0 Views

หยุนเช่ออ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง…

ชายหนุ่มมิได้แตกตื่นด้วยฉายา “โฉมงามอันดับหนึ่ง” ของฉู่เยว่ฉาน ด้วยรูปโฉมงดงามจนผู้คนแทบลืมหายใจของนาง นับว่าเหมาะสมคู่ควรอย่างยิ่งยวด เขายังมิได้ตื่นเต้นประหลาดใจอันใดที่หญิงสาวจะเป็นหนึ่งใน เจ็ดนางเซียนเมฆาเยือกแข็ง ทั้งยังรั้งอันดับหนึ่งในเจ็ดนางเซียนอีกด้วย อย่างไรเสีย ฉู่เยว่ฉานมีพลังฝีมือสูงส่งถึงขั้นครึ่งก้าวสู่ชั้นลมปราณจักรพรรดิ ชายหนุ่มเคยคาดเดาได้อย่างเลือนรางถึงจุดนี้

หากชายหนุ่ม มิเคยคาดคิดถึง ว่าผู้คนที่หลงใหลในตัวนางจะมากมายถึงเพียงนี้ ทั้งหมดยังเป็นยอดคนอันสูงส่งอาจหาญ ไม่ต้องนับคำนวณถึงผู้อื่น เพียงผู้นำพรรคตระกูลเซี่ยวคนปัจจุบัน ผู้นำหมู่บ้านกระบี่สวรรค์ รวมถึงจักรพรรดิวายุครามชางว่านเฮ่อ…ทั้งสามคนล้วนไม่มีผู้ใดไม่กอปรด้วย ชื่อเสียงเกียรติภูมิสะท้านฟ้าดิน

กระทั่งผู้ยิ่งใหญ่ทั้ง สามยังหลงใหลในตัวฉู่เยว่ฉาน เช่นนั้นจำนวนบุรุษที่หลงใหลคลั่งใคล้ในตัวหญิงสาว นับรวมกันแล้วย่อมมากมายจนทำให้ผู้คนแตกตื่นแทบตาย

และหากทั้งสามล่วงรู้ว่า “นางงามน้ำแข็ง” ที่พวกตนหลงใหลถูกชายหนุ่มช่วงชิงไปครอบครองแล้วละก็ มิใช่ว่าตนเองต้อง…

ครุ่นคิดถึงตอนนี้ หยุนเช่อแทบหลั่งเหงื่อเย็นเยียบโทรมกาย

“ศิษย์น้องหยุน เป็นอะไรไป?” ชางเยว่พลันรู้สึกว่าร่างกายของหยุนเช่อสั่นสะท้านเล็กน้อยอย่างกะทันหัน หญิงสาวยกศีรษะขึ้นมองไปยังหยุนเช่อด้วยความกังวล

“ไม่…ไม่ มีอันใด เพียงแต่ลมแรงเกินไป ข้าร้สึกหนาวอยู่บ้าง” หยุนเช่อกล่าวตอบด้วยความคลุมเครือ “เช่นนั้น…เมื่อมีคนชื่นชอบในตัวนางถึงเพียงนี้ นางชื่นชอบผู้ใดบ้างหรือไม่ในเมื่อคุณสมบัติของเหล่าบุรุษที่หลงใหลคลั่งใคล้ในตัวนางต่างก็…” หยุนเช่อกลืนน้ำลาย “สูงส่งอย่างยิ่ง”

“ไม่” ชางเยว่สั่นศีรษะปฏิเสธเบาๆ “ข้าเคยได้ฟังมาว่าฉู่เยว่ฉานและน้องสาวของนางต่างเติบโตขึ้นมาในโลกนี้โดย ลำพังตั้งแต่เล็ก ขณะที่พวกนางยังเยาว์วัย นางได้รับอุปการะจากนายหญิงแห่งแดนศักดิ์สิทธิ์เมฆาเยือกแข็ง สตรีแดนศักดิ์สิทธิ์เมฆาเยือกแข็งทุกผู้คนล้วนแล้วแต่มีจิตใจราวน้ำแข็ง ทั้งไม่มีทางผูกสัมพันธ์ใดกับบุรุษ ฉู่เยว่ฉานล้วนเป็นเช่นเดียวกัน ยังมี นางดูไปคล้ายเกลียดชังต่อเหล่าบุรุษอย่างยิ่ง นางปฏิเสธเหล่าบุรุษที่ติดตามพัวพันนางอย่างไร้น้ำใจ บางครั้งดูไปคล้ายสามารถลงมือเข่นฆ่าผู้คน นอกจากนี้ ทั้งความแข็งแกร่งของระดับพลังฝีมือของนาง รวมถึงการมีแดนศักดิ์สิทธิ์เมฆาเยือกแข็งหนุนหลังอยู่ ย่อมไม่มีใครสามารถบีบบังคับนางได้ ดังนั้น ตลอดเวลาหลายปีที่ล่วงผ่าน ล้วนไม่มีผู้ใดสามารถสร้างความประทับใจแก่นางได้ ไม่มีบุรุษใดได้เคยมีโอกาสใกล้ชิดนางมาก่อนเลย”

