0 Views

 “พวกเราต้องสิ้นเปลืองความพยายามอีกครั้งในการจัดการประลองระหว่างเหล่าศิษย์วังยุทธ์ การเลือกศิษย์วังยุทธ์ลำดับสี่และห้ามาแทนย่อมไม่มีปัญหา ทว่ากระบวนการในการตามหาและเตรียมพร้อมเดินทางสำหรับพวกมันสมควรต้องใช้เวลาอยู๋บ้าง” ฉินอู๋โหย่วกล่าววาจาด้วยท่าทางอับจนปัญญาอยู่บ้าง

ทันใดนั้นเอง หยุนเช่อกล่าวออกมาว่า “ท่านเจ้าวังฉิน ศิษย์พี่หญิงกล่าวว่าการจัดอันดับความแข็งแกร่งจากงานประลองวายุครามนับจากอันดับสูงสุดที่ศิษย์ในกลุ่มสามารถทำได้ มิใช่ระดับความเข้มแข็งโดยเฉลี่ยของศิษย์ทุกคนในกลุ่ม จริงหรือไม่?

ฉินอู่ซางผงกศีรษะ “เป็นเช่นนั้นจริง ยกตัวอย่างเช่น พรรคหนึ่งมีศิษย์คนหนึ่งได้อันดับแรก แต่ศิษย์ที่เหลืออีกสองคนไม่ติดอันดับหนึ่งในร้อย ส่วนอีกพรรคหนึ่งศิษย์ทั้งสามคนได้อันดับสอง สาม และสี่ พรรคแรกยังคงถูกนับว่าได้อันดับที่หนึ่ง ส่วนพรรคหลังจะได้อันดับที่สอง นี่เป็นเพราะการสามารถบ่มเพาะศิษย์สำนักตนให้เป็นยอดยุทธ์อันดับหนึ่งนั้นถือเป็นสัญลักษณ์อันสำคัญของอำนาจ”

หยุนเช่อยกยิ้ม ก่อนจะกล่าวออกอย่างเย่อหยิ่ง “เช่นนั้น ให้ข้าเป็นตัวแทนเพียงหนึ่งเดียวของราชวงศ์วายุครามไปประลองในครั้งนี้ มิใช่เพียงพอแล้วหรือแม้ว่าเฟินเจวี๋ยเฉิน เฟิงปู้ฝาน และฟางเฟยหลงจะมิได้อ่อนด้อย แต่ข้ามั่นใจว่าอันดับของพวกมันไม่มีทางสูงไปกว่าข้าอย่างแน่นอน ศิษย์คนอื่นๆ ในวังยุทธ์วายุครามก็ไม่มีผู้ใดเหนือกว่าข้าเช่นกัน เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ไม่มีเหตุผลที่ต้องเสียเวลากับการสรรหาศิษย์ผู้อื่นแล้ว”

“เรื่องนี้… สิ่งที่เจ้าพูดล้วนถูกต้อง แต่อย่างไรการได้เข้าร่วมการประลองยุทธ์จัดอันดับวายุครามนั้นเป็นโอกาสอันหายาก ไม่ว่าจะได้อันดับที่เท่าใด การได้เข้าร่วมชมการประลองด้วยตนเองถือเป็นรางวัลอันล้ำค่าต่อผู้ฝึกยุทธ์รุ่นเยาว์ทุกคน พวกเราย่อมมิอาจทิ้งโอกาสนี้ไปโดยเสียเปล่าได้” ฉินอู๋โหย่วกล่าวตอบ

