเกี่ยวกับการประลองวายุคราม คืนนี้เจ้าจงทบทวนให้แก่ลูกเหล่ยอีกครั้ง ยังมี เมื่อรอบสิบหกคนสุดท้ายเริ่มขึ้น จงอย่าลืมส่งมอบ “กระบี่สะท้านปฐพี” ให้แก่ลูกเหล่ย นี่คือไพ่ตายของเราในการประลองครั้งนี้” เซี่ยวเจวี๋ยเทียนเตือนความจำ

“ท่านพ่อโปรดวางใจ ข้าทราบดีว่าสมควรแนะนำน้องสามอย่างไรบ้าง” เซี่ยวกวงหยูแย้มยิ้มบางเบา

เซี่ยวป๋อหยุนและเซี่ยวเจิ้นที่เบื้องหลังพ่อลูกทั้งสามเองล้วนสนทนาโดยมีเนื้อหาใกล้เคียงกัน คิ้วยาวของเซี่ยวป๋อหยุนเชิดขึ้นสูงชัน สีหน้าท่าทางของมันดุดันอย่างยิ่ง มันกล่าววาจาด้วยเสียงแผ่วเบา “ลูกเจิ้น การประลองครานี้เป็นโอกาสในการสร้างชื่อเสียงของเจ้าให้ระบือลือลั่น! คู่ต่อสู้ของเจ้ามิใช่เพียงศิษย์ของสำนักอื่นเท่านั้น หากยังรวมถึงเซี่ยวกวงเหล่ย! เมื่อครั้งการแต่งตั้งผู้นำตระกูลในครานั้น ข้าพ่ายแพ้ให้แก่เซี่ยวเจวี๋ยเทียน สุดท้ายเพียงได้ครองตำแหน่งหัวหน้าผู้อาวุโสฝ่ายกระบี่เท่านั้น เรื่องนี้ ข้ายังยอมรับได้ หากทว่าบุตรชายข้าต้องไม่ด้อยไปกว่าบุตรชายของมันอย่างเด็ดขาด! เจ้าไม่เพียงต้องช่วงชิงอันดับสองมาให้แก่พรรคตระกูลเซี่ยวเรา เจ้ายังต้องโค่นเซี่ยวกวงหยุนพ่ายแพ้ นำความภาคภูมิใจมาให้แก่บิดา”

เซี่ยวเจิ้นผงกศีรษะอย่างหนักแน่น “ขอท่านพ่อวางใจ บุตรชายของท่านจะไม่ทำให้พรรคต้องผิดหวัง ยิ่งไม่มีทางให้ท่านพ่อต้องผิดหวังเช่นกัน”

บทสนทนาระ หว่างเซี่ยวอู๋จี้และหลานชายคนโตเซี่ยวหนานยิ่งเรียบง่ายยิ่งกว่า “ลูกหนาน โอกาสในการนำพาเจ้ามายังการประลองยุทธ์รอบนี้ ปู่ของเจ้าช่วงชิงมาด้วยความยากลำบากอย่างยิ่ง เจ้ายังเยาว์วัย การติดหนึ่งในสิบนับว่าไม่อาจเป็นไปได้ แต่ในฐานะของศิษย์พรรคตระกูลเซี่ยว ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เจ้าต้องเป็นหนึ่งในห้าสิบอันดับแรกให้จงได้ เจ้าทุ่มเทฝึกปรือฝีมือมายาวนาน การประมือกับผู้คนอย่างจริงจังในครั้งนี้จะเป็นประสบการณ์ล้ำค่าของเจ้า ที่นี่คือที่ที่ดีที่สุดที่สามารถทดสอบผลลัพธ์ความพากเพียรของเจ้า”

“ขอรับ!” เซี่ยวหนานกล่าวตอบอย่างนอบน้อม “ท่านปู่ ตอนที่หลานชายท่านออกมาจากห้องฝึกตนเมื่อคราก่อน มันได้ยินมาโดยบังเอิญว่าบุรุษที่ท่านหมั้นหมายให้แก่เยว่รุ่ย…ข้าคิดว่า มันชื่อว่าเซี่ยวลั่วเฉิง ได้ถูกผู้คนทำร้ายบาดเจ็บพิการจริงหรือไม่?

