0 Views

ด่านทดสอบของเทพหงสาล้วนน่ากลัวอย่างแท้จริง ในด่านทดสอบแรกหากหยุนเช่อไม่ได้มีความต้านทานต่อไฟ ผู้ใดจะรู้ว่าชายหนุ่มต้องตกตายภายด้วยเปลวเพลิงของอสูรเพลิงอเวจีไปกี่ครั้ง ในด่านทดสอบที่สองไม่ว่าผู้ใดก็สามารถบอกได้ว่ามันจะต้องน่าสะพรึงกลัวกว่าด่านทดสอบแรกอย่างไม่ต้องสงสัย

พื้นที่กว้างขวางไร้ที่สิ้นสุด ราบและแห้งแล้งซ้ำยังไม่มีหญ้าขึ้นแม้สักต้นเดียว พร้อมกับลมร้อนพี่พัดแผดเผาสิ่งเหล่านี้ให้ความรู้สึกอ้างว้างและเปล่าเปลี่ยวชวนให้ผู้คนรู้สึกมืดมัวนัก ในเวลานี้ เสียงร้องของเทพหงสาจากฟากฟ้าพลันดังขึ้นชัดเจน หลังจากนั้นท้องฟ้าที่เดิมทีมืดครึ้มพลันกลายเป็นสีแดงโชติช่วงอย่างฉับพลัน ราวกับมันถูกเผาให้เป็นสีแดงด้วยอัคคีจากสวรรค์

หยุนเช่อเงยหน้าขึ้นมองและต้องประหลาดใจที่เห็นท้องฟ้าสีแดงเข้มถูกย้อมไปด้วยจุดสีแดงนับไม่ถ้วน หลังจากนั้นเทพหงสาร้องดังก้องอีกครั้งและจุดสีแดงที่กระจัดกระจายอยู่ก็มุ่งเป้ามายังตำแหน่งของช่ายหนุ่ม พวกมันพลันเริ่มพุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็วราวกับอุกกาบาต ในสายตาของหยุนเช่อจุดเหล่านี้ที่เข้ามาใกล้มากจนขนาดของมันใหญ่ขึ้น ในที่สุดภาพเงาร่างของเทพหงสาก็ปรากฏอย่างชัดเจนในสายตาของหยุนเช่อ

มันเป็นเทพหงสาขนาดเล็กที่ร่างที่ปกคลุมไปด้วยไฟสีแดงเข้ม มีความยาวประมาณหกฟุต ความเร็วในการเคลื่อนที่ของมันนั้นสูงยิ่ง มันโบยบินราวกับมันเป็นศรที่รวดเร็วและแหลมคม

ฟุ่บ!!

เทพหงสาถาโถมมาทางหยุนเช่ออย่างรวดเร็ว มันระเบิดในทันทีทำให้เกิดลูกไฟขนาดใหญ่ และทั่วทั้งท้องฟ้าพลันถูกปกคลุมไปด้วยฝนที่ลุกเป็นไฟ หากนี่เป็นคนอื่น พวกมันคงต้องล้มเหลวในด่านทดสอบที่สองอย่างแน่นอนเพราะเปลวเพลิงอันน่ากลัวของเทพหงสานี้เพียงพอที่จะเผาไหม้ผู้ที่อยู่ชั้นปราณจิตให้บาดเจ็บสาหัสได้ในทันที เปลวเพลิงนี้ไม่ได้ทำอันตรายร้ายแรงอันใดต่อหยุนเช่อ แต่แรงปะทะอย่างรุนแรงและแรงระเบิดนั้นกระแทกหยุนเช่อจนเป็นเหตุให้เลือดลมทั้งหมดในร่างกายของชายหนุ่มปั่นป่วนจนทรุดลงกับพื้น

กรี๊ซ~~~

เทพหงสาแผดเสียงร้องขึ้นอีกครั้งและเงาร่างของเทพหงสาอีกเงาก็พุ่งลงมาราวกับศรเพลิง ในตอนนี้หยุนเช่อไม่กล้าที่จะฝืนตั้งรับและหลบมันอย่างรวดเร็ว เงาของเทพหงสาพุ่งสู่พื้นดินและเกิดการระเบิดของเปลวเพลิงจนพื้นดินแตกเป็นรอยแยกยาว หยุนเช่อยังไม่ได้ทันได้ตั้งหลักแต่เสียงร้องของเทพหงสาก็ดังขึ้นมาอีกครั้ง ครานี้เสียงร้อยดังมาจากด้านบน แต่ครั้งนี้เสียงร้องของเทพหงสากลับดังติดต่อกัน ภาพเงาร่างของเทพหงสาสามตนพุ่งลงมาอย่างรวดเร็วในทิศทางที่แตกต่างกันมุ่งตรงมายังหยุนเช่อ