“อ้อ” หยุนเช่อผงกศีรษะพร้อมทั้งถอนใจอย่างโล่งอก เขาแทบหลุดคำ “ขอบคุณสวรรค์” ออกมา “ท่านเพิ่งบอกว่านางมีน้องสาวหนึ่งคน?

“อืมม์ น้องสาวของนางนามว่าฉู่เยว่หลี่ นางมีศักดิ์เป็นหนึ่งในนางเซียนเมฆาเยือกแข็งอันดับห้า นางเองเป็นหนึ่งในนางงามน้ำแข็งเช่นกัน ทั้งสองถูกขนานนามว่า “สองสุดยอดฉู่เยว่” แต่ว่า นางเองเป็นเช่นเดียวกับฉู่เยว่ฉาน ไม่มีผู้ใดเคยได้รับรักจากนาง…ศิษย์น้องหยุน เหตุใดเจ้าพลันเอ่ยถึงฉู่เยว่ฉานขึ้นมาหรือว่าเจ้า…เคยได้พบกับนาง?” ทันทีที่นางเอ่ยขึ้นมา หญิงสาวกลับเอ่ยปากปฏิเสธด้วยตนเอง “ไม่น่าเป็นไปได้ ฉู่เยว่ฉานเก็บตัวอยู่แต่ในแดนศักดิ์สิทธิ์เมฆาเยือกแข็ง ทั้งยังมีคำร่ำลือว่า ทุกคราที่นางปรากฏกาย นางมักสวมใส่ผ้าคลุมหน้าอยู่ตลอดเวลา หรือว่าเจ้าไปได้ฟังคำร่ำลืออันใดเกี่ยวกับนางมา?

“อืม…จะ นับว่าอย่างนั้นก็ได้” หยุนเช่อตอบพร้อมกับจิตใจที่สั่นไหวดุจระลอกคลื่น…จะได้เคียงคู่กับหลานเส วี่ยหลอ เขาจะต้องเผชิญหน้ากับเฟินเจวี๋ยเฉิง แต่ถ้าชายหนุ่มอยากจะครอบครองฉู่เยว่ฉานโดยสมบูรณ์…ไอ้หยา! ไม่ต้องพูดถึงระดับของฉู่เยว่ฉาน แค่บุรุษฐานะสูงส่งจำนวนมากมายที่ตกอยู่ในห้วงรักของนางมากว่าครึ่งชีวิต ยังมิได้กระทั่งมองหน้าโฉมงามอันดับหนึ่งแห่งอาณาจักรวายุครามอย่างชัดๆ แต่กลับถูกลูบคมโดยเด็กหนุ่มรุ่นเยาว์ผู้หนึ่ง ถ้าบุรุษเหล่านั้นล่วงรู้ พวกมันไม่หยุดไล่ล่าสังหารเขาแน่ จะฉีกร่างเขาเป็นชิ้นๆ แล้วโยนให้สุนัขกินยังเรียกได้ว่าเบาไป

สายลมหวีดหวิว เคลื่อนผ่านหูชายหนุ่ม เมื่อมองลงมาจากด้านบน ผืนดินกว้างใหญ่เบื้องล่างพร่ามัวและกว้างขวางราวกับสวรรค์และโลกมนุษย์มา บรรจบกัน อินทรีหิมะยักษ์หยุดกระพือปีก มันเหินร่อนไปตามสายลม เคลื่อนไปด้านหน้าด้วยความเร็วดุจสายฟ้า