“นั่นเป็นเรื่องจริง” เซี่ยวอู๋จี้ผงกศีรษะ ทว่าสีหน้าของมันนิ่งสงบเยือกเย็นยิ่ง เห็นได้ชัดเจนว่ามันมิได้ใส่ใจต่อเรื่องนี้เท่าใดนัก “เยว่รุ่ยมีพรสวรรค์อยู่ในระดับพอใช้ รูปโฉมและบุคลิกลักษณะของนางยิ่งไม่โดดเด่นเท่าใด แทนที่จะมองหา “หางมังกร” ภายในพรรค เหตุใดจึงไม่แสวงหา “หัวสุนัข” ที่พรรคสาขาเล่ายิ่งมีปู่ของเจ้าอยู่ที่นี้ ยังจะมีผู้ใดในพรรคสาขากล้ารังแกนาง แม้ว่าพรสวรรค์ของเซี่ยวลั่วเฉิงจะอยู่ในระดับปานกลาง หากมันยังนับเป็นยอดอัจฉริยะในเมืองจันทร์เสี้ยว หากมิใช่มันถูกทำร้ายพิการ มันสมควรเข้าพิธีมงคลกับเยว่รุ่ยไปแล้วในตอนนี้”

“ฮึ่มม์ พิการแล้วก็แล้วไป มันมีดีเพียงรูปร่างหน้าตาเท่านั้น พรรคตระกูลเซี่ยวมีสาขากว่าหลายร้อยสาขา จะหาคนดีเลิศกว่ามันล้วนมีอีกมากมาย ที่น่าขันยิ่งกว่าคือเจ้าพวกพรรคสาขาเมืองจันทร์เสี้ยวนั่นกลับปั้นเรื่อง ว่ามีเด็กหนุ่มอายุสิบหกผู้หนึ่งปลอมตัวเป็นหมอเทวดามือพิสดารหวงฝู่เฮ่อ แห่งจักรวรรดิเทพหงสามาทำร้ายเซี่ยวลั่วเฉิงจนพิการ ทั้งยังยกเค้าสิ่งของล้ำค่าภายในคลังสมบัติพรรคไปจนหมดสิ้น เห็นได้ชัดว่าพวกมันเห็นข้าเป็นตัวตลก ช่างน่าขันที่สุด! พวกมันได้ดวงธาตุสัตว์อสูรมังกรชั้นจักรพรรดิมา กระทั่งสมาคมการค้าจันทร์เสี้ยวเองยังยอมรับ ทว่าพวกมันกลับยังยืนกรานว่าทั้งหมดเพียงเป็นของปลอม ทั้งยังนำดวงธาตุสัตว์อสูรลมปราณชั้นก่อตั้งมาตบตาข้า นี่นับว่าไม่อาจทานทนได้ การที่ข้าไม่ทุบตีพวกมันจนพิการทั่วทั้งพรรคล้วนนับเป็นความมีเมตตาและ มนุษยธรรมของข้าแล้ว”

ขณะบอกกล่าวถึงเรื่องราวช่วงหลัง น้ำเสียงของเซี่ยวอู๋จี้ยิ่งมายิ่งเข้มข้นด้วยความเคียดแค้นและโทสะ

“ถึงกับมีเรื่องราวเช่นนี้เกิดขึ้นจริงๆ พรรคกระจอกๆ อย่างพรรคสาขาเมืองจันทร์เสี้ยว ถึงกับมีขวัญกล้าซุกซ่อนดวงธาตุสัตว์อสูรมังกรชั้นปราณจักรพรรดิไว้กับตัว เมื่อท่านปู่ลดตัวลงไปเยือนถึงที่ กลับยังหลอกลวงตบตาต่อท่านปู่ครั้งแล้วครั้งเล่า นี่นับว่าไม่อาจอภัยได้จริงๆ โชคยังดีที่เยว่รุ่ยมิได้แต่งให้แก่มัน” เซี่ยวหนานกล่าว แสดงความเห็นด้วยกับเซี่ยวอู๋จี้