“ข้าเข้าใจดี” หยุนเช่อกล่าว “หากมีเวลาเพียงพอ พวกเราย่อมสามารถคัดเลือกศิษย์อีกสองคนเพื่อเข้าร่วมการประลองได้ แต่บัดนี้เหลือเวลาเพียงสองวันก่อนจะเริ่มการประลอง ถึงพวกเราออกเดินทางตอนนี้ก็ยังนับว่ากระชั้นชิด ถ้าต้องเลือกศิษย์อีกสองคนและเตรียมการให้พวกเขา พวกเราอาจไม่มีเวลาเพียงพอ และหากมีเหตุผิดพลาดเกิดขึ้นระหว่างเดินทาง อาจทำให้พวกเรามิอาจไปถึงหมู่บ้านกระบี่สวรรค์ได้ทันเวลา ทุกสิ่งอาจกลายเป็นเสียเปล่าได้”

“เรื่องนี้…” ฉินอู๋ซางมิอาจโต้แย้งคำกล่าวของหยุนเช่อได้

หยุนเช่อหันไปถามเซี่ยหยวนป้า “หยวนป้า เจ้าอยากไปดูการประลองไหม?

“อ๋าอยาก…อยากไปอย่างแน่นอน!” เซี่ยหยวนป้าผงกศีรษะตอบถี่รัวราวกับลูกเจี๊ยบก้มจิกเมล็ดข้าว “ตอนข้ายังเด็ก ข้าเคยได้ยินท่านลุงซีคงกล่าวถึงการประลองนี้ ท่านลุงบอกว่าเหล่ายอดอัจฉริยะรุ่นเยาว์ล้วนไปรวมตัวกันอยู่ที่นั่น การได้เข้าร่วมชมการประลองด้วยตนเองถือเป็นโอกาสอันอาจหาได้ครั้งเดียวในชีวิต ข้าจึงใฝ่ฝันอยากไปร่วมชมการประลองดูสักครั้ง”

แต่เมื่อกล่าวถึงจุดนี้ สีหน้าของเด็กหนุ่มกลับหม่นหมองลง “แต่ข้าไม่มีคุณสมบัติได้ไปยังสถานที่เช่นนั้น ข้าอยู่เพียงระดับลมปราณแรกเริ่ม ครั้งที่ยังอยู่เมืองเมฆาล่องข้ามิได้วิตกอันใด แต่ข้าเพิ่งรู้ตัวหลังจากมาถึงวังยุทธ์วายุครามว่าตัวข้าที่มีพลังปราณอ่อนด้อยไม่มีกระทั่งคุณสมบัติจะถูพื้นทำความสะอาดที่นี่ เรื่องการได้ไปชมการประลอง ข้ามิอาจฝันเกินเลยถึงเรื่องนั้นไปตลอดชีวิต พี่เขย ท่านต้องพยายามให้เต็มที่และได้อันดับที่ดีในการประลอง เมื่อท่านกลับมา ท่านค่อยมาเล่าให้ข้าฟังว่าเกิดอะไรขึ้นที่นั่นบ้าง”

“ไม่! ขอปฏิเสธ ข้าขี้เกียจเล่าให้เจ้าฟัง” หยุนเช่อตอบด้วยรอยยิ้ม

“อ๋า…” เซี่ยหยวนป้าเกาศีรษะ

“ถ้าเจ้าอยากรู้ว่างานประลองยุทธ์เป็นอย่างไร เจ้าต้องไปดูด้วยตาตนเอง” หลังจากกล่าวจบหยุนเช่อหันไปพูดกับฉินอู๋ซาง “ท่านเจ้าวังฉิน ข้ามีคำขออันเห็นแก่ตัวข้อหนึ่ง หวังว่าท่านเจ้าวังจะอนุญาต ในเมื่อการคัดเลือกศิษย์เข้าร่วมการประลองอีกครั้งรังแต่จะทำให้เราเสียเวลา ในเมื่อเหลือที่ว่าง เช่นนั้นพาหยวนป้าไปด้วยเป็นอย่างไร?