——————————————————

เทือกเขากระบี่สวรรค์ตั้งอยู่ภายในอาณาเขตของอาณาจักรวายุคราม ทว่ามิได้ตกอยู่ใต้การปกครองของราชวงศ์วายุคราม กลับกัน มันกลับตกอยู่ใต้การปกครองของหมู่บ้านกระบี่สวรรค์โดยสมบูรณ์ อาณาบริเวณนี้แรกเริ่มเป็นของอาณาจักรวายุคราม และถูกเรียกว่าเทือกเขาเมฆาสวรรค์ แต่ภายหลังจากหมู่บ้านกระบี่สวรรค์ขึ้นเป็นขุมอำนาจอันดับหนึ่งในอาณาจักร ราชวงศ์วายุครามได้มอบดินแดนนี้ให้พวกเขาเพื่อเอาใจ ดังนั้นหมู่บ้านกระบี่สวรรค์จึงเปลี่ยนชื่อเทือกเขาเมฆาสวรรค์ให้เป็นเทือก เขากระบี่สวรรค์

เทือกเขากระบี่สวรรค์แผ่อาณาบริเวณเป็น รัศมีกว่าสี่ร้อยกิโลเมตรจากทิศเหนือจรดทิศใต้ และห้าร้อยกิโลเมตรจากทิศตะวันออกจรดทิศตะวันตก ยอดเขาอันสูงที่สุดสูงถึงหลายพันเมตร และถูกตั้งชื่อว่า “ยอดเขากระบี่ทะลุฟ้า” ยังมียอดเขาที่สูงกว่าสามพันเมตรอยู่อีกกว่าหกยอด ไม่รวมเหล่าภูเขาลูกเตี้ยๆ อีกมากมาย

หมู่บ้านกระบี่สวรรค์ตั้งอยู่ ณ สถานที่แห่งนี้มาโดยตลอด เวลาหลายร้อยปีผ่านไปได้บังเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นทั่วเทือกเขากระบี่สวรรค์ เมื่อมองจากระยะไกล รัศมีคุกคามอันน่าหวั่นเกรงแผ่เข้าโจมตีประสาทการรับรู้ ราวกับทั้งเทือกเขาถูกรายล้อมไปด้วยคลื่นปราณกระบี่อันเย็นเยียบที่ทำให้ผู้ คนทำได้เพียงมอง มิอาจเข้าใกล้

“…หมู่บ้านกระบี่สวรรค์ ตั้งอยู่ภายในบริเวณยอดเขาหลัก และยอดเขาที่เหลือทั้งหก อาณาเขตของหมู่บ้านกว้างใหญ่ กินรัศมีมากกว่ายี่สิบห้ากิโลเมตร”

จากเบื้องบน อินทรีหิมะยักษ์เริ่มร่อนลงขณะที่ชางเยว่ชี้มือไปยังยอดเขาเบื้องหน้าที่สูง ชะลูดทะลุเข้าไปในหมู่เมฆขณะที่อธิบายกับหยุนเช่อ

“มากกว่ายี่สิบห้ากิโลเมตรยังเรียกว่าหมู่บ้านได้หรือนี่เป็นขนาดของเมืองขนาดเล็กเมืองหนึ่งแล้ว” หยุนเช่อกล่าวอย่างตื่นใจ

ชางเยว่กล่าวต่อ “อาณาเขตเทือกเขาทั้งหมดเป็นของหมู่บ้านกระบี่สวรรค์ ไม่มีผู้ใดสามารถล่วงล้ำเข้าสู่อาณาเขตเทือกเขาอันใหญ่โตนี้ได้หากไม่ได้รับ อนุญาต ภายในเทือกเขานี้เต็มไปด้วยสมบัติมากมายอันไร้ที่สิ้นสุดซุกซ่อนอยู่–หิน ล้ำค่า สมุนไพร อาณาเขตสัตว์อสูรที่จงใจหลงเหลือทิ้งไว้ ทั้งยังมีสนามฝึกซ้อมและสนามทดสอบมากมายที่ทั้งมีอยู่ตามธรรมชาติและถูก สร้างขึ้น แน่นอนว่ายังมีสถานที่ลึกลับที่ไม่มีผู้ใดล่วงรู้อีกเป็นแน่”

หยุนเช่อมิอาจกล่าวสิ่งใด ขุมความรู้และข้อมูลภายในของหมู่บ้านกระบี่สวรรค์กล่าวได้ว่ามากมายเหนือจินตนาการ

ขณะนี้เป็นเวลาเย็นแล้ว กำหนดการประลองจะเริ่มต้นขึ้นในวันรุ่งขึ้นยามบ่าย เมื่อคำนวณแล้วพวกเขาจะไปถึงได้ทันเวลา