“อย่า ได้กล่าวถึงเรื่องนี้แล้ว คืนนี้เจ้าสมควรเดินสำรวจหมู่บ้านกระบี่สวรรค์ไว้บ้าง แล้วรีบพักผ่อนแต่หัววัน ท่านปู่จะคอยดูการแสดงออกของเจ้าในวันพรุ่งนี้”

“ขอรับ ท่านปู่”

————————————

เบื้องหน้าทางเข้าหลักของขุนเขากระบี่ ปรากฏผู้คนห้าคนขึ้น ทั้งห้าดึงดูดสายตาของทุกผู้คนโดยรอบในทันที

ทั้งห้าล้วนแล้วแต่เป็นสตรี ทั้งหมดสวมใส่ชุดรูปแบบเดียวกัน คือชุดกระโปรงสีขาวล้วนดุจหิมะยาวกรอมเท้าจนแทบลากไปบนพื้นดิน ชุดยาวเดิมมีสีขาวบริสุทธิ์ ทว่ายามพวกนางขยับเท้าก้าวเดิน ปรากฏชิ้นส่วนเกล็ดน้ำแข็งเย็นเยือกสีฟ้าทอประกายระยิบระยับดุจแสงดาราราย ล้อมรอบกายของทั้งหมดอย่างเป็นธรรมชาติ ช่วยประดับประดาชายขอบกระโปรงยาวด้วยแสงสะท้อนสีฟ้าเยือกแข็งอันงดงามน่า อัศจรรย์

อายุของสตรีทั้งห้านางดูไปอ่อนเยาว์ยิ่ง นอกเหนือจากหญิงสาวเยาว์วัย ผู้ดูไปมีอายุเพียงประมาณสิบเจ็ดสิบแปดปีผู้เดินรั้งท้ายที่ปิดบังใบหน้า แล้ว สตรีทั้งสี่นางที่เหลือล้วนอายุประมาณยี่สิบปี ในบรรดาสตรีทั้งห้าคน มีเพียงสตรีสองนางผู้เดินนำหน้าสุดและรั้งท้ายสุดเท่านั้น ที่ปิดคลุมใบหน้าด้วยผ้าคลุมผืนบางเบา แอบซ่อนรายละเอียดต่างๆ บนใบหน้า เปิดเผยดวงตางดงามทรงเสน่ห์ กระจ่างสดใสดุจอัญมณีทั้งสองคู่เพียงเท่านั้น สตรีอีกสามนางล้วนเปิดเผยดวงหน้าโดยปราศจากสิ่งใดบดบัง ทุกนางต่างกอปรไปด้วยความงดงามอย่างถึงที่สุด สตรีงามทั้งสามมีใบหน้าเคลือบคลุมด้วยประกายความเยียบเย็นลึกล้ำ ทั้งหมดไม่มีผู้ใดตกแต่งประทินโฉม ทว่าผิวพรรณของพวกนางทั้งนุ่มนิ่มทั้งเรียบลื่นราวหยกหิมะ ส่งผลให้ผู้คนต้องคิดคำนึงถึงคำ “ผิวพรรณน้ำแข็งกระดูกหยก” “ผิวหน้าขาวราวหิมะ ริมฝีปากแดงชาด” ในพริบตาที่ผู้คนพบเห็นพวกนาง