หยุนเช่อกล่าวไปได้ครึ่งหนึ่ง ฉินอู๋ซางก็กระจ่างแจ้งถึงสิ่งที่ชายหนุ่มต้องการและทำได้เพียงฝืนยิ้มตอบ “สิ่งนี้ทำให้ข้าลำบากใจอยู่บ้าง เรื่องราวเช่นนี้…ข้าไม่เคยได้ยินมาก่อน”

การพาศิษย์ที่อยู่เพียงระดับลมปราณแรกเริ่มเข้าร่วมการประลอง จะยิ่ง “เป็นจุดเด่น” ยิ่งกว่าการนำเฟิงปู้ฝานและฟางเฟยหลงที่พิการไปเสียอีก

เรื่องนี้จะสมควรได้อย่างไรจะยิ่งทำให้เกิดความปั่นป่วนขึ้นเสียมากกว่า หากกล่าวตรงๆ การพาศิษย์ระดับลมปราณแรกเริ่มไปเข้าร่วมการประลองร่วมกับเหล่าศิษย์อันสูงส่งเยี่ยมยุทธ์จากสำนักอื่น ย่อมทำให้ระดับของการประลองถูกฉุดให้ต่ำลงมาด้วย วังยุทธ์วายุครามอาจถูกเยาะเย้ยถากถางจากทั่วทุกสารทิศก่อนการประลองจะเริ่มเสียด้วยซ้ำ กระทั่งราชวงศ์วายุครามยังอาจถูกดึงเข้ามาร่วมการดูหมิ่นไปด้วย

แต่ชางเยว่มีหรือจะสนใจ เมื่อหญิงสาวได้พบกับหยุนเช่อที่นางคิดว่า “สูญเสียไปและได้กลับคืนมา” ดวงใจของหญิงสาวคิดแต่เรื่องของชายหนุ่มโดยสมบูรณ์ หลังจากต้องข่มกลั้นอารมณ์ความรู้สึก สูญเสียความหวังทั้งมวล ก่อนที่จิตใจจะกลับมาเต็มตื้นด้วยความสุขเปี่ยมล้นอย่างอัศจรรย์ ฐานะราชธิดาขององค์จักรพรรดิคือสิ่งใด…การประลองยุทธ์คือสิ่งใดทุกสิ่งล้วนถูกโยนทิ้งไปหลังการปรากฏตัวขึ้นของหยุนเช่อ ไม่ว่าหยุนเช่อจะพูดอันใด สิ่งนั้นล้วนถูกต้องสมควร “เจ้าวังฉิน ศิษย์น้องหยุนกล่าวถูกต้องแล้ว แม้การพาหยวนป้าไปอาจดูไม่สมควรอยู่บ้าง แต่ท่านเองก็เห็นความแข็งแกร่งของศิษย์น้องหยุนแล้ว เขากระทั่งเอาชนะเฟินเจวี๋ยเฉินได้โดยง่าย ดังนั้นเขาจะต้องได้รับอันดับที่ดีอย่างยิ่งในการประลอง และเป็นหน้าเป็นตาของราชวงศ์อย่างแน่นอน คำขอของศิษย์น้องหยุนข้อนี้ มิได้ไร้เหตุผลเลยแม้แต่น้อย”

เมื่อองค์หญิงแขครามได้ออกปากด้วยพระโอษฐ์อันสูงส่งของนางเองแล้ว ฉินอู๋ซางย่อมมิอาจโต้แย้งได้ ทำได้เพียงหัวเราะฝืดเฝื่อน “ตกลง เมื่อองค์หญิงรู้สึกเช่นนี้ พวกเราจะไม่คัดเลือกศิษย์คนอื่น และจะพาหยวนป้าไปด้วย”