หยุนเช่อพลิกร่างหลบภาพเงาแรกของเทพหงสา จากนั้นชายหนุ่มใช้แรงกระโดดถอยหลังหลบเงาร่างที่สอง

“เทพดาราแยกเงา!”

ขณะที่ลอยอยู่กลางอากาศ หยุนเช่อเอียงร่างกายในชั่ววูบและหลบเลี่ยงเงาร่างที่สามได้อย่างหวุดหวิด

ตูม ตูม ตูม!!

เงาร่างเทพหงสาทั้งสามระเบิดอย่างต่อเนื่อง เกิดเปลวเพลิงพุ่งสูงนับสิบเมตร แต่ทว่าก็ยังมีเสียงร้องของเทพหงสาดังตามมา หยุนเช่อเงยหน้าขึ้นมอง ในตอนนี้มีเงาร่างของเทพหงสาถึงเจ็ดตนกำลังพุ่งตรงมาทางชายหนุ่มในคราวเดียว

บัดซบ! นี่ไม่ใช่เรื่องล้อเล่นแล้ว! หยุนเช่อขมวดคิ้วพลางลอบสาปแช่งในใจ

…………………………

ภายหลังจากหยุนเช่อเข้าสู่การทดสอบตราผนึกได้กลับสู่สภาพเดิมอีกครั้ง แต่หลานเสวี่ยหลอยังไม่ได้จากไป กลับกันนางกลับยังคนยืนรออยู่ ณ ที่นั้น นางได้รับทราบจากฟงไป่ฉวนเกี่ยวกับการทดสอบที่น่ากลัว เมื่อเทียบกับฟงไป่ฉวนด้วยพละกำลังของหยุนเช่อแม้จะมีพลังปราณธาตุอัคคีแต่มันก็ยังคงเป็นไปไม่ได้ที่จะยืนหยัดอยู่ภายในด่านทดสอบเกินชั่วเวลาหายใจเข้าออกสิบครั้ง

แต่ทว่าหลังจากชั่วเวลาหายใจเข้าออกผ่านไปสิบครั้ง ผ่านไปยี่สิบครั้ง สามสิบครั้ง……ครึ่งชั่วโมงผ่านไป…หยุนเช่อก็ยังคงไม่กลับออกมา

มันเป็นไปไม่ได้เลยที่หลานเสวี่ยหลอจะทำใจให้สงบลงได้ ใบหน้าของนางยิ่งแสดงออกถึงความกังวลมากขึ้นและมากขึ้น หลังจากที่รอคอยมาเป็นเวลาชั่วโมงกว่านางก็ไม่อาจจะอยู่ในความสงบได้ นางหันไปทางฟงไป่ฉวนและกล่าวถามอย่างเร่งรีบ

“ท่านผู้นำตระกูลฟง ทำไมเขายังไม่ออกมาเสียทีท่านบอกข้าไม่ใช่หรือว่าอย่างมากที่สุดจะใช้เวลาอย่างมากเพียงแค่สิบลมหายใจเขาก็จะออกมา?

จิตใจของฟงไป่ฉวนก็กระวนกระวายมาเป็นเวลานานแล้ว หลังจากรับฟังหลานเสวี่ยหลอเขาเพียงทำได้แค่ปลอบนาง

”บางทีการทดสอบอาจแตกต่างกันไปตามแต่ละบุคคล ดังนั้นจึงยากที่จะบอกได้ว่ามันจะใช้เวลาสักเพียงใด….มั่นใจได้ว่าน้องชายหยุนเช่อไม่ใช่คนที่ไม่รู้ข้อจำกัดของตนเอง ถ้าถึงจุดที่เขาไม่สามารถทนไหว เขาย่อมออกมาทันที”