แม้ดวงหน้าสะคราญโฉมทั้งสามจะมี เอกลักษณ์แตกต่างกัน หากทั้งหมดต่างกอปรด้วยความงามอันไร้ข้อบกพร่องหรือรอยตำหนิใด ภายใต้ความเย้ายวนอันหาที่เปรียบมิได้ กลับแฝงไปด้วยความงามอันศักดิ์สิทธิ์และสูงส่งจนผู้คนมิอาจจับจ้องมองตรงๆ ทั้งหมดดูราวกับนางสวรรค์ที่ยืนหยัดอยู่เหนือแดนสรวงทั้งเก้า ไม่มีทางถูกทำให้แปดเปื้อนโดยมนุษย์โลก เมื่อมองจากที่ไกลตา ผู้คนล้วนสามารถสัมผัสได้อย่างชัดเจนถึงความรู้สึกของไอสวรรค์อัน ศักดิ์สิทธิ์ ผสมปนเปกับบรรยากาศแห่งน้ำแข็งเย็นเยียบที่เสียดแทงทรวงอกผู้คน…ทางด้าน ขวามือของพวกนาง กลุ่มพรรคที่กำลังเดินทางมายังปากทางเข้าหมู่บ้านล้วนยืนนิ่งตะลึงจังงัง เมื่อพบเห็นพวกนาง ทั้งหมดจับจ้องมองพวกนางราวโง่งม ราวกับทั้งหมดพลันสูญเสียจิตวิญญาณไปโดยกะทันหัน

ขณะที่พวกนางเคลื่อนใกล้เข้ามา เหล่าศิษย์หมู่บ้านกระบี่สวรรค์ที่ยืนอารักขาปากทางเข้าของขุนเขาต่างนิ่งค้างไปร่วมห้าวินาทีเต็ม ก่อนจะสามารถฝืนขบกัดลงบนลิ้นของตนเองเพื่อเรียกสติได้ในท้ายที่สุด หลังจากรวบรวมความตั้งใจอย่างสุดกำลังเพื่อสงบจิตระงับใจ พวกมันจึงสามารถเยือกเย็นลงได้ในท้ายที่สุด หากทว่าศีรษะของมันยังคงกดลงต่ำ ทั้งยังไม่กล้ามองสบตากับพวกนางตรงๆ มันสืบเท้าไปเบื้องหน้าหนึ่งก้าวพร้อมทั้งกล่าวอย่างตะกุกตะกักว่า “ข้า…ข้าคาดเดาว่าแขกผู้มีเกียรติทั้งห้าย่อมเป็นนางเซียนจากแดน ศักดิ์สิทธิ์เมฆาเยือกแข็งโปร..โปรดแสดงเทียบเชิญและรายนาม”

หลังศิษย์หมู่บ้านกระบี่เดชาสวรรค์ผู้นี้กล่าวจบ มันก็หวนคิดอยากจะตบหน้าตัวเองให้หันไปมา การรับรองแขกที่ทางเข้าของภูเขานั้นส่งผลเป็นอย่างยิ่งต่อหน้าตาของหมู่บ้าน นั่นคือเหตุผลว่าทำไมมันผู้ซึ่งเป็นศิษย์คนสำคัญที่สามารถรับมือกับทุก สถานการณ์ได้จึงถูกเลือกมา มันไม่มีอาการเก้กังหรือเปลี่ยนท่าทีแต่อย่างใดยามเมื่อเผชิญหน้ากับบุคคล ระดับประมุขพรรคจากพรรคตระกูลเซี่ยวและตระกูลเพลิงผลาญฟ้า หากยามได้พบหน้ากับเหล่าเทพธิดาแห่งแดนศักดิ์สิทธิ์เมฆาเยือกแข็ง จิตใจของมันก็กลับกลายเป็นปั่นป่วน อย่างไรเสียมันก็เป็นเพียงบุรุษธรรมดาผู้หนึ่ง