ระหว่างที่กล่าวออก ฉินอู๋ซางได้แต่รำพึงรำพันในใจ….บัดซบ! นี่มันเรื่องห่าเหวอะไรกัน! การประลองยุทธ์วายุครามเป็นเรื่องสำคัญและจริงจัง ในศิษย์ที่ได้เลือกไว้สามคน สองคนพิการในพริบตา อีกคนจากไปแล้ว…ที่ได้มาแทนคือบุคคลอันแข็งแกร่งจนเหนือความคาดหมายของทุกคนผู้หนึ่ง กับบุคคลอ่อนแอทำอันใดมิได้อีกหนึ่งคน… เรื่องใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงราชวงศ์ได้กลายเป็นยุ่งเหยิงวุ่นวายดุจเรื่องเด็กเล่น…แต่ช่างเถอะ…ทำเช่นนี้ก็แล้วกัน

“แต่ว่า หยุนเช่อ ข้าเองก็มีคำขอสองข้อเป็นข้อแลกเปลี่ยนเช่นกัน” ฉินอู๋ซางกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “ข้อแรก หยวนป้าจะไปก็ได้ แต่ไปได้เพียงในสถานะของผู้ติดตามเหมือนพวกข้า มิใช่ในสถานะผู้เข้าร่วมการประลอง”

“ตกลง” หยุนเช่อผงกศีรษะ ที่ชายหนุ่มต้องการคือเติมเต็มความฝันของเซี่ยหยวนป้าที่ต้องการได้เห็นงานประลองยุทธ์ซักครั้งในชีวิต ส่วนการอนุญาตเด็กหนุ่มเข้าร่วมประลอง แม้ตัวเซี่ยหยวนป้าจะต้องการเข้าร่วม หยุนเช่อล้วนไม่มีทางอนุญาตอย่างแน่นอน เนื่องเพราะเซี่ยหยวนป้ายังคงอ่อนแอจนเกินไปในการเข้าร่วมงานประลองนี้ หากคู่ต่อสู้เพียงมีเจตนาร้ายแม้เพียงนิด หยวนป้าอาจถูกทำร้ายจนสาหัส

“เรื่องที่สอง” ฉินอู่ซางจับจ้องไปทางหยุนเช่อตรงๆ ก่อนกล่าววาจาด้วยท่าทางเคร่งเครียดจริงจัง “ข้าหวังว่าลำดับที่เจ้าทำได้ในการประลองยุทธ์รายบุคคล….จะสามารถขึ้นไปสู่หนึ่งในร้อยลำดับแรก! ฟังให้ดี มันคืออันดับรายบุคคล มิใช่อันดับของสำนัก!”

“อ๊ะ!” ก่อนหยุนเช่อจะทันตอบคำ ชางเยว่ก็ส่งเสียงร้องขึ้นอย่างตกใจ

ในการประลองยุทธ์คราก่อน ราชวงศ์วายุครามได้อันดับที่สองร้อยสามสิบสำหรับอันดับสำนัก ทว่าอยู่เพียงอันดับที่ห้าร้อยสามสิบเจ็ดในอันดับรายบุคคล! หากเป็นสำนักอื่นได้อันดับเช่นนี้ สามารถกล่าวได้ว่าเป็นเกียรติอย่างมากและเพียงพอจะเรียกได้ว่าเป็นผู้ยิ่งใหญ่ ทว่าสำหรับราชวงศ์อันมีฐานะเพียงพอจะพลิกฟ้าตลบสวรรค์แล้ว การได้อันดับเพียงเท่านี้ถือว่าน่าเยาะหยันเป็นอย่างยิ่ง… อีกทั้งราชวงศ์ยังมีอันดับที่หดหู่เช่นนี้มาโดยตลอด

อย่าว่าแต่อันดับรายบุคคลเลย กระทั่งการเข้าร่วมอันดับสำนักหนึ่งร้อยอันดับแรกเป็นสิ่งที่องค์จักรพรรดิวายุครามใฝ่ฝันถึงมาโดยตลอด แต่ไม่เคยเกิดขึ้นได้จริง ในครานี้ฉินอู๋ซางกลับพูดว่าต้องการให้หยุนเช่อติดอยู่ในอันดับรายบุคคลหนึ่งร้อยอันดับแรก!!