“หัวหน้าหมู่บ้านกระบี่สวรรค์คนปัจจุบันมีนามว่าหลิงเยว่เฟิง ในปีนี้เขาอายุห้าสิบเอ็ดปี เป็นบุคคลอายุน้อยที่สุดที่บรรลุถึงระดับปราณจักรพรรดิในรอบสามร้อยปีนี้ ครั้งที่เขาอายุสี่สิบเจ็ดปีได้ทะลวงผ่านขั้นสูงที่สุดแห่งระดับปราณฟ้าและ ก้าวเข้าสู่ชั้นปราณจักรพรรดิ ทำให้ทั้งอาณาจักรวายุครามตกอยู่ในความโกลาหลครั้งใหญ่ พระบิดาของข้ายังกระทั่งไปเยือนเขาด้วยตนเองเพื่อแสดงความยินดี” ชางเยว่แลบลิ้นสีชมพูของนางอย่างขี้เล่นและกล่าวขึ้นอย่างตรงไปตรงมา “โอ้โฮ ชั้นปราณจักรพรรดิ! ข้าเคยได้ยินว่าทุกคนที่บรรลุถึงระดับนั้นจะถูกเรียกว่า ‘ราชัน’ ตลอดชีวิตของข้าคงมิอาจไปถึงระดับนั้นได้ และข้ายังได้ยินอีกว่าเหนือกว่านั้นยังมี ‘ทรราชย์’ แห่งชั้นปราณทรราชย์ และ ‘จอมราชัน’ แห่งชั้นปราณราชันจักรพรรดิ ความรู้สึกของการบรรลุถึงระดับนั้นช่างยากเกินจินตนาการจริงๆ”

“ห้าสิบเอ็ดปี?” หยุนเช่อแสดงท่าทีสงสัย “ข้าจำได้ว่านายน้อยแห่งหมู่บ้านกระบี่สวรรค์–หลิงหยุน มีอายุเพียงยี่สิบปี บุตรชายคนรอง–หลิงเจี่ย มีอายุเพียงสิบห้าปี…โอ้ ป่านนี้น่าจะอายุสิบหกปีแล้ว แปลว่าหลิงเยว่เฟิงมีบุตรคนแรกตอนอายุสามสิบเอ็ดปีหรือว่าก่อนหลิงหยุนยังมีพี่ชายคนอื่นอีก?

“หลิงเยว่เฟิง มีบุตรคนแรกตอนอายุสามสิบเอ็ดปีจริงๆ ซึ่งก็คือหลิงหยุน เขาแต่งงานกับนายหญิงแห่งหมู่บ้านกระบี่สวรรค์คนปัจจุบันตอนอายุสามสิบปี และมิใช่ว่าเขาจะคลั่งไคล้การฝึกยุทธ์จนไม่สนใจเรื่องการแต่งงาน แต่ว่าเป็นเพราะ… ลองเดาดูซิ” น้ำเสียงของชางเยว่แปรเปลี่ยนไป คิ้วเรียวงดงามของนางยกขึ้นสูงพร้อมกับที่หญิงสาวมองชายหนุ่มยิ้มๆ

หยุนเช่อบ่นงึมงำแผ่วเบา “หรือจะเป็นเพราะ…ฉู่เยว่ฉาน?

“ฮี่ ฮี่ ฉลาดจริงๆ!” ริมฝีปากของชางเยว่โค้งขึ้น หญิงสาวหัวเราะคิกคักพลางกล่าวว่า “ข้าได้ยินมาจากพระบิดาว่าหลิงเยว่เฟิงมิเพียงเปี่ยมด้วยพรสวรรค์น่าตกตะลึง และได้รับเลือกเป็นการภายในโดยผู้นำหมู่บ้านกระบี่สวรรค์ตั้งแต่อายุได้สิบ แปดปี เขายังหล่อเหลางามสง่าอย่างยิ่ง รูปโฉมประดุจหยก อุปนิสัยทั้งทรงภูมิทั้งยอดเยี่ยมไร้ที่ติ ไม่มีร่องรอยของความเย่อหยิ่งอวดดีหรือบงการต่อผู้คนดังที่เหล่าบุตรหลาน ตระกูลใหญ่ทั้งหลายควรมีแม้แต่น้อย สามารถเรียกได้ว่าเขาเป็นบุรุษอันสมบูรณ์แบบ หญิงสาวเยาว์วัยมากมายล้วนหลงใหลคลั่งใคล้ในตัวเขา บางคนถึงกับสาบานไม่แต่งงานจนชั่วชีวิตหากไม่สามารถแต่งให้แก่ชายผู้นี้ ทว่าในปีที่มันอายุได้ยี่สิบปี มันกลับได้พบพานฉู่เยว่ฉานในวัยสิบห้า นับจากนั้นเป็นต้นมา มันตกหลุมรักต่อนางอย่างลึกซึ้ง มันเดินทางไปเยือนแดนศักดิ์สิทธิ์เมฆาเยือกแข็งถึงเจ็ดครั้งในรอบสิบปีเพียง เพื่อต้องการยลโฉมฉู่เยว่ฉานเพียงแวบเดียว เพียงเพื่อฉู่เยว่ฉาน มันถึงกับยินยอมลดตัวเป็นเพียงกรวดทรายใต้ฝ่าเท้า ถึงกับยอมถูกดูหมิ่นโดยผู้รับใช้ต่ำชั้นที่สุดในแดนศักดิ์สิทธิ์เมฆาเยือก แข็งด้วยซ้ำ…”