แม้จะยังมิได้เห็นเทียบเชิญ สตรีผู้ครอบครองความงามและห้วงอารมณ์อันเหนือล้ำสามัญไปเช่นนี้ย่อมมิอาจมา จากสถานที่อื่นได้อีกแล้วนอกเสียจากแดนศักดิ์สิทธิ์เมฆาเยือกแข็ง กลิ่นอายน้ำแข็งอันแปลกประหลาดที่ล่องลอยเหล่านี้เป็นมากเสียยิ่งกว่าหลัก ฐานอันแน่นหนา นอกจากนั้น ในการที่เพื่อให้ง่ายต่อการควบคุมสถานการณ์อันไม่คาดฝันที่อาจจะเกิดขึ้นได้ มากขึ้นจึงมีกฎเหล็กในงานประลองจัดอันดับอยู่ว่า ทุกคนผู้ร่วมอยู่ในขุมกำลังที่มายังการประลอง ไม่ว่าจะศิษย์ผู้เข้าร่วมหรือบุคลากรทั้งหลายรวมกันแล้วจะต้องมีไม่เกินเจ็ด คน และแม้แต่กับขุมกำลังเช่นสี่พรรคใหญ่เองก็ไม่มีข้อยกเว้น จำนวนจำกัดเจ็ดคนนั้นเล็กน้อยมากแม้แต่ในพรรคเล็ก ๆ สถานการณ์ที่มีคนน้อยกว่าเจ็ดคนมาจากขุมกำลังขุมหนึ่งนั้นแทบจะไม่เคยมี ปรากฏให้เห็น … นอกจากสำหรับแดนศักดิ์สิทธิ์เมฆาเยือกแข็ง มันหาได้ยากยิ่งนักที่แดนศักดิ์สิทธิ์เมฆาเยือกแข็งจะทำการติดต่อกับโลกภาย นอก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานที่ที่มีบุรุษอยู่พลุกพล่าน และทุกคนก็รู้เหตุผลของเรื่องนี้ดี การมีเพียงห้าคนที่มาจากแดนศักดิ์สิทธิ์เมฆาเยือกแข็งในครานี้เท่านั้นมิใช่ เรื่องที่น่าแปลกใจแม้เพียงน้อย

สตรีงามสวมใส่ผ้าปิดคลุมใบหน้าผู้ยืนอยู่เบื้องหน้าของศิษย์เฝ้าประตูดึงเทียบเชิญพร้อมรายนามผู้เข้าร่วมแข่งขันออกมาแสดงแก่มัน มองไปที่ฝ่ามือหยกขาวที่ขาวนวลเนียนราวหิมะขี้ผึ้ง หัวใจของศิษย์หมู่บ้านกระบี่ผู้นั้นพลันเต้นระรัว นี่นับเป็นครั้งแรกในชีวิตของมัน ที่ค้นพบว่าฝ่ามือเพียงข้างเดียวของสตรีผู้หนึ่ง กลับสามารถงดงามได้ถึงขั้นนี้ มันถึงกับรู้สึกว่า มันสามารถยินยอมตกตายโดยสมัครใจ ขอเพียงได้แตะต้องฝ่ามือข้างนี้เพียงหนึ่งครั้ง…ทว่า ถึงแม้มันจะมีขวัญกล้าบังอาจกว่านี้ซักพันเท่า มันยังไม่กล้าอาจเอื้อม ศิษย์หมู่บ้านกระบี่ยื่นมือออกยึดจับมุมเทียบเชิญและรายนามก่อนจะรับมาตรวจ สอบ สายตาของมันกวาดกราดคราหนึ่งไปยังเทียบเชิญฉบับนั้นและรายชื่อ ก่อนจะก้มศีรษะลงพร้อมกล่าวว่า “ที่แท้เป็นนางเซียนกระจกน้ำแข็ง (冰璃仙子) และนางเซียนงดงามเยือกแข็ง (冰婵仙子) จากแดนศักดิ์สิทธิ์เมฆาเยือกแข็งให้เกียรติมาด้วยตนเอง….เอ๋นาง…นางเซียนงดงามเยือกแข็ง?