กล่าวคือ ท่ามกลางเหล่าอัจฉริยะในหมู่อัจฉริยะอายุต่ำกว่ายี่สิบปีทั่วหล้า ชายหนุ่มต้องฝ่าฟันเข้าสู่หนึ่งร้อยอันดับแรก!

และการสามารถขึ้นสู่ร้อยอันดับแรก ทั้งหนึ่งร้อยคนต่างไม่มีผู้ใดมิใช่ยอดยุทธ์ในหมู่ยอดยุทธ์ ทั้งหมดต่างเป็นที่รู้จักและมีเกียรติภูมิสูงส่งสะเทือนไปทั่วทั้งสี่ทะเลในอนาคต

และหากหยุนเช่อสามารถเข้าสู่ร้อยอันดับแรกในการประลองยุทธ์รายบุคคลได้ เช่นนั้น ลำดับของราชวงศ์วายุครามในการจัดอันดับสำนักคงไม่หยุดอยู่ที่ร้อยอันดับแรกเพียงเท่านั้น มีความเป็นไปได้อย่างสูงยิ่งที่มันจะสามารถขึ้นสู่ห้าสิบอันดับแรกได้ในทันที! ราชวงศ์วายุครามจะสามารถลบล้างคำสบประมาททั้งหมดและทำให้ผู้คนต้องเลิกคิ้วสูงด้วยความประหลาดใจ

ที่ฉินอู่ซางชี้นำเรื่องนี้ต่อหยุนเช่อ แน่นอนว่ามันมิได้จงใจพยายามสร้างความลำบากหรือบีบบังคับอันใดต่อชายหนุ่ม หยุนเช่อสามารถโค่นล้มเฟิงปู้ฝานและฟางเฟยหลงให้พ่ายแพ้ย่อยยับได้ในพริบตา สร้างความตกตะลึงแก่ฉินอู่ซางอย่างยิ่งยวด ทั้งหยุนเช่อยังแสดงความสามารถโดดเด่นโดยการปะทะกับเฟินเจวี๋ยเฉิน นี่ยิ่งสร้างความแตกตื่นตะลึงลานแก่ฉินอู่ซางยิ่งกว่า ฉินอู่ซางเองเคยได้เข้าร่วมเป็นพยานในการประลองยุทธ์วายุครามในสองครั้งหลัง และเข้าใจเป็นอันดีถึงระดับความแข็งแกร่งในการประลองยุทธ์วายุคราม จากการสังเกตุความเข้มแข็งที่หยุนเช่อแสดงออกมา การเข้าสู่ร้อยอันดับแรกของการประลองยุทธ์วายุครามมิใช่เป็นไปไม่ได้!

“ตกลง!” หยุนเช่อผงกศีรษะตกลงในทันทีโดยไม่เสียเวลาครุ่นคิด “ข้าจะไม่ทำให้ท่านเจ้าวังฉินต้องผิดหวัง”

“อืมม์” ฉินอู่ซางผงกศีรษะด้วยความกระตือรือร้น

“หยวนป้า เจ้าได้ยินหรือไม่เจ้าสามารถไปร่วมชมการประลองกับพวกเราได้ …. รีบขอบคุณท่านเจ้าวังฉินกับศิษย์พี่หญิงเสวี่ยหลอเร็วเข้า” หยุนเช่อกล่าวยิ้มๆ กับเซี่ยหยวนป้า

การสนทนานี้ทำให้เซี่ยหยวนป้าตื่นเต้นยินดีจนทำสิ่งใดไม่ถูกมาเนิ่นนานแล้ว เด็กหนุ่มตื่นเต้นตะลึงงันจนมิอาจแยกแยะซ้ายขวา การพูดการจายิ่งตะกุกตะกัก “ขอบคุณท่านเจ้าวังฉิน…ขอบคุณศิษย์พี่หญิงเสวี่ยหลอ ข้า ข้า ข้า…ข้าไปร่วม..งานประ…ประลองยุทธ์ได้จริงหรือ?

“ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า” อาการของเซี่ยหยวนป้าทำให้ฉินอู๋ซางหัวเราะออกมา มันกวักมือเรียกเซี่ยหยวนป้า “หยวนป้า มานั่งกับข้าที่อินทรีหิมะนี่ พวกเราจะออกเดินทางแล้ว”

“อ๋า? ตกลง…ตกลง ตกลง ตกลง ตกลง!” เซี่ยหยวนป้าผงกหัวรับไม่หยุด ก่อนจะเดินคู่กับฉินอู๋ซางไปทางอินทรีหิมะตัวที่ใหญ่ที่สุด…ด้วยขนาดร่างกายของเด็กหนุ่ม การไม่เลือกอินทรีตัวใหญ่ที่สุดคงเป็นเรื่องผิดมหันต์

“ศิษย์น้องหยุน ไปกันเถิด…หิมะน้อย ออกเดินทางได้”

หยุนเช่อและชางเยว่ขึ้นนั่งบนอินทรีหิมะอีกตัว ก่อนที่อินทรีหิมะทั้งคู่จะเหินขึ้นไปบนอากาศ ไม่นานจากนั้นร่างของอินทรีทั้งสองก็จางหายไปกับเส้นขอบฟ้า

อินทรีหิมะยักษ์บินร่อนอยู่บนสายลม ก่อนจะเหินขึ้นบนความสูงกว่าหลายพันเมตรอย่างฉับไว ความเร็วของมันนั้นรวดเร็วถึงขีดสุด ทว่ากลับบินได้อย่างมั่นคงนุ่มนวลเป็นอย่างยิ่ง ความเร็วของอินทรีหิมะยักษ์ทั้งสองแตกต่างกันมาก ดังนั้นเพียงไม่นานก็ทิ้งระยะห่างกันไกล มิอาจมองเห็นกันได้อีก

“ศิษย์น้องหยุน…”

ชางเยว่ที่ข่มกลั้นอารมณ์ความรู้สึกอย่างยากเย็นยามมีผู้อื่นอยู่ด้วย บัดนี้เรียกขานชื่อของหยุนเช่อพร้อมกับโอบกอดไว้อย่างแนบแน่น หญิงสาวโอบรัดชายหนุ่มอย่างแน่นหนาไม่ปล่อยเป็นเวลานาน

“ขออภัย ศิษย์พี่หญิง ท่านต้องกังวลใจเกี่ยวกับข้าอีกแล้ว” หยุนเช่อกอดรัดร่างกายอันบอบบางนุ่มนวลของหญิงสาวก่อนจะกล่าวอย่างอ่อนโยน

“ไม่ นี่เป็นความผิดของข้าเอง เป็นข้าเองที่ไม่ครุ่นคิดให้ถี่ถ้วน ข้าสมควรเชื่อมั่น…เชื่อมั่นว่าจะไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นกับเจ้า” หลานเสวี่ยหลอปิดเปลือกตาของนางลงพร้อมทั้งกล่าวอย่างแผ่วเบา หญิงสาวซึมซับช่วงเวลาอันอ่อนโยนนี้อย่างเงียบงัน

“ศิษย์พี่หญิง…”

อินทรีหิมะยักษ์กู่ร้องพร้อมท้้งเร่งระดับความเร็วยิ่งขึ้น ทั้งหมดออกจากอาณาเขตของนครหลวงวายุครามโดยไม่รู้ตัว

นี่คือครั้งที่สองที่ทั้งคู่ขับขี่บนหลังของอินทรีหิมะยักษ์ คราแรก การเดินทางครั้งนั้นส่งผลให้สองหนุ่มสาวได้พบกับการทดสอบและความยากลำบากร่วมกัน ชางเยว่ก่อกำเนิดความรู้สึกพิเศษต่อชายหนุ่มในครานั้น ทีละเล็กทีละน้อย การอยู่ร่วมกันของทั้งสองกลับกลายเป็นการยึดมั่นที่หญิงสาวมีต่อชายหนุ่มจนมิอาจปล่อยมือได้ในท้ายที่สุด

ชางเยว่แอบอิงกับอ้อมอกของหยุนเช่อก่อนกล่าวคำด้วยความสงบสุข “ศิษย์น้องหยุน ความสัมพันธ์ระหว่างเจ้ากับหยวนป้าช่างดีจริงๆ ทันทีที่มันได้ยินสิ่งที่เกิดขึ้นกับเจ้า มันร้องไห้ราวกับทารก เมื่อมันถูกรังแก เจ้าถึงกับโกรธเกรี้ยวถึงเพียงนั้น…เจ้าทั้งสองไม่ได้มีสายเลือดเกี่ยวพันกันด้วยซ้ำ ทว่ายังคงผูกพันกันถึงเพียงนี้ แต่พวกพี่ชายของข้าทั้งหมด…”

หยุนเช่อค่อยๆ เงยศีรษะขึ้นก่อนจะกล่าวตอบด้วยอารมณ์ความรู้สึกอันอ่อนไหว “หยวนป้าและข้าได้เติบโตขึ้นมาด้วยกันตั้งแต่ยังเยาว์ ยามมันยังเป็นทารก ร่างกายของมันมิได้ใหญ่โตบึกบึนถึงเพียงนี้ กลับกัน มันทั้งอ่อนแอบอบบาง ในอดีต เมื่อใดก็ตามที่มันถูกรังแก ข้าต้องเข้าไปช่วยมันทุกครั้ง จากนั้น เมื่อร่างกายของมันพลันเติบโตอย่างฉับพลัน และข้าค้นพบว่าตนเองมีเส้นชีพจรลมปราณที่พิกลพิการ ไม่ว่าผู้ใดทั้งภายในและภายนอกตระกูลของข้าล้วนดูหมิ่นดูแคลนและกลั่นแกล้งรังแกต่อข้า ในยามนั้น เป็นหยวนป้าที่ปกป้องข้า กระทั่งความสัมพันธ์ของมันและเพื่อนเล่นทุกคนที่เยาะเย้ยและกลั่นแกล้งข้าล้วนย่ำแย่ลงอย่างยิ่ง…ในสายตาของข้า นอกเหนือจากท่านปู่และอาหญิงเล็กแล้ว มันเพียงเป็นญาติสนิทเพียงหนึ่งเดียว…ตอนนี้เมื่อข้ามีพลังพอที่จะปกป้องคุ้มครองมัน ไม่ว่าใครกล้ากลั่นแกล้งรังแกมัน ข้าย่อมต้องให้พวกมันจ่ายค่าตอบแทนกลับมาอีกหลายเท่า”

“เขาจะเป็นบุคคลในครอบครัวเพียงหนึ่งเดียวของเจ้าได้อย่างไร…เห็นชัดว่าเจ้าเองก็มีภรรยา…ฮึ่ม” ชางเยว่บ่นอุบอิบด้วยเสียงเบา พร้อมกับบุ้ยปากอย่างแสนงอนในตอนท้าย แสดงออกถึงความหึงหวงของสตรีวัยแรกแย้ม

“นาง?” ใบหน้าสะคราญโฉมไร้ที่เปรียบผุดขึ้นมาในความคิดของหยุนเช่อ นางที่อายุสิบหกปียังงดงามจนไร้ที่เปรียบ เขาไม่ได้พบนางกว่าปีครึ่งแล้ว นางที่อายุสิบเจ็ดปีครึ่งสมควรจะยิ่งงดงามสูงส่งเหนือผู้คน แต่แม้ว่านางจะเป็นภรรยาในนามของเขา แต่ความจริงแล้วกลับเป็นสตรีของแดนศักดิ์สิทธิ์เมฆาเยือกแข็ง..มิใช่ของเขา ชายหนุ่มตอบเสียงเรียบ “แม้นางจะปฏิบัติกับข้าอย่างดี อย่างน้อยก็ไม่ดูหมิ่นข้า ทั้งยังพยายามปกป้องศักดิ์ศรีของบุคคลอ่อนแอเช่นข้า แต่นางมิเคยมองข้าเป็นสามี ยิ่งเป็นไปไม่ได้ที่นางจะมองว่าข้าเป็นสมาชิกในครอบครัวของนาง”

ต่อหน้าหญิงสาว เป็นการดีที่สุดที่จะไม่กล่าวถึงสตรีอื่นมากเกินไป อย่าว่าแต่อีกฝ่ายมีความสัมพันธ์อันละเอียดอ่อนกับชายหนุ่ม หยุนเช่อย่อมเข้าใจดีในจุดนี้ ชายหนุ่มจึงรีบเปลี่ยนเรื่องโดยพลัน “จริงสิ ศิษย์พี่หญิง ท่านเคยได้ยินชื่อฉู่เยว่ฉานหรือไม่?

“ฉู่เยว่ฉานเจ้าพูดว่าฉู่เยว่ฉานหรือ?” ปฏิกิริยาตอบรับของชางเยว่รุนแรงกว่าที่หยุนเช่อคาดไว้อย่างมาก

“ศิษย์พี่หญิงรู้จักชื่อนี้หรือ?

“แน่นอน ในโลกนี้มีผู้ใดไม่รู้จักชื่อนี้บ้าง?

หยุนเช่อ: “…”

“ฉู่เยว่ฉาน หัวหน้าของเหล่า‘นางเซียนเมฆาเยือกแข็งทั้งเจ็ด’อันเลื่องชื่อ ตั้งแต่ยี่สิบปีก่อนนางยังเป็นที่รู้จักในฐานะโฉมงามอันดับหนึ่งแห่งอาณาจักรวายุคราม ทั้งยังเป็นยอดยุทธ์อันดับหนึ่งในหมู่จอมยุทธ์รุ่นราวคราวเดียวกัน แต่ชื่อเสียงในด้านความงามของนางโด่งดังกว่าในด้านความแข็งแกร่งอย่างมาก”

ขณะกล่าวถึง “ฉู่เยว่ฉาน” สีหน้าของชางเยว่เผยความโหยหาอาวรณ์อย่างมาก “นานมาแล้ว บุคคลที่ชื่นชอบนางมีมากมายทั่วทะเลทั้งสี่ เพียงเพื่อรอยยิ้มของนาง หรือกระทั่งเพื่อพบหน้านางเพียงหนึ่งครั้ง หลายต่อหลายคนรวบรวมความกล้าเดินทางไปยังแดนศักดิ์สิทธิ์เมฆาเยือกแข็ง ในหมู่บุรุษเหล่านั้นมีประมุขพรรคตระกูลเซี่ยวคนปัจจุบัน และผู้นำแห่งหมู่บ้านกระบี่สวรรค์…พระบิดาของข้าก็เป็นหนึ่งในนั้น แม้พระบิดาของข้าเคยเห็นหน้าฉู่เยว่ฉานเพียงครั้งเดียว เขามิอาจหลุดพ้นจากนางไปได้เลย กระทั่งหลังจากขึ้นครองราชย์ในฐานะองค์จักรพรรดิ สาเหตุเดียวที่พระบิดาไม่เคยใส่พระทัยต่อองค์จักรพรรดินีล้วนเป็นเพราะฉู่เยว่ฉาน กระทั่งบัดนี้พระบิดายังคงละเมอหา “นางเซียนโฉมงามเยือกแข็ง” โดยไม่รู้พระองค์อยู่เสมอ

หยุนเช่ออ้าปากค้างด้วยสีหน้าตะลึงงัน…