“พบทะเลครามแม่น้ำไร้ความหมาย ยลเมฆาใดไม่เทียมเทียบอู่ซาน ได้พบพานสตรีงดงามถึงขั้นนั้น บางครามิใช่วาสนาหากเป็นมหันตภัย หลิงเยว่เฟิงผู้นี้ เพียงเรื่องนี้ สามารถนับได้ว่าเป็นผู้งมงายในรักคนหนึ่ง” หยุนเช่อทอดถอนใจอย่างเปี่ยมอารมณ์ความรู้สึก หากทว่าภายในใจลอบก่นด่าอย่างหนักหน่วง…หลิงเยว่เฟิง เจ้าเฒ่าอายุห้าสิบเอ็ดปี นางเซียนน้อยของข้าเมื่อก่อนไม่เคยสนใจเจ้า ตอนนี้ยิ่งไม่มีทางเหลือบแล!

“ฉู่เยว่ฉานไม่เพียงไม่เคยเปิดโอกาสให้แก่มัน นางไม่ยอมแม้แต่จะพบหน้ามันแม้เพียงครั้งเดียว หลังการดื้อรั้นดึงดันกว่าสิบปี มิทราบว่ามันเองท้อแท้ทอดอาลัย หรือจำใจต้องกลับไปยังหมู่บ้านกระบี่สวรรค์เพื่อรับสืบทอดตำแหน่งผู้นำ หากทว่ามันได้เข้าพิธีสมรสและกำเนิดทายาทให้แก่หมู่บ้านกระบี่สวรรค์ รับตำแหน่งผู้นำหมู่บ้าน และไม่ไปเยือนแดนศักดิ์สิทธิ์เมฆาเยือกแข็งอีกเลย”

ขณะที่ทั้งสองสนทนากัน อินทรีหิมะยักษ์ได้เริ่มลดระดับลง ปรากฏทางเข้าใหญ่ของหมู่บานกระบี่สวรรค์ขึ้นอย่างเลือนรางภายในกรอบสายตาของ พวกมัน “ดูสิ พวกเราใกล้ถึงแล้ว ท่านเจ้าวังฉินและหยวนป้ายังรั้งท้ายอยู่ พวกเราสมควรรอคอยพวกมันก่อนจะลงไปเบื้องล่างพร้อม ๆ กัน”

ณ ทางเข้าหลักของหมู่บ้านกระบี่สวรรค์ เทือกเขากระบี่สวรรค์

กลุ่มบุคคลทั้งเจ็ดเคลื่อนที่ไปเบื้องหน้าพร้อมๆ กัน สามชราสี่เยาว์วัยปีนป่ายขั้นบันไดหินเพื่อขึ้นสู่ด้านหน้าประตูทางเข้าหลัก ท่ามกลางกลุ่มผู้เยาว์ทั้งสี่ ที่อาวุโสมากที่สุดดูคล้ายอายุได้ยี่สิบสี่ปี ขณะที่เยาว์วัยที่สุดอายุได้สิบแปดสิบเก้าปี แม้ว่าทั้งหมดดูไปยังเยาว์วัยอยู่บ้าง หากพลังปราณที่รายล้อมรอบตัวของทั้งสี่กลับหนาแน่นอย่างน่าตื่นตะลึง คลื่นพลังที่เปล่งออกทางหว่างคิ้วของทั้งหมดเข้มข้นอย่างถึงที่สุด เพียงพอในการสร้างความละอายแก่ใจต่อเหล่าผู้เยาว์รุ่นเดียวกันส่วนใหญ่ที่ ได้พบพานพวกมันต้องสำนึกถึงความต้อยต่ำของตนเอง ผู้ชราที่ร่วมขบวนทั้งสาม สองในสามอายุราวห้าสิบปี อีกหนึ่งในนั้นมีผมเผ้าหนวดเคราขาวโพลน ดูภายนอกคล้ายอายุได้เจ็ดสิบถึงแปดสิบปี หากแต่ใบหน้าล้วนปราศจากริ้วรอยแห่งวัย ดวงตาทั้งคู่นิ่งสงบเยือกเย็นราวน้ำแข็ง ไม่บ่งบอกถึงอาวุโสสูงยิ่งของเจ้าของเลยแม้แต่น้อย

“ท่านแขกผู้มีเกียรติทั้งเจ็ด เชิญเข้า” ศิษย์หมู่บ้านกระบี่สวรรค์ที่อารักขาทางเข้าหมู่บ้านสืบเท้าเข้าหาก่อนจะ กล่าวด้วยความนอบน้อม “ขอเรียนถามท่านแขกผู้มีเกียรติทั้งเจ็ดมาเข้าร่วมงานประลองใช่หรือไม่ขอท่านผู้มีเกียรติโปรดแสดงเทียบเชิญและบัตรผ่านของท่านด้วย”

“ได้โปรดตรวจทานดู” ชายวัยกลางคนส่งเทียบเชิญและรายนามผู้เข้าร่วมก่อนจะกล่าวอย่างแผ่วเบา

ศิษย์หมู่บานกระบี่สวรรค์ยื่นมือรับเทียบเชิญที่ถูกเสนอมาพร้อมรายชื่อ ก่อนจะเหลือบสายตามองคร่าวๆ รอบหนึ่ง จากนั้น สายตาของมันแปรเปลี่ยนเป็นยิ่งเคารพนบนอบกว่าเดิม “ที่แท้คือท่านแขกผู้ทรงเกียรติจากพรรคตระกูลเซี่ยว ได้โปรดอภัยในความไร้มารยาทของข้า เชิญเข้า ตัวหมู่บ้านอยู่ห่างจากที่นี้ไปอีกห้ากิโลเมตร…”

หลังจบคำ มันส่งคืนเทียบเชิญและรายชื่อกลับให้แก่คณะบุคคลทั้งเจ็ดก่อนหลีกทางไปด้าน ข้าง ผู้นำขบวนผงกศีรษะรับเล็กน้อยก่อนนำผู้ติดตามทั้งหกผ่านเข้าประตู

หลังทั้งเจ็ดคนผ่านพ้น ศิษย์หมู่บ้านกระบี่สวรรค์รีบกล่าวต่อผู้คนที่เบื้องหลัง “จื้อโหมว รีบไปรายงานท่านประมุขว่าคนจากพรรคตระกูลเซี่ยวมาถึง ผู้นำพรรคตระกูลเซี่ยว-เซี่ยวเจวี๋ยเทียนนำผู้ติดตามทั้งหกมาด้วยตนเอง ที่มาพร้อมกับมันคือหัวหน้าผู้อาวุโสลำดับหนึ่งฝ่ายกระบี่เซี่ยวป๋อหยุนและ หัวหน้าหอโอสถเซี่ยวอู๋จี้ เซี่ยวกวงหยูผู้รั้งตำแหน่งลำดับสามในการประลองคราวที่แล้วก็มาด้วย สามคนที่จะเข้าร่วมการประลองคือบุตรชายคนที่สามของเซี่ยวเจวี๋ยเทียน –เซี่ยวกวงเหล่ย ยังมีบุตรชายคนสุดท้องของเซี่ยวป๋อหยุนนามเซี่ยวเจิ้น และหลานชายคนโตของเซี่ยวอู๋จี้นามเซี่ยวหนาน ไป!”

“ขอรับ” ศิษย์หมู่บ้านกระบี่สวรรค์นาม “จื้อโหมว” กล่าวตอบอย่างรวบรัด ก่อนจะถอยกายไปอย่างรวดเร็วเข้าสู่มุมสงบมุมหนึ่งเพื่อนำส่งข้อมูลทั้งหมดไปยังหมู่บ้านกระบี่สวรรค์ผ่านทางยันต์สื่อสาร