ศิษย์หมู่บ้านกระบี่ผู้นั้นถึงกับรีบเงยศีรษะขึ้นจ้องมองไปยังใบหน้าที่สวมใส่ผ้าคุลมและสายตาเย็นชาราวน้ำแข็งที่เบื้องหน้าด้วยความลืมตัว ชั่วขณะที่มันสบตากับหญิงสาว ทั่งร่างของมันพลันกลับกลายเป็นเย็นเฉียบด้วยความตกตะลึง มันพลันสำนึกได้ว่าตนเองเสียมารยาทอย่างกะทันหัน จึงลดศีรษะลงต่ำอึกครั้งพร้อมกล่าวด้วยความนอบน้อมว่า “นามของนางเซียนงดงามเยือกแข็งประดุจดังฟ้าร้องกรอกหู โปรดอภัยให้ผู้เยาว์ที่เสียกิริยาไป ท่านแขกผู้มีเกียรติทั้งห้า เชิญ…” หลังจบคำพูด มันหลีกทางไปทางข้างด้วยฝีเท้าอ่อนแรง ยามกลิ่นหอมเย็นยะเยือกเคลื่อนผ่านเบื้องหน้าของมันไป มันไม่กล้าแม้แต่จะยกศีรษะขึ้น

เพียงเมื่อคณะของแดน ศักดิ์สิทธิ์เมฆาเยือกแข็งผ่านพ้นไปไกลแล้ว ศิษย์หมู่บ้านกระบี่จึงสามารถกลับคืนสู่สติสัมปชัญญะอันสมบูรณ์ มันจับจ้องไปยังแผ่นหลังที่ไกลห่างออกไปด้วยท่าทางเซื่องซึมโง่งมอยู่บ้าง จิตใจของมันว้าวุ่นสับสนอยู่ครู่ใหญ่ ชั่วเวลานี้เอง ศิษย์หมู่บ้านกระบี่ที่ด้านข้างของมันผู้หนึ่งพลันเอ่ยถาม “ศิษย์พี่ไห่หยา ที่ท่านขานนามออกมาเมื่อครู่คือ…นางเซียนงดงามเยือกแข็งอย่าบอกข้านะว่านางคือฉู่เยว่ฉานตามคำร่ำลือ?

“ถูกต้อง” ศิษย์นามไห่หยาผงกศีรษะ “ฉู่เยว่หลี่ ฉู่เยว่ฉาน สุ่ยอู๋ซวง อู๋เสวี่ยซิน เซี่ยฉิงเยว่… เป็นชื่อของฉู่เยว่ฉานจริงๆ นางกลับมายังที่นี้ด้วยตนเอง….”

“ข้าต้องรายงานท่านประมุขโดยทันทีหากท่านประมุขทราบว่าฉู่เยว่ฉานมาที่นี่จริงๆ ท่านย่อมต้องตื่นเต้นยินดี…”

“รายงานศีรษะเจ้าน่ะสิ!” หลิงไห่หยาตบศีรษะศิษย์น้อง “ท่านประมุขและภรรยายามนี้กำลังต้อนรับแขกเหรื่อเคียงคู่กัน ในหมู่บ้านเรา กระทั่งคนปัญญาอ่อนยังทราบดีว่านามฉู่เยว่ฉานเป็นนามต้องห้ามสำหรับภรรยา ท่านประมุข หากเจ้ารายงานเรื่องนี้ไปและตอแยเรื่องวุ่นวายขึ้น ดูซิว่าเจ้าจะรับผิดชอบได้อย่างไร!”

“เช่นนั้น ท่านจะให้ข้ารายงานว่าอะไร?

หลิงไห่หยาใคร่ครวญเล็กน้อยก่อนจะกล่าวว่า “เพียงรายงานไปว่าแดนศักดิ์สิทธิ์เมฆาเยือกแข็งมาถึงแล้ว ทั้งหมดห้าคน นางเซียนเยือกแข็งฉู่เยว่หลี่เป็นผู้นำขบวน ถึงอย่างไร ชื่อของนางปรากฏอยู่ในรายนามเป็นชื่อแรกอยู่แล้ว เจ้าห้ามกล่าวถึงฉู่เยว่ฉานเป็นอันขาด!”