หลานเสวี่ยหลอไม่ตอบคำ นางเก็บความรู้สึกกังวลไว้ในใจและรอคอยต่อไป

……………………

กรี๊ซ~~

กรี๊ซ~~

กรี๊ซ~~

กรี๊ซ~~~~~

เทพหงสาจำนวนมากร่ำร้องแข่งกันอย่างวุ่นวาย เสียงร้องบาดหูราวกับพวกมันจะฉีกท้องฟ้าให้แยกออกจากกัน จากเสียงร้องในคราแรกเป็นเสียงร้องของกลุ่มเทพหงสาสามตน ไปยังกลุ่มเจ็ดตน มาจนถึงกลุ่มที่ประกอบด้วยเงาร่างเทพหงสาสิบห้าตน….ในตอนนี้ทั่วท้องฟ้าเต็มไปด้วยเสียงร้องและภาพเงาร่างของเทพหงสา นี่ราวกับห่าฝนอุกกาบาตที่กำลังร่วงหล่น มันน่ากลัวเกินว่าสิ่งใดจะเทียบได้

หยุนเช่อใช้เทพดาราแยกเงาเคลื่อนย้ายอย่างรวดเร็วผ่านห่าฝนอุกกาบาตพร้อมกับกำลังครุ่นคิด วิชาเทพดาราแยกเงาของเขาในปัจจุบันนั้นอยู่เพียงแค่ขั้นแรก แต่ถึงแม้กระบวนท่านี้ที่ได้รับมาจากจัสมินจะอยู่ในขั้นที่ต่ำที่สุดมันยังคงมีอานุภาพที่น่าตกใจอย่างยิ่งและมันทำให้ชายหนุ่มยังสามารถเคลื่อนไหวท่ามกลางหมู่ศรจากเทพหงสาได้

อย่างไรก็ตาม เงาร่างของเทพหงสาเหล่านี้มีจำนวนมากเกินไป มันเป็นไม่ได้ที่หยุนเช่อจะสามารถหลบเลี่ยงศรนี้ได้ทุกครั้ง หลังจากหลบหลีกกลุ่มศรเทพหงสานับสิบกลุ่ม ชายหนุ่มได้รับบาดเจ็บราวเจ็ดถึงแปดครั้ง พลังจากการปะทะของเงาร่างเทพหงสานั้นเรียบง่ายแต่เทียบไม่ได้เลยกับเปลวเพลิงที่มันนำพามาด้วย มันเป็นภัยคุกคามร้ายกาจ ทุกครั้งที่หยุนเช่อถูกทำร้ายด้วยเงาร่างของเทพหงสา

พลังปราณป้องกันของชายหนุ่มจะลดลงทีละน้อย เมื่อร่วมกับเทพดาราแยกเงาที่ถูกใช้ออกหลายครั้ง นี่นับเป็นการสิ้นเปลืองพลังลมปราณของชายหนุ่มอย่างยิ่ง

ตูม! ตูม! ตูม! ตูม! ตูม!…..

รอบแล้วรอบเล่าที่เงาร่างของเทพหงสาระเบิดข้างๆหยุนเช่อ พื้นดินที่แต่เดิมราบเรียบกลับกลายเป็นเต็มไปด้วยหลุมบ่อมากมาย แทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะหาพื้นที่สักแห่งที่ยังคงมีสภาพเดิมในระยะมองเห็นของสายตา

นี่เป็นอีกครั้งที่ชายหนุ่มคิดว่าหากไม่ได้มีความสามารถต้านทานไฟ เขาคงตายไปแล้วเป็นร้อยๆครั้ง

ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเมล็ดวิญญาณเทพอสูรธาตุอัคคีมีส่วนในการโกงด่านทดสอบของเทพพงสาของหยุนเช่อเป็นอย่างมาก

ตูม!!!

ในรอบสุดท้าย เงาร่างของเทพหงสาหลายร้อยตนได้พุ่งลงมาจากท้องฟ้า ร่างกายของเปล่งแสงไฟสว่างจ้า สว่างจนท้องฟ้าเป็นสีแดง ทันทีที่พวกมันตกลงมาผืนดินขนาดแตกออกด้วยไฟและพัดเอาพื้นพสาธาโดยรอบไหม้ดำเป็นตอตะโก ในขณะเดียวกันหยุนเช่อก็ได้ปะทะกับเงาร่างเทพหงสาเจ็ดตน ลมปราณคุ้มครองทั่วร่างกายของชายหนุ่มพลันแตกสลายในทันที โชคดีที่จากโจมตีสิ้นสุดลงตรงนั้น มิหน่ำซ้ำคลื่นที่ทำร้ายหน้าอกของเขา ก็ไม่ได้ทำให้ชายหนุ่มได้รับบาดเจ็บมากมาย

“ฟู่…นี่คงสิ้นสุดแล้ว?” หยุนเช่อเงยหน้ามองท้องฟ้าและถอนหายใจด้วยความโล่งอกในขณะที่ยืนอยู่ท่ามกลางเปลวไฟที่ยังคงแผดเผาอยู่ เสียงร้องของเทพหงสาได้หยุดลงแล้วและท้ายที่สุดไม่มีเค้าลางเงาร่างของเทพหงสาอยู่บนท้องฟ้าอีก ในตอนนี้หยุนเช่อเริ่มที่จะนับถือบรรพชนที่ฟงไป่ฉวนได้กล่าวถึง ด้วยร่างกายธรรมดาทั่วไปและการฝึกฝนจนอยู่ในระดับชั้นปราณจิต คนผู้นี้สามารถผ่านกลุ่มขบวนเทพหงสาที่แสนจะน่าหวาดกลัวที่หยุนเช่อพึ่งประสบมาก่อนหน้านี้ น่ากลัวว่าเขาจะต้องเป็นสุดยอดอัจฉริยะที่น่าตกใจอย่างแน่นอน

เปลวเพลิงโดยรอบค่อยๆดับลงและด่านทดสอบที่สองก็ได้จบลงในที่สุด แทนที่จะกล่าวว่าหยุนเช่อผ่านการทดสอบ มันจะดีกว่าหากบอกว่าชายหนุ่มใช้ร่างกายอันพิเศษของเขาอดทนฝืนผ่านมาได้ ในตอนนี้ทิวทัศน์เบื่องหน้าเขาได้บิดเบือนมากขึ้น มากขึ้นจนกลายเป็นมืดมน หยุนเช่อเริ่มที่จะสังเกตุสภาพโดยรอบที่อาจเป็นด่านทดสอบที่สาม แต่ชายหนุ่มก็พบว่าทุกอย่างเบื้องหน้าของเขากลายเป็นสีดำสนิทไปเรียบร้อยแล้ว

หลังจากนั้นดวงตาสีทองคู่หนึ่งเปิดออกในโลกที่มืดสนิท เสียงของจิตวิญญาณเทพหงสาพลันดังขึ้นอีกครั้งในความคิด

“ข้าประหลาดยิ่งนัก เจ้าครอบครองร่างกายที่สุดแสนจะวิเศษที่ไม่ต้องกลัวอำนาจไฟใด ถ้าข้าคาดเดาไม่ผิด รังสีนี้คงเป็นของเทพอสูรยุคแรกเริ่มที่สิงสถิตอยู่ในตัวเจ้า”

“ถูกต้องแล้ว” หยุนเช่อพยักหน้า ชายหนุ่มนับถือจิตวิญญาณของเทพหงสาที่มองเห็นรังสีของเทพอสูร ส่วนลึกภายในจิตใจหยุนเช่อไม่ได้ประหลาดใจนัก ถึงอย่างไรทั้งเทพหงสาและเทพอสูรก็เป็นหนึ่งในเผ่าพันธุ์ยุคแรกเริ่ม

“เทพอสูรนั้นไม่ได้ขึ้นตรงต่อธาตุใด สำหรับพลังธาตุอื่นแล้วเขานับเป็นฝันร้ายอย่างแท้จริง ทว่าหากนับเพียงความเชี่ยวชาญและความสามารถในการใช้อำนาจของพลังธาตุไม่มีผู้ใดเลยที่เทียบกับเทพอสูรได้ หากเจ้าสามารถหาหนทางใดก็ตามสืบทอดพลังอำนาจของเทพอสูร ไม่เพียงแต่ไฟ แม้แต่น้ำ ลมสายฟ้าปฐพีเขตแดนมิติจิต….ทั้งหมดนี้จะถูกเจ้ากำราบให้อ่อนแอลงและไม่อาจทำอันตรายแก่เจ้าได้”

หยุนเช่อ: “……”

“เจ้าผ่านด่านทดสอบทั้งสองก่อนหน้านี้ไม่ใช่เพราะเจ้ามีพลังฝีมือเพียงพอ แต่เป็นเพราะร่างกายที่ไม่ธรรมดาของเจ้า แม้ว่าเจ้าจะโกงแต่ผ่านก็คือผ่าน ข้าไม่มีสิทธิ์ที่จะไม่ยอมรับ แต่ทว่าในด่านทดสอบที่สาม วิบัติดวงใจอัคคี เป็นด่านทดสอบจิตใจที่ไม่เกี่ยวข้องกับเปลวไฟ ดังนั้นข้อได้เปรียบของร่างกายเจ้าจะหายไป และในด่านทดสอบที่สามนี้ยังเป็นด่านที่ผ่านได้ยากที่สุดในสนามทดสอบ นับตั้งแต่สถานที่นี่ถูกสร้างมา ผู้ที่ผ่านการทดสอบของด่านทดสอบสองด่านแรกมีจำนวนสามร้อยยี่สิบเก้าคน แต่ผู้คนที่ผ่านการทดสอบในด่านที่สาม…..มีจำนวนเพียงเจ็ดคน”

“เจ็ดคน?” หยุนเช่อพลันตกตะลึง

ถึงแม้ว่าชายหนุ่มจะผ่านสองการทดสอบแรกมาได้อย่างง่ายดายด้วยการโกง แต่ในเวลาเดียวกันเขาก็เข้าใจถึงความน่ากลัวของด่านทดสอบทั้งสอง ผู้ที่สามารถผ่านการทดสอบทั้งสองในขณะที่ระดับลมปราณอยู่ชั้นปราณจิตล้วนเป็นอัจฉริยะที่ไม่มีผู้ใดเทียบได้อย่างไม่ต้องสงสัย แต่สำหรับผู้ที่อยู่ในชั้นปราณแท้จริงนั้นไม่มีทางที่จะผ่านการทดสอบนี้ไปได้เลย

และแน่นอนว่าในหมู่อัจฉริยะเหล่านั้นมีเพียงแค่สองในร้อยที่มีความสามารถผ่านด่านทดสอบที่สาม!!?

ด่านทดสอบที่สามนี้จะมีสิ่งทีน่ากลัวชนิดใดรออยู่?

“อย่างไรก็ตาม เจ้าไม่ต้องกังวลจนเกินไป ด่านทดสอบที่สามเป็นด่านทดสอบจิตใจมันไม่ได้ข้องเกี่ยวกับการต่อสู้ แต่แทนที่ด้วยการตัดสินใจที่ยุ่งยากของจิตใจ หากเจ้ามั่นคงเพียงพอต่อการแสวงหาอำนาจ แม้ว่าเจ้าจะมีระดับพลังลมปราณที่อ่อนแอก็มีโอกาสที่เจ้าจะผ่านมันไปได้โดยง่าย ในทางกลับกันหากเจ้าไม่มีความมุ่งมั่นพอ การกลับคืนไปยังโลกของเจ้าก็นับว่าเป็นอีกตัวเลือกหนึ่ง อย่างไรก็ตาม พลังอำนาจไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่างของชีวิต”

“เจ้า…เจ้าพร้อมแล้วหรือไม่?

ด่านทดสอบแห่งจิตใจ?

ในฐานะที่เป็นคนที่ผ่านชีวิตมาสองชาติภพ หลังจากได้ประสบขอบเขตของชีวิตและความตายมานับครั้งไม่ถ้วน ชายหนุ่มไม่สมควรจะกลัวการทดสอบแห่งจิตใจนี้แม้แต่น้อย มิใช่หรือ?

“ด่านทดสอบแห่งจิตใจ” คำไม่กี่คำนี้เป็นเหตุให้จิตใจของหยุนเช่อกลายเป็นสงบนิ่ง แม้ว่าจะมีโอกาสผ่านด่านทดสอบเพียงน้อยนิดดังที่จิตวิญญาณเทพหงสาได้กล่าวไว้ หยุนเช่อก็ไม่ได้เป็นกังวลดังเช่นตอนที่เขาเผชิญการทดสอบครั้งแรกและครั้งที่สอง โดยไม่มีการลังเลหยุนเช่อพยักหน้าทันที

“เริ่มได้เลย”

“ตามที่เจ้าต้องการ….ข้าหวังว่าเจ้าจะทำได้สำเร็จ”

ดวงตาของจิตวิญญาณเทพหงสาหายไปและโลกที่มืดสนิทนี้เริ่มที่จะบิดเบี้ยวอีกครั้ง หยุนเช่อรู้สึกราวกับว่าร่างกายของเขาถูกพัดด้วยพายุและเริ่มที่จะลอยอยู่เหนือมิติที่บิดเบือนนี้ ชายหนุ่มปิดตาลงและพูดพึมพำในใจ

“ให้ข้าได้เห็นว่าด่านทดสอบแห่งจิตใจนี้แท้จริงแล้วเป็นเช่นไร สิ่งเดียวที่สามารถทำลายจิตใจของข้าได้อย่างแท้จริงแล้ว ไม่สมควรมีอยู่อีกต่อไปแล้ว”

ภายในความมืดมิด หยุนเช่อรู้สึกว่าจิตสำนึกของตนค่อยๆเลือนรางนี่เป็นสาเหตุให้ชายหนุ่มเปิดตาของเขาอย่างกะทันหันแต่ทว่าเขาไม่อาจต้านทานความหนักหน่วงที่เกิดขึ้นในจิตใจ การมองเห็นและการรับรู้ของชายหนุ่มกลายเป็นเลือนรางมากขึ้นและมากขึ้น จนกระทั่งแน่นิ่งโดยสมบูรณ์

เมื่อเขาฟื้นคืนสติ ความเจ็บปวดเล็กน้อยแล่นมาตามส่วนต่างๆของร่างกาย ร่างกายของเขาในตอนนี้อ่อนแออย่างมากราวกับพึ่งฟื้นตัวจากการบาดเจ็บรุนแรง ปลายจมูกของหยุนเช่อได้กลิ่นคาวเลือด….นั่นคือกลิ่นเลือดของเขาเอง

นี่มันเกิดอะไขึ้นทำไมร่างกายของข้ารู้สึกอ่อนแรงเช่นนี้ราวกับว่าข้าได้รับบาดแผลร้ายแรง…. นอกจากนั้นแล้ว ความรู้สึกนี้ กลิ่นนี้ ทำไมข้าถึงรู้สึกคุ้นเคยนัก?

หยุนเช่อเปิดเปลือกตาอย่างช้าๆ ภาพจากสายตาค่อยแจ่มชัด ชายหนุ่มรับรู้ว่าตัวเขาตอนนี้อยู่ที่ไหน มันเป็นกระท่อมไม้ไผ่ที่แสนเรียบง่าย มีโต๊ะธรรมดา โต๊ะเล็กๆโต๊ะหนึ่งที่ทำจากไม้ไผ่ บนโต๊ะเต็มไปด้วยผ้าพันแผลและขวดยาแทบทุกชนิด โต๊ะอื่นๆก็จัดวางด้วยเครื่องมือแพทย์มากมายหลายชนิดเช่นเดียวกับกองผ้าขาวที่เปื้อนเลือด

กลิ่นเหม็นฉุนของยาและเลือดกระจายไปทั่วทั้งห้อง มีเพียงผ้าห่มผืนบางที่คลุมร่างกายของชายหนุ่มเพื่อป้องกันแสงแดดพร้อมกับกลิ่นหอมอบอุ่น มองผ่านหน้าต่างไม้ออกไปหยุนเช่อเห็นเชือกและแถวเสื้อผ้าของบุรุษที่ถูกแขวนอยู่….เสื้อผ้าเหล่านั้นเต็มไปด้วยรอยเป็นหย่อมๆ แม้ว่าพวกมันจะผ่านการทำความสะอาดอย่างพิถีพิถัน แต่เนื่องจากคราบเลือดที่ฝังลึกมากมาย มันยังคงมีรอยเลือดจางๆหลังจากที่มันแห้งแล้ว

ในขณะที่สติของชายหนุ่มเริ่มกลับมาแจ่มชัดอีกครั้ง ราวกับถูกฟ้าผ่า หยุนเช่อลุกขึ้นนั่งบนเตียงในทันที สายตาของเขาจับจ้องไปยังสถานที่เบื้องหน้าทุกซอกมุม หัวใจของชายหนุ่มในตอนนี้ราวกับเรือลำน้อยที่อยู่ท่ามกลางลมพายุ แกว่งไปมาอย่างรุนแรง

ที่แห่งนี้…….ที่แห่งนี้คือ……….