“อ้อ เข้าใจแล้ว” ศิษย์หมู่บ้านกระบี่ผู้นั้นเร่งขยับกาย มันล้วงยันต์สื่อสารออกมาก่อนจะส่งข่าวไปยังหมู่บ้าน

ชั่วเวลานี้เอง คณะผู้เข้าร่วมที่ถูกทำให้ตกตะลึงด้วยการมาของแดนศักดิ์สิทธิ์ ฯ เมื่อครู่นี้เดินทางมาถึงหน้าทางเข้า ชายวัยกลางคนที่นำหน้าขบวนกล่าวพร้อมประสานมือคารวะ “ศิษย์น้องผู้นี้ กลุ่มที่ผ่านไปเมื่อครู่ใช่คนของแดนศักดิ์สิทธิ์เมฆาเยือกแข็งหรือไม่?

“ ถูกต้อง ” หลิงไห่หยาผงกศีรษะรับ

“เป็นพวกนางจริงๆ ได้ยินคำร่ำลือร้อยครั้ง มิสู้พบเห็นด้วยตาคราหนึ่ง พบเห็นด้วยตาหนึ่งครา นับว่าวิเศษกว่าได้ฟังคำร่ำลือหลายร้อยครั้งจริงๆ” ชายวัยกลางคนทอดถอนใจด้วยอารมณ์ความรู้สึกเต็มเปี่ยม “ข้ามาจากพรรคกระบี่ปราณเขตตะวันออก เพื่อมาเยือนหมู่บ้านกระบี่สวรรค์…”

คณะเดินทางหลากหลายสำนักได้มาถึงอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าทุกกลุ่มมีเพียงเจ็ดคน ไม่มีผู้ใดในพวกมันไม่มีชื่อเสียงเลืองลือหรือเป็นผู้ทรงอิทธิพลอำนาจ ทั้งไม่มีคนใดในหมู่ยอดยุทธ์รุ่นเยาว์ที่ไม่ใช่อัจฉริยะชั้นยอด ในสองสามวันที่ผ่านมา เหล่าผู้ยิ่งใหญ่ที่มีนามสะท้านใต้หล้า รวมถึงเหล่ายอดยุทธ์รุ่นเยาว์ที่ยืนอยู่บนจุดสูงสุดล้วนหลั่งไหลมารวมตัวกัน ยังตึกกระบี่สวรรค์ เพื่อร่วมพิสูจน์ความสูงต่ำกันในงานประลองยุทธ์วายุครามในครานี้

ม่านวิกาลคลี่คลุมลง ปรากฏกลุ่มบุคคลไม่ธรรมดามาถึงปากทางเข้าหมู่บ้าน สาเหตุที่พวกมันแตกต่างจากกลุ่มอื่นๆล้วนสืบเนื่องเพราะพวกมันมีทั้งหมดสี่ คน นับว่าน้อยนิดยิ่งกว่าแดนศักดิ์สิทธิ์เทฆาเยือกแข็งเสียด้วยซ้ำ

ผู้คนสี่คนนี้คือฉินอู๋ซาง ชางเยว่ หยุนเช่อและเซี่ยหยวนป้าอย่างแน่นอน พวกเขาเพิ่งเดินถึงหน้าประตูช่องเขา หลิงไห่หยาก้าวออกมาและเอ่ยอย่างยำเกรง “ท่านผู้มีเกียรติกรุณาหยุด หมู่บ้านของเรากำลังเตรียมงานแข่งขันจัดลำดับวายุครามในสองสามวันนี้ และเราไม่ต้อนรับแขก กรุณาจากไปเสียเถิด”

ในทั้งสี่คน นอกเหนือจากชายที่อาวุโสแล้ว ผู้เยาว์สองในสามคนอยู่ชั้นลมปราณแท้จริง และคนที่สามอยู่ในขั้นลมปราณแรกเริ่มเท่านั้น ในการชุมนุมยอดยุทธ์นี้ที่หมู่บ้านกระบี่สวรรค์ นี่เป็นปรากฏการณ์ที่น่าแตกตื่นอย่างที่สุด ผู้ใดจะเชื่อว่าพวกมันมายังที่นี้เพื่อร่วมงานประลองยุทธ์วายุคราม

 


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “อสูรพลิกฟ้า” : https://goo.gl/tDKqJq
ติดตามอ่านล่วงหน้ามากกว่า 1,000 ตอนเร็วกว่าใครได